รุกขยายช่องทางตลาดสินค้าชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935480


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เตรียมจับมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการปิดจุดอ่อนปัญหาการขยายช่องทางการตลาด และการกระจายสินค้าชุมชนสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยใช้สาขาของไปรษณีย์ไทยที่มีอยู่มากกว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ และพันธมิตรไปรษณีย์ที่มีอยู่ทั่วโลก เป็นเอาต์เล็ตแบบครบวงจร หรือ Point-Of-Sale (POS) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภค และผู้ประกอบการท้องถิ่น ตั้งแต่การรับคำสั่งซื้อสินค้า จุดวางจำหน่ายสินค้า การชำระเงิน บริการรับส่งสินค้า โอนเงินให้ผู้ประกอบการ หรือมาไปรษณีย์ที่เดียวจบทุกขั้นตอน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นขยายช่องทางการตลาดให้กว้างขึ้น และมีจุดกระจายสินค้าที่มากขึ้น โดยสินค้าดังกล่าวประกอบด้วย สินค้าเกษตร สินค้าชุมชน สินค้าโอทอปและสินค้าของร้านโชห่วย

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็น e-Marketplace รายใหญ่ของประเทศ จะช่วยนำสินค้าเหล่านี้ขึ้นขายบนเว็บไซต์ thailandpostmart.com ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดสมัยใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น ทำให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรในแต่ละชุมชนมีช่องทางการตลาดเพื่อกระจายสินค้าที่หลากหลาย และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยผู้บริโภคที่เห็นสินค้าบนเว็บไซต์ของไปรษณีย์ไทยสามารถสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินได้ทันที หลังจากนั้นไปรษณีย์ไทยจะดำเนินการต่อทุกขั้นตอนจนกระทั่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน เตรียมใช้ร้านค้าส่ง-ค้าปลีกต้นแบบทั่วประเทศที่ได้รับการพัฒนาจากกระทรวงพาณิชย์ 114 ราย 20,000 สาขา เป็นจุดกระจายสินค้า และช่องทางจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นเพิ่มเติมจากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งจะเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกและผู้ผลิตสินค้าในแต่ละท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายพันธมิตรทางการค้า โดยจะใช้ร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น.

 

สินค้าไทยโดนกระทบเต็มๆ มะกันจ่อใช้เซฟการ์ดกันนำเข้าโซลาร์เซลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935463


“พาณิชย์” เผยสหรัฐฯจ่อไต่สวนใช้เซฟการ์ดสินค้าโซลาร์เซลล์นำเข้าจากทั่วโลก หลังอุตสาหกรรมภายในร้องได้รับผลกระทบหนัก คาดไทยโดนด้วย เหตุส่งออกปี 59 เพิ่มขึ้นถึง 700% หลังต่างชาติลงทุนผลิตในไทยและส่งออกไปอเมริกา

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ของสหรัฐฯได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (ไอทีซี) โดยขอให้เปิดไต่สวนเพื่อใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) กับสินค้าโซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากต่างประเทศทุกประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากการนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งไอทีซีอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล และพิจารณาว่าจะเปิดไต่สวน เพื่อใช้มาตรการเซฟการ์ดกับแผงโซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากต่างประเทศหรือไม่

“เท่าที่ได้รับรายงาน ไอทีซีได้รับเรื่องร้องเรียนจากบริษัทภายในสหรัฐฯที่ล้มละลาย จากการถูกโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศเข้ามาในตลาดสหรัฐฯจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้เปิดไต่ส่วน ต้องรอการพิจารณาจากไอทีซีก่อน หากมีการไต่สวนและใช้มาตรการเซฟการ์ดจริง จะกระทบกับการส่งออกของไทย เพราะไทยส่งออกสินค้านี้ไปสหรัฐฯหลายเดือนก่อนเพิ่มขึ้นถึง 300% เนื่องจากมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตและส่งออกไปสหรัฐฯ” น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

สำหรับสถิติการส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ (พิกัด HS 854140 และ HS 854150) ของไทยไปตลาดสหรัฐฯเมื่อปี 59 พบว่า ไทยส่งออกมูลค่า 465 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 700% เทียบกับการส่งออกในปี 58

