จี้รัฐวิสาหกิจลงทุนหนุนจีดีพี บจ.ไทยฟิต! ไตรมาสแรกกำไร 2.85 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946715


“สมคิด” ฝากความหวังเบิกจ่ายงบรัฐวิสาหกิจช่วยหนุนจีดีพี ตั้งธงรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ไว้ไม่ให้ทรุดตัว ด้าน “เอกนิติ” แจงตัวเลขเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง เดือน เม.ย.ขยายตัว 32% ส่งสัญญาณบวก ขณะที่ผลประกอบการบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทำกำไร 2.85 แสนล้านบาท ในไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มกว่า 21% ผลจากการฟื้นตัวของธุรกิจน้ำมันและปิโตรเคมี

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัวเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปี 2559 ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ปรับตัวเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยปี 2560 ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังขอให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจไตรมาส2 ปี 2560 ให้ขยายตัวต่อเนื่อง หลังจากที่ไตรมาสแรกขยายตัวได้ 17%

ทั้งนี้จะต้องรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ไม่ให้ไตรมาส 2 ของปีนี้ทรุดตัว สิ่งสำคัญคือการเบิกจ่ายงบลงทุนและการเบิกจ่ายภาครัฐ ซึ่งได้รับคำยืนยันจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ว่า ภายในปีนี้จะดำเนินการติดตั้งอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านให้ได้ 20,000 แห่งแน่นอน และบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ให้คำยืนยันว่าจะไม่ยืดเวลาออกไป ทุกอย่างยังเป็นไปตามเป้าหมาย ทางด้านการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะมีเปิดประมูลโครงการต่างๆ ไปตามลำดับ รวมถึงรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ต่างยืนยันว่า เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

“กิจการธุรกิจเริ่มฟอร์มตัวขึ้นมา กรอบกว้างดีขึ้นมาเรื่อยๆ แต่จุดสำคัญภายใต้กรอบกว้างที่ดีต้องคุมให้อยู่ กรอบการช่วยเหลือรายย่อยต้องคุมให้แน่นอย่าให้หลุด และตรงไหนที่ยังมีจุดอ่อนต้องไปเติมให้แข็งแรง โดยเฉพาะฐานรากนั้นสำคัญ”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ขยายตัว 3.3% เร่งตัวขึ้นจากไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัว 3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ขยายตัวสูงถึง 17% สำหรับผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ซึ่งเป็นเครื่องชี้การลงทุนรัฐวิสาหกิจในเดือน เม.ย.2560 อยู่ที่วงเงิน 18,425 ล้านบาท ขยายตัว 32% ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ปี 2560 ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่การใช้จ่ายภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจสะสมถึงเดือน เม.ย.2560 (ต.ค.2559-เม.ย.2560) อยู่ที่ 82,014 ล้านบาท หรือคิดเป็น 85% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุนสะสม โดยรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามปีงบประมาณเบิกจ่ายได้ 43,850 ล้านบาท หรือคิดเป็น 84% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุนสะสม และรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามปีปฏิทินเบิกจ่ายได้ 38,164 ล้านบาท หรือคิดเป็น 85% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุน

สำหรับรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนขนาดใหญ่และสามารถเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ได้แก่ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, การประปาส่วนภูมิภาค, การเคหะแห่งชาติ, การประปานครหลวง, บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

ขณะที่นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 572 บริษัท หรือคิดเป็น 92.41% จากทั้งหมด 619 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือเอ็นซี และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือเอ็นพีจี) นำส่งผลการดำเนินงาน งวดไตรมาส 1/2560 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.2560พบว่า บจ. มีกำไรสุทธิจำนวน 431 บริษัท คิดเป็น 75.35% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

“ไตรมาส 1/2560 บจ. มียอดขายรวม 2,705,120 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.28% และมีกำไรสุทธิ 284,662 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการดีขึ้นทั้งยอดขายและกำไรสุทธิ ทั้งนี้ บจ. มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 23.98% ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2559 ผลของราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยในไตรมาส 1/2560 ที่สูงขึ้นราว 70% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน มาอยู่ที่ 53 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ได้ส่งผลดีต่อหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์น้ำมัน ขณะเดียวกันได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของหมวดธุรกิจอื่นๆโดยรวมเช่นกัน”.

 

จัดบุฟเฟ่ต์ 399 บาทกินทุเรียนไม่อั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946707


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวตลาดเฉพาะสินค้า (Magnet Market) เป็นแห่งแรกที่ศูนย์การค้า Think park สี่แยกรินคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยได้จัดงาน “Thailand : King Fruit paradise” ขึ้นระหว่างวันที่ 19 พ.ค.-15 ก.ย.2560 เพื่อโปรโมตและจำหน่ายผลไม้ไทยให้กับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่จำนวนมาก

ทั้งนี้ ภายในงานจะมีการจำหน่ายผลไม้สดจากสวน ผลไม้แปรรูป และสินค้านวัตกรรมผลไม้จากเกษตรกรให้กับนักท่องเที่ยว โดยจะมีกิจกรรมที่สร้างความสนใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวภายในงาน คือ “มหกรรมบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ตามฤดูกาล” โดยเฉพาะทุเรียนที่นำมาเสิร์ฟแบบไม่อั้น รวมถึงมังคุด เงาะ ลองกอง สับปะรด และขนมที่ปรุงมาจากผลไม้ เช่น ข้าวเหนียวทุเรียน และไอศกรีมทุเรียน ซึ่งสามารถเลือกรับประทานได้ในราคาท่านละ 399 บาท ในเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที เป็นต้น

