สอบเข้มการเงินสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946687


นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และสหกรณ์ เคหะสถานนพเก้า จำกัด ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ไปแล้วนั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งให้หาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่ระหว่างหาแนวทางกำกับดูแลและส่งเสริมสหกรณ์ให้มีศักยภาพ ซึ่งจะออกมาตรการกำกับดูแลมากขึ้น จากเดิมจะตรวจสอบสถานะการเงินปีละ 1 ครั้งตามวงรอบ แต่ต่อไปจะเพิ่มการตรวจสอบสถานะการเงินอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้เป็นระบบเตือนภัย พร้อมกับออกเกณฑ์กำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนต้องรายงานธุรกรรมอย่างสม่ำเสมอ

“ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านการใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ฉบับใหม่ ซึ่งอยู่ในระหว่างเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณานั้น ได้มีการตั้งคณะกรรมการกำกับขึ้นมาดูแลร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง หาก พ.ร.บ.ได้รับความเห็นชอบจะตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามากำกับดูแลติดตามสถานะการเงินของแต่ละสหกรณ์ วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และดำเนินการตรวจสอบเพื่อสร้างระบบเตือนภัยกรณีที่พบว่าจะมีเหตุร้ายแรง กรมส่งเสริมสหกรณ์จะเข้าไปตรวจสอบทันทีและใช้กฎหมายใหม่ที่นายทะเบียนมีอำนาจจัดการและมีบทลงโทษที่ร้ายแรงเข้าไปดำเนินการ”

ขณะเดียวกันได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสหกรณ์ขึ้น ซึ่งจะระดมเงินจากธนาคารของรัฐ สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ และเงินทุนของสหกรณ์ขนาดใหญ่ เพื่อนำไปช่วยเหลือสหกรณ์ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องต่อไป.

 

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรม เร่งผลิตช่างก่อสร้างกว่า 2 พันคนทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946263


‘กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน’ จัดอบรม เร่งผลิตช่างก่อสร้างกว่า 2 พันคนทั่วประเทศ เช่น ช่างก่ออิฐฉาบปูน ช่างคอนกรีตเสริมเหล็ก ช่างปูนปั้นไม้เทียม ช่างปั้นโอ่งซีเมนต์ ช่างปูกระเบื้อง หวังป้อนตลาดแรงงานและบริการประชาชนและสังคม

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 60 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีรับมอบปูนซีเมนต์ 300 ตัน โดยนายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รับมอบจากนายศิวะ มหาสันทนะ กรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์นี้ จะถูกนำไปใช้ฝึกอบรมในการพัฒนาช่างก่อสร้างป้อนตลาดแรงงานและบริการประชาชนและสังคม

นายธีรพล กล่าวว่า การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอสังหาริมทรัพย์ในประเทศส่งผลให้สาขาอาชีพช่างก่อสร้าง เป็นที่ต้องการอย่างมากของตลาดแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ กระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ได้ใช้แนวทางประชารัฐร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนกลไกต่างๆ ในปี 2560 ได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ จำนวน 300 ตัน รวมมูลค่า 720,000 บาท เพื่อนำไปฝึกอบรมช่างก่อสร้างป้อนตลาดแรงงานและบริการประชาชนและสังคม เช่น ช่างก่ออิฐฉาบปูน ช่างคอนกรีตเสริมเหล็ก ช่างปูนปั้นไม้เทียม ช่างปั้นโอ่งซีเมนต์ ช่างปูกระเบื้อง กลุ่มเป้าหมายการฝึกนอกจากคนที่สนใจฝึกอบรมทั่วไปแล้ว จะมีการดึงคนที่มาลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยตามนโยบายของรัฐบาลด้วย โดยวางเป้าหมายดำเนินการ 2,166 คน

เบื้องต้น จะดำเนินการฝึกอบรมในพื้นที่หน่วยงานสังกัด กพร. สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) 38 แห่ง ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สุพรรณบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี จันทบุรี ปราจีนบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสาคร

รวมถึง ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สกลนคร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ กำแพงเพชร ชัยนาท ตาก พิษณุโลก น่าน เพชรบูรณ์ แพร่ สุโขทัย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา ภูเก็ต สงขลา ตรัง และนราธิวาส

นอกจากนี้ จะมีขยายการฝึกอบรมทั่วประเทศ จะเน้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในการสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชน ได้แก่ ศาลาชุมชน วัด โรงเรียน ศาลาอเนกประสงค์ เรือนจำ สนใจเข้ารับการฝึก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2245-4035.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับบวก 3.76 ดัชนีอยู่ที่ 1,549.64 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946418


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับเพิ่มขึ้น 3.76 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,549.64 จุด มูลค่าการซื้อขาย 34,179.90 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 19 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น 3.76 จุด เปลี่ยนแปลง +0.24% มูลค่าการซื้อขาย 34,179.90 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,552.23 จุด และต่ำสุดที่ 1,545.23 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน).

 

โพลเผย คนไทย 70.59% รู้สึกเบื่อหน่าย เครียดสุดๆ เรื่องเศรษฐกิจ-ของแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946068


เอยูโพล เปิดเผยผลวิจัยความเครียดของคนไทย พบส่วนใหญ่ 70.59% รู้สึกเบื่อหน่าย เครียดมากสุดเรื่องเศรษฐกิจและการเงิน เพราะของแพง พบคนต่างจังหวัดมีความเครียดสูงกว่าคนในกรุงเทพฯ…

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. สถาบันวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอยูโพล เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่องดัชนีความเครียดของคนไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,006 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเบื่อหน่าย (ร้อยละ 70.59) ไม่มีความสุขเลย (ร้อยละ 62.86) รู้สึกหมดกำลังใจ (ร้อยละ 49.46) และไม่อยากพบปะผู้คน (ร้อยละ 41.82) เป็นครั้งคราวถึงบ่อยๆ

อย่างไรก็ตามในภาพรวมพบว่า ประชาชนมีความเครียดน้อย มีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.26 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อครั้งที่ผ่านมาในเดือน ม.ค.60 ที่มีคะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.18 คะแนน โดยเรื่องที่ทำให้เกิดความเครียดมากที่สุด คือ เรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.87) โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวกับราคาสินค้าแพง ปัญหาหนี้สิน/รายรับไม่พอกับรายจ่าย และสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นต้น รองลงมา คือ เรื่องการเรียน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.85 คะแนน) โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับผลการเรียน การศึกษาต่อ และเนื้อหาการเรียน เป็นต้น

อีกด้านหนึ่งที่ประชาชนมีความเครียดสูง คือ เรื่องการงาน (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.73) โดยเฉพาะปัจจัยเกี่ยวกับสวัสดิการและค่าตอบแทน ความก้าวหน้าในอาชีพ และปริมาณงานที่ทำ/ขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นต้น

ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนในต่างจังหวัดมีความเครียด (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.36 คะแนน) สูงกว่าประชาชนในกรุงเทพมหานคร (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.18 คะแนน) โดยประชาชนในกรุงเทพมหานครมีความเครียดในเรื่องต่างๆ คือ มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมา คือ เรื่องการเรียน และเรื่องสิ่งแวดล้อมตามลำดับ ส่วนประชาชนในต่างจังหวัดมีความเครียดในเรื่องต่างๆ คือ มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมา คือ เรื่องการเรียน และเรื่องการงานตามลำดับ ซึ่งผลการสำรวจที่ได้ในครั้งนี้ไม่แตกต่างจากผลการสำรวจในครั้งที่แล้ว ม.ค. 60 ที่ประชาชนในต่างจังหวัดมีความเครียดสูงกว่าประชาชนในกรุงเทพมหานคร

รวมทั้งเมื่อพิจารณาจากผลสำรวจในครั้งจะเห็นว่า ปัญหาที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เกิดความเครียด คือ ปัญหาสินค้าราคาแพงและปัญหาการจราจร ซึ่งเป็นปัญหาที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ประชาชนเกิดความเครียดต่อปัญหาต่างๆ เหล่านี้น้อยลง

