ตรวจเข้มเช็กข้อมูล 2 รอบล้อมคอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945590


คลังผวาพวกมั่วนิ่มใช้เงินรัฐ แฝงตัวเข้าคิวลงทะเบียนคนจน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ภายในต้นเดือน มิ.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะสามารถสรุปสวัสดิการของรัฐที่จะมอบให้แก่ประชาชนที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐบาล ที่เปิดให้ลงทะเบียนไปเมื่อวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องต้นพบว่า ยอดลงทะเบียนของประชาชนที่มีรายได้น้อยมีประมาณ 14.1 ล้านคน ในระหว่างนี้ถึงเดือน ส.ค.60 กระทรวงการคลังจะนำข้อมูลของประชาชนที่ลงทะเบียนไปตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การออกบัตร “ชิปการ์ด” ต่อไป

“ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องสวัสดิการ เพราะกระบวนการหารือยังไม่ได้ ลงลึก แต่ในหลักการแล้ว กระทรวงการคลังอาจใช้วิธีการแจกเงินลงไปในบัตรชิปการ์ด เช่น เติมเงินในบัตรชิปการ์ด 500 บาท หรือ 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งบัตรดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นเหมือนกระเป๋าเงิน รอรับเงินโอนจากรัฐบาล ซึ่งบัตรดังกล่าวสามารถนำไปรูดใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี รับส่วนลดค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า จนกว่าเงินจะหมด หรือสิ้นเดือน ซึ่งหากถึงสิ้นเดือนยังมีเงินเหลืออยู่ในบัตร จะถูกตัดทิ้งไป
แต่หากวงเงินหมด เดือนหน้ารัฐบาลจะโอนเงินเข้าบัตรชิปการ์ดให้ทุกๆเดือน”

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า เรื่องการตรวจสอบความถูกต้อง กระทรวงการคลัง ได้วางระบบการตรวจสอบไว้ 2 รอบ หรือ Re-check โดยรอบแรกจะมีกระทรวงมหาดไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สถาบันการเงินเอกชน และของรัฐบาล กรมบัญชีกลางและกรมสรรพากร เป็นต้น เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่กรอกลงในแบบฟอร์ม เช่น มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาท ไม่มีทรัพย์สินที่ดินหรือเงินฝาก เป็นต้น ส่วนรอบที่ 2 กระทรวงการคลังจะจ้างนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศประมาณ 60,000 คน ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความถูกต้อง เช่น ลงทะเบียนเป็นคนจนแต่อยู่บ้านใหญ่โต หรือ กรอกว่าไม่มีอาชีพ แต่การลงพื้นที่ตรวจพบมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เป็นต้น

ทั้งนี้ การตรวจสอบแบบ Re-check มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลออกมาถูกต้องมากที่สุด เพราะเดิมที่คาดว่าจะมีคนมาลงทะเบียนประมาณ 10-11 ล้านคน แต่ยอดปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา มีลงทะเบียนถึง 14 ล้านคน และเมื่อตรวจสอบข้อมูลของปีที่แล้ว พบว่ามีคนมาลงทะเบียน 8.3 ล้านคน แต่ถูกตัดสิทธิ์ออกไปประมาณ 1 ล้านคน เหลือ 7.2 ล้านคน ซึ่งแสดงว่ามีคนแอบมาลงทะเบียน เพื่อหวังรับสวัสดิการจากรัฐบาล การตรวจสอบแบบ Re-check และจ้างนักศึกษาคนละ 300 บาทต่อวันมาช่วย ทำให้มีความแม่นยำ ทั้งด้านข้อมูลและสภาพแวดล้อมที่ถูกต้อง.

 

ปั้นคนส่งโรงงานน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945583


นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า หลัง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย คือ สมาคมโรงงานน้ำตาลไทย สมาคมผู้ผลิตน้ำตาลและชีวพลังงานไทย สมาคมการค้าอุตสาหกรรมน้ำตาล ลงนามข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรวิชาชีพระดับอาชีวศึกษา ในรูปแบบ “ทวิภาคี” ซึ่งเป็นโปรแกรมการศึกษาสายอาชีพ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อป้อนแรงงานวิชาชีพเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย รวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หลังพบมีความต้องการใช้แรงงานด้านวิชาชีพในสายงานต่างๆ เช่น สาขาซ่อมบำรุงเครื่องกล สาขาเครื่องมือการเกษตรและเทคโนโลยีการจัดการเกษตรสมัยใหม่ สาขาพืชศาสตร์ รวม 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งจะหารือร่วมกับ สอศ.เพื่อวางแผนจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน ทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการฝึกอาชีพในโรงงานน้ำตาล

“3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย และ สอศ.จะร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาคัดเลือก นักศึกษาอาชีวะระดับ ปวส.เข้าอบรมหลักสูตร ใช้เวลาเรียน 2 ปี เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญตรงกับสายงานที่อุตสาหกรรมดังกล่าวต้องการ โดยเริ่มเปิดรับสมัครนักศึกษาระดับ ปวส. เข้าอบรมหลักสูตรในปีการศึกษา 2561 แล้ว”.

