เปิดโผ 5 อันดับ คุณโจรชอบนัก ลักทรัพย์ของกรมทางหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 15:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/936082


(ภาพจากกรมทางหลวง)

อธิบดีกรมทางหลวง เผย 5 อันดับทรัพย์สินหลวงที่ถูกขโมยมากที่สุด ได้แก่ สายไฟ มูลค่ากว่า 1.3 ล้าน พบแขวงทางหลวงสมุทรปราการ ถูกโจรกรรมมากที่สุด มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ได้รวบรวมรายงานข้อมูลการโจรกรรมอุปกรณ์งานทาง ของกรมทางหลวงทั่วประเทศ (76 แขวงทางหลวง) ประจำเดือน มี.ค. 60 สำหรับทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรม ได้แก่ สายไฟฟ้า จำนวน 8 แห่ง มูลค่า 1,303,803 บาท

อันดับที่ 2 อุปกรณ์ไฟฟ้า จำนวน 1 แห่ง มูลค่า 155,000 บาท หม้อแปลงไฟฟ้า จำนวน 1 แห่ง มูลค่า 130,000 บาท ตู้ควบคุมไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 1 แห่ง มูลค่า 7,500 บาท และอื่นๆ จำนวน 1 แห่ง มูลค่า 1,940 บาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 1,598,243 บาท

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถิติกับเดือนมี.ค.59 พบว่า อุปกรณ์งานทางถูกโจรกรรมลดลงร้อยละ 37 โดยเฉพาะรั้วลูกกรง ไม้ศาลาทางหลวง ราวสะพานลอย เป้าสะท้อนแสง อุปกรณ์สัญญาณไฟ และอุปกรณ์ป้ายจราจร ตามลำดับ

นอกจากนี้ หากจำแนกตามแขวงทางหลวงที่ถูกโจรกรรม พบว่า แขวงทางหลวงสมุทรปราการได้ถูกโจรกรรมมากที่สุด (1,000,000 บาท) รองลงมาคือ แขวงทางหลวงสระบุรี (228,380 บาท) แขวงทางหลวงสุราษฎร์ธานีที่ 1 (พุนพิน) (198,950 บาท) และแขวงทางหลวงสงขลาที่ 1 (130,000 บาท)

ทั้งนี้ กรมทางหลวงได้มีมาตรการในการป้องกันการโจรกรรมและมาตรการเพิ่มเครือข่ายประชาสังคมในการร่วมดูแลรักษาอุปกรณ์งานทาง ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวมีความสำคัญในการช่วยอำนวยความสะดวกปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทาง

อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือและขอบคุณผู้ใช้ทางและประชาชนผู้อาศัยบริเวณสองข้างทางหลวงที่ได้ช่วยกันดูแลสอดส่องทรัพย์สินของทางราชการในแต่ละพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินงานทางอีกทางหนึ่ง เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินและนำไปพัฒนาทางหลวงได้ต่อไป ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นผู้กระทำผิดหรือสงสัยจะกระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 หรือ ตำรวจทางหลวง 1193

 

โอกาสทอง SME “บสย.” พร้อมให้บริการในงาน Money Expo

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935995


“บสย.” ไม่พลาดร่วมงาน “Money Expo 2017” นำผลิตภัณฑ์ค้ำประกันต่างๆ พร้อมจัดทีมงานคอยบริการให้คำปรึกษาและการขอสินเชื่อเอสเอ็มอีฟรีตลอดทั้ง 4 วัน…

นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. ร่วมงานมหกรรมการเงินครั้งที่ 17 “Money Expo 2017” โดยปีนี้ได้ระดมทีมงานให้บริการคำปรึกษาด้านการค้ำประกันสินเชื่อ การขอสินเชื่อ หรือหากต้องการขอสินเชื่อต้องเตรียมตัวอย่างไร รวมถึงการให้คำแนะนำเรื่องการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตลอดทั้ง 4 วัน

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการกลุ่มไหน บสย. มีผลิตภัณฑ์รองรับครบทุกกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการทั่วไป ผลิตภัณฑ์ค้ำประกัน SMEs ทวีทุน (PGS ระยะที่ 6) ผู้ประกอบการรายย่อยมีผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อรายย่อยระยะที่ 2 ในส่วนผู้ประกอบการใหม่และนวัตกรรม โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Start-up & Innovation หรือผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Tranformation Loan

