ไฟเขียวปรับปรุงกรอบงบประมาณปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936643


รัฐกลัวไม่พอใช้อัดเงินเพิ่ม 4.7หมื่นล้าน

นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการปรับปรุงรายละเอียดของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 หลังได้นำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณไปรับฟังความคิดเห็นจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 420 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 26 เม.ย.-1 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ปรับลดแล้วนำไปเพิ่มในบางส่วน 4,985 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบงบประมาณเพิ่มเติมจากกรอบเดิม 47,110 ล้านบาท โดยจะส่งรายละเอียดที่ปรับปรุงให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนและแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงบประมาณทราบโดยตรง ก่อนนำไปจัดพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2561 และนำเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 30 พ.ค.2560 นี้ “หลังปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณปี 2561 แล้ว มีโครงสร้างงบประมาณดังนี้ กรอบงบประมาณรายจ่าย วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท ลดลงจากปี 2560 จำนวน 23,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2,153,133.7 ล้านบาท ส่วนรายจ่ายลงทุน วงเงิน 659,924 ล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้จำนวน 86,942.3 ล้านบาท”

ขณะที่รายได้อยู่ที่ 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2560 จำนวน 79,921.7 ล้านบาท วงเงินชดเชยขาดดุลอยู่ที่ 450,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2560 วงเงิน 102,921.7 ล้านบาท ส่วนวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ วงเงิน 649,553.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.5 ล้านบาท ซึ่งผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปี 2561 จะอยู่ที่ 16,029,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 878,700 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเมื่อหักอัตราเงินเฟ้อจีดีพีจะขยายตัว 3.5-3.6% และหากแยกตามกระทรวงพบว่า กระทรวงศึกษาฯได้รับงบประมาณสูงสุด 510,961.8 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา 2,999.8 ล้านบาท ขณะที่กระทรวงกลาโหมอยู่อันดับที่ 5 ได้รับงบประมาณ 222,436.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,892.6 ล้านบาท.

 

งานคือเงิน 10/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 10 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935823


ความสำเร็จไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากไร้ซึ่งการลงมือปฏิบัติ

หมึกเขียว ขอเป็นหนึ่งแรงใจส่งถึง คนสู้ชีวิต ให้สามารถฟันฝ่าทุกอุปสรรคและปัญหาจนประสบความสำเร็จในเร็ววัน ทั้งอาสาสรรหาสารพัดตำแหน่งงานน่าสนใจมาฝากกันเสมอที่ งานคือเงิน