 

“ไจก้า” เกาะติดสร้างรถไฟฟ้าสีแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945580


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังคณะผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือไจก้า เข้าพบว่า ได้หารือถึงอุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ที่บริเวณสถานีดอนเมืองล้มทับคนงานจนทำให้มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการที่ใช้เงินกู้จากไจก้า ซึ่งไจก้าได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในการก่อสร้าง ซึ่งการหารือครั้งนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้เสนอแผนมาตรการในการดูแลความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้างให้ไจก้าได้พิจารณา ซึ่งทางไจก้าเห็นชอบ และกำชับว่าควรต้องปฏิบัติตามมาตรการดูแลความปลอดภัยดังกล่าวอย่างจริงจังด้วย

สำหรับแผนมาตรการดังกล่าวกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีอำนาจในการสั่งการให้หยุดงานชั่วขณะ ในระหว่างการแก้ไขปัญหา หรือว่าในช่วงที่คาดว่าจะมีปัญหาได้ทันที สำหรับคณะกรรมการชุดดังกล่าว ประกอบด้วย ผู้แทนจาก รฟท. ในระดับผู้บริหาร เช่น รองผู้ว่าการ รฟท. วิศวกรใหญ่ ที่ปรึกษาคุมงาน และผู้แทนทางบริษัทผู้รับเหมา โดยทำหน้าที่คอยดูแล และตรวจสอบการทำงานของผู้รับเหมา และที่ปรึกษาคุมงานอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา มีอำนาจสามารถสั่งการต่างๆ ให้หยุดงานได้ทันที โดยพิจารณาจากเกณฑ์เทคนิคทางด้านวิศวกรรม เช่น เมื่อพบว่าคานก่อสร้างมีอาการติดขัด ก็ต้องสั่งหยุดงานทันที ไม่ใช่ปล่อยให้คนงานเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะขยับเองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมแล้ว แต่ระหว่างนี้บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือไอทีดี ยังไม่สามารถเริ่มงานก่อสร้างต่อได้ ต้องรอผลการตรวจสอบจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ก่อน

“ยอมรับว่าขณะนี้โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) มีความล่าช้ามาตั้งแต่แรก เนื่องจากเส้นทางก่อสร้างเป็นเส้นทางที่มีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ใต้ดินค่อนข้างมาก จึงต้องใช้เวลาจัดการพื้นที่ค่อนข้างมาก อีกทั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และสั่งให้หยุดงานการก่อสร้างไปก่อน ก็ยิ่งทำให้ล่าช้า โดยทางไจก้าเป็นห่วงเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นคงต้องหารือร่วมกันเพื่อปรับแผนและกรอบเวลาการทำงานใหม่ จากนั้นจะยื่นแผนให้ไจก้าทราบว่าโครงการนี้จะขยายเวลาการก่อสร้างออกไปอีกระยะ แต่จะเป็นเท่าใดนั้นขอดูแผนงานทางด้านวิศวกรรมก่อน.

 

“สมคิด” เร่งเต็มสูบพัฒนาอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945573


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเจรจาจับคู่ธุรกิจไทย-จีน Thailand Cross Border Trade & Investment Conference ซึ่งจัดโดยธนาคารแห่งประเทศจีน (แบงก์ออฟไชน่า) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า คุณค่าของนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (วันเบลท์วันโรด) หรือเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ไม่ได้อยู่ที่เรื่องวัตถุ หรือแค่มีโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นมา แต่อยู่ที่การใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นเชื่อมโยงนักธุรกิจ ประชาชนของแต่ละประเทศเป็นพลังแห่งเอเชียที่แท้จริง และประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เต็มที่เพื่อเชื่อมกับนโยบายวันเบลท์วันโรดของจีนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

ทั้งนี้ ต้องการให้มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนต่อไปในระยะยาว ไม่ใช่แค่เป็นโครงการใดโครงการหนึ่งเท่านั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ ทั้งการเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่ง ด้านรถไฟ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 และรองรับยุคดิจิทัลที่จะมาถึง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศจีนซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ มีลูกค้าอยู่ทั่วโลก การเดินทางมาครั้งนี้จึงสำคัญที่จะช่วยนำนักธุรกิจที่มีความเหมาะสมกับไทยมาจับคู่เจรจาการค้ากัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีของทั้ง 2 ประเทศ