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความเครียดแต่ละเรื่องในกลุ่มประชาชนแต่ละวัย (Generation) พบว่า ประชาชนในกลุ่ม Gen Y (อายุ 25-35 ปี) มีความเครียดมากที่สุด รองลงมา คือ Gen M (อายุ 19-24 ปี) (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.34 และ 2.31 คะแนนตามลำดับ) ส่วนกลุ่มที่มีความเครียดน้อยที่สุด คือ ประชาชนในกลุ่ม Gen X (อายุ 36-50 ปี) (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.17 คะแนน)

เมื่อพิจารณารายละเอียดความเครียดในแต่ละเรื่องของกลุ่มประชาชนแต่ละวัย พบว่า

-Gen Z (อายุ 15-18 ปี) มีความเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องความรัก และเครียดเรื่องสิ่งแวดล้อมตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 3.00, 2.72 และ 2.66 คะแนนตามลำดับ)

-Gen M (อายุ 19-24 ปี) มีความเครียดในเรื่องการเรียนมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน และเครียดเรื่องสิ่งแวดล้อมตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.85, 2.70 และ 2.69 คะแนนตามลำดับ)

-Gen Y (อายุ 25-35 ปี) มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน และเรื่องสิ่งแวดล้อมตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.89, 2.75 และ 2.63 คะแนนตามลำดับ)

-Gen X (อายุ 36-50 ปี) มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องการงาน และเรื่องความรักกับสิ่งแวดล้อมตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.97, 2.85 และ 2.71 คะแนนตามลำดับ)

-Gen B (อายุ 51-69 ปี) มีความเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงินมากที่สุด รองลงมาเครียดเรื่องสิ่งแวดล้อม และเรื่องความรักตามลำดับ (คะแนนความเครียดเฉลี่ยเท่ากับ 2.93, 2.73 และ 2.66 คะแนนตามลำดับ)

สำหรับวิธีปฏิบัติตนเพื่อแก้ปัญหา เมื่อตนเองรู้สึกเครียดในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน เรื่องการเรียนและเรื่องการงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความเครียด ในภาพรวมพบว่า เมื่อประชาชนรู้สึกเครียดในเรื่องเศรษฐกิจ/การเงิน จะแก้ปัญหาความเครียดโดยการใช้จ่ายอย่างประหยัด ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทำอาชีพเสริมทำงานให้มากขึ้น และหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข หางานอดิเรกทำ เป็นต้น

ส่วนในเรื่องการงาน จะแก้ปัญหาความเครียดโดยการหากิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข หางานอดิเรก ตั้งใจและรับผิดชอบงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด และลาออกหางานใหม่ เป็นต้น สำหรับในเรื่องการเรียนจะแก้ปัญหาโดยการขยันและตั้งใจเรียนมากขึ้น การทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกเพื่อคลายเครียด และยอมรับความเป็นจริงและรู้จักปล่อยวาง เป็นต้น.

 

เพราะนายทรัมป์!! ทำทองผันผวน กูรู ชี้เป็นโอกาส ‘ลงซื้อ-ขึ้นขาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 14:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945957


ทองไทยรับปัจจัยจากประเด็นโดนัลด์ ทรัมป์ ปลดผอ.เอฟบีไอ เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย ทำราคาผันผวน ผู้เชี่ยวชาญแนะเล่นตามกรอบลักษณะลงซื้อ ขึ้นขาย ชี้ช่วงนี้เหมาะกับลงทุนทองคำค่อนข้างมาก…