“การเปิดตลาดเฉพาะสินค้า เป็นช่องทางระบายสินค้าให้กับเกษตรกรและผู้ผลิตในท้องถิ่น และยังช่วยดึงดูดการท่องเที่ยว ทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นมีการหมุนเวียนและเติบโต และภายในปีนี้ กระทรวง มีแผนจะเปิดต่ออีก 5 แห่ง คือ ภูเก็ต อุดรธานี จันทบุรี สงขลา ชลบุรี ซึ่งล้วนแต่เป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว” นายสนธิรัตน์กล่าว

ขณะที่ น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนของผู้รวบรวมผลไม้ (ล้ง) ที่จดทะเบียนเป็นผู้ส่งออกผักและผลไม้กับกรมวิชาการเกษตร พบว่า มีทั้งสิ้น 391 ราย แบ่งเป็น ล้งบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย 236 ราย, ล้งนิติบุคคลที่คนไทยถือหุ้น 100% จำนวน 116 ราย, ล้งที่เป็นวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ 7 ราย, ล้งที่ร่วมลงทุนระหว่างคนไทยกับชาวต่างชาติ จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยคนไทยถือหุ้นมากกว่าหรือเท่ากับ 51% ซึ่งถือว่าเป็นนิติบุคคลไทย 32 ราย โดยเป็นการร่วมทุนจากจีน 26 ราย อินเดีย 2 ราย ฝรั่งเศส 2 ราย ลักเซมเบิร์ก 1 ราย และ ฮ่องกง 1 ราย

“ในปีนี้ กรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบล้งผลไม้ โดยเฉพาะช่วงที่ลำไย และทุเรียนกำลังให้ผลผลิต เนื่องจากผลไม้ทั้ง 2 ชนิด เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ ยังไม่พบว่ามีล้งร่วมลงทุนที่กระทำไม่ถูกต้องตามกฎหมาย”.

 

“ฉัตรชัย” รับมรดกกองทุนฟื้นฟูสางหนี้เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946698


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 26/2560 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เพื่อการแก้ไขปัญหาการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) โดยการปลดคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร คณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร รวมทั้งเลขาธิการกองทุนฯให้พ้นจากตำแหน่งนั้นว่า สาเหตุของการใช้คำสั่งดังกล่าวเกิดจากปัญหาความขัดแย้งภายในของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยเฉพาะปัญหาของคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งเดิมมีกรรมการมี 7 คน แต่เนื่องจากมีคณะกรรมการเสียชีวิตไป 1 คน ขาดคุณสมบัติ 1 คน และอีก 1 คน ซึ่งดำรงตำแหน่งในฐานะเลขาธิการกองทุนฯ ไม่ผ่านการประเมินผลงาน อยู่ในระหว่างฟ้องร้องกัน รวมทั้งคณะกรรมการจัดการหนี้ฯลาออกยกทีม ทำให้การทำงานติดขัด จึงเป็นเหตุผลให้ต้องมีการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ขึ้น

ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้า เตรียมเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจให้ครบ รวมทั้งดำเนินการเลือกรองเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูฯ คนใดคนหนึ่งมาทำหน้าที่เลขาธิการกองทุนฟื้นฟูตามคำสั่ง คสช. ซึ่งหลังจากนั้นคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมาทำหน้าที่แทนคณะกรรมการทั้ง 3 ชุดเป็นการชั่วคราว ปฏิบัติหน้าที่เท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินของเกษตรกรที่กำลังถูกดำเนินการบังคับคดีกว่า 10,000 ราย มูลหนี้รวมกันกว่า 3,000ล้านบาท ภายใต้กรอบระยะเวลา 180 วัน.

 

ใช่ที่ไหนอ่างล้างมือ นี่เครื่องนับเหรียญ ฟังคนออกแบบ แจงทุกมุมดีไซน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946243


นี่มันเครื่องอะไรกันแน่?

ทำไมหน้าตามันเหมือน อ่างล้างมือจัง

คำถามชาวเน็ต หลังแรกเห็น เครื่องนับเหรียญต้นแบบของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่จะนำมาใช้ในอนาคต

ตกลงเป็นเครื่องนับเหรียญจริงหรือ? มันสามารถทำอะไรได้บ้าง? และมันถูกสร้างขึ้นมาเพราะอะไร? แรงบันดาลใจอะไรกัน ที่ทำให้เครื่องนับเหรียญมีลักษณะคล้ายอ่างล้างมือ มันถูกออกแบบมาเพื่อ?

เราไปฟังทุกคำตอบจากปากของ นายสุวิชชา สุดใจ หรือ คุณทอม กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัล บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้ออกแบบเครื่องนับเหรียญ หรือ Coin Machine ที่อาจจะดูแปลกหูแปลกตาไปสักหน่อย ให้ครบถ้วนทุกกระบวนความ