“ในปัจจุบันผู้ประกอบการของไทยยังตื่นตัวกับอุตสาหกรรม 4.0 น้อยมาก ซึ่งในอนาคตหากผู้ประกอบการไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง พัฒนาเพื่อเข้าไปสู่ห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนของโลก ก็จะตกขบวน ดังนั้น จึงขอให้ทางธนาคารแห่งประเทศจีนช่วยแนะนำลูกค้าที่เป็นนักธุรกิจจากทั่วโลกซึ่งไม่เฉพาะจีนเท่านั้นมาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการของไทย ทั้งธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และเอสเอ็มอี เพื่อให้เกิดการกระตุ้นและเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี”

ขณะเดียวกัน การจัดงานจับคู่ธุรกิจในครั้งต่อไป ต้องการให้ทางธนาคารแห่งประเทศจีน เชิญนักธุรกิจจากกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีคือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม มาร่วมงานด้วย เพื่อให้ ทุกประเทศเติบโตไปพร้อมๆกันเพื่อให้เป็นห่วงโซ่อุปทานร่วมกันไปได้ในภูมิภาค หากมีความแตกต่างทางเทคโนโลยีสูงจะมีปัญหาอย่างแน่นอน

ขณะที่นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า นอก จากนักธุรกิจจีนจะมาจับคู่ธุรกิจกับนักธุรกิจไทยแล้ว จะไปเยี่ยมชม พื้นที่อีอีซี และรับฟังนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยด้วย ซึ่ง นักธุรกิจจีนส่วนใหญ่ให้ความสนใจต่อแผนการเตรียมพื้นที่การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆของภาครัฐในอีอีซี.

 

รถไฟฟ้าพาราคาพุ่งกระฉูด สำรวจ 3 ทำเลทองรัชดา-สยาม-สุขุมวิท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945562


ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย สำรวจ 3 ทำเลทองกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบตัวเลขชัดๆ ราคาที่ดินขึ้นเพราะรถไฟฟ้า สยาม-สีลม ขึ้นพรวดพราดแซงหน้าย่านเศรษฐีเก่าเยาวราช สุขุมวิทแพงหูดับสวนทางพระราม 4 จ๋อยสนิท

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหา-ริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยถึงผลการสำรวจราคาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เกี่ยวเนื่องกับรถไฟฟ้า พบว่า ราคาที่ดินขึ้นรอบ 23 ปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงมาก โดยราคาที่ดินในเขตพื้นที่ใกล้รถไฟฟ้าราคาขึ้นมากกว่าที่อยู่ห่างไกลออกไปนับเท่าตัว สำรวจ 3 ทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ

ทำเลรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT พุ่งพรวด

เริ่มจากทำเลแรก ราคาประเมินที่ตามแนวรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ซึ่งตั้งแต่มีการเปิดดำเนินการพบว่า ราคาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยทำการสำรวจราคาเปรียบเทียบระหว่าง 2 ทำเลหลัก คือ รัชดาภิเษก-ห้วยขวาง และพระราม 9-ห้วยขวาง พบว่า

ทำเลที่ 1 F5-1 รัชดาภิเษก-ห้วยขวาง ราคาที่ดิน ณ เดือน ธ.ค. 2537 มีราคาประเมินในวงเงิน 200,000 บาทต่อตารางวา (ตร.ว.) แต่พอถึงเดือน ธ.ค.2560 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 700,000 บาท/ตร.ว. หรือเพิ่มขึ้น 5.6%

ทำเลที่ 2 F5-2 พระราม 9 -ห้วยขวาง ราคาที่ดิน ณ เดือน ธ.ค. 2537 เป็นเงิน 165,000 บาท/ตร.ว.แต่พอถึงเดือนธันวาคม 2560 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 260,000 บาท/ตร.ว. หรือเพิ่มขึ้น2%

โดยจะเห็นได้ว่า ในปี 2537 ราคาที่ดินในทำเล F5-1 รัชดาภิเษก-ห้วยขวาง สูงกว่าราคาที่ดินในทำเล F5-2 พระราม 9-ห้วยขวาง เพียง 21% แต่พอถึงสิ้นปี 2560 ราคาสูงกว่าถึง 169% กลายเป็น 2.7 เท่า

nทำเลกลางเมือง เยาวราช-สยาม-สีลม

สำหรับเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ให้บริการโดยบริษัทระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพ จำกัด ได้มีการเปรียบเทียบระหว่างย่านเยาวราชที่ยังไม่มีรถไฟฟ้าผ่านในขณะนี้ และย่านสยามสแควร์ และสีลม ซึ่งมีรถไฟฟ้าสายบางหว้า-สนามกีฬาฯผ่าน พบว่า

ทำเล I2-2 เยาวราช ราคาที่ดิน ณ เดือน ธ.ค.2537 เป็นเงิน 700,000 บาท/ตร.ว.