สำนักงานตลาด กรุงเทพมหานคร รับ รองผู้อำนวยการสำนักงานตลาด 1 อัตรา อายุไม่เกิน 58 ปี วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า จากสถาบันการศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)รับรอง ต้องเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารหรือตำแหน่งทางการบริหารมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี สนใจสมัครด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จ่าหน้าซองถึง ฝ่ายบริหารงานทั่วไป สำนักงานตลาด กรุงเทพมหานคร เลขที่ 8 อาคารโกลด์มาร์เก็ต ชั้น 5 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 สอบถาม โทร.0-2158-0740 (-42) ต่อ 23 ดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www.bangkokmarket.go.th รับถึง 15 พ.ค.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายเวลารับ ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง พยาบาล 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทาง การพยาบาล, เภสัชกร 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่าทาง เภสัชกรรม, นักวิชาการสถิติ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี สาขา สถิติ หรือ สถิติประยุกต์ สมัครที่งานบริหารทรัพยากรมนุษย์ ชั้น 2 อาคารคุณากร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2926-9662 ดูรายละเอียดที่ http://www.med.tu.ac.th รับถึง 15 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รับ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไประดับปฏิบัติการ 1 อัตรา สังกัดกองกิจการนิสิต สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า มีความรู้ความสามารถในการดูแลตรวจสอบการจัดระบบงานและจัดการงานต่างๆ ในงานสารบรรณ การรับ-ส่งหนังสือราชการ การรับ-ส่งจดหมาย/พัสดุ พิจารณากลั่นกรองเรื่อง การจัดลำดับความสำคัญเสนอผู้บังคับบัญชา การเวียนหนังสือราชการ รวมทั้งจัดบอร์ดประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ ติดตามข่าวสารในระบบสำนักงานอัตโนมัติของมหาวิทยาลัย ร่างโต้ตอบหนังสือ เตรียมการประชุม และรายงานการประชุม ดูแลงานบุคคล เกี่ยวกับงานบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนตำแหน่ง การปรับวุฒิ และสวัสดิการต่างๆ การจัดเก็บแฟ้มประวัติ ตรวจสอบการลาของบุคคล เป็นต้น สามารถติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายใน และภายนอก, นักวิชาการคอมพิวเตอร์ระดับปฏิบัติการ 1 อัตรา สังกัดกองกลาง สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาตรี ด้าน วิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือเทียบเท่า มีความรู้ความสามารถในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงาน สามารถเป็นผู้แทนเครือข่ายหน่วยงานในการดำเนินงานตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศของมหาวิทยาลัย มีความรู้ความสามารถติดตั้ง บำรุงรักษา ซ่อมแซม และ Upgrade โปรแกรมต่างๆ ให้กับคอมพิวเตอร์ และให้บริการทางวิชาการ เช่น ให้คำปรึกษา ตอบปัญหา ถ่ายทอดเทคโนโลยี ด้านคอมพิวเตอร์ให้กับบุคลากรภายในหน่วยงานอย่างถูกต้อง ดูแลติดตั้ง ซ่อมบำรุงรักษา ซ่อมแซม และ Upgrade โปรแกรมต่างๆ ให้กับคอมพิวเตอร์ Notebook ให้พร้อมใช้งาน รวมถึงดูแลอุปกรณ์ และระบบในการประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (ex-meeting.ku.ac.th) มีความรู้ความสามารถด้านภาษา SQL, PHP, ASP, JAVA หรือภาษาอื่นๆ เขียนโปรแกรมชุดคำสั่งต่างๆ และจัดทำคู่มือการใช้ ทดสอบความถูกต้อง และแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อให้ระบบปฏิบัติการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประสานงานกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก, นิติกรระดับปฏิบัติการ 2 อัตรา สังกัดสำนักงานกฎหมาย สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาตรี ทางด้าน นิติศาสตร์ มีความรู้ความสามารถในการ ร่างหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับ จัดทำนิติกรรมหรือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ศึกษาพิจารณาให้ความเห็นทั้งในข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริงในร่างกฎหมาย เสนอความเห็นในการตีความและวินิจฉัยปัญหากฎหมาย ตอบข้อหารือปัญหากฎหมายและทางปฏิบัติทางกฎหมาย ศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์หรือสังเคราะห์งานทางด้านกฎหมาย เพื่อปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับหน่วยงาน ที่รับผิดชอบ สามารถสอบสวนตรวจพิจารณาการดำเนินการเกี่ยวกับวินัยของบุคลากรและการร้องทุกข์ หรืออุทธรณ์การดำเนินการทางคดี การดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่ง ติดตามและประสานงานการดำเนินคดี ให้บริการวิชาการด้านต่างๆ เช่น ให้คำปรึกษา ตอบปัญหาและชี้แจงเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับงานในหน้าที่, นักวิชาการเงินและบัญชีระดับปฏิบัติการ 3 อัตรา สังกัดกองคลัง สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาตรี ทางด้าน การบัญชี มีความรู้ความสามารถปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับงานการเงินและบัญชี เช่น การจัดทำบัญชี เอกสารรายงานความเคลื่อนไหวทั้งเงินในและเงินนอกงบประมาณ เงินทุนหมุนเวียน เพื่อแสดงสถานะทางการเงินและใช้เป็นฐานข้อมูลที่ถูกต้องตามระเบียบวิธีการบัญชีของส่วนราชการ สามารถรวบรวมข้อมูล และรายงานการเงินของส่วนราชการ เพื่อพร้อมปรับปรุงข้อมูลให้ถูกต้องทันสมัย มีความรู้ความสามารถศึกษาวิเคราะห์ ผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดทำและจัดสรรงบประมาณ ดูแลการรับและจ่ายเงิน สถานะการเงิน ตรวจสอบเอกสารสำคัญการรับ-จ่ายเงิน, เภสัชกรระดับปฏิบัติการ 1 อัตรา สังกัดสถานพยาบาล สำนักงานอธิการบดี วุฒิ ปริญญาตรี ทาง เภสัชกรรม ต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาเภสัชกรรมชั้นหนึ่ง มีความรู้ความสามารถในงานบริการเภสัชกรรม ตรวจสอบความถูกต้องของยา แนะนำวิธีการใช้ยา และบริการการจ่ายยา มีความรู้ความสามารถจัดซื้อ จัดหายาและเวชภัณฑ์ วางแผนการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานของแต่ละฝ่าย ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเรื่องยา และงานบริการวิชาการต่างๆ รวมถึงการจัดทำบัญชียาของสถานพยาบาลให้เป็นปัจจุบัน สามารถบริหารคลังเวชภัณฑ์ มีการตรวจสอบยา จำนวนยา คุณภาพยา วันหมดอายุของยาก่อนรับเข้าคลังเวชภัณฑ์ ส่งมอบยาและเวชภัณฑ์แก่งานต่างๆ รวมทั้งการจัดเก็บยาและเวชภัณฑ์ ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ควบคุมตรวจสอบและรายงานยอดคงคลังทุกสิ้นปี งบประมาณ มีความรู้ความสามารถบริการจัดยาและปฐมพยาบาลแก่นิสิต และงานวิชาการให้ความรู้แก่นิสิตและบุคลากรมหาวิทยาลัย, สมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 8 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สอบถามโทร.0-2942-8161 (-3) ดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www.person.ku.ac.th ถึง 15 พ.ค.นี้

สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ รับ พนักงานประจำ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาด 3 อัตรา ปฏิบัติงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา วุฒิ ปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา สมัครด้วยตนเอง หรือส่งเอกสารใบสมัครพร้อมหลักฐานที่ ฝ่ายบริหารสำนักงาน สำนักงานบริหารทรัพย์สินและกีฬา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ อาคาร 14 ชั้น เลขที่ 99 หมู่ 18 ถ.พหลโยธิน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 (วงเล็บมุมซองว่าสมัครงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาด) รับถึง 16 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยศิลปากร รับ อาจารย์ 1 อัตรา สังกัดสาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์น้ำ คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี วุฒิ ปริญญาเอก ในสาขาวิชาทางด้าน การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ สาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศึกษารายวิชาทางการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เน้นการทำวิจัยทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ต้องมีพื้นปริญญาตรี ทางด้าน การประมง วาริชศาสตร์ หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และมีผลคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษอย่างใดอย่างหนึ่งตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรกำหนดไว้ สนใจสมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ ชั้น 7 สำนักงานอธิการบดี ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โทร.0-2849-7544 หรือที่ งานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม โทร. 0-3425-5790 หรือที่ สำนักงานวิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จ.เพชรบุรี โทร.0-3259-4043(-50) ต่อ 41008, 41003, 41006 รับถึง 16 พ.ค.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทางคอมพิวเตอร์ สามารถติดตั้ง ตรวจสอบ แก้ไข กำหนดคุณลักษณะ ระบบงานด้านคอมพิวเตอร์ และร่วมวางแผน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศในความรับผิดชอบ ให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและสอดคล้องกับความต้องการของคณะแพทยศาสตร์ มีความรับผิดชอบงานในหน้าที่สูง และมีความกระตือรือร้น มีมนุษยสัมพันธ์และความสามารถสูงด้านการติดต่อประสานงานกับผู้อื่น ปฏิบัติงานที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และสามารถปฏิบัติงาน ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ กรณีที่มีกิจกรรมหรือภารกิจต่างๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย หากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้วสมัครที่งานบริหารทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซอยสุขุมวิท 23 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ หรือที่งานบริหารทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก โทร.0-3739-5451 (-5) ต่อ 60224 (-6) หรือ 0-2649-5000 ต่อ 27979 ต่อ 20207 (-8) รับถึง 23 พ.ค.นี้

คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา ประจำภาควิชากายภาพบำบัดทางระบบประสาทในผู้ใหญ่ และ กายภาพบำบัดทางการกีฬา 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางด้าน กายภาพ บำบัด หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสมัครที่ สำนักงานเลขานุการคณะสหเวชศาสตร์ ชั้น 9 อาคารปิยชาติ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2926-9442
ถึง 26 พ.ค.นี้

หมึกเขียว

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 10/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936543


นักเขียนไทยยุค 4.0 อยู่กับ’สัตว์เสมือน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935662


แต่ละสาขาอาชีพตื่นตัวเรื่อง Thailand 4.0 กันแล้ววงการนักคิดนักเขียนไหวเต้นกับปรากฏการณ์นี้หรือไม่อย่างไร

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา กนกวลี พจนปกรณ์ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาเรื่อง การเปลี่ยนโฉมหน้านักเขียนไทย ในยุค 4.0 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท่ามกลางนักเขียน ศิลปินแห่งชาติ และผู้สนใจเข้าร่วมงานคับคั่ง กนกวลีเกริ่นเปิดงานว่า เมื่อโลกเปลี่ยน เราต้องหมุนตัวตามโลก เราผ่าน 1.0 ถึง 3.0 มาแล้ว บัดนี้เคลื่อนเข้ายุค 4.0 เข้าสู่สังคมดิจิทัล แต่เอาเข้าจริงประเทศไทย 4.0 นี้ เราต้องพัฒนาคนหรือไม่ เพราะคนเกี่ยวข้องกับสังคมโดยตรง แล้วการอ่านการเขียนจำเป็นไหม ในการพัฒนาคน

นับเป็นการทิ้งคำถามให้ขบคิด ก่อนเข้าบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ ก่อนจะฟังทรรศนะนักเขียนแต่ละนาม คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าประเทศไทย 4.0 นั้น แท้จริงรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เริ่มจาก Thailand 1.0 ก็คือยุคของเกษตรกรรม คนไทยปลูกข้าว พืชสวน พืชไร่ เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ นำผลผลิตไปขายสร้างรายได้

ยุคนี้เริ่มต้นปี พ.ศ.2504 ที่ “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” ให้ชาวบ้านเลี้ยงสัตว์ในแต่ละครัวเรือน แต่การสั่งการของราชการนั้น ออกจะไม่ได้เตรียมความพร้อมไว้ก่อน ทำให้เกิดเพลงล้อเลียน และฝากฝังอยู่ในความทรงจำผู้คนมาตราบจนปัจจุบัน

ต่อมา Thailand 2.0 ซึ่งก็คือยุคอุตสาหกรรมเบา ในยุคนี้ เรามีเครื่องมือเข้ามาช่วย เราผลิตเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องดื่ม เครื่องเขียน เครื่องประดับ เป็นต้น ประเทศเริ่มมีศักยภาพมากขึ้น Thailand 3.0 เป็นยุคอุตสาหกรรมหนัก เราผลิตและขายส่งออกเหล็กกล้า รถยนต์ ก๊าซธรรมชาติ ปูนซีเมนต์ เป็นต้น โดยใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อเน้นการส่งออก

ล่าสุดเรากำลังโบกมือลาประเทศไทย 3.0 ก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0 นี่นับเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย ที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม วาดฝันให้ประเทศไทยกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง

แต่นั่นเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ แล้วทางด้านการศึกษา การพัฒนาความรู้ของคนจะเป็นอย่างไร อาจารย์สกุล บุณยทัต ผู้ดำเนินการอภิปราย บอกว่า รัฐบาลไม่เคยพูดถึงพลังด้านในของมนุษย์ ไม่เคยพูดถึงการเขียนการอ่านเลย อย่างการเปิดห้องสมุดราคามหาศาล แต่ยังขอบริจาคหนังสือจากสำนักพิมพ์และนักเขียนอยู่ แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่ก็เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