วันที่ 19 พ.ค. 60 นพ.กชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท MTS gold แม่ทองสุก เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ ถึงปัจจัยหลักที่ทำให้ทองราคาผันผวนว่า ตั้งแต่กรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปลดผอ.เอฟบีไอ และพยายามเข้าไปแทรกแซงการทำงานของเอฟบีไอ ซึ่งได้ส่งผลกดดันราคาทองคำ และที่อ่อนไหวที่สุดคือตลาดดาวโจนส์ ที่ปรับตัวลดลงทันทีกว่า 2%ในวันก่อน และวานก็มีการปรับตัวลดลงอีก ซึ่งเป็นข่าวหลักที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อน ทำให้นักลงทุนหันเข้ามาซื้อทองคำ

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปัจจัยเหล่านี้ ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐาน เป็นปัจจัยที่เข้ามาครั้งคราว ฉะนั้นถ้าปัจจัยตรงนี้เงียบหายไป ราคาทองคำจะกลับมาปรับขึ้นใหม่ ส่วนสิ่งที่ยังเป็นตัวขวางการขยับขึ้นของทองคำอีกส่วนหนึ่งคือ การที่เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ยังกดดันอยู่

“ช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนเล่นตามกรอบ เป็นลักษณะลงซื้อขึ้นขาย ขึ้นไปก่อนแล้วขาย พอลงค่อยซื้อกลับ เชื่อว่าเป็นลักษณะนี้ ส่วนเรื่องที่ต้องจับตาดูเป็นหลักยังเป็นเรื่องประเด็นเอฟบีไอของสหรัฐฯว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป และปัจจัยการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดยังเป็นปัจจัยเกี่ยวพัน แต่ขณะนี้โลกหรือนักวิเคราะห์กังวัลคือ ไม่รู้นายทรัมป์จะมีปัญหาระยะยาวแค่ไหน หรือสิ่งที่หาเสียงเอาไว้จะทำได้ไหม เพราะว่าหลายคนก็เริ่มบอกว่าทำไม่ได้ ซึ่งต้องติดตาม”

พร้อมย้ำหลักการสำหรับนักลงทุน คือ 1. เล่นเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งคนไทยชอบมากเรื่องนี้ 2. เข้าเร็วออกเร็ว อย่างระยะสั้นก็ใช้กลยุทธ์เข้าเร็วออกเร็ว 3. ปรับเปลี่ยน โดยจะเห็นได้ว่า 5 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำขึ้นแล้วลง ลงแล้วขึ้น ประมาณ 3-4 ครั้ง ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนระยะสั้น ส่วนนักลงทุนระยะยาวยิ่งเล่นยิ่งได้เปรียบ เพราะนักลงทุนระยะยาวธรรมดาที่จะหวังผลตอบแทน

ทั้งนี้สมมติว่า 10%ใน 1 ปี จะเก็บผลตอบแทนแบบระยะกลาง ระยะสั้น แล้วหาจังหวะเข้าซื้อหรือขายอย่างเดียวในช่วง 2-3 อาทิตย์ต่อครั้ง ซึ่งจะได้เปรียบกว่า “พูดง่ายๆว่าในสภาพตลาดแบบนี้ เป็นตลาดที่เอื้อต่อการลงทุนทองคำค่อนข้างมาก”.

 

คลังเมินขึ้นแวต ชี้ทำเศรษฐกิจฟื้นตัวสะดุด จ่อชง ครม.เก็บ 7% ไปอีก 1 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 13:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945953


คลังย้ำขณะนี้ไม่มีความจำเป็นขึ้นแวต ชี้จะทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวสะดุด จ่อเสนอ ครม.เร็วๆ นี้ ต่ออายุแวต 7% อีก 1 ปี หนุนเศรษฐกิจขยายตัว รับลูก สนช.เก็บภาษีลาภลอย จากลงทุนภาครัฐ อยู่ระหว่างพิจารณาอัตราจัดเก็บ…

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงข้อเสนอ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้เพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) อีก 1% ว่า เรื่องนี้เป็นข้อเสนอเก่าและอยู่ในแผนการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลังอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันภาษีแวตของไทยที่ 7% ถือว่าต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแผนปรับขึ้นแวตในเวลานี้ ต้องดูสภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว หากปรับเพิ่มแวตตอนนี้จะทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นสะดุดลงได้