ด้านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การร้องเรียนให้ใช้มาตรการเซฟการ์ดกับแผงโซลาร์เซลล์ เป็นไปตามมาตรา 201 กฎหมายการค้าสหรัฐฯ ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้มาตรการปกป้องเป็นการชั่วคราว เพื่อบรรเทาความเสียหายร้ายแรงจากการนำเข้าสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งที่เพิ่มมากขึ้นจนก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ อาจจะด้วยวิธีการการขึ้นภาษีนำเข้า จำกัดปริมาณนำเข้า หรือกำหนดโควตาภาษี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากมีการเปิดไต่สวนสินค้าโซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากต่างประเทศจริง ไอทีซี จะต้องดำเนินการไต่สวนให้เสร็จภายใน 150 วันนับตั้งแต่วันที่เปิดไต่สวน และหากผลสรุปว่ามีการใช้มาตรการเซฟการ์ดจริง จะต้องใช้กับทุกประเทศที่ส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ไปสหรัฐฯ คาดว่าสินค้าจากไทยจะได้รับผลกระทบเล็กน้อย เพราะไม่ใช่ประเทศหลักที่ส่งออกสินค้าโซลาร์เซลล์ไปตลาดสหรัฐฯ โดยประเทศผู้ส่งออกหลักคือ จีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย.60 สหรัฐฯได้ประกาศใช้มาตรา 232 ตามกฎหมายการค้า ที่ให้อำนาจกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเปิดการไต่ส่วนสินค้าเหล็ก ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการต่อเรือ และอะลูมิเนียม ที่นำเข้าจากทุกประเทศ เพราะเห็นว่าเป็นการนำเข้าสินค้าที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้มีความสำคัญต่อการจ้างงานในสหรัฐฯ หากผลการไต่สวนสรุปว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ และทำให้อุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯได้รับความเสียหาย ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะสามารถพิจารณาลด หรือจำกัดการนำเข้าสินค้าดังกล่าว หรือใช้มาตรการที่เหมาะสมอื่นๆได้ คาดว่ามาตรการที่จะนำมาใช้ คือ มาตรการเซฟการ์ด โดยอาจขึ้นภาษีนำเข้า หรือกำหนดโควตาภาษี

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ของไทยต้องหารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือหากสหรัฐฯใช้มาตรานี้จริงเพราะสินค้าไทยอาจได้รับผลกระทบ ส่วนสินค้าอื่นๆที่มีความเสี่ยงว่าสหรัฐฯอาจประกาศใช้มาตรการกีดกันการค้าอีก เช่น สินค้าที่สหรัฐฯให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) แก่ประเทศกำลังพัฒนาจากทั่วโลก โดยในส่วนของไทยสินค้าที่เข้าข่ายอาจถูกตัดสิทธิจีเอสพี เช่น เครื่องเดินทาง และอาหารบางรายการ ที่ไทยได้รับการต่ออายุให้ได้รับสิทธิ และจะสิ้นสุดระยะเวลาสิ้นปี 61.

 

เอสเอ็มอีทุ่มเงินแย่งตัว “ซีเอฟโอ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935453


หวั่นบริษัทเข้าตลาดใหม่ไม่ได้ หลัง ก.ล.ต.ออกกฎเหล็กคุม

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอหลายรายประสบปัญหาขาดแคลนผู้บริหารตำแหน่งสูงสุดสายงานบัญชีและการเงิน (ซีเอฟโอ)และสมุห์บัญชี เพราะหลักเกณฑ์ใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้ต้องมีตำแหน่งซีเอฟโอในบริษัทอย่างน้อย 1 ปีก่อนที่บริษัทจะยื่นขออนุญาตต่อ ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) เบื้องต้น เอ็มเอไอ และที่ปรึกษาทางการเงิน (เอฟเอ) อยู่ระหว่างประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหาผู้ที่มีคุณสมบัติตามที่ ก.ล.ต.กำหนดให้เข้ามาทำงาน

“ตอนนี้มีบริษัทที่แต่งตั้งที่ปรึกษาการเงินแล้วกว่า 100 บริษัท เพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดเอ็มเอไอ บริษัทเหล่านี้จะทยอยเข้าได้ใน 3-5 ปี และยังมีอีกหลายร้อยบริษัทที่สนใจเข้าตลาด แต่ยังไม่ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาการเงิน ปัญหาคือ หลายบริษัทไม่มีซีเอฟโอ ยอมรับว่าตำแหน่งนี้หาคนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ยาก และขาดแคลน บริษัทต่างๆแย่งชิงกันโดยให้ผลตอบแทนที่ดี ซึ่งเอ็มเอไอช่วยเต็มที่ในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