“ไอ้วงกลมๆ ที่เห็น ซึ่งชาวเน็ตส่วนหนึ่งแซวว่า ทำไมเครื่องนี้เหมือนอ่างล้างมือนั้น จริงๆ คือ จุดที่สำคัญที่สุดของเจ้าเครื่องนี้เลยก็ว่าได้นะครับ เพราะมันถูกออกแบบมา เพื่อเปลี่ยนวิธีการเดิมๆ ของเครื่องแนวหยอดเหรียญในประเทศไทยเรา ที่ส่วนใหญ่ใช้วิธีค่อยๆ หยอดทีละเหรียญ ซึ่งเสียเวลาในการใช้บริการมาก ไปเป็นวิธี เทเหรียญทั้งหมดที่ต้องการลงไปให้เครื่องนับได้ในคราวเดียว ซึ่งไอ้เจ้าวงกลมๆ ที่ว่าถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเหรียญเอาไว้ไม่ให้ตกหล่นเวลาเทลงไป” คุณทอม เฉลยปริศนา ที่ชาวเน็ตสงสัยนักสงสัยหนา ให้ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้รับฟัง

มองแรง! เห็นครั้งแรกนึกว่า อ่างล้างมือ มากกว่า เครื่องนับเหรียญ แบบนี้ถือว่าดีไซน์ไม่ว้าวใช่ไหม?

คนไทยเราครีเอทีฟดีนะครับ! มักจะมีมุกสนุกสนานมาเล่นกันตลอด ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะแรกเห็น อาจจะรู้สึกแปลกหูแปลกตาไปหน่อยก็ได้นะครับ แต่หากพอมาลองใช้ อาจจะติดใจในความสะดวกสบาย ที่สามารถเทเหรียญทั้งหมดลงไปในคราวเดียวก็ได้นะครับ พูดจบ คุณทอมก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

โจทย์ที่ได้รับจากธนาคารไทยพาณิชย์ สำหรับการออกแบบเครื่องนับเหรียญคืออะไร?

ไม่มีเลยครับ! เพราะ Inovation หากมีการจำกัดความคิดปุ๊บ มันก็จะกลายเป็นโลกของการปฏิบัติ ไม่ใช่โลกของ Innovation

และที่สำคัญ Inovation นั้น ไปจำกัดกรอบความคิด หรือตั้งสเปกก่อนไม่ได้!

ฉะนั้นสิ่งที่เราคิดค้นขึ้นมานี้ จึงมาจากการเฝ้ามองพฤติกรรมผู้บริโภค แล้วเอาไปผสมผสานกับเทคโนโลยี จนกระทั่งเกิด Inovation ขึ้น คุณทอมกล่าวอย่างหนักแน่น

ทาง SCB มองไปที่พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่มักจะไม่นิยมพกเหรียญไปทำธุรกรรมต่างๆ เพราะไม่สะดวกสบาย อีกทั้งหากนำไปใช้บริการกับทางธนาคาร อาจต้องถูกคิดค่าบริการ ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการทำวิจัยจึงพบว่า จากเหรียญทั้งหมดที่มีในประเทศไทย 2.5 หมื่นล้านเหรียญ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 5 หมื่นล้านบาทนั้น จะมีถึง 10% หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท ที่หายไปจากระบบ ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน และไม่มีการหมุนเวียนกลับมาในระบบ

และหากใครยังไม่ทราบต้นทุนในการผลิตเหรียญแต่ละเหรียญนั้น มีมูลค่าสูงกว่า ค่าเงินที่ระบุอยู่ในตัวเหรียญนั้นๆ เสียอีก ดังนั้นเมื่อมีจำนวนเหรียญที่หายไปจากตลาด กรมธนารักษ์ ก็ต้องมีความจำเป็นผลิตเหรียญออกมาทดแทนให้เพียงพออยู่เรื่อยๆ  ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศไปโดยใช่เหตุ

วัตถุประสงค์หลักในการออกแบบคือ?

มันก็เริ่มมาจากการเฝ้ามองพฤติกรรมของผู้บริโภคอีกเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะใช้เหรียญหรือแบงก์ เวลามาใช้บริการที่ธนาคาร เราพบว่าลูกค้าต้องเสียเวลาไปกับการนับเหรียญหรือธนบัตรพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นเหรียญ ก็ต้องให้พนักงานธนาคารช่วยนับ รวมทั้งอาจต้องเสียค่าบริการในส่วนนี้ด้วย หรือหากเป็นกรณี ธนบัตร แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องนับ แต่พอนับเสร็จทางพนักงานก็ต้องนั่งนับให้ลูกค้าได้เห็นเพื่อความมั่นใจอีกรอบ หรือเอาง่ายๆ เลย ในชีวิตประจำวัน การใช้บริการนั่งรถไฟฟ้าแต่ละครั้ง กว่าที่จะไปต่อแถวแลกเหรียญ ได้เหรียญมาก็เอาไปหยอดทีละเหรียญ แลกตั๋ว ล้วนแล้วแต่ทำให้เสียเวลาสำหรับผู้ใช้บริการไปส่วนหนึ่งทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ การออกแบบเครื่องนับเหรียญจึงมุ่งเน้นไปที่ ออกแบบอย่างไรให้มี Function เอื้อให้ผู้บริโภคใช้งานได้ง่ายสะดวก และประหยัดเวลาที่สุด ฉะนั้นลืมไปเลยกับเครื่องหยอดเหรียญแบบเก่าๆ ที่แสนเชื่องช้าต้องค่อยๆ ทยอยหยอดทีละเหรียญๆ เพราะเครื่องนี้ คุณสามารถเทเหรียญทั้งหมดลงไปให้มันนับ หรือฝากธนาคารได้ในคราวเดียวกัน และในอนาคตเราจะพัฒนาให้มันสามารถเป็นเครื่องเหรียญแลกแบงก์ หรือ แบงก์แลกเหรียญ หรือแม้กระทั่ง ทอนเงิน ได้ในเครื่องเดียวต่อไปด้วย