แต่พอถึงเดือน ธ.ค.2560 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 1,300,000 บาท/ตร.ว. หรือเพิ่มขึ้น 2.7%

ขณะที่ทำเล I2-4 สยามสแควร์ ราคาที่ดิน ณ เดือน ธ.ค.2537 เป็นเงิน 400,000บาท/ ตร.ว.แต่พอถึงเดือน ธ.ค.2560 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 2,130,000 บาท/ตร.ว. หรือเพิ่มขึ้น 7.5%

เช่นเดียวกับทำเล I4-2 สีลม ซึ่งราคาที่ดิน ณ เดือน ธ.ค.2537 เป็นเงิน 450,000 บาท/ตร.ว. แต่พอถึงเดือน ธ.ค.2560 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 1,770,000 บาท/ตร.ว. หรือเพิ่มขึ้น 6.1%

จะเห็นได้ว่าในปี 2537 ราคาที่ดินที่แพงที่สุดอยู่ในย่านเยาวราช ที่ 700,000 บาทต่อตารางวา แต่เพราะการมีรถไฟฟ้า 2 เส้นตัดผ่านที่สยามสแควร์ ทำให้ราคาบริเวณดังกล่าวจึงเพิ่มขึ้นกระฉูด

จากที่แถวสยามฯ เคยมีราคาเพียง 57% ของเยาวราช กลับกลายเป็นมากกว่าย่านเยาวราชถึง 64% ส่วนที่สีลมราคาก็เพิ่มขึ้นเพราะมีรถไฟฟ้า BTS ผ่าน

ทำเลสุขุมวิทกระฉูด-กล้วยน้ำไทแผ่ว

ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ให้บริการโดยบริษัทระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพ เส้นทางหมอชิต-แบริ่ง จากการสำรวจพบเช่นกันว่า เส้นสุขุมวิท-เอกมัย ที่มีรถไฟฟ้าผ่านปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเส้นพระราม 4 กล้วยน้ำไทที่ราคาเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

โดยทำเล I3-3 พระราม 4 กล้วยน้ำไท ราคาที่ดิน ณ เดือน ธ.ค.2537 เป็นเงิน 200,000 บาท/ตร.ว. แต่พอถึงเดือน ธ.ค.2560 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 450,000 บาท/ตร.ว. หรือเพิ่มขึ้น 3.6%

ขณะที่ทำเล I3-4 สุขุมวิท-เอกมัย ราคาที่ดิน ณ เดือน ธ.ค. 2537 เป็นเงิน 220,000 บาท/ตร.ว. แต่พอถึงเดือน ธ.ค.2560 ราคาเพิ่มขึ้นเป็น 1,100,000 บาท/ตร.ว. หรือเพิ่มขึ้น 7.2%

จะเห็นได้ว่าในปี 2537 ราคาที่ดินใน 2 ทำเลนี้ห่างกันเพียง 10% คือ ราคาเส้นสุขุมวิท-เอกมัย อยู่ที่ 220,000 บาทต่อ ตร.ว. และเส้นพระราม 4 กล้วยน้ำไทอยู่ที่ 200,000 บาทต่อตารางวา แต่ล่าสุด ณ ปี 2560 ห่างกันถึง 144% หรือเท่ากับ 2.45 เท่า ดังนั้น ในความเห็นของนายโสภณพบว่า การที่ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงขนาดนี้เพราะอานิสงส์ของรถไฟฟ้า ก็เท่ากับภาครัฐเอื้ออำนวยแก่ภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์โดยตรง จึงควรเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอาจจะทำให้เรามีเงินสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มได้อีกหลายสาย.