นอกจากนี้ ฐานะการคลังของประเทศ ปัจจุบัน มองว่าไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มแวต เนื่องจากการนำโครงการระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีเพย์เมนต์) มาใช้ หากได้ประสิทธิภาพเต็มที่จะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 1 แสนล้านบาท โดยขณะนี้ กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเสนอต่ออายุแวต 7% อีก 1 ปี หรือไปสิ้นสุด 30 ก.ย. 2561 เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องไม่เกิดการสะดุด หากไม่เสนอต่ออายุแวต จะมีผลทำให้แวตเด้งกลับไปอยู่ที่ 10% ทันที โดยอายุแวต 7% มีกำหนดถึง 30 ก.ย. 2560 คาดจะเสนอ ครม.ในเร็วๆ นี้

ส่วนข้อเสนอการเก็บภาษีลาภลอยของ สนช. ทางกระทรวงการคลังกำลังร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ได้รับประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น ที่ดินตามแนวรถไฟฟ้า มอเตอร์เวย์ หากมีการขายต้องถูกเก็บภาษี เพราะที่ดินดังกล่าวมีราคาแพงขึ้นจากการลงทุนของรัฐ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องอัตราได้ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ขณะที่ ข้อเสนอภาษีนิติบุคคลของ สนช. ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลรายเดียวกันที่ประกอบธุรกิจในสาขาต่างๆ หลายแห่ง ต้องทำการแยกบัญชีรายได้และรายจ่ายของสาขาแต่ละแห่งแยกออกจากกัน เพื่อเสียภาษีในเขตพื้นที่ที่สาขาตั้งอยู่โดยตรงนั้น โดยขณะนี้ กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการปฏิรูปประมวลรัษฎากรทั้งฉบับใหม่ ซึ่งเป็นกฎหมายของกรมสรรพากร พร้อมจะนำข้อเสนอแนะของ สนช.เรื่องต่างๆ มาพิจารณาอีกด้วย

ส่วนแนวคิดการจัดเก็บภาษีจากผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เกี่ยวกับความเป็นไปได้และความเหมาะสม และเมื่อได้ข้อสรุปจะเสนอ รมว.คลัง พิจารณาต่อไป

 

บสย.-ธพว.ลุยเมืองน่าน หนุน SMEs ท้องถิ่น เข้าถึงทุน ชูดอกเบี้ยสุดต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 10:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945853


บสย.-ธพว.ลงพื้นที่ จ.น่าน ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ กระตุ้นการค้ำประกันสินเชื่อหนุนผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่น เข้าถึงแหล่งทุนได้เร็วและง่ายขึ้น ผ่านโครงการสินเชื่อ SMEs Transformation Loan ชูจุดเด่น ดอกเบี้ยต่ำ 3% ค้ำประกันเต็มจำนวน

นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) กล่าวว่า บสย. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล สร้างการรับรู้ และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ SMEs ในจังหวัดต่างๆ ได้สินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำ และได้รับการค้ำประกันสินเชื่อเต็มวงเงิน ภายใต้โครงการสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Transformation Loan อัตราดอกเบี้ย 3% ค้ำประกันสินเชื่อเต็มจำนวนสูงสุด 15 ล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐจะช่วยลดภาระต้นทุนจ่ายค่าธรรมเนียมแทนในปีแรก เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงโครงการนี้ได้มากที่สุด โดย บสย.และ ธพว.ได้ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล โดยจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ และกระตุ้นสินเชื่อและการค้ำประกันสินเชื่อผ่านโครงการสินเชื่อ SMEs Transformation Loan สู่จังหวัดต่างๆ รวมถึงจังหวัดน่าน

นอกจากนี้ โครงการกระตุ้นสินเชื่อและค้ำประกันสินเชื่อนั้น ประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ โดยตลอดระยะเวลา 2 เดือน หลังการลงนาม MOU บสย.มียอดค้ำประกันแล้ว 500 ล้านบาท และมีการอนุมัติหนังสือค้ำประกันไปแล้ว 125 LG