อะไรคือแรงบันดาลใจในการออกแบบ Coin Machine ตัวนี้

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วงก่อนหน้านี้อยู่ต่างประเทศ เวลาขับรถไปใช้บริการขึ้นทางด่วน สังเกตเห็นเครื่องรับเงินอัตโนมัติที่มีลักษณะคล้ายๆ ตระกร้าเอาไว้บริการ ซึ่งเจ้าเครื่องที่ว่านี้ ลูกค้ามีความสะดวกในการใช้บริการมาก เพราะมันมีพื้นที่มากพอที่จะเอื้อให้ลูกค้าสามารถโยนเหรียญเข้าไปจนครบค่าบริการได้เลย ไม่ต้องมานั่งหยอดทีละเหรียญๆ ให้เสียเวลา

ระยะเวลาในการออกแบบ

เมื่อรวมๆ กับระยะเวลาในการทำวิจัยเรื่องพฤติกรรมของผู้บริโภค และการค้นคว้าเทคโนโลยีแล้ว ก็ประมาณ 1 ปี จนกระทั่งได้เครื่องต้นแบบนี้ออกมา

ต้นทุนต่อเครื่อง

ขออนุญาตยังไม่แชร์นะครับ พูดจบ คุณทอมก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี

เนื่องจากเครื่องนี้ ยังเป็นเพียงเครื่องต้นแบบอยู่ เพราะอย่างที่ทราบๆ กัน เครื่องต้นแบบส่วนใหญ่ มันต้องผ่านการลองผิดลองถูกมาพอสมควร กว่าที่จะได้เครื่องที่สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ในการออกแบบ อย่าง ไอโฟน เครื่องแรกของโลก ต้นทุนจริงๆ ของมัน ก็อยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ แต่พอมีการผลิตออกมาเรื่อยๆ  ต้นทุนต่อเครื่องก็จะค่อยๆ ลดลงเองตามธรรมชาติ

ประสิทธิภาพเครื่อง

เกือบๆ 100% แล้วครับ เพราะล่าสุดจากการทดลอง บรรดาเหรียญแปลกปลอมต่างๆ เครื่องจะสามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมได้ผลดี และเอากันถึงขนาดลองนำกุญแจใส่ลงไปในเครื่องดู ก็ไม่พบว่าเครื่องได้รับความเสียหายแต่อย่างใด.

 

ฝันเป็นจริงใช้บัตรแมงมุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946693


นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำระบบตั๋วร่วม หรือบัตรใบเดียวสามารถใช้ได้กับขนส่งสาธารณะทุกระบบ ภายใต้ชื่อบัตรแมงมุม มาใช้ในการเชื่อมต่อการเดินทางสาธารณะของประชาชนอย่างครบวงจรว่า ในส่วนของอุปกรณ์ และตัวระบบที่จะนำไปใช้ในการติดตั้งระบบตั๋วร่วมดำเนินการเสร็จแล้ว อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ผู้ให้บริการรถไฟใต้ดิน, บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) โดยขอให้ทุกหน่วยงานติดตั้งระบบให้แล้วเสร็จภายใน 30 ก.ย. เพื่อให้ประชาชนใช้บริการบัตรแมงมุมได้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ตามกำหนดจะต้องติดตั้ง และทดสอบระบบตั๋วร่วม ให้แล้วเสร็จครบทั้งหมดทุกสถานีภายใน 30 ก.ย.นี้ แต่คาดว่าอาจจะไม่ทัน เนื่องจากมีผู้โดยสารใช้บริการอยู่ ดังนั้นช่วงแรกอาจให้เริ่มใช้บัตรแมงมุมได้ที่สถานีร่วมระหว่างรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟใต้ดินก่อน เช่น สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต กับสถานีรถไฟใต้ดินจตุจักร และสถานีรถไฟฟ้าอโศก กับสถานีรถไฟใต้ดินสุขุมวิท เป็นต้น รวมถึงช่องที่จะใช้บัตรตั๋วร่วมอาจให้ใช้ได้บางช่องก่อน ขณะที่รถเมล์ ขสมก. ก็อาจใช้ได้บางคันก่อน ดังนั้นในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ทุกระบบจึงยังไม่เสร็จสมบูรณ์ 100%.

 

ย้อนวันวานคุณยายวัยสาว…@”บ้านใน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945932


วันวานเมื่อครั้งอดีต…ย่อมมีความทรงจำที่แสนประทับใจเสมอ ยิ่งหวนนึกก็ทำให้ยิ่งคิดถึงความหลังครั้งเก่า นี่คงเป็นความรู้สึกของใครหลายคนที่มีความรักและผูกพันกับสิ่งที่เห็นแล้วมีความสุข อิ่มเอิบใจ

สัปดาห์นี้ Business On My Way ขอพาท่านผู้อ่านไปดื่มด่ำความหลังกับ “บ้านใน” (Baannai The Reminiscence) บูทีค โฮเทล สไตล์โคโลเนียลในย่านสามเสน ขนาด 200 ตารางวา ที่ตกแต่งออกแบบย้อนความหลังให้ได้สัมผัสบรรยากาศยุคสมัยรัชกาลที่ 6

คุณเต๋า (ดวงสวาท สุนทรศารทูล) เจ้าของไอเดีย เล่าว่า “บ้านใน” เป็นธุรกิจที่สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจ ความรัก ความอบอุ่นที่ปู่ย่าตายายถ่ายทอดผ่านเรื่องเล่าจากความทรงจำเมื่อครั้งท่านยังเป็นเด็ก ประกอบกับความชื่นชอบส่วนตัวเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมเก่า ที่ผสมผสานสไตล์ยุโรปและไทยไว้ด้วยกัน ทำให้ตัวเต๋าอยากที่จะทำให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวา ดั่งสมัยตอนที่คุณยายเป็นสาว…

“เหตุที่ชื่อบ้านใน เนื่องจากสมัยก่อนที่ดินผืนนี้เป็นบ้านของพระยารณชัยชาญยุทธ (ถนอม บุณยเกตุ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลร้อยเอ็ด และคุณหญิงรณชัยชาญยุทธ (ทับทิม บุณยเกตุ) ซึ่งบ้านในคือบ้านที่อยู่ในพื้นที่ส่วนในสุดของที่ดินผืนนี้ เดิมเป็นบ้านไม้หลังเก่าซึ่งเป็นที่พักของท่านกับคุณหญิงและบุตรธิดา และในเวลาต่อมาถูกรื้อและปรับปรุงใหม่เป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ให้เป็นที่พักของธิดา 3 คนของท่าน ซึ่งก็คือคุณยายทั้ง 3 ของเต๋า โดยเต๋าก็มีความคิดที่อยากจะใช้ชื่อเดิม เพื่อให้นึกถึงเสมอ”

คุณเต๋า เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะมาปลุกปั้นโปรเจกต์ “บ้านใน” ได้ทำงานด้านอินทีเรีย ดีไซเนอร์ ในบริษัทชั้นนำ เพราะเรียนจบด้านนี้โดยตรง ซึ่งก็อยู่ในวงการออกแบบตกแต่งมากว่า 18 ปี จนถึงจุดที่อยากออกมาทำอะไรที่ตนเองชอบจึงตัดสินใจลาออก แล้วมาลุยทำบ้านในอย่างเต็มตัว

ทั้งนี้แรกเริ่มตั้งใจจะปรับปรุงตัวบ้านหลังเดิม โดยการปรับและเสริมโครงสร้างบ้านเพื่อเปิดเป็นโรงแรม แต่ด้วยตัวบ้านหลังเดิมมีขนาดเล็ก อีกทั้งสภาพทางโครงสร้างเสี่ยงต่อการใช้งานในระยะยาว จึงตัดสินใจรื้อบ้านเดิมและสร้างขึ้นใหม่ โดยได้ขยายขนาดบ้านให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการใช้งาน โดยใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี 6 เดือน

อีกทั้งยังออกแบบเพิ่ม เติมให้มีความโดดเด่นของยุคสมัยและความสวยงามในเรื่องของสถาปัตยกรรมเข้าไป แต่ยังคงแปลนห้องต่างๆในบ้านหลังใหม่ไว้ให้อยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงของเดิม ด้วยเหตุผลทางด้านจิตใจ บ้านหลังนี้ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเพื่อความแข็งแรงและเก็บเสียง แต่ปิดทับด้วยไม้เดิมที่ถอดออกจากบ้านในหลังเก่า

คุณเต๋า เล่าว่า บ้านใน โฮเทล ประกอบไปด้วยในส่วนของโรงแรมห้องพัก ร้านอาหาร โดยในส่วนของห้องพักได้จัดทำขึ้นมา 4 ห้อง โดยแต่ละห้องจะมีคอนเซปต์ตกแต่งออกแบบที่ต่างกันออกไป เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งจะเป็นงานแฮนด์เมด คือออกแบบสั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะ ส่วนชั้นล็อบบี้ก็จะเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร ก็จะตกแต่งด้วยของเก่าในสมัยคุณยาย เพื่อให้ลูกค้าที่มาเยือนได้สัมผัสข้าวของเครื่องใช้ในสมัยนั้น

“สำหรับด้านอาหารที่นี้จะเน้นทำเมนูอาหารไทย ที่เป็นสูตรเฉพาะของต้นตระกูล โดยจะมีตำราที่ตกทอดมารุ่นสู่รุ่น มีทั้งอาหารชาววัง อาหารพื้นบ้านโบราณที่หาทานยาก เมนูที่มีชื่อเสียงจะเป็น ข้าวแช่บ้านใน, ยำดอกไม้, น้ำพริกลงเรือ, ปลาแห้งแตงโม และข้าวมันส้มตำ”

รวมถึงยังมีเมนูที่หาทานยากอย่าง ม้าฮ่อ, พระรามลงสรง รวมถึงเมนูขนมหวาน อาทิ ขนมพระพาย, มะยงชิดลอยแก้ว และขนมข้าวกระยาคู ไว้ให้ได้ลิ้มลองรสชาติอีกด้วย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี โดยลูกค้ากลุ่มหลักจะเป็นประเภทครอบครัว

ด้านตัวโรงแรมเองก็มีลูกค้าติดต่อเข้าพักอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะเปิดให้บริการแค่ 1 ปีกว่า โดยกลุ่มหลักจะเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งจากการสอบถามว่าทำไมตัดสินใจมาพักที่นี้ ก็ได้คำตอบคล้ายกันว่า ต้องการสัมผัสบรรยากาศแบบไทยแท้ ได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งก็เคยไปพักตามโรงแรมขนาดใหญ่มาแล้ว จึงอยากหาโรงแรมที่มีความเฉพาะตัวพักดูบ้าง คุณเต๋ากล่าว

ด้านการแข่งขันก็ถือว่า มีโรงแรมที่เป็นสไตล์นี้เปิดเยอะอยู่พอสมควร แต่ก็ต้องมาดูว่าแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์อะไรบ้าง ซึ่งของบ้านในเองเรามีเอกลักษณ์ชัดเจน ทั้งตัวบ้าน เมนูอาหาร ซึ่งก็เชื่อว่าจุดนี้จะเป็นสิ่งดึงดูดลูกค้าได้

คุณเต๋ายังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่าการลงมือทำในสิ่งใด ก็ขอให้ทำในสิ่งนั้นให้เต็มกำลังความสามารถ ไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ก็ยังดีที่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ อันที่จริงตัวเต๋าไม่ได้มุ่งที่จะทำ “บ้านใน” โดยคำนึงถึงแต่ด้านเชิงพาณิชย์ แต่ทำโดยความรักที่มีต่อคุณยายและความผูกพันกับบ้านหลังนี้ ซึ่งพอคิดได้แบบนี้ก็ทำให้เต๋าทำธุรกิจด้วยความสุขอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ หากสนใจสามารถเข้าชมเว็บไซต์ รวมถึงจองห้องพักได้ด้วยที่ http://www.baannaihotel.com และเพจเฟซบุ๊ก : Baannai หรือโทร.สอบถาม 0-2619-7430.

 

AEC Go On 20/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945940


“ทำไมช่วงนี้ฟิลิปปินส์จึงดูโดดเด่นบนเวทีเศรษฐกิจโลกทั้งในปัจจุบันและในอนาคต” เป็นคำถามที่ผมถามตัวเองมาโดยตลอดในระยะหลัง เพราะสื่อมวลชนโลกทั้ง CNN, CNBC, Bloomberg, Reuters และอื่นๆ ตลอดจนธนาคารโลก IMF และ ADB รวมทั้งหน่วยงานเอกชนอย่าง PwC พูดถึงประเทศฟิลิปปินส์ในมุมมองที่เป็นบวกมากมาย

และล่าสุดที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ในคอลัมน์ที่แล้วว่า IMF ได้ออกมาให้ข่าวว่า ปัญหาของประเทศในเอเชียในปัจจุบันและในอนาคตคือ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุและ productivity โดยระบุว่าประเทศที่มีปัญหาเหล่านี้มากคือ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย สำหรับประเทศที่ IMF มองว่าไม่มีปัญหาเหล่านี้คือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นข้อมูลของ Price Waterhouse Cooper หรือ PwC ที่ได้ออกรายงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เรื่อง “The Long View: How will the global economic order change by 2050?” ว่าในปี 2050 ประเทศอินโดนีเซียยังคงมีขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP (หลังจากหักอัตราเงินเฟ้อออก) ใหญ่ที่สุดใน AEC และจะมีความโดดเด่นมากขึ้นในเวทีโลกโดยจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไรมากครับเพราะปัจจุบันอินโดนีเซียมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 5% ต่อปี และมีประชากรสูงถึง 250 ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้นักลงทุนต่างประเทศสนใจเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซียมากขึ้นเป็นลำดับ

แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ PwC คาดการณ์ว่าประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งปัจจุบันมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ AEC จะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP (หลังจากหักอัตราเงินเฟ้อออก) ใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน AEC แทนที่ประเทศไทยในปี 2050 เพราะปัจจุบันมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 6-7% ต่อปี และมีประชากรสูงถึง 100 ล้านคน ทำให้ นักลงทุนต่างชาติหลายรายเริ่มให้ความสนใจฟิลิปปินส์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนฟิลิปปินส์ทุกคนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการติดต่อสื่อสาร ทำให้ง่ายในการทำธุรกิจด้วย เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ

ที่สำคัญไปกว่านั้น PwC มองว่าฟิลิปปินส์จะแซงหน้าไทยเป็นเบอร์ 2 ของ AEC ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป สำหรับไทยจะไปอยู่จุดไหนใน AEC น่าตกใจครับ PwC มองว่าประเทศไทยจะหล่นไปอยู่อันดับ 3 ในปี 2030 และจะหล่นไปอยู่อันดับ 5 ในปี 2050 ตามหลังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซียครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

งานคือเงิน 20/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 20 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/945880


อย่าปิดประตูความสำเร็จ ด้วยการยอมแพ้กับปัญหาและอุปสรรคตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

หมึกเขียว เป็นกำลังใจให้ คนสู้ชีวิต และอาสาเลือกสรรสารพัดตำแหน่งงานน่าสนใจมาฝากกันเช่นเคยที่ งานคือเงิน

องค์การสะพานปลา รับ วิศวกรโยธา 3 ปฏิบัติงานที่สำนักงานวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม ฝ่ายยุทธศาสตร์การพัฒนา อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วศบ.) หรือเทียบเท่า หรือ ปริญญาตรี ครุศาสตรอุตสาหกรรมบัณฑิต (คอบ.โยธา, ก่อสร้าง) สามารถเขียนแบบด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรม AUTOCAD (หากมีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (ใบ กว.) จะพิจารณาเป็นพิเศษ) สำหรับผู้สมัคร เพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สมัครที่ แผนกการเจ้าหน้าที่ สำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคล ฝ่ายบริหารและพัฒนาองค์กร 149 ถนนเจริญกรุง 58 แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 โทร. 0-2211-7300 ต่อ 510 ถึง 25 พ.ค.นี้

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รับ ผู้ปฏิบัติงานบริหาร 1 อัตรา สังกัดศูนย์การแพทย์ฯ ปฏิบัติงานภาควิชาจิตเวชศาสตร์ วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่าทุกสาขาวิชา ยกเว้น สาขาวิชาทางการเกษตร ศิลปะ ช่างอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ มีความรับผิดชอบและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์พัฒนางาน มีความสามารถในการสื่อสาร ประสานงานกับบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานต่างๆอย่างดี มีใจรักใน งานบริการและมีความพร้อมในการให้บริการ ปฏิบัติงานภาควิชาจิตเวช ศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก สมัครที่ งานบริหารทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก โทร. 0-3739-5451 (-5) ต่อ 60224, 60225 หรือ 0-2649-5000 ต่อ 27979 ต่อ 20207 (-8) ถึง 26 พ.ค.นี้

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขยายเวลารับ อาจารย์ A–5 จำนวน 1 อัตรา ปฏิบัติงานในภาควิชาสูติศาสตร์–เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ วุฒิ ปริญญาเอก หรือเทียบเท่า หรือ จะจบการศึกษาปริญญาเอกในปีการศึกษา 2559 สาขาวิชา วิทยาการสืบพันธุ์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องมีพื้นปริญญาตรีสัตวแพทยศาสตร์ ไม่มีภาระผูกพันเรื่องการชดใช้ทุนใดๆ หรือเงื่อนไข อื่น ต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ และมี ผลคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษ ที่ไม่เกิน 2 ปี ได้แก่ TOEFL (Paper–based Test : PBT) ไม่ต่ำกว่า 550 คะแนน, TOEFL (Internet–based Test : iBT) ไม่ต่ำกว่า 79 คะแนน, CU–TEP ไม่ต่ำกว่า 75 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 6.5 คะแนน (หากมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์การทำงาน และงานวิจัยทางด้านสุกรจะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีความสามารถในการถ่ายทอดหรือนำเสนอผลงานทางวิชาการ สนใจสมัครทาง www.hrm.chula.ac.th/recruitmentonline  สอบถาม หน่วยการเจ้าหน้าที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 0-2218-9773 รับถึง 31 พ.ค.นี้

คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ขยายเวลารับ อาจารย์ 1 อัตรา ภาควิชาจุลชีววิทยาและเทคโนโลยีประยุกต์ วุฒิ ปริญญาเอก ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ (หากมีประสบการณ์ด้านการสอน การวิจัยทางด้านจุลชีววิทยา หรือภูมิคุ้มกันวิทยาจะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีความรู้ความสามารถในการสอนนักศึกษา สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ ระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา สามารถดำเนินการวิจัยและผลิตผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง และ ปฏิบัติงานด้านการให้บริการวิชาการ และร่วมพัฒนากระบวนการให้บริการทางสุขภาพ ต้องมีผลคะแนนการทดสอบภาษาอังกฤษ MU GRAD Test ไม่ต่ำกว่า 80 คะแนน หรือ IELTS ไม่ต่ำกว่า 6 คะแนน, นักวิชาการเงินและบัญชี 1 อัตรา งานคลังและพัสดุ สำนักงานคณบดี อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ปริญญาตรี ด้าน บัญชี การเงิน มีความรู้ความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office โดยเฉพาะ MS Excel MS Word และ MS PowerPoint สามารถสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตทางเว็บไซต์ของทางราชการ หรือเอกชน (หากสามารถใช้งานโปรแกรม ERP และโปรแกรมสร้างสรรค์ผลงานอื่นที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งจะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีความละเอียดรอบคอบ ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส มีระเบียบวินัยในตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานเพื่อองค์กร มีบุคลิกภาพที่ดี มีจิตใจที่รักงานบริการ สามารถทำงานเป็นทีม และ เดินทางเพื่อปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้ ต้องมีผลคะแนนการทดสอบภาษาอังกฤษ MU GRAD Test ไม่ต่ำกว่า 36 คะแนน หรือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 400 คะแนน สมัครที่ หน่วยพัฒนาบุคลากรและการเจ้าหน้าที่ ห้อง 816 ชั้น 8 อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา ถึง 31 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ กลุ่มวิชาครอบครัว รับ อาจารย์ 2 อัตรา อายุไม่เกิน 40 ปี วุฒิ ปริญญาเอก ด้าน พัฒนาการเด็กและครอบครัว พฤติกรรมศาสตร์ ประชากรศึกษา จิตวิทยาพัฒนาการ หรือ Child Development, Human Development, Family Studies, Family Science, Family Social Science, Family Relations โดยมีพื้นปริญญาโท และปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้อง ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 3.00 และปริญญาโทไม่น้อยกว่า 3.5 (หากมีประสบการณ์ด้านพัฒนาการมนุษย์และครอบครัวจะพิจารณาเป็นพิเศษ), อาจารย์ 1 อัตรา อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ปริญญาโท ด้าน การพัฒนาการเด็กและครอบครัว พฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยาพัฒนาการ หรือ Child Development, Human Development, Family Studies, Family Science, Family Social Science, Family Relations โดยมีพื้นปริญญาตรี ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 3.00 (หากมีประสบการณ์ด้านพัฒนาการมนุษย์และครอบครัวจะพิจารณาเป็นพิเศษ), กลุ่มวิชาอาหาร รับ อาจารย์ 3 อัตรา อายุไม่เกิน 45 ปี วุฒิ ปริญญาเอก ด้าน Nutrition, Community Nutrition, Food and Nutrition, Food Science, Food Technology, Food Science and Technology หรือ อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ โดยมีพื้นปริญญาโทและปริญญาตรีในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง หรือปริญญาโท ด้าน Nutrition, Community Nutrition, Food and Nutrition, Food Science, Food Technology, Food Science and Technology หรือ อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ โดยมีพื้นปริญญาตรีในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง มีเกรดเฉลี่ยสะสมระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 2.75 (หากมีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิชาด้านอาหารและ โภชนาการจะพิจารณาเป็นพิเศษ) ทุกตำแหน่งต้องมีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมแก่ตำแหน่ง และมีผลการทดสอบภาษาอังกฤษ ที่ไม่เกิน 2 ปี สำหรับวุฒิ ปริญญาเอก ได้แก่ TOEFL Paper ไม่ต่ำกว่า 550 คะแนน, TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 213 คะแนน, TOEFL IBT ไม่ต่ำกว่า 79 คะแนน, CU–TEP ไม่ต่ำกว่า 75 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 6.5 คะแนน หรือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 700 คะแนน ส่วนวุฒิ ปริญญาโท TOEFL Paper ไม่ต่ำกว่า 510 คะแนน, TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 180 คะแนน, TOEFL IBT ไม่ต่ำกว่า 64 คะแนน, CU–TEP ไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 5 คะแนน หรือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 600 คะแนน สมัครที่ กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทร. 0-2504-7133 ถึง 31 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา สำนักส่งเสริมวิชา การและงานทะเบียน รับ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี ทาง วิทยาศาสตร์ สาขา วิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง มีความรู้พื้นฐานด้านการดูแลระบบสารสนเทศ มีความรู้ความสามารถในด้านระบบสารสนเทศ และ/หรือ ระบบคอมพิวเตอร์และระบบเครือข่าย มีความรู้ความสามารถทางด้านฐานข้อมูลอย่างดี มีความรู้เกี่ยวกับ windows Based and Web Based Programming เช่น Visual Basic, VB.NET, MS Access, Java, PHP, Apache, MySQL เป็นต้น สามารถออกแบบเขียนโปรแกรมและพัฒนาฐานข้อมูลตามที่ได้รับมอบหมาย มีมนุษยสัมพันธ์ มีความคิดสร้างสรรค์ และทำงานเป็นทีมได้, กองอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม สำนักงานอธิการบดี รับ ช่างซ่อมบำรุง 1 อัตรา เพศชาย อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) มีความรู้ความสามารถด้านช่างเทคนิค ควบคุมดูแล ตรวจซ่อม และบำรุงรักษาเครื่องจักร–อุปกรณ์ภายในมหาวิทยาลัย (หากมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงดูแลเครื่องปรับอากาศจะพิจารณาเป็นพิเศษ) ใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องใช้สำนักงานได้อย่างดี มีความสามารถในการศึกษาและจัดการข้อมูลในงานที่เกี่ยวข้อง ขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อหน้าที่ และเสียสละเพื่อส่วนรวม ต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว, พนักงานขับรถยนต์ 2 อัตรา เพศชาย อายุ 25–45 ปี วุฒิ ไม่ต่ำกว่าประถมศึกษาปีที่ 6 และไม่เกินมัธยม ศึกษาปีที่ 6 มีความรู้ความสามารถ ความชำนาญและประสบการณ์ในหน้าที่พนักงานขับรถยนต์ มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ประเภท 1 ไม่น้อยกว่า 3 ปี (หากมีใบอนุญาตขับรถยนต์ประเภท 2 จะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องเครื่องยนต์ และสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องเครื่องยนต์เบื้องต้นได้ มีความประพฤติเรียบร้อย มีจิตอาสาและรักงานด้านบริการ มีความรู้เรื่องเส้นทางทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทุกตำแหน่งหากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สมัครที่ กองบริหารงานบุคคล สำนักงานอธิการบดี ชั้น 11 (อาคาร 100 ปี ศรีสุริยวงศ์) มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เลขที่ 1061 ถนนอิสรภาพ แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600 ถึง 31 พ.ค.นี้.

หมึกเขียว

 

“เบเยอร์” ส่งนวัตกรรมใหม่ รุกตลาดกำจัดปลวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 20 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946130


เป็นที่ทราบกันดีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่าภัยร้ายที่คอยคุกคาม “บ้าน” และสร้างความเสียหายให้แก่ ตัวบ้านรวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็คือ ปลวกและบรรดาแมลงทำลายไม้ชนิดต่างๆ ซึ่งการป้องกันและกำจัดแมลงเหล่านี้เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักจะจ้างผู้รับเหมาหรือช่างให้เป็นคนจัดการดูแลแทน เนื่องจากกังวลเรื่องของอันตรายจากสารเคมี และความยุ่งยากในการใช้งาน

นายวรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ รองประธานบริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ เปิดเผยว่า จากปัญหาปลวกแมลงบุกบ้านนั้น ในฐานะผู้นำผลิตภัณฑ์สีย้อมไม้ครบวงจร อันดับ 1 จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ เบเยอร์ไดร้ท์ นวัตกรรมป้องกันและกำจัดปลวกจาก “ไบเออร์ ประเทศเยอรมนี” ผู้นำด้านเคมีภัณฑ์ป้องกันและกำจัดแมลงระดับโลก ซึ่งมีความเป็นพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อมต่ำ แต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันปลวกดีเยี่ยม