 

ดึงลูกเศรษฐีตาม “ก็อตเซเว่น” ทัวร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945558


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า จากการวางเป้าหมายกระตุ้นฐานตลาดมิลเลนเนียลส์ หรือ กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย ทั้งในไทยและต่างประเทศให้เดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เริ่มมองแนวทางการใช้กิจกรรมบันเทิงเป็นแม่เหล็ก เริ่มด้วยการเปิดตัวโครงการสำหรับตลาดในประเทศ “เมืองไทยใต้จมูก” ใช้กลยุทธ์มิวสิก มาร์เก็ตติ้ง ร่วมมือกับบริษัทแกรมมี่ในการนำศิลปิน 12 คนที่มีชื่อเสียง เดินทางใน 12 เมืองต้องห้ามพลาด…พลัส ด้วยการใช้เสียงเพลงถ่ายทอดความประทับใจและสะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ผลิตออกมาเป็นรายการวาไรตี้เผยแพร่ทางช่องวัน 31 เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ 17 พ.ค.นี้ และจะเริ่มมองแนวทางมิวสิก มาร์เก็ตติ้ง เพื่อจับตลาดต่างประเทศมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนการจัดกิจกรรมบันเทิงที่มีศักยภาพดึงดูดฐานแฟนคลับขนาดใหญ่ตามรอยมาไทย

ด้านนางสาวสุปราณี ป้องปัด ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ททท.กล่าวว่า ร่วมสนับสนุนกิจกรรมทัวร์ของก็อตเซเว่นในไทย เนื่องจากพิจารณาว่าครั้งนี้มีการจัดกิจกรรมกระจายทั้ง 4 ภาค และคาดว่าจะดึงดูดให้เกิดการเดินทางเชื่อมโยงของนักท่องเที่ยวต่างภูมิภาคได้ โดยจากการประสานงานกับผู้จัดคอนเสิร์ต พบว่ามีโอกาสในการทำแพ็กเกจทัวร์นำเสนอก่อนและหลังกิจกรรมของศิลปินด้วย เพื่อให้แฟนคลับใช้จ่ายและมีเวลาเดินทางท่องเที่ยวภายในพื้นที่ด้วย สำหรับราคาบัตรในกิจกรรมของก็อตเซเว่นในครั้งนี้ มีตั้งแต่ราคา 1,800 บาทถึง 5,800 บาท ใน 4 ภาค ได้แก่ นครราชสีมา, เชียงใหม่, กรุงเทพฯ และภูเก็ต ซึ่งมีการจำหน่ายบัตรเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 50,000 ที่นั่ง

ทั้งนี้ ในการจำหน่ายบัตรให้กับผู้ชมต่างชาติ สำหรับการจัดกิจกรรมแฟนปาร์ตี้ที่กรุงเทพฯในปีที่ผ่านมา มีผู้ชมชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาราว 18% ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับแฟนคลับอยู่ที่ราว 3.5 หมื่นบาท/คน/ทริป โดยฐานแฟนคลับก็อตเซเว่นที่ตามรอยกิจกรรมศิลปินมายังไทยมีราว 2,175 คน.

 

คลอดประกันภัยไซเบอร์คุ้มครองข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945555


นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ชื่อ “วันนาคราย” (WannaCry) โดยมัลแวร์จะทำงานด้วยการบล็อกไฟล์เอกสารต่างๆในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์รุ่นเก่าต่ำกว่าวินโดวส์ 10 ด้วยการเข้ารหัสลับ ทำให้ผู้ใช้จะไม่สามารถเปิดหรือดาวน์โหลดข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ หากต้องการที่จะปลดล็อกจะต้องจ่ายเงินค่าไถ่ รวมถึงความสามารถกระจายตัวเองจากคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆในเครือข่ายได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งผลกระทบกับประเทศต่างๆในวงกว้าง

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ.ตระหนักถึงผลกระทบจากภัยคุกคามดังกล่าวต่อระบบประกันภัย จึงได้กำหนดมาตรการรับมือภัยคุกคามในสองระดับ คือ

ในระดับขององค์กร เบื้องต้นได้จัดทำแนวทางปฏิบัติในการป้องกันมัลแวร์ภายในองค์กรและสั่งการให้สำนักงาน คปภ. ทั่วประเทศ ดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ที่อาจเจาะเข้ามาในระบบของสำนักงาน คปภ.

สำหรับระดับสอง เป็นมาตรการในส่วนของภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เพื่อเป็นการป้องกันภัยคุกคามในอนาคต จึงได้ประสานไปยังสมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย แจ้งเวียนบริษัทสมาชิกให้เฝ้าระวัง และเตรียมการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การป้องกันการรับมือกับภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสื่อสารให้พนักงานและประชาชนทราบแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเหมาะสมและรายงานสถานการณ์เฝ้าระวังภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์ต่อสำนักงาน คปภ.เป็นระยะๆ โดยหากได้รับผลกระทบจากภัยดังกล่าว ให้รีบแจ้งมายังสำนักงาน คปภ.เพื่อประสานให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ.มีนโยบายส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่จะช่วยรองรับความเสี่ยงจากการจู่โจมหรือคุกคามทางไซเบอร์ นั่นคือการประกันภัยไซเบอร์ (Cyber Insurance) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหายทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นกับธุรกิจในเชิงพาณิชย์ได้ทุกประเภท อาทิ ผู้ผลิตสินค้า ผู้ให้บริการประเภทต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันการเงินซึ่งมีความเสี่ยงภัยในระดับสูง โดยจะคุ้มครองทั้งในส่วนความรับผิดต่อผู้เอาประกันภัย (First Party) หรือความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third Party) ซึ่งเกิดขึ้นกับข้อมูลของลูกค้าสูญหาย หรือถูกโจรกรรมไป