สำหรับการปรับปรุงร่างประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติของซีเอฟโอ และสมุห์บัญชีของบริษัทที่ขออนุญาตเสนอขายหุ้นไอพีโอ ถือเป็นเรื่องดี เพราะระบบบัญชี และการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินของบริษัทจะดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทจดทะเบียนหลายรายที่เลือกใช้บุคลากรไม่ตรงกับสายงาน เช่น บางบริษัทใช้ซีเอฟโอที่จบวิศวกรรม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เอสเอ็มอีสนใจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก เพราะผู้ประกอบการรุ่นใหม่เริ่มเห็นประโยชน์จากการเข้าระดมทุนในตลาด เช่น การมีระบบ หรือโครงสร้างธุรกิจที่มีมาตรฐานเดียวกับบริษัทใหญ่ในตลาด ทำให้นำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจได้ง่าย ส่วนปีนี้คาดว่าจะมีบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดเอ็มเอไอได้ 15 บริษัท มูลค่าตลาด 20,000 ล้านบาท ซึ่งเข้าตลาดไปแล้ว 6 บริษัท และอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าตลาดในช่วงครึ่งปีหลังอีก 9 บริษัท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดคุณสมบัติของผู้บริหารสูงสุดสายงานบัญชีและการเงิน (ซีเอฟโอ) และสมุห์บัญชีของบริษัทที่ขออนุญาตเสนอขายหุ้นไอพีโอ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้กับบริษัทไอพีโอที่มายื่นคำขออนุญาตกับ ก.ล.ต. ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.61 เป็นต้นไป.

 

เบี้ยประกันชีวิตไตรมาสแรกพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935447


นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ของปีนี้ มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวมทั้งสิ้น 149,405.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.59% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 39,749.23 ล้านบาท และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไป 109,656.59 ล้านบาท โดยอัตราความคงอยู่ที่ 84% โดยเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ประกอบด้วย เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 26,153.19 ล้านบาทและเบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียว 13,596.04 ล้านบาท

“ในการซื้อประกันชีวิต ผู้เอาประกันภัยต้องมีวินัยในการชำระเบี้ย ประกันภัยอย่างสม่ำเสมอ จนเมื่อครบระยะเวลาตามที่กรมธรรม์ฯกำหนด ก็จะได้รับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทน แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันในขณะที่กรมธรรม์ฯมีผลบังคับ ก็ยังจะได้รับเงินสินไหมทดแทนตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ฯ สมาคมจึงขอให้ผู้เอาประกันภัยตรวจสอบสถานะของกรมธรรม์ฯ ให้มีผลบังคับอยู่เสมอ ไม่หยุด หรือยกเลิกการชำระเบี้ยก่อนครบกำหนดสัญญา และอย่าเวนคืนกรมธรรม์ฯฉบับเก่าเพื่อไปซื้อฉบับใหม่ เพื่อประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ”.

 

ซีพีเอฟหนุนสหกรณ์เพาะสัตว์น้ำปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935438


นายสุพล ตั๋นสุวรรณ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมงเปิดเผยหลังการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จ.ตรังกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟว่า เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรเลี้ยงกุ้งรายย่อย จ.ตรัง ในรูปแบบแปลงใหญ่ ซีพีเอฟจะช่วยสนับสนุนความรู้และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ทันสมัย เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยงกุ้ง ลดต้นทุนการเลี้ยงให้ต่ำลง เพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพสูง และมีระบบการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีองค์ความรู้สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันได้ในระยะยาวได้ดี

นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการเลี้ยงกุ้งด้วยหลักการ “3 สะอาด” เพื่อเป็นแนวทางการเลี้ยงกุ้งเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน โดยเน้นความสะอาด 3 ด้าน คือ น้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งสะอาด ลูกกุ้งสะอาดปลอดโรค และพื้นบ่อสะอาด โดยนำหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การวัดค่าสารอินทรีย์ (DOC) ของน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง เป็นต้น.

 

โศกนาฏกรรมทุเรียนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934632


ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ด้วยรสชาติที่เป็นที่นิยมของต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน ทำให้แต่ละปีประเทศไทยส่งออก “ทุเรียน” เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว จากปี 2554 ส่งออกทุเรียนจำนวน 271,948 ตัน มูลค่า 4,662 ล้านบาท เพิ่มมาเป็น 402,660 ตัน มูลค่า 17,468 ล้านบาท ในปี 2559 หรือมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ภายในเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ทุเรียนที่ส่งออกไปหรือแม้กระทั่งบริโภคเองภายในประเทศ ก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพ ทั้งปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนมาจำหน่าย การใช้น้ำยาเร่งสุก การเคลือบสีเปลือกทุเรียนมาโดยตลอด ทำให้ภาพลักษณ์ทุเรียนไทยเสียหาย และจะเป็นการทำลายตลาดในอนาคต