นายนิธิศ กล่าวต่อว่า นอกจากทีมงานที่คอยให้คำปรึกษาแล้วภายในบูธ บสย. ยังได้เปิดให้บริการ ออนไลน์ บาร์ สำหรับลูกค้าได้ท่องโลกโซเชียลและใช้อินเทอร์เน็ต พร้อมร่วมกิจกรรมออนไลน์ไลค์แอนด์แชร์ และร่วมเล่นเกมท่องโลกเสมือนจริง รับของรางวัลมากมาย และที่พิเศษสุดสำหรับในงาน บสย.ยังจัดสัมมนาหัวข้อ เทคนิคเตรียมตัวให้ได้เงินกู้ยุค 4.0 ในวันศุกร์ 12 พ.ค. เวลา 17.30 น. เป็นต้นไป ณ ห้องสัมมนา อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พ.ค. 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดย บสย.อยู่ที่บูธ J5.

 

สคบ.จ่อเรียกเจ้าของ ‘กระทะโคเรียคิง’ นำผลิตภัณฑ์มาทดสอบคุณภาพสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 12:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935932


(ภาพจากเว็บไซต์ Korea King)

งานเข้าอีก 1 รอบใหญ่! สคบ.เตรียมเรียกผู้บริหารบริษัท วิซาร์ด โซลูชั่น จำกัด ผู้นำเข้ากระทะโคเรียคิง หรือกระทะวู้ดดี้ นำสินค้าเข้ามาทดสอบคุณภาพในวันที่ 17 พ.ค. นี้ หลังเกิดการถกเถียงกันว่าสินค้าดังกล่าวตั้งราคาสูงเกินจริง

จากกรณีประชาชนมีการถกเถียงถึงการโฆษณาจำหน่ายสินค้าของกระทะโคเรียคิง (Korea King) ที่มีการตั้งราคาสูงเกินจริง และใช้กลวิธีลดราคาเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้านั้นอาจเข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อหลอกให้ซื้อหรือไม่

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 60 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้ทำหนังสือชี้แจงดังนี้ บริษัท วิซาร์ด โซลูชั่น จำกัด ได้รับการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องใช้ในครัวเรือน (กระทะโคเรียคิง) ซึ่งในเอกสารประกอบการจดทะเบียนระบุราคาขายไว้ 15,000 บาท นำเข้า และจัดจำหน่ายให้กับผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม สคบ. ได้มีหนังสือให้บริษัทดังกล่าว มาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโฆษณา เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 59 ที่ผ่านมา โดยบริษัท วิซาร์ด โซลูชั่น จำกัด ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กระทะโคเรียคิง ราคาปกติ 15,000 บาท เป็นราคาสินค้าที่ทางเกาหลีตั้งราคามาเพื่อเป็นราคามาตรฐาน

ทั้งนี้ บริษัทจัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 ในราคา 3,300 บาท (59 สายแรก) ซึ่งทางลูกค้าจะได้รับโปรโมชั่นนี้จริง หากโทรเข้ามา ในช่วง 5 นาทีนี้ ลูกค้าโทรเข้ามาจะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว โดยระบบจะบันทึกเบอร์ไว้ ถึงแม้จะไม่ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ ณ ช่วง 5 นาทีนั้น

ขณะเดียวกัน สคบ.ได้ดำเนินการนำกรณีดังกล่าว เข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามสอดส่องและวินิจฉัยการโฆษณา เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 60 ที่ผ่านมา ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวัฒนธรรม สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการค้าภายใน สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ สคบ. เพื่อพิจารณากรณีการโฆษณากระทะโคเรียคิง ที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ

โดยผู้แทนกรมการค้าภายใน ได้ให้ความเห็นในประเด็นราคาสินค้าดังกล่าวว่า กระทะโคเรียคิง ไม่ถือเป็นสินค้าควบคุมราคา (สินค้าควบคุมราคา หมายถึง สินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน) ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