“กรมธรรม์ประกันภัยไซเบอร์ จะคุ้มครองครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดหรือไม่ต้องพิจารณาว่าไวรัสทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารหรือถ่ายโอนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์มากน้อยเพียงใด”.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 19/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945530


ระยองเมืองผลไม้ ทุเรียนอร่อยปีละครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/944657


“จังหวัดระยอง”…มีสิ่งอำนวย ความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยเพราะเรามี “สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา” ตั้งอยู่ที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง…ที่ได้ขยายพื้นที่รองรับนักเดินทาง จากเดิมปีละ 3 ล้านคน…ในอีก 5 ปีจะเพิ่มเป็น 15 ล้าน และ 15 ปีข้างหน้าคาดกันว่าจะมีเข้ามามากถึง 30 ล้านคน

แถมที่นี่…จะกลายเป็นศูนย์ซ่อมสร้างเครื่องบินจากทั่วโลกอีกด้วย

สุ้มเสียงจาก มนตรี ชนะชัยวิบูลย์วัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ที่กล่าวอย่างภาคภูมิใจเสมือนตัวแทนคนระยองที่ต้องภาคภูมิใจ และเตรียมตัวต้อนรับนักท่องเที่ยวให้ดีๆ

“เราต้องทำงานร่วมกัน เป็นประชารัฐ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะเรื่องผลไม้ ที่จังหวัดระยองในช่วงเวลานี้ได้เตรียมการต้อนรับนักท่องเที่ยวไว้ไม่ให้เสียชื่อ”

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อ “สารวัตรทุเรียน” ที่ได้รับการแต่งตั้ง โดยจะประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการปกครอง ตำรวจ เจ้าหน้าที่เกษตร เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น อบต. คอยสอดส่องตรวจสอบทุกสวน ทุกล้ง ด้วยเครื่องมือตรวจทุเรียนอ่อนจำนวน 4 เครื่อง ที่ได้เตรียมไว้ และจะเพิ่มขึ้นเป็นทุกอำเภออีกด้วย

เครื่องตรวจสามารถรู้ได้โดยไม่ต้องเคาะ หรือผ่าทุเรียนออกมา …ก็รู้ได้ว่าอ่อนหรือไม่?

นอกจากนี้ยังได้เตรียมคู่มือการบริโภคทุเรียน การสังเกตทุเรียนอ่อน …การบอกถึงรูปลักษณะของทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ เอาไว้แจกจ่ายให้กับนักท่องเที่ยวได้ศึกษาด้วยตัวเอง

มนตรี บอกว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา จังหวัดระยองมีรายได้จากการจำหน่ายผลไม้ 5,600 ล้านบาท แบ่งเป็นส่งออกไปจำนวน 60% ของผลผลิตทั้งหมด โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าสู่ระยอง 7 ล้านคน สร้างรายได้อื่นๆอีก 28,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้…ผลไม้มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 25% ประมาณ 100,000 ตัน

คาดว่า…จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 9,000 ล้านบาท และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 8 ล้านคน ยอดใช้จ่ายปีนี้น่าจะอยู่ที่ราวๆ 35,000 ล้านบาท

ห้ามพลาดเด็ดขาดกับงานใหญ่แห่งปี “เทศกาลผลไม้และของดีจังหวัดระยอง ปี 2560” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2560 ณ ตลาดกลางผลไม้เพื่อการเกษตรตะพง จังหวัดระยอง

“ไฮไลต์ปีนี้…พิเศษสุดต้องการเชิญชวนนักท่องเที่ยวไปร่วมกิจกรรมเที่ยวข้ามถิ่นกินข้ามภาค เยือนถิ่นผลไม้ กระทบไหล่ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ที่มาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์”

“โครงการท้าเที่ยวข้ามภาค” ในวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2560 พิกัดแรกอยู่ที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สวนยายดา-ป้าบุญชื่น จ.ระยองท้า “นักท่องเที่ยวข้ามภาค” ร่วมปฏิบัติภารกิจพิชิตหนามสละ…แข่งแกะเปลือกสละ พร้อมอิ่มอร่อยกับบุฟเฟ่ต์ผลไม้กินได้ไม่อั้น ราคาคนละ 300 บาทเท่านั้น