ล่าสุดในปีนี้หลังจากพบว่าทุเรียนที่ส่งออกไปจีนและฮ่องกง มีปัญหาเรื่องคุณภาพ ทำให้ราคาทุเรียนส่งออกเหลือเพียง 60-65 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ 80 บาทต่อ กก. และในอนาคตหากยังเป็นเช่นนี้อีก ประเทศไทยก็อาจจะเสียตลาดไปให้คู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย อย่างถาวรก็เป็นได้

ดังนั้นทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ผู้ส่งออก และเกษตรกร จะต้องแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จโดยเร็ว ซึ่งปัญหาเรื่องใหญ่สุด คือ การตัดทุเรียนอ่อน เนื่องมาจากการที่ราคาทุเรียนช่วงต้นฤดูผลิตจะมีราคาสูงมากถึง 200 บาทต่อ กก. โดยเฉพาะช่วงเดือน เม.ย-พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูที่ผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกและภาคใต้จะออกมา เกษตรกรจะรีบตัดทุเรียนออกมาขายเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีนในช่วงเทศกาลวันแรงงานหรือวันที่ 1 พ.ค. ดังนั้นในช่วงเวลานี้จะมีปัญหาทุเรียนอ่อนมากที่สุด ด้วยความที่อยากได้ราคา

และอีกสาเหตุหนึ่งคือ การที่เกษตรกรกลัวพายุฝนในช่วงเดือนเม.ย.จะทำให้กิ่งหักและต้นทุเรียนพังเสียหาย เกษตรกรจึงเร่งระดมตัดทุเรียนออกมาจำนวนมากทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาทุเรียนสุก เพราะมั่นใจว่าต้องขายได้แน่นอน โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพและรสชาติ ส่งผลให้เมื่อทุเรียนถึงมือผู้บริโภค ผู้บริโภคพบว่า ด้อยคุณภาพ ก็จะบอกต่อแพร่กระจายกันไป ทำให้ความต้องการลดลง ราคาทุเรียนจึงตกลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากปัญหาที่ชาวสวนอยากได้ราคาดีแล้ว อีกส่วนมาจากพ่อค้าชาวจีนรายใหม่ๆที่เข้ามาตั้งล้งในประเทศไทย และเหมาสวนทุเรียน โดยที่ยังไม่มีประสบการณ์มากนักในการดูทุเรียนว่าได้เวลาเหมาะสมที่จะตัดหรือไม่ รวมทั้งเวลาตัดก็จะตัดแบบเหมาสวนทำให้มีทุเรียนอ่อนติดไปด้วย

แม้ทางรัฐบาลจะเร่งแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อน โดยให้เจ้าหน้าที่ในด่านตรวจสินค้าแต่ละจังหวัดเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจและเฝ้าระวังมากขึ้น แต่ก็ดูจะไร้ผล เพราะสามารถจับกุมผู้ลักลอบได้ไม่กี่ราย และภาครัฐยังไม่มีมาตรการปราบปรามที่ชัดเจนซึ่งเห็นผลในระยะยาว มีแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ปัญหาจึงวนเวียนอยู่ที่เดิมหาทางออกไม่เจอ

สำหรับการลักลอบขายทุเรียนอ่อน จะถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย 2 ฉบับ คือ กฎหมายอาญา มาตรา 271 ที่ระบุว่า ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47 ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเอง หรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้อีกปัญหาหนึ่งที่ประเทศไทยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือ การย้อมสีผลไม้ด้วยขมิ้น (Curcumin) เพื่อทำให้สีเปลือกทุเรียนสวยและดูดีน่ารับประทาน โดยการชุบสีเปลือกภายนอก เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศจีน นิยมทานทุเรียนที่สีเหลืองทอง ซึ่งถ้าเกษตรกรไม่ชุบสีให้เปลือกทุเรียนดูสวยงามก็จะส่งขายไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามการชุบสีถือว่าผิดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2559 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร ห้ามใช้สีผสมอาหารในผักผลไม้สด แต่เกษตรกรหลายรายก็ยืนยันว่าการชุบสีขมิ้นบนเปลือกทุเรียนไม่เป็นอันตรายเพราะเป็นสีที่มาจากธรรมชาติ

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะพยายามควบคุมการใช้สารเคมีและสารเคลือบที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค แต่สารเคมีบางอย่างมีทั้งผลดีและโทษ เหมือนกับน้ำยาเร่งสุกที่เกษตรกรใช้ เนื่องจากทำให้สีเนื้อทุเรียนสม่ำเสมอน่ากิน แต่ทั้งนี้ผลข้างเคียงของน้ำยาเร่งสุกจะทำให้ผู้ได้รับเกิดอาการปวดท้องและอาหารเป็นพิษ ซึ่งปัจจุบันฮ่องกงได้กำหนดกฎระเบียบห้ามใช้สารขมิ้นเคลือบผิวผลไม้ เนื่องจากพบการปนเปื้อนของสารเคลือบซึมลงในเนื้อทุเรียน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้