นักเขียนคลื่นลูกใหม่ “ปราปต์” บอกว่า ไทยแลนด์ 4.0 เอาเข้าจริงเหมือนเราถูกบังคับ เมื่อมองเข้าไปในสถาบันการศึกษา การสอบเรายังกากบาทอยู่ อย่างนี้มันก็ยากที่จะให้เด็กก้าวออกไปได้ ไทยเรายังติดกับดักอยู่ และเรามีการแบ่งคนออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.ระดับหัวกะทิมี 20 เปอร์เซ็นต์ และ 2.ระดับธรรมดามี 80 เปอร์เซ็นต์ และมีคนบอกว่าอีก 80 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นตัวถ่วง

“นี่เป็นวิสัยทัศน์ของคนที่คิดเรื่อง 4.0 ขึ้นมา แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่จะเอาคน 20 เปอร์เซ็นต์มาลากคน 80 เปอร์เซ็นต์”

และบอกว่า เอาเข้าจริงน้อยคนที่จะรู้ว่า 4.0 คืออะไร คงจะเหมือน เออีซีที่เราก้าวเข้าไปแล้ว แต่ไม่มีอะไรเลย “เราไม่ทำให้เด็กคิดว่า จะไปให้ถึงได้อย่างไร และอะไรคือนวัตกรรม”

กวีรางวัลซีไรต์ปี 2559 พลัง เพียงพิรุฬห์ เริ่มจากข้อสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลถึงเอาตัวเลขมานิยามยุคสมัย ในปัจจุบันเห็นข่าวนักลงทุนพูดถึง 4.0 กันเกือบทุกวัน แต่นักเขียนเราเพิ่งพูดกัน “ผมไม่คิดว่า เราจะแยกออกจากยุคก่อนๆได้ มันน่าจะหลอมรวมกันอยู่ ยุคก่อน 1.0 คือยุคการแลกเปลี่ยน เดี๋ยวนี้การแลกเปลี่ยนสิ่งของซึ่งกันและกันก็ยังมีอยู่ แถวบ้านยังมีคนเอากะละมังมาแลกหมาอยู่เลย”

พร้อมร่ายยาวถึงการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่การเปลี่ยนแปลงในช่วงแรกๆนั้นเป็นไปอย่างช้าๆ ต่อเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม กงล้อการเปลี่ยนแปลงก็เริ่มหมุนเร็วขึ้น จนกระทั่งหมุนเร็วมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะหมุนเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ “รัฐบาลจะทำอะไรก็ทำไป แต่ผมออฟไลน์ อ่านหนังสือรออยู่”

สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานนั้น “เราต้องไม่ละเลยจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม เราจะขอเฝ้าดู ไม่ยุ่งอะไรกับใคร ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จิตวิญญาณสำคัญที่สุด”

นักเขียนรุ่นลายคราม เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม มองการเขียนในยุคปัจจุบันว่า นักเขียนรุ่นใหม่บางคนพบว่าน่าเสียดายพล็อต เพราะผลงานที่เขียนออกมานั้น ไม่ได้นำเอากระแสภายในออกมานั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ในส่วนที่ต้องการเห็นคือ ยุค 4.0 มีการให้ความสนใจเรื่องคอร์รัปชันเรื่องนี้ต้องให้ความยุติธรรม ต้องสะอาด ต้องมีความสุจริตออกมาจากภายใน

อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนและอาจารย์มหาวิทยาลัย มองว่า 4.0 อาจจะเป็นแค่วาทกรรม ไม่ต้องดูอะไรมาก แม้เราจะมีชิปในบัตรประจำตัวประชาชน แต่เราก็ยังต้องถ่ายเอกสารบัตรเมื่อต้องแสดงหลักฐานยืนยันตัวตนกับราชการ เรื่องราวเหล่านี้เป็นความขัดแย้งกัน

ยุคปัจจุบัน น่าสังเกตว่า 1.อาหาร เราไม่รู้ว่าอาหารมาจากไหน 2.สังคมเมือง คนในเมืองใหญ่นับวันจะมีมากขึ้น วัฒนธรรมเมืองมีอำนาจเหนือชนบท 3.สังคมคนอาวุโส คนมีอายุมากขึ้นเพราะการกินอยู่ การดูแลสุขภาพดี สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่า

และ 4.อินเตอร์เน็ต คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตกันมาก

ทั้ง 4 ข้อ “เราจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร” นี่เป็นคำถามของนักเขียนที่เกิดจากการเฝ้าสังเกตความเป็นไปของสังคม แล้วมองไปยังประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และลาว น่าแปลกไหมว่า ประเทศสิงคโปร์ เมื่อก่อนมองว่าศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือย แต่หลังยุคสมัยของลีกวนยู สิงคโปร์กลับมาเป็นผู้นำทางด้านศิลปะ เมื่อเป็นอย่างนี้ ไทย พม่า จะทำตัวอย่างไร

หันไปดูอินโดนีเซีย คนอินโดฯพยายามพูดถึงการเปลี่ยนผ่านจากดัตช์ และสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา ขณะที่ลาวกำลังพูดถึงความขัดแย้งกับทุนจีน

ส่วนรายได้ของนักเขียน อนุสรณ์บอกว่า ต่อไปรายได้จะอยู่ที่ “สมาชิก” ข่าว เรื่องราวชนิดวิเคราะห์เจาะลึกนั้น ต่อไปไม่อาจหาอ่านได้ตามเว็บทั่วไป หากแต่ต้องสมัครสมาชิกถึงจะได้อ่าน