พร้อมร่วมรับประทานอาหารเย็น ในโซน “ลานเที่ยวกินอาหารถิ่นเมืองระยอง” ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น รำกลองยาว การแสดงหนังใหญ่วัดบ้านดอน ชมฟรีคอนเสิร์ตจากศิลปิน หญิงลี ศรีจุมพล

สายโยก…สายเฮรีบบึ่งมาแบบด่วนๆ รองผู้ว่าฯ มนตรี ย้ำว่า ขอเชิญนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเจนวาย…ต้องไม่พลาดเข้าร่วมกิจกรรมนี้

เปิดตารางกิจกรรมสำหรับในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ปีนี้เป็นหน้าผลไม้ที่ใครๆหลายคนรอคอย สถานที่ท่องเที่ยวไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก พุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักชิมผลไม้สดๆ รสชาติดีๆ ควรมาได้ที่ จ.ระยอง

ที่นี่มีถึง 45 สวน ให้ชวนกันมาชม…มาชิม…มาอิ่มอร่อยกับผลไม้ ระดับตำนานคู่เมืองระยอง เริ่มกันที่สวนสุภัทราแลนด์ ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

บริการพาเข้าไปชมสวนด้วยรถราง จะมีทั้งสวนเงาะ, ซุ้มกระท้อน, ศาลาองุ่น ฯลฯ นอกจากได้ชิมผลไม้สดๆถึงต้นแล้ว ยังได้ความรู้จากการดูงานวิชาการเชิงการเกษตรโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ

ไปต่อกันที่…สวนมังคุดไทย (สวนคุณปัญญา) ต.หนองตะพาน อ.บ้านค่าย ที่มีมังคุดกว่า 300 ต้น อีกทั้งผลไม้หลากหลายชนิดประกอบความอร่อยแบบนอนสตอป ไม่ว่าจะเป็นมะยงชิด มะม่วง มะพร้าว เงาะ ฯลฯ

แต่จุดเด่นอยู่ที่ผลของมังคุดที่มีคุณภาพ ไม่มีปัญหาเรื่องเนื้อแก้วและยางไหล อีกทั้งการันตีด้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดมังคุดในงานเทศกาลผลไม้และของดีจังหวัดระยอง แถมยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตามมาชิมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ที่นี่ได้อีกด้วย…ไม่เสียค่าเข้าสวน แต่จะให้ซื้อรับประทานเป็นกิโลกรัม

ตามมาด้วย สวนประสมทรัพย์ ตั้งอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย สวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม่ใหญ่นักพื้นที่แค่ 9 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่บ้านพักอาศัยรวมอยู่ด้วย ใครที่สนใจจะไปเที่ยวก็สามารถจองห้องพักค้างคืนได้ด้วย

จุดเด่นสวนแห่งนี้ ปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด เช่น มังคุด ลองกอง ทุเรียน เงาะ กระท้อน และมะยงชิด ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ในการกำจัดศัตรูพืชและการบำรุงรักษาไม้ผล ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากสารพิษแน่นอนและมีรสชาติที่หอมหวานอร่อยอีกด้วย สนนราคาบุฟเฟ่ต์ผลไม้อยู่ที่ราวๆ 200-400 บาท

ถัดมาใกล้เข้าเมือง ที่ ต.นาตาขวัญ อ.เมือง “สวนคุณไพบูลย์” เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเยี่ยมชม…รับประทานผลไม้สดๆจากต้น จุดดึงดูดสำคัญคือเป็นสวนทุเรียนสายพันธุ์ “นกกระจิบ” รุ่นแรกๆ

หรือใครจะไปดู “ต้นมังคุด 100 ปี” ก็ไปได้ที่สวนผู้ใหญ่สมควร (บ้านแลง) ต.บ้านแลง อ.เมือง ลำต้นใหญ่สูง เป็นพุ่มสวยงาม ลูกมีเปลือกบาง หวานอร่อยกว่ามังคุดทั่วไป…ใครได้ลองไม่เคยบอกไม่ติดใจ

อีกหนึ่งสวนเด่นดัง “สวนยายดา-ป้าบุญชื่น” ต.ตะพง อ.เมือง สวนผลไม้ผสมผสาน หลักๆจะมีทุเรียนกับเงาะ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสวนผลไม้ได้กินอิ่ม…นอนเล่นได้ทั้งวัน พร้อมเสริมด้วยส้มตำบุฟเฟ่ต์