“การลงพื้นที่ในจังหวัดน่านครั้งนี้ ยังเป็นจุดเริ่มที่ดีของการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น ช่วยกันขยายโอกาสผู้ประกอบการในพื้นที่ กระตุ้น เพิ่มขีดความสามารถ ผลักดัน และยกระดับการดำเนินกิจการ พร้อมก้าวเป็นผู้ประกอบการ SMEs 4.0 ตามยุทธศาสตร์ประเทศ”

นายนิธิศ กล่าวอีกว่า กิจกรรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายไพศาล วิมลรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นประธานเปิดงาน และในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้ประกาศเดินหน้าโครงการกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐเต็มตัว

อย่างไรก็ตาม จังหวัดน่าน ถือเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยที่ได้ขับเคลื่อนกองทุนดังกล่าว ที่ได้อนุมัติวงเงินสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการจังหวัดน่านรวม 2 ราย คือ น่านดูโอ คอฟฟี่ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องเงิน ชมพูภูคา

สำหรับ ปีนี้นับเป็นย่างก้าวสำคัญของ บสย. ในโอกาสดำเนินงานครบรอบ 25 ปี ที่ บสย.มุ่งมั่นพัฒนาผู้ประกอบการไทย ซึ่งผลสำเร็จจากการให้การสนับสนุน ส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ประกอบการ ด้วยการอนุมัติค้ำประกันสินเชื่อ 300,000 LG วงเงินค้ำประกัน 600,000 ล้านบาท ก่อให้เกิดสินเชื่อหมุนเวียนในระบบกว่า 900,000 ล้านบาท ซึ่ง บสย.คือเครื่องมือที่รัฐใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ช่วยพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถ และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 150 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945803


ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับลง 150 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950

วันที่ 19 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาลดลง 150 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950

ขณะที่ สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (18 พ.ค.) จากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์และตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ดีดตัวขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนลดถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาทองคำพุ่งขึ้นติดต่อกัน 6 วันทำการก่อนหน้านี้ โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือน มิ.ย. ลดลง 5.9 ดอลลาร์ หรือ 0.47% ปิดที่ระดับ 1,252.80 ดอลลาร์/ออนซ์

 

ค้างจ่ายหนี้บัตรเครดิตหลายใบ มาทางนี้ ‘คลินิกแก้หนี้’ ช่วยได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 พ.ค. 2560 08:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945732


การค้าการขายก็คิดให้มีเงินผ่อน ดาวน์ไม่เดือดร้อนผ่อนตามสบาย ข้าวของเครื่องใช้ก็ซื้อได้ด้วยดาวน์ ผ่อนกันยาวๆ ดอกเบี้ยบานตะไท ดอกทวีคูณก็หมุนเดือนชนเดือน เขาคอยมาเตือนว่าผ่อนช้าเกินไปก็อยากจะใช้แต่ของจำเป็น

เชื่อว่า เพลงราชาเงินผ่อน ของวงคาราบาว คงถูกอกถูกใจมนุษย์เงินเดือนไม่น้อย แม้ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย เนื้อหาของเพลงนี้ก็เข้ากับสถานการณ์การเงินของคนไทยได้เสมอ เห็นได้จากปัญหาหนี้ในภาคครัวเรือน ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจนอาจจะกระทบต่อการดำรงชีวิต และส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาว

‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ขอนำเสนออีก 1 ทางออกให้กับคนเป็นหนี้บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดทั้งหลาย ที่กำลังค้างจ่ายเจ้าหนี้ หรือ ธนาคารอยู่ ให้มาเข้าร่วม คลินิกแก้หนี้ ที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ ร่วมมือกันเพื่อหาวิธีการให้กับคนเป็นหนี้อย่างเรา

สำหรับวิธีการแก้หนี้นั้น ทาง คลินิกแก้หนี้ จะนำหนี้เสียของเรา จากหลายสถาบันการเงินมาดำเนินการแก้ไขไปพร้อมกันในครั้งเดียว โดยจะผ่อนปรนให้เราชำระหนี้ในระยะยาว 5-10 ปี ตามจำนวนเงิน ในอัตราดอกเบี้ย 4-7% ต่อปีตามรายได้ ซึ่งถือว่าดอกเบี้ยในอัตรานี้ต่ำกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดที่เฉลี่ยประมาณ 20-27% ต่อปี

อัตราการคิดดอกเบี้ย มีดังนี้

ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน ไม่เกิน 30,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 4%

ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน 30,000–50,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 5%

ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน 50,000–100,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 6%

ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือน 100,000 บาทขึ้นไป เสียดอกเบี้ยปีละ 7%

อย่างไรก็ตาม หนี้ที่สามารถเข้าโครงการได้ ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารซิตี้แบงก์ สาขากรุงเทพฯ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

นอกจากนี้ ยังรวมถึง ธนาคารทหารไทย ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต ธนาคารยูโอบี ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) และธนาคารไอซีบีซี (ไทย) และ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) ยกเว้นบัตรเครดิตที่ออกโดยบริษัทในเครือของธนาคารพาณิชย์

ทั้งนี้ เมื่อเราเข้าร่วมโครงการแล้ว เราก็ยังคงสถานะเป็นลูกหนี้ของธนาคารเช่นเดิม แต่สิ่งที่ผู้เข้าร่วมโครงการต้องรู้คือ ห้ามก่อหนี้เป็นระยะเวลา 5 ปี แต่หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน สามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่โครงการเป็นรายบุคคลได้

เริ่ม ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 60 เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ www.debtclinicbysam.com  บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด บสส.สำนักงานใหญ่และอีก 4 สาขาทั่วประเทศ หรือโทร Call Center 02-610-2266 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.30-17.00 น.

คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ

1. บุคคลธรรมดามีเงินเดือนประจำ
2. อายุไม่เกิน 65 ปี
3. มีหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันที่ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน กับธนาคารตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ก่อนวันที่ 1 พ.ค. 2560
4. ไม่ถูกฟ้องดำเนิคดี
5. ยอดหนี้เงินต้นค้างชำระไม่เกิน 2 ล้านบาท

เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ

1. เต็มใจไม่ก่อหนี้เพิ่มในระยะเวลา 5 ปี
2. พร้อมเรียนรู้วินัยทางการเงินที่ดี

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการแก้หนี้

1. ไม่ถูกทวงถามหนี้จากเจ้าหนี้หลายราย
2. ลดภาระการผ่อนชำระต่อเดือน
3. รวมหนี้และผ่อนชำระในที่เดียว
4. รู้จักวางแผนการเงินที่ดี

สกัดของปลอมแย่งตลาด-ลูกค้า ปลุกเจ้าของสินค้าตีทะเบียนคุ้มครองแบรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 พ.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945595


กรมทรัพย์สินทางปัญญา แนะเจ้าของเครื่องหมายการค้า และตัวแทนสิทธิ เจ้าของแบรนด์ดัง ทั้งเสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา และโทรศัพท์ แจ้งขอรับคุ้มครอง ณ จุดนำเข้าส่งออก หวังสกัดไม่ให้สินค้าปลอมเล็ดลอดเข้ามาขายในประเทศ หรือใช้ไทยเป็นฐานส่งออก ฟุ้ง! ปีที่ผ่านมาจับกุมได้ 814 คดี ของกลาง 1.21 ล้านชิ้น