ตัวแทนของนักเขียนรุ่นใหม่ “ปราปต์” ตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วจิตวิญญาณของคนรุ่นใหม่คืออะไรกันแน่ พร้อมมองไปที่การหลอมเยาวชนของรัฐ ที่ใครเดินแตกแถวไม่ได้ ทำให้เด็กไม่ได้รับการหลอมมาให้เป็นตัวของตัวเอง อย่างการบังคับให้อ่านหนังสือ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในแง่ของการสร้างงาน ปราปต์กล่าวประชดว่า “ผมอาจจะเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นตัวถ่วงของประเทศ”
ถึงนาทีนี้ พลัง เพียงพิรุฬห์ ตั้งคำถามว่า เรากำลังกลายเป็นวัตถุมนุษย์หรือไม่ และเป็นมนุษย์เสมือนหรือไม่ พร้อมเล่า

ถึงชีวิตประจำวันว่า เลี้ยงไก่ไว้ ไก่มันออกอาการมึนๆ จิกอาหารเหมือนไม่มีจิตวิญญาณ ไม่รู้ว่าจะเป็นไก่เสมือนหรือไม่

และไม่สรุปว่า คนกินไก่แล้ว คนจะกลายเป็นคนเสมือนหรือไม่

สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานของนักเขียนไทยยุค 4.0 พลังบอกว่า ความเป็นนักเขียนไม่ได้อยู่ที่เป็นผู้นำทางความคิดและข้อมูล แต่อยู่ที่การนำเอาศิลปะมาใช้ และต้องเฝ้ามองยุคสมัยอย่างละเอียดลออยิ่งขึ้น

เอาเข้าจริง การสร้างงานไม่ได้อยู่ที่ยุคอะไร แต่อยู่ที่ “มีอะไรและอยากจะบอกอะไร แล้วใช้ศิลปะการเขียน เขียนออกไป”.

 

หนุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936637


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบแนวทางการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สำหรับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ภายใต้โครงการ “สานพลังประชารัฐ” โดยมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งคณะกรรมการสานพลังประชารัฐของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบด้วย กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และเทคโนโลยี, กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์, กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม, กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูงให้เป็นการพัฒนางานวิจัย

นอกจากนี้ ยังให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กำหนดหลักเกณฑ์การรับรองค่าใช้จ่าย เช่น รายการค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายเพื่อการวิจัยที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมใช้เป็นหลักเกณฑ์กลางในการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ว่าจ้างทำวิจัยและกลุ่มผู้ว่าจ้างทำการวิจัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และให้รายงานความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการดำเนินการ ตามกรอบแนวทางดังกล่าวเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศรับทราบ ขณะเดียวกัน ครม.ยังอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ซึ่งเป็นมาตรการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย “บริษัทที่จะลดภาษีได้ตามกฎหมายนี้ต้องไปจ้างคนที่จะมาทำวิจัย ครั้งนี้ตั้งใจจะช่วยบริษัทที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพที่ต้องการทำวิจัย”.

 

ก.แรงงาน จับมือ 23 บริษัทใหญ่ เพิ่มทักษะฝีมือช่าง สร้างงาน เพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 21:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936452


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จับมือ 23 บริษัทใหญ่ จัดอบรมเพิ่มทักษะช่างฝีมือแรงงาน สร้างงาน เพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลดำเนินนโยบายให้มีการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย เพื่อเป็นการช่วยเหลือให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะสิ้นสุดการลงทะเบียนในวันที่ 15 พ.ค.60 นั้น กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและมีเครือข่ายในการฝึกอาชีพหลายหน่วยงาน

ดังนั้น จึงกำหนดให้มีการพัฒนาทักษะฝีมือให้กับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืนในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และเป็นการผลิตช่างสาขาต่างๆ ป้อนสู่ตลาดลดการขาดแคลนแรงงานในบางสาขาอาชีพด้วย

นายธีรพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบในปี 2560 กพร. ได้มีการฝึกช่างต่างๆ ไปแล้วกว่า 5,800 คน อาทิ ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนมีรายได้ที่มั่นคง สามารถประกอบอาชีพได้ด้วย จึงจับมือกับภาคเอกชนที่เป็นภาคีเครือข่ายที่ได้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ กพร.กว่า 20 แห่ง จัดอบรมอาชีพสาขาช่างที่ตลาดแรงงานต้องการ เพิ่มเติมหลังจากลงทะเบียนแล้วเสร็จ ได้แก่ ช่างปูน ช่างปูพื้น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างก่อสร้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ภาคเอกชนสนับสนุนเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ อาคารสถานที่ เช่น บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด สนับสนุนอุปกรณ์ไฟฟ้า ในการฝึกอบรมช่างไฟฟ้าภายในอาคาร บริษัท สยามได้กิ้นเซลล์ สนับสนุนเครื่องปรับอากาศ จัดฝึกอบรมหลักสูตรสาขาการติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก บริษัท โสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด สนับสนุนผลิตภัณฑ์กระเบื้องเซรามิคปูพื้นและบุผนัง จัดฝึกอบรมช่างปูกระเบื้อง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด สนับสนุนรถจักรยานยนต์ จะฝึกอบรมช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ บริษัท โฮมโปรและไทยวัสดุ สนับสนุนอุปกรณ์ก่อสร้าง จะฝึกด้านช่างก่อสร้างและช่างอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆ ได้แก่ บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ฝึกช่างทาสี บริษัท เอ็นเอส บลูสโคป (ประเทศไทย) จำกัด อบรมช่างติดหลังคา บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ฝึกช่างก่อสร้าง บริษัท แซง โกแบ็ง เวเบอร์ จำกัด ฝึกช่างปูกระเบื้อง บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิปซั่ม จำกัด (มหาชน)