“คุณภาพสินค้า” เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและจงรักภักดีในสินค้านั้นๆ หากทุเรียนไทยยังมีปัญหาซ้ำซาก เชื่อว่าไม่นานชื่อเสียงที่สั่งสมมาจะพังทลายลงไปในชั่วพริบตา ถ้าไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้.

นันท์ชยา ชื่นวรสกุล

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 09/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935413


ทีวีปะทะออนไลน์ เปิดศึกสมรภูมิสื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934847


นพ.พิชิต ขจัดพาลชน

ท่ามกลางความก้าวล้ำของเทคโนโลยีการสื่อสาร นอกจากคนคนเดียวกัน อาจเป็นได้ทั้งผู้รับและผู้ส่งสาร ยังได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในสังคม 2 อย่าง

อย่างแรก ประชาชนทั่วไป ใครก็ได้ที่มีสมาร์ทโฟน หรือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง นอกจากใช้โทร. ยังใช้ถ่ายรูป อัดคลิปเสียงและภาพได้ หากผู้นั้นเล่น หรือมีสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ หรืออินสตาแกรมอยู่ในมือด้วย

แม้ผู้นั้นจะไม่ได้เป็น แอดมิน (เจ้าของผู้ดูแลเพจ หรือหน้าในเฟซบุ๊ก) หรือไม่จำเป็นต้องเป็น บล็อกเกอร์ (ผู้เขียนเนื้อหาให้ผู้อื่นอ่านในบล็อก บนระบบออนไลน์ ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต)…ขอเพียงผู้นั้นอยู่ในสถานที่ หรือเหตุการณ์สดที่ได้รับความสนใจจากสังคม!!!

คนผู้นั้นย่อมเปลี่ยนสถานภาพจากประชาชนทั่วไป กลายเป็นผู้ผลิต หรือ นักข่าวพลเมือง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสื่อสาร และกำหนดประเด็นข่าวขึ้นมาในทันที แถมยังสามารถรายงานสดแบบเรียลไทม์ โดยไม่ติดขัดเงื่อนเวลา เหมือนสื่อหลัก อย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี

บางคนจึงเรียกบรรดาแอดมิน บล็อกเกอร์ และนักข่าวพลเมืองเหล่านี้ว่า สื่อกระแสรอง

อย่างที่สอง เป็นที่สังเกตว่า สื่อมวลชนซึ่งได้ชื่อว่าเป็น สื่อกระแสหลัก ในสังคมไทย อย่างทีวี หนังสือพิมพ์ และวิทยุ เริ่มมีการหยิบยกเอาเนื้อหาสาระ หรือประเด็นข่าวสารที่ได้จากสื่อรอง มาต่อยอดใช้เป็นข่าวในสื่อหลักของตน ในเชิงการทำข่าวแบบมีส่วนร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ

การที่บทบาทของ สื่อรอง เริ่มเจิดจรัส ถึงกับบางทีมีคนเข้าไปติดตามชมหรืออ่านจำนวนนับแสนนับล้านราย ภายในเวลาอันสั้นโดยไม่จำเป็นต้องรอการรายงานข่าวจากสื่อหลัก ทำให้เกิดคำถามตามมา

วันนี้ทิศทางของสื่อหลักในสังคมไทย กำลังติดหล่มสื่อรองในสังคมออนไลน์หรือไม่?

โดยเฉพาะสื่อทีวีหรือโทรทัศน์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในบ้านเรา และถูกมองว่าเป็นคู่แข่งกับการรายงานข่าวแบบออนไลน์ มีชะตากรรมหรือทิศทางที่จะต้องปรับตัวเองอย่างไรให้อยู่รอด

ประเด็นนี้ กนกพร ประสิทธิ์ผล ผอ.ศูนย์สื่อใหม่ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้สื่อหลักก็ยังทำหน้าที่ของตนไป เพียงแต่มีสื่อรองหรือนักข่าวพลเมืองเป็นตัวเสริมเข้ามา แต่โดยรวมแล้วผู้รับสาร หรือผู้ชม ยังคงคาดหวังความถูกต้อง น่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับจากสื่อหลักมากกว่าจากสื่อรองอยู่ดี