ทั้งนี้ สคบ. อยู่ระหว่างเรียกให้ผู้ประกอบธุรกิจส่งเอกสารการโฆษณาทั้งหมด พร้อมจะจัดให้มีการทดสอบพิสูจน์คุณภาพของสินค้า หากพบว่าไม่เป็นไปตามที่โฆษณาจะมีความผิด ตามกฎหมาย สคบ.จะได้รวบรวมข้อเท็จจริงของการโฆษณาดังกล่าว ทั้งในส่วนประเด็นด้านราคา ประเด็นด้านคุณสมบัติและคุณภาพของสินค้า รวมทั้งประเด็นการจัดให้มีของแถมหรือให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า นำเสนอคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ในพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 29 ในวันที่ 17 พ.ค.60 ต่อไป

 

คอนโดราคาแพงยังมีคนซื้อ พฤกษาลุยปักหมุดทำเลบางโพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 10:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935702


ผู้บริหารพฤกษาชี้ตลาดบ้าน-คอนโดระดับกลางถึงบนยังไปได้ประกอบกับมีการกระตุ้นต่อเนื่องจึงเดินหน้าเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่ย่านบางโพใกล้จุดตัดรถไฟฟ้า 2 สาย แม้ภาพรวมในตลาดยังมีสินค้าเหลือขายอีก 1-2 ปี…

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ยังคงเติบโต รายใหญ่กระตุ้นตลาดกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนอย่างต่อเนื่องและพัฒนาสินค้าที่แตกต่างจากรายเล็ก ทำให้ยอดขายยังไปได้ ขณะที่ทำเลย่านบางโพ กรุงเทพฯ ถือว่าเป็นทำเลทองกำลังถูกจับตาด้วยตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาและใกล้จุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้า 2 สายคือ สายสีน้ำเงิน สถานีบางโพ และสายสีม่วง สถานีเกียกกาย ซึ่งแม้ก่อนหน้าหลายบริษัทเปิดตัวโครงการต่างๆ จำนวนมากจนที่ดินจะใช้พัฒนาโครงการแทบไม่เหลือแล้ว และมีสต๊อกเหลือขายอยู่ โดยคาดว่าต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีจะขายหมด แต่ด้วยกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนที่มีอยู่ พฤกษาจึงได้เปิดตัวคอนโดโครงการใหม่ชื่อ แชปเตอร์วัน ชายน์ บางโพ

สำหรับโครงการคอนโดดังกล่าว จะจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบน ตั้งอยู่บน ถ.ประชาราษฎร์สาย 1 บางโพ ราคาเร่ิมต้น 1.79 ล้านบาท เฉลี่ยราคาตารางเมตรละ 85,000 บาท เร่ิมเปิดจองวันที่ 27-28 พ.ค. นี้ มี 33 ชั้น

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ปีนี้ กลุ่มธุรกิจพฤกษาเรียลเอสเตท-พรีเมียม มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่อีก 6 โครงการ มูลค่า 9,900 ล้านบาท แยกเป็นคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 8,800 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 1 โครงการ มูลค่า 1,100 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายรวมไว้ที่ 4,000 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 1 ที่ผ่านมา นับว่าประสบความสำเร็จจากโครงการที่เปิดตัวคอนโดรีเซิร์ฟ ทองหล่อ.

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935697


ทองไทยเปิดตลาดปรับลง 50 บาท ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700…

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับราคาลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (8 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนช้อนซื้อเก็งกำไรหลังสัญญาทองคำร่วงลงติดต่อกัน 3 วันทำการ ซึ่งสัญญาทองคำขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื่องจากนักลงทุนลดแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจาก นายเอมมานูเอล มาครง ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือน มิ.ย. ขยับขึ้น 20 เซนต์ หรือ 0.02% ปิดที่ระดับ 1,227.10 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

พาณิชย์ตื่นดูแลผู้บริโภค! หลังผู้ผลิตใช้เล่ห์ลดไซส์ขายราคาเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935502