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมได้ขอให้ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของสินค้า ทั้งเจ้าของเครื่องหมายการค้า และตัวแทนสิทธิที่นำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แจ้งความจำนง เพื่อขอรับความคุ้มครองเครื่องหมายการค้า ณ จุดนำเข้าและส่งออก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้า เข้ามาจำหน่ายในประเทศ หรือส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับความนิยม ทั้งเสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า นาฬิกา โทรศัพท์และอุปกรณ์เสริม แผ่นซีดี และดีวีดี เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสกัดกั้นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าที่ประตูหน้าด่านของประเทศ ก่อนที่สินค้าจะกระจายเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ หรือใช้ไทยเป็นฐานส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งผลการดำเนินการร่วมกับกรมศุลกากร ในปีที่ผ่านมา ถือว่าน่าพอใจ มีการจับกุมสินค้าละเมิดได้รวม 814 คดี มีของกลางที่ยึดได้ 1.21 ล้านชิ้น โดยผู้ประกอบการที่ต้องการให้กรมศุลกากร เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปล่อยสินค้าที่ต้องสงสัยว่าละเมิดเครื่องหมายการค้า สามารถแจ้งความประสงค์โดยดาวโหลดแบบฟอร์ม ได้ที่เว็บไซต์กรม คือ www.ipthailand.go.th หรือนำเครื่อง หมายการค้ามาแจ้งรับความคุ้มครองได้ที่กรม ที่สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

นายทศพลกล่าวว่า การแจ้งรายชื่อ หรือแจ้งรายละเอียดสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า ผู้ประกอบการได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบัน สินค้าได้ปรับปรุงพัฒนา และมีรายละเอียดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งการปรับรูปแบบสินค้า การปรับ ดีไซน์ ทำให้มีสินค้าใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น กรมจึงต้องการให้ผู้ประกอบการมีการอัพเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้กรมศุลกากร ได้ใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบและป้องกัน โดยมาตรการตรวจจับ ณ จุดนำเข้าและส่งออก เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งสินค้าออกไปนอก และการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม หรือเลียน แบบเครื่องหมายการค้าผู้อื่น พ.ศ.2530

“กรมยังมีแผนตรวจสอบและจับกุมการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าที่ปลอมเครื่องหมายการค้า ที่มีจำหน่ายตามร้านค้า ตลาดนัด รวมถึงการจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ที่ผ่านมากรมได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ดำเนินการจับกุมมาโดยตลอด และจะดำเนินการตรวจสอบและจับกุมต่อไป”

ขณะเดียวกัน กรมขอเชิญชวนให้ผู้ที่พบเห็น การจำหน่ายสินค้าละเมิด ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในห้าง ในตลาด ในเว็บไซต์ หรือในเฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม ฯลฯ แจ้งเบาะแสเข้ามายังกรมหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะหากจับกุมและดำเนินคดีจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินส่วนแบ่งค่าปรับจากคดีด้วย 1 ส่วนจาก 4 ส่วน เช่น เงินค่าปรับ 100% จะแบ่งไว้ 20% ส่งเข้าคลัง อีก 80% จะนำมาแบ่งเป็น 4 ส่วน โดย 1 ส่วน จะมอบให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแส และอีก 3 ส่วน มอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่จับกุม โดยดูหลักฐานจากบันทึกการจับกุม ล่าสุดขณะนี้มีการจ่ายเงินให้กับผู้แจ้งเบาะแสไปแล้วกว่า 100,000 บาท และ เหลือรอการจ่ายอีกนับล้านบาท

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศไทยได้แก้ไขปัญหาที่สหรัฐฯให้ความสำคัญและเป็นกังวลมาอย่างต่อเนื่อง โดย เฉพาะการป้องกันและปราบปรามการละเมิด ไม่ว่าเป็นการปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการเข้าเป็นภาคีพิธีสารมาดริดและสนธิสัญญาว่าด้วยลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เพื่อให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยมีประสิทธิภาพ

“กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมหารือเชิง เทคนิคผ่าน VDO conference กับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อรายงานความคืบหน้าแก้ไขปัญหา คาดว่าการหารืออย่างต่อเนื่องระหว่างกันจะส่งผลในทิศทางบวก ช่วยให้สหรัฐฯยกระดับไทยจาก บัญชีประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) มาเป็นประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ได้โดยเร็ว”.