“ทีวีมีหลายตอน แตกเนื้อหาย่อยออกมาได้เยอะ แต่เรตติ้งของทีวี เป็นอะไรที่คนไทยชอบง่ายและลืมเร็ว ไม่เหมือนพฤติกรรมของคนไทยในโลกออนไลน์ ที่สามารถเสพเนื้อหาได้ในเวลาที่ไม่จำกัด และมีเนื้อหาที่เกาะติดกระแสรายงานสดได้ตลอดเวลา เขาจะรู้ว่าพฤติกรรมคนไทยเป็นอย่างไร และต้องการเสพข้อมูลประเภทไหน สื่อรองจึงเน้นรายงานเนื้อหาที่คนอยากรู้ แบบสดๆหรือเรียลไทม์ มานำเสนอ”

แต่กนกพรบอกว่า ถ้ามีเนื้อหาใดที่นำเสนอไปแล้ว ผู้ชมรู้สึกว่ามันว้าวหรือสุดยอดครั้งที่ 1 พอครั้งที่ 2 หรือ 3 มันจะไม่ว้าวอีกต่อไป ดังนั้น ทั้งสื่อทีวีและสื่อรองอย่างออนไลน์ จึงต้องคิดปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนออยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะทีวี นอกจากต้องตอบให้ได้ว่า ผู้ชม อยากรู้อะไร ยังควรต้องเสริมในประเด็น ควรจะรู้อะไร เข้าไปให้สงครามอีกด้วย จึงจะมีความน่าสนใจ และแตกต่างจากสื่อออนไลน์

“แค่การมีทีวีดิจิตอล จาก 6 ช่อง เพิ่มขึ้นมาเป็น 40 ช่อง นี่ก็ถือว่าวงการทีวีไทยแข่งขันกันมโหฬารแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ เทคโนโลยีที่นำสมัย ทำให้แพลตฟอร์ม หรือฐานที่ใช้นำเสนอข้อมูลข่าวสาร เริ่มมีมากขึ้น ผู้ให้บริการต่างๆจึงเริ่มไม่ได้แข่งขันกันแค่อุตสาหกรรมเดียวกัน แต่กระโดดเข้ามาทำเนื้อหาเอง แถมบางทียังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ ดูดคลิปข่าวจากทีวีไปใช้อีกด้วย เป็นต้น”

“ยกตัวอย่าง เฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ใช่สื่อหลัก แต่เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ จะมีการเปลี่ยนหน้าตา หรือปรับรูปแบบในการนำเสนอใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา มีการเสริมบริการโน่นนี่เข้าไป สรุปแล้วเดี๋ยวนี้คนทำทีวี ถ้าไม่ขยันอัพเดต มันจะเอ้าต์ หรือตกไปทันที ในเมื่อการลงโทษที่เจ็บปวดที่สุด มาจากภาคประชาชนหรือคนดู เมื่อใดก็ตามที่คนดูไม่ยอมรับ มันก็จบ”

“มีงานวิจัยว่า ผู้ที่มีอายุ 18–34 ปี คือ กลุ่มที่หนีออกไปจากการดูทีวี เหลือแต่คนอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่ยังคงเกาะติดอยู่กับการดูทีวี เดี๋ยวนี้นักเรียน นักศึกษา แทบจะไม่เปิดทีวีดูกันแล้ว จะดูหนัง ฟังเพลง ก็เข้าไปฟังหรือดูกันในยูทูบ ฉะนั้น ถ้าสื่อทีวีไม่ปรับตัว หรืออัพเดตตัวเอง ก็ต้องตาย”

ขณะที่ สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา เหยี่ยวข่าวของสถานีโทรทัศน์พีพีทีวี มองว่า สื่อทีวีทำได้เท่าเดิม แต่ก็ยังเร็วไม่พอเท่าสื่อภาคพลเมือง ที่แต่ละคนสามารถรายงานข่าวได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ เฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ดังนั้น สื่อหลักอย่างทีวี จึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการตอบคำถามใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร แต่ต้องไปเน้นที่ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น ที่สำคัญ เนื้อหาของคุณลึก ฉีก หรือแตกต่างจากคนอื่นด้วยหรือไม่

“นั่นคือ ทีวีต้องไปเน้นข้อมูลเชิงลึกมากกว่าสื่อรอง ซึ่งขึ้นอยู่กับเราต้องหาบริบท ที่มาที่ไป และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารก่อน จุดบอดหรือข้อด้อยของสื่อรอง อยู่ที่แข่งกันในเรื่องความเร็ว แต่ว่าข้อมูลที่ได้อาจไม่ลึก และไม่ถูกต้องเสมอไป จึงมีบ่อยครั้งที่คนเสพสื่อรอง แล้วเข้าไปด่านาย ก.จนเละ แต่เพิ่งจะมารู้ความจริงทีหลังว่า ที่แท้นาย ข.คือคนผิด เป็นต้น”