“อภิรดี” สั่งปรับมาตรการดูแลราคาสินค้าใหม่ ป้องกันผู้ผลิต ใช้เล่ห์เหลี่ยม ลดขนาดขายราคาเดิม ป้องกันผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ ด้านกรมการค้าภายใน เตรียมหารือผู้ผลิต-ห้าง วันนี้ (9 พ.ค.) หาเหตุลดไซส์ขายราคาเดิม พร้อมหามาตรการจัดการ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในตรวจสอบมาตรการดูแลราคาสินค้าในปัจจุบันว่ารัดกุม เหมาะสม สามารถควบคุมดูแลราคาสินค้าได้เป็นอย่างดีหรือไม่ และติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าทุกรายการเป็นอย่างไร ทั้งสินค้าและบริการที่อยู่ในบัญชีควบคุม 47 รายการ และสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแล 205 รายการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคจนทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น “ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในประชุมผู้ผลิตและห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ วันที่ 9 พ.ค. เพื่อหารือสถานการณ์ราคาสินค้า ปัญหาที่เกิดขึ้น หลังมีข่าวผู้ผลิตปรับลดน้ำหนักสินค้า ลดขนาดบรรจุภัณฑ์แต่ยังขายราคาเดิม โดยให้ตรวจสอบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหามาตรการดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก เพราะถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค”

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า กรมการค้าภายในเชิญประชุมผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค 5-6 ราย เช่น ยูนิลีเวอร์, พีแอนด์จี, คอลเกตปาล์มโอลีฟ, เครือสหพัฒน์ เป็นต้น รวมทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ อย่างบิ๊กซี, แมคโคร และเทสโก้ โลตัส เพื่อมาหารือโครงสร้างราคาสินค้า และการปรับลดขนาดสินค้าลงมีความเหมาะสมหรือไม่ หลังพบว่าผู้ผลิตได้ปรับราคาสินค้าทางอ้อม โดยลดปริมาณสินค้า แต่ยังคงตั้งราคาจำหน่ายเท่าเดิม

โดยสินค้าที่ผู้ผลิตมีพฤติกรรมลดขนาดสินค้าแต่ขายราคาเดิม เช่น ครีมอาบน้ำ ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำ ซึ่งอยู่ในบัญชีสินค้าที่กรมการค้าภายใน ติดตามดูแล 205 รายการ ไม่ได้อยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมที่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา โดยผู้ผลิตสินค้า แจ้งว่า ราคาขายปัจจุบันไม่เกินจากเพดานราคาที่แจ้งให้กรมการค้าภายในทราบ สำหรับสินค้าอื่น เช่น สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน แชมพูสระผม กระเบื้อง สังกะสี เหล็กเส้น น้ำมันพืช นมสด ซึ่งกรมการค้าภายในกำหนดให้ผู้ประกอบการแจ้งให้กรมทราบก่อนการปรับขึ้นราคา แต่ไม่ต้องขออนุญาต

“การที่ต้องเชิญห้างมาหารือด้วย เพราะเป็นกลไกกำหนดราคาสินค้าส่วนหนึ่ง เช่น การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายของห้าง จะทำให้ราคาสินค้าถูกลงกว่าปกติ แต่เมื่อเลิกจัดแล้ว ราคาจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และอาจทำให้ผู้บริโภคคิดว่า ราคาสินค้าปรับขึ้นได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการที่กรมการค้าภายในใช้กำกับดูแลราคาสินค้า ในส่วนของสินค้าควบคุม จะกำหนดมาตรการ เช่น กำหนดราคาขาย สูงสุด หรือราคาขายปลีกแนะนำ ให้แจ้งปรับราคา ให้แจ้งการขนย้าย สถานที่เก็บ ส่วนสินค้าที่ติดตามดูแล 205 รายการ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ หรือทุก 15 วัน ส่วนการปรับราคา ผู้ผลิตทำเพียงแค่แจ้งกรมก่อนปรับราคาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้ แนวทางที่กระทรวงพาณิชย์จะนำมาใช้ดูแลราคาสินค้า นอกจากจะขอความร่วมมือผู้ผลิตให้แจ้งการปรับขึ้นราคาซึ่งเป็นมาตรการเดิม อาจจะขอให้เพิ่มการแจ้งรายการสินค้าที่ปรับลดน้ำหนักด้วย ซึ่งหากกรมเห็นว่าสมเหตุสมผล จะอนุมัติให้ดำเนินการได้ แต่หากไม่สมเหตุสมผล ผู้ผลิตต้องชี้แจงว่าการลดขนาดสินค้ามีสาเหตุมาจากอะไร หากไม่ดำเนินการ จะใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น การขึ้นบัญชีเป็นสินค้าควบคุม เพื่อที่จะมีมาตรการออกมาดูแลต่อไป.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวกแคบ ข้อมูลการค้าจีนฉุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 พ.ค. 2560 06:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935593