ปิดท้ายด้วย “สวนลุงทองใบ” ต.ตะพง อ.เมือง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรพื้นที่ 40 ไร่ ภายในสวนมีทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง มะม่วง มะปราง และผลไม้แปรรูป…ทุเรียนกวน ทุเรียนทอด นอกจากนี้ยังปลูกสมุนไพรเอาไว้หลากชนิด เพื่อศึกษาให้ลึกซึ้งถึงสรรพคุณ เช่น หนุมานประสานกาย กระวาน ทองพันชั่ง

ใครเข้ามาจะต้องซื้อบัตร ก่อนจะพาไปนั่งรถรางลากด้วยรถไถ ชมสวน…จากนั้นกลับมานั่งกินบุฟเฟ่ต์ผลไม้ใต้ร่มไม้ สนนราคาคนละ 350 บาท เสิร์ฟ…ทุเรียนชะนี หมอนทอง ลองกอง มังคุด สละ เงาะ พร้อมข้าวเหนียวทุเรียน ไอติมทุเรียน

“สมยศ” กับ “สมบัติ กลิ่นขจร” สามีภรรยาเจ้าของสวนลุงทองใบ คุยให้ฟังว่า สวนของเราทำเกษตรอินทรีย์ ได้รับ GAP มานานกว่า 12 ปีแล้ว ในอดีตก่อนหน้านี้เคยต้องขายให้กับพ่อค้าคนกลาง ถูกกดราคาสารพัด ทำเท่าไหร่ก็ขายไม่ได้ราคา…เคยถึงขั้นต้องขนขึ้นรถปิกอัพ เอาไปขายที่การเคหะบางนา…ซอยลาดพร้าว 62

“ทุกวันนี้สวนเราไม่ต้องเอาผลไม้ไปขายที่ไหนอีกแล้ว เพราะจะมีนักท่องเที่ยวเช้ามาชม ชิม ช็อป วันธรรมดาก็ราวๆ 500 คน…ส่วนวันหยุด วันนักขัตฤกษ์มากกว่าอีกสองเท่าตัว ขายในสวนก็ไม่พอกับลูกค้าแล้ว”

ไม่คุยก็ต้องคุยแต่ละปีมีรายได้อยู่ที่ 7 หลัก…ผลไม้ที่เตรียมไว้รองรับมี 5 อย่าง คือ ทุเรียน ลองกอง มังคุด สละ เงาะ…หากวันไหนผลไม้ขาดชนิดไหนจะบอกกับลูกค้าก่อน แต่ที่จะขาดไม่ได้ก็คือ “ทุเรียน”

“เทศกาลผลไม้และของดีจังหวัดระยอง” สายกิน…สายชิล ห้ามพลาด หนึ่งปีจะมีสักครั้ง ฤดูผลไม้ประจำปีที่จะมีสารพัดผลไม้สดๆ อร่อยๆให้ได้ลิ้มลอง โดยเฉพาะแฟนพันธุ์แท้ทุเรียนระยองฮิ.

 

รุกกระแสออนไลน์ไลฟ์สดทุกช่องทาง เปิดตัว“ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่”เอาใจวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945545


นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัว “ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่” ที่พัฒนาต่อยอดจากฮอนด้า แจ๊ซ เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 57 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดี เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าหลักของฮอนด้า แจ๊ซ ที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีไลฟ์สไตล์หลากหลายและใช้ชีวิตอย่างไร้ขีดจำกัด ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ รุ่นอาร์เอส (RS) ถูกออกแบบให้สปอร์ตโฉบเฉี่ยวและทันสมัยมากขึ้น ด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ภายในห้องโดยสารเป็นเบาะนั่งสีดำลายใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีส้ม และสีภายนอกใหม่ สีส้มฟีนิกซ์ เฉพาะรุ่น RS

นายพิทักษ์กล่าวว่า ฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ มีทั้งหมด 6 รุ่น อาทิ รุ่น S MT ราคา 555,000 บาท, รุ่น S CVT ราคา 594,000 บาท เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อรับกับยุคสังคมออนไลน์ จึงมาพร้อมกับแคมเปญ “DO IT WITH MY JAZZ” ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกเพื่อถ่ายทอดความเป็นตัวตนอย่างไร้ขีดจำกัดผ่านช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยในวันเปิดตัวฮอนด้า แจ๊ซ ใหม่ ได้มีการเปิดตัวทางช่องออนไลน์แบบไลฟ์สดหรือถ่ายทอดสดตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ของวันที่ 18 พ.ค.60 ที่ newjazz.honda.co.th ในรูปแบบ Multi-view และ Facebook Fanpage Enjoy Honda Thailand.