ขณะเดียวกันยังมี ฝึกช่างติดผนัง บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม (สระบุรี) จำกัด ฝึกช่างสุขภัณฑ์ บริษัท ดิจิตอลโพกัส จำกัด ฝึกช่างวงจรปิด บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ฝึกช่างก่อสร้าง บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์ ฝึกช่างมุงหลังคา บริษัท สยามอุตสาหกรรมยิปซัม (สระบุรี) จำกัด ฝึกช่างฝ้าเพดาน และโรงแรมและรีสอร์ตในเครือเซ็นทารา สาขาการบริการ เป็นต้น

ทั้งนี้ ความร่วมมือตามแนวทางประชารัฐในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการพลิกชีวิตให้กับผู้มีรายได้น้อยได้มีอาชีพที่มั่นคง สอดคล้องกับ 8 วาระปฏิรูป กระทรวงแรงงาน ของพลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้วย

นายธีรพล กล่าวต่อว่า ในวันที่ 26 พ.ค.นี้ จะมีการเชิญภาคเอกชนดังกล่าวเข้าร่วมปรึกษาหารือเพื่อแนวทางการขับเคลื่อนแนวทางให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตั้งเป้าฝึกอบรมไม่น้อยกว่า 10,000 คน สำหรับผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมติดต่อได้ที่หน่วยงานในสังกัด กพร. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2245-4035.

 

‘พาณิชย์’ จี้ ผู้ผลิต ต้องแจ้งก่อนปรับขนาดสินค้า แม้ขายราคาเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 21:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936443


ถกผู้ผลิต-ห้าง หามาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคไม่คืบ! ‘พาณิชย์’ ทำได้แค่จี้ผู้ผลิตต้องแจ้งก่อนลดไซส์ขายราคาเดิม จากเดิมแจ้งหรือไม่ก็ได้ วอนห้างก่อนนำสินค้าวางขาย เช็กให้ชัวร์ว่าลดไซส์หรือไม่ หวังสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค พร้อมยันลดไซส์ขายราคาเดิมไม่ผิด เหตุต้นทุนผู้ผลิตขึ้นจริง แต่พยายามบี้ผู้ผลิตให้ลดราคา ได้หรือไม่จับตาให้คำตอบ 16 พ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 8 ราย และห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ 4 ราย เพื่อพิจารณามาตรการกำกับดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิต หากปรับลดปริมาณสินค้า และขนาดบรรจุภัณฑ์ ต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในทราบก่อนนำสินค้าไปวางขาย

นอกจากนี้ยังขอให้ห้างตรวจสอบรายละเอียดสินค้าที่จะนำไปวางขายว่ามีการปรับลดปริมาณหรือไม่ และผู้ผลิตได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต่อกรมการค้าภายในแล้วหรือไม่ เพื่อดูแลราคาสินค้าให้รัดกุม และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค

“มาตรการที่ขอให้ผู้ผลิตแจ้งก่อนลดปริมาณ ลดขนาดบรรจุ ต่อกรมการค้าภายใน เป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายยินดีที่จะปฏิบัติตาม ขณะที่ห้างก็พร้อมจะช่วยตรวจสอบ ถือเป็นมาตรการที่เพิ่มเติมจากมาตรการปกติที่กระทรวงใช้กำกับดูแลราคาสินค้า และแม้จะเป็นการขอความร่วมมือ แต่ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จากเดิมที่หากไม่แจ้งก็ไม่เป็นไร”

สำหรับสินค้าที่ปรับลดปริมาณและขนาดบรรจุภัณฑ์ 2 รายการที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ทั้งครีมอาบน้ำตราโพรเทคส์ และผลิตภัณฑ์ซักฟอก ตราบรีส เอกเซลนั้น ผู้ผลิตได้แจ้งว่า ขณะนี้ต้นทุนสารเคมีที่ใช้ในการผลิตมีราคาสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงต้องหาทางลดต้นทุน ซึ่งการยังคงขายราคาเดิม ถือว่าไม่มีความผิด เพราะยังเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาขายที่ผู้ผลิตแจ้งไว้กับกรม

ทั้งนี้ ต้นทุนครีมอาบน้ำ ขนาดบรรจุเดิม 500 มิลลิลิตร (มล.) ราคาจำหน่ายปลีกแนะนำตามต้นทุนข้อมูลตั้งแต่ปี 57 อยู่ที่ขวดละ 184 บาท แต่ผู้ผลิตขายที่ 165 บาท และขนาดใหม่ 450 มล. เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย.60 ราคาจำหน่ายปลีกแนะนำขวดละ 165 บาท ราคาจำหน่ายในห้างค้าปลีก 165 บาท ซึ่งเป็นราคาเดิมและไม่สูงกว่าราคาจำหน่ายปลีกแนะนำ ส่วนน้ำยาซักฟอก เดิม 800 มล. ราคาจำหน่ายปลีกแนะนำ ปี 57 อยู่ที่ 85 บาท จำหน่ายในห้าง 79 บาท และขนาดใหม่ 750 มล. ราคาจำหน่ายปลีกแนะนำ 80 บาท ราคาในห้าง 79 บาท ซึ่งไม่สูงกว่าราคาแนะนำ

อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้ผู้ผลิตและห้างช่วยหาทางออกในกรณีที่เกิดขึ้นว่าจะช่วยเหลือหรือลดภาระให้กับผู้บริโภคได้อย่างไร โดยแนวทางที่กระทรวงได้เสนอ เช่น ขอให้ปรับลดราคาลงตามปริมาณและขนาดบรรจุที่ลดลงจะได้หรือไม่ ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าประชุมได้แจ้งว่าต้นทุนและราคาจำหน่ายของแต่ละรายไม่เหมือนกัน แต่ได้รับที่จะนำไปปรึกษาหารือกับฝ่ายบริหาร ก่อนที่จะนำกลับมาหารือกับกระทรวงพาณิชย์อีกครั้งในวันที่ 16 พ.ค.60

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ผลิต 8 ราย ที่หารือกับกระทรวงพาณิชย์ครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท ไอ.พี.เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท คาโอ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ส่วนห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ 4 ราย ได้แก่ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด.

 

สมาคม รพ.เอกชน จี้ สปส.เพิ่มค่าหัวรักษาคนไข้ โอดยืนราคา 1,460 นาน 6 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 20:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936308


สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ยื่นหนังสือถึง “บิ๊กบี้” จี้ประกันสังคมปรับเพิ่มค่าหัวเหมาจ่ายรักษาคนไข้รายปี โอดยืนราคา 1,460 มานาน 6 ปี รักษาโรคเพิ่ม แต่ค่าบริการไม่ปรับตาม เผย รพ.เอกชน 140 แห่ง เหลือเป็นคู่สัญญาแค่ 80 แห่ง ถ้ายังถูกแช่แข็งอีก 10-20 แห่ง อาจไม่ต่อสัญญา เพราะแบกรับภาระต้นทุนสูงขึ้นไม่ไหว

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.60 ที่กระทรวงแรงงาน นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในฐานะประธานชมรมโรงพยาบาลเอกชนคู่สัญญาประกันสังคม พร้อมด้วยตัวแทนโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ที่กำกับดูแลสำนักงานประกันสังคม (สปส.)

ทั้งนี้ เพื่อให้ปรับขึ้นค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายปีผู้ประกันตน จากอัตราเดิม 1,460 ต่อคน ซึ่งคงที่มานาน 6 ปี มีนายบุญเลิศ ธีระตระกูล รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อมรับปากจะติดตามเรื่องที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของบอร์ดประกันสังคม ส่วนจะปรับขึ้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับบอร์ดจะพิจารณาตามข้อเท็จจริง

นพ.พงษ์พัฒน์ กล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนคู่สัญญาประกันสังคม 140 แห่ง ปัจจุบันเหลืออยู่แค่ 80 แห่ง เพราะต้นทุนสูงขึ้นจนอยู่ไม่ได้ ต่อไปอาจเหลือ 70 และ 60 แห่ง ลดลงไปเรื่อยๆ จึงขอให้ รมว.แรงงานช่วยดูแลเอาใจใส่ปัญหา เพราะต่อไปความเดือดร้อนจะไปถึงผู้ประกันตน หากโรงพยาบาลเอกชนไม่รับรักษา จะต้องไปรักษาโรงบาลรัฐอย่างเดียว ไปรักษา 30 บาทแทน ซึ่งคุณภาพต่างกัน

เมื่อโรงพยาบาลเอกชนดูแลผู้ประกันตน ประกันสังคมก็ต้องดูแลโรงพยาบาลด้วย แต่ 6 ปี ไม่ปรับขึ้นค่าบริการรายหัว ทั้งที่ต้นทุนสูงขึ้น ค่าแรงพยาบาลสูงขึ้นปีละ 4% ถ้าไม่ปรับ หรือปรับน้อยกว่า 4% จะอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้โรงพยาบาลที่รับประกันสังคมอย่างเดียวอยู่ไม่รอด ต้องเอาเงินสดจากคนไข้ทั่วไปมาจุนเจือ กรณีโรงพยาบาลเดชา ที่ปิดกิจการ ส่วนหนึ่งมาจากสาเหตุนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนโรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล พหลโยธิน ก็ไม่รับประกันสังคม

“ปัจจุบัน 30 บาท รักษาหัวละ 3,100 บาท มีแต่ รพ.รัฐรับรักษา ขาดทุนก็มีรัฐสนับสนุนทีละ 5 พันล้าน แต่เอกชนไม่มี จึงมีความเสี่ยงสูง ทุกวันนี้เข้าเนื้อ ต้องเอาในส่วนของผู้ประกันตนที่ไม่ใช้สิทธิ ไปเฉลี่ยกับคนใช้สิทธิ ถ้าไม่เฉลี่ยตายไปแล้ว เพราะ 6 ปี ไม่ปรับเลย อย่างน้อยต้องปรับปีละ 4% รวม 6 ปี ต้องไม่ต่ำกว่า 20% หรือ 290 บาท ถ้ายังเป็นแบบนี้อยู่ไม่ได้ หากทุกแห่งพร้อมใจไม่รับประกันสังคม บางกลุ่มโรงพยาบาล มีผู้ประกันตน 8 แสนคน บางแห่งมี 5-6 แสนคน ถ้าเขาทิ้งไปทีเดียวพร้อมๆ กัน ลองคิดดูว่าจะเป็นยังไง”