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันจันทร์ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นของบริษัท แอปเปิล ที่ปรับตัวสูงขึ้น ชดเชยผลกระทบจากข้อมูลการค้าจีนที่ซบเซา…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 พ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 5.34 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 21012.28 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.09 จุด หรือไม่ถึง 0.01% ปิดที่ 2399.38 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 1.90 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 6102.66 จุด

เมื่อวันจันทร์ หุ้นของบริษัทแอปเปิล เพิ่มขึ้น 2.7% หลังจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อดังชาวอเมริกันแสดงความเห็นในเชิงบวกเกี่ยวกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเจ้านี้ อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันจากข้อมูลจากประเทศจีน ที่แสดงให้เห็นว่า ยอดการส่งออกประจำเดือน เม.ย. ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้านั้น

 

ครม.ไฟเขียวงบประมาณปี 61 ตั้งขาดดุลแค่ 4.5 แสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935495


นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (9 พ.ค.) สำนักงบประมาณ จะเสนอกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ที่ได้ปรับปรุง และแก้ไขตามคำขอของส่วนราชการเป็นที่เป็นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหาก ครม.เห็นชอบจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ (สนช.) ต่อไป โดยงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 กำหนดกรอบวงเงินรายจ่าย 2.9 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 450,000 ล้านบาท ขณะที่ในปีงบประมาณ 2560 รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายที่ 2.923 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณรวม 552,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีอีก 190,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดผลการเบิกจ่ายตั้งแต่เดือน ต.ค.59 จนถึงเดือน เม.ย.60 (7 เดือน) รายจ่ายประจำสามารถเบิกจ่ายได้แล้ว 65.34% และงบลงทุนเบิกจ่ายได้ 45.82% สูงกว่าประมาณการ 4-5%

“ในปีงบประมาณนี้ สำนักงบตั้งเป้าหมายเบิกจ่ายงบอยู่ที่ 96% โดยในช่วงครึ่งปีแรกของงบปี 60 เบิกจ่ายไปแล้ว 61.44% สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 58.52% หากอัตราการเบิกจ่ายยังอยู่ในระดับดังกล่าว คาดว่าผลการเบิกจ่ายจะได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะงบลงทุนของรัฐบาลในช่วงครึ่งปีแรก เบิกจ่ายสูงกว่าประมาณการ 1.95% และยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 4-5% ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ดีให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ”.

 

ดิ้นแจง “บ้านประชารัฐพหลโยธิน11” ธนารักษ์หลังพิง “กฤษฎีกา” สู้ไม่ถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935487


นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือถึงกรมธนารักษ์ เรื่องการก่อสร้างโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ถนนประดิพัทธ์ ซึ่งช่วงท้ายของโครงการติดซอยพหลโยธิน 11 โดย สตง.ระบุว่า ซอยพหลโยธิน 11 มีความกว้างไม่พอกับการจราจรที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต อีกทั้งเงื่อนไขการประกวดราคาโครงการไม่รัดกุมด้วย ส่งผลให้ผู้ชนะการประมูลขาดประสบการณ์การทำงานว่า ล่าสุดได้สั่งให้ฝ่ายกฎหมายของกรมธนารักษ์นำเรื่องดังกล่าวมาหารือภายในแล้ว เพราะเนื้อหาของหนังสือที่ สตง.ส่งมานั้น ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โครงการ ซึ่งคำว่าอาจจะ มีความหมาย 2 ด้านคือ อาจจะเสียหายก็ได้ หรืออาจจะไม่เสียหายก็ได้

“ฝ่ายกฎหมายของกรมธนารักษ์จะพิจารณาอย่างรอบคอบ หากมีปัญหาด้านกฎหมาย ก็จะส่งเรื่อง ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เพื่อความชัดเจน หากผลการตีความออกมาว่ากรมธนารักษ์ร่างสัญญาไม่รัดกุมหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็จะเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนทางด้านวินัยต่อไป เพราะถือเป็นการทุจริต เนื่องจากเจ้าหน้าที่เขียนสัญญาที่เอื้ออำนวยให้แก่ผู้ชนะการประมูล”

นายจักรกฤศฏิ์กล่าวว่า โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ เพื่อข้าราชการที่มีรายได้น้อย จะยุติหรือยกเลิกไม่ได้ หากทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แม้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และผมจะยกเลิกโครงการก็ทำไม่ได้ ซึ่งขณะนี้โครงการก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง มีการรังวัดที่ดิน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเรียบร้อยแล้ว โดยบริษัท จูโน่ พาร์ค จำกัด ผู้ชนะประมูล อยู่ระหว่างทำข้อมูลรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หากอีไอเอ ไม่ผ่าน ก็ต้องยุติทันที แต่หากอีไอเอ ผ่าน ต้องเดินหน้า

สำหรับโครงการบ้านประชารัฐธนารักษ์เพื่อข้าราชการที่มีรายได้น้อยมีทั้งหมด 2 โครงการคือ 1.บนถนนประดิพัทธ์ ที่ดินราชพัสดุโรงกษาปณ์เก่า ด้านหลังติดกับซอยพหลโยธิน 11 มีมูลค่าการลงทุนราว 300 ล้านบาท ที่เป็นปัญหากับชุมชน 2.โครงการบนถนนพหลโยธิน ตรงข้ามกับวัดไผ่ตัน เดินหน้าตามปกติ ไม่มีชุมชนคัดค้านแต่อย่างใด ทั้งนี้ โครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ของกรมธนารักษ์นั้น ก่อนดำเนินการโครงการก็ได้หารือและพูดคุยกับชุมชนแล้ว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาไม่มีใครคัดค้าน จึงได้เสนอโครงการเพื่อพิจารณาอนุมัติตามลำดับขั้นตอน.

 

ธปท.หวังฟินเทคลดค่าต๋ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935482


น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน เปิดเผยถึงการเข้ามาของนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ ในระบบการเงินของไทยว่า ขณะนี้สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการฟินเทค (ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี) ได้สนใจและมาหารือกับ ธปท.เพื่อนำเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ มาใช้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งสิ้น 25 ราย โดยเป็นผู้ประกอบการที่เป็นสถาบันการเงิน เป็นการร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินกับฟินเทค และผู้ประกอบการฟินเทคอย่างเดียว โดยขณะนี้ ธปท.ได้ให้ทดสอบระบบแล้ว 1 ราย

ทั้งนี้นวัตกรรมทางการเงินที่เสนอมาประกอบด้วย 4 เทคโนโลยีใหม่ คือ 1.การนำเทคโนโลยี คิวอาร์โค้ด มาใช้ในการชำระเงิน ทั้งการจ่ายผ่านบิล จ่ายผ่านโมบาย แบงก์กิ้ง หรือการจ่ายด้วยการตัดบัญชี 2.การใช้เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ในการให้บริการอื่นๆ 3.การยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการทางการเงิน เช่น การใช้ลายนิ้วมือ เสียง การสแกนม่านตาและใบหน้า 4.การใช้เทคโนโลยี Machine Learn และ Artificial Intelligence (AI) หรือโรบอท

“การเข้ามาของฟินเทค เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนระบบและการทำงานของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งส่วนนี้ทำให้ต้นทุนของธนาคารพาณิชย์ลดลง โดย ธปท.คาดหวังว่า นอกเหนือจากความสะดวกสบายของลูกค้าที่มีมากขึ้นแล้ว เมื่อต้นทุนลด ก็จะส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่างๆ ของธนาคารพาณิชย์ที่ลูกค้าต้องจ่ายลดลงด้วย ขณะเดียวกันการให้บริการการปล่อยสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของฟินเทคนั้น ในส่วนนี้ยังมีปัญหาเรื่องการรับเงินจากผู้ให้กู้มาสู่ผู้กู้ โดย ธปท.ต้องการให้ฝากเงินไว้ที่บัญชีผู้ดูแลสัญญาและผลประโยชน์ของคู่สัญญา หรือ เอสโคร์ว แอคเคาน์ ซึ่งประเทศไทยยังมีไม่มาก และค่าบริการสูง ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างการหาแนวทางมาสนับสนุน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะ จึงจะอนุญาตให้เกิดบริการนี้ในประเทศไทยได้”.