“อีกอย่างทุกวันนี้แต่ละเรื่องมันโยงกันไปทั่ว คนทำสื่อหลักจะรู้แค่เรื่องอาชญากรรมหรือการเมืองอย่างเดียวไม่พอแล้ว เพราะบ่อยครั้งที่ข่าวอาชญากรรมหรือการเมือง มันโยงไปยังเรื่องเศรษฐกิจ เช่น โอนหุ้นอำพรางคดีไปให้คนโน้นคนนี้”

สถาพรบอกว่า สื่อรองอย่างเฟซบุ๊ก ไม่มีเวลาออกอากาศ จึงสามารถรายงานข่าวได้ตลอดเวลา ในขณะที่สื่อทีวียังติดรายการละครอยู่เลย ดังนั้น การทำข่าวยุคนี้ จะปฏิเสธโลกออนไลน์ไม่ได้ แต่ต้องให้โลกออนไลน์หรือสื่อรอง เข้ามาช่วยเสริมการทำงานของสื่อหลัก แล้วหาข้อมูลเชิงลึกเติมเข้าไป สื่อทีวีจึงจะมีคนดู

“ธรรมชาติของการดูทีวี หรือสื่อหลักทั้งหลาย ก็คือ ต้องเปลี่ยนรูปแบบการเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เราต้องอ่านทางให้ได้ว่า เนื้อหาแบบใดที่ทำให้เสียคนดูไป หรือว่าแบบใดที่ทำให้ได้คนดูเพิ่มมา สรุปแล้วการเลือกประเด็นที่มันสอดคล้อง หรือทำงานร่วมเป็นเนื้อเดียวกันกับสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสิ่งสำคัญมากในยุคนี้”

นพ.พิชิต ขจัดพาลชน หรือ “จ่าพิชิต” เจ้าของเพจชื่อดังในโลกออนไลน์ Drama-addict มองว่า ไม่อยากให้สื่อหลักต้องกังวลกับสื่อรองเกินไปนัก เพราะเป้าหมายของสื่อรองส่วนใหญ่เป็นเพียงช่องทางหนึ่งที่ต้องการนำเสนอ หรือชงลูกส่งไปยังสื่อกระแสหลัก

“บางทีสื่อหลัก ลงข่าวเรื่องนั้นเองไม่ได้โดยตรง เช่น ติดว่าผู้ตกเป็นข่าว เป็นสปอนเซอร์ของทีวีช่องนั้น ก็เลี่ยงไปใช้วิธีโยนลูกส่งข้อมูลไปให้เพจทั้งหลายตามสื่อรอง ลงนำร่องไปก่อน แล้วค่อยย้อนกลับไปทำเป็นว่า เอาข่าวมาจากเพจนั้นอีกที อยากบอกว่า สิ่งที่ลงในสื่อรองเป็นเพียงความคิดเห็น หรือบางเรื่องอาจเป็นความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียวด้วยซ้ำ เราต้องยอมรับว่าทุกฝ่ายล้วนมีขีดจำกัดในการเข้าถึง ตรวจสอบ หรือนำเสนอข้อมูล”

ยังมีอีกหลายมุมมองน่าสนใจจาก ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม และผู้ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นอีกหลายท่าน แต่ด้วยเนื้อที่จำกัด ไม่อาจนำเสนอได้ครบ แต่อย่างน้อยก็สะท้อนให้เห็นว่า วันนี้ท่ามกลางสงครามสื่อ ทั้งสื่อหลักและสื่อรอง ต่างมองกันอย่างไร.

 

อินโด-มาเลย์บี้ไทยต้านอียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935432


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียน ซัมมิต) ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเข้าร่วมประชุมด้วยนั้น พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสพบปะหารือกับผู้นำของมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งได้พยายามเชิญชวนให้ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาพันธ์ประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม ที่มี 2 ประเทศเป็นผู้ก่อตั้ง และเป็นสมาชิก หลังจากก่อนหน้านี้ได้พยายามเชิญชวนไทยมาโดยตลอด แต่ไทยยังไม่ได้ตอบรับ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้ตอบรับ แต่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์ผลดี ผลเสียของการเข้าร่วมอย่างละเอียดรอบคอบมากที่สุด

สำหรับการที่ทั้ง 2 ประเทศเชิญชวนให้ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก น่าจะเพราะต้องการให้ไทยร่วมคัดค้านกรณีที่รัฐสภายุโรปออกข้อมติเรื่องน้ำมันปาล์มและการทำลายป่ามรสุม เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยจะออกมาตรการเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากผู้ผลิตที่เผาป่า ทำลายสิ่งแวดล้อม เพื่อนำพื้นที่มาปลูกปาล์มน้ำมัน ขณะเดียวกัน ในการออกแถลงการณ์สรุปผลการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งนี้ ทั้ง 2 ประเทศโน้มน้าวให้อาเซียนออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อคัดค้านข้อมติของอียู เพราะอาจสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าไทยไม่ควรเข้าร่วมเป็นสมาชิก เพราะแม้เป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มเป็นรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากอินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่ไทยไม่ได้เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยุโรป การที่ยุโรปออกข้อมติเช่นนั้น จะไม่กระทบต่อการส่งออกน้ำมันปาล์ม หรือสินค้าที่มีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์มจากไทยไปยุโรป เช่น ทูน่ากระป๋องในน้ำมัน ฯลฯ นอกจากนี้ ไทยไม่ได้เผาทำลายป่าเพื่อเอาพื้นที่มาปลูกปาล์มน้ำมัน หากเข้าร่วมจะเหมือนยอมรับว่าไทยเผาทำลายป่าด้วย ซึ่งจะกระทบต่อการค้ากับยุโรปและจะทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหายด้วย.

 

‘พาณิชย์’ เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ค. 2560 22:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/935277


‘พาณิชย์’ เปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว จนถึงวันที่ 30 พ.ค. ก่อนนำมาปรับปรุงรายละเอียดอีกครั้ง เชื่อดึงเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มแน่

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เปิดให้ทุกภาคส่วนที่ต้องการจะแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ต่อร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว พ.ศ… สามารถยื่นแสดงความเห็นเข้ามายังกรมฯ ได้จนถึงวันที่ 30 พ.ค.นี้ ซึ่งกรมฯ จะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปรวบรวม เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบธุรกิจให้มากที่สุด โดยขั้นตอนขณะนี้ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอยู่ระหว่างเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ต่อไป

สำหรับการยกร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว เพื่อแก้ไขปัญหากรณีที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยห้างหุ้นส่วนและบริษัท ได้กําหนดให้ผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจํากัด และผู้ถือหุ้นของบริษัทจํากัดต้องมีจํานวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ซึ่งในทางปฏิบัติมักก่อให้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกัน รวมทั้งก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการลงทุนจัดตั้งบริษัทจํากัดเพื่อประกอบธุรกิจ

“ข้อมูลทางสถิติพบว่า การถือหุ้นในบริษัทจํากัด ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการถือหุ้นโดยผู้ถือหุ้นคนหนึ่งที่ถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเจ้าของกิจการที่แท้จริงอยู่แล้ว การยกร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคเอกชนที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจเพียงคนเดียว โดยไม่ประสงค์จะร่วมทุนกับคนอื่น หรือไม่สามารถหาผู้ร่วมทุนได้ และยังเป็นการลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างผู้ถือหุ้นด้วย”

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังสอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เศรษฐกิจการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการเริ่มจัดตั้งองค์กรธุรกิจอย่างง่าย ไม่ยุ่งยาก ทําให้บทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับการประกอบธุรกิจ จึงต้องยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อนำมาบังคับใช้ และสนับสนุนการประกอบธุรกิจของประเทศ และทำให้การประกอบธุรกิจมีความง่ายขึ้น

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการมีกฎหมายฉบับนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่อยู่นอกระบบจะสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะเดิมเอสเอ็มอีที่ได้รับความช่วยเหลือเป็นกิจการที่ค่อนข้างมั่นคง และอยู่ในระบบเท่านั้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันเอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยที่ผ่านมา ได้มีมาตรการด้านการเงิน การคลัง สินเชื่อ และด้านภาษี เพื่อช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจํากัดคนเดียว พ.ศ. … มีทั้งหมด 9 หมวด 64 มาตรา ได้แก่ หมวด 1 บททั่วไปเกี่ยวกับความเป็นนิติบุคคลและสิ่งที่บริษัทต้องปฏิบัติ หมวด 2 การจัดตั้งบริษัท หมวด 3 การบริหารจัดการ หมวด 4 การจ่ายเงินปันผล หมวด 5 การเพิ่มทุนและการลดทุน หมวด 6 การแปรสภาพเป็นบริษัทจํากัด หมวด 7 การเลิกบริษัท หมวด 8 การถอนทะเบียนร้าง หมวด 9 บทกําหนดโทษ.