ด้าน นพ.กำพล พลัสสินทร์ ประธานชมรมโรงพยาบาลเอกชนเพื่อประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลเอกชนคู่สัญญา โดยเหมาจ่ายค่ารักษาผู้ประกันตนคนละ 1,460 ต่อปี และยืนอัตรานี้มานาน 6 ปี ตั้งแต่ปี 2555 ทำให้ต้องแบกรับค่าครองชีพสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ทางวิชาชีพ ด้านแพทย์และสาธารณสุข เพิ่มขึ้นมากเกือบเท่าตัว ผู้ประกันตนมีอายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น ต้องรับเข้ามารักษามากขึ้น มีการเพิ่มโรคให้รักษาเพิ่มขึ้น มีโรคซับซ้อน โรคเรื้อรัง ล่าสุดเพิ่มรักษาโรคจิตเวช แต่ค่ารักษายังยืนในราคาเดิม

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโรงพยาบาลบางแห่งทนแบกภาระขาดทุนไม่ไหว เช่น โรงพยาบาลคามิลเลียน โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน ซึ่งรักษาผู้ประกันตนกว่า 1 แสนคน ต้องลาออกจากคู่สัญญา และมีบางแห่งที่จะทยอยลาออก ที่ยังอยู่ก็ต้องรัดเข็มขัด จ้างหมอ พยาบาลน้อยลง จึงขอให้ปรับค่าบริการทางการแพทย์ที่เป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการแพทย์ของประกันสังคมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้น และน่าจะปรับขึ้นตั้งแต่เดือน ม.ค. แต่บอร์ดประกันสังคมตีกลับไปทบทวน โดยไม่รู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหน แม้จะต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น แต่ทุกโรงพยาบาลก็จะยังรับรักษาผู้ประกันตนประกันสังคมจะดูแลให้ดีที่สุด แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นก็อาจส่งผลกระทบกับการรักษาที่อาจจะทำได้ไม่เต็มที่ จึงต้องออกมาบอกให้ผู้ใหญ่ทราบปัญหาและเห็นใจบ้าง.

 

พาณิชย์ เตือนขายสินค้าเกินกว่าราคาที่แสดงไว้ มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 20:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936338


(ภาพจากเว็บไซต์ Korea King)

อธิบดีกรมการค้าภายใน เผยสินค้าที่มีการโฆษณาและตั้งราคาสูงเกินจริง หากความผิดจริงมีโทษปรับไม่กิน 10,000 บาท

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากที่มีกระแสวิจารณ์กระทะยี่ห้อ Korea King ในประเทศไทย ว่ามีการตั้งราคาสินค้าสูงเกินจริง และใช้กลวิธีลดราคาเพื่อดึงดูดผู้บริโภค และมีราคาขายแพงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันในประเทศสิงคโปร์ โดยบริษัทนำเข้าสินค้าได้ชี้แจงแล้วว่า สินค้าดังกล่าวเป็นคนละเกรด จึงมีราคาต่างกัน และได้มีผู้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า กระทะยี่ห้อดังกล่าว รวมทั้งสินค้าประเภทอื่นๆ ที่มีการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ต่างๆ มีการตั้งราคาขายไว้สูงเกินจริงมาก ก่อนจะลดราคาลงเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า อาจเข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อหลอกให้ซื้อหรือไม่นั้น

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการติดตามสอดส่องและวินิจฉัยการโฆษณาของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 17 มี.ค.60 ในกรณีเรื่องร้องเรียนการโฆษณาจำหน่ายสินค้านำเข้ากระทะ Korea King ของบริษัท วิซาร์ดโซลูชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงกับ สคบ. โดยที่ประชุมได้มีมติส่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าวให้คณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สคบ. พิจารณาดำเนินการต่อไป

นางนันทวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกรมการค้าภายใน ได้อาศัยอำนาจตาม พรบ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 45 พ.ศ.2560 ตามมาตรา 28 เรื่องการแสดงราคาสินค้าและค่าบริการ เพื่อคุ้มครองให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสเปรียบเทียบราคาหรือค่าบริการก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ

โดย สินค้ากระทะเป็นรายการที่ผู้จำหน่ายต้องแสดงราคาจำหน่ายปลีก และหากราคาจำหน่ายสูงกว่าราคาที่แสดงไว้ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งราคาจำหน่ายสินค้าขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ คุณภาพ มาตรฐาน การออกแบบและความนิยม รวมถึงยี่ห้อซึ่งผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าในระดับราคาและคุณภาพที่ต้องการ

สำหรับกรณีที่เป็นการตั้งราคาสินค้าสูงเกินจริง และใช้กลวิธีลดราคาลงเพื่อดึงดูดผู้บริโภคอาจเข้าข่ายกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สคบ. ที่มีมาตรการเกี่ยวกับการโฆษณาด้วย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายร่วง 7.71 ดัชนีอยู่ที่ 1,560 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 17:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936262


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับตัวลดลง 7.71 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,560.31 จุด มูลค่าการซื้อขาย 42,895.09 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 9 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวลดลง 7.71 จุด เปลี่ยนแปลง -0.49% มูลค่าการซื้อขาย 42,895.09 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,571.08 จุด และต่ำสุดที่ 1,557.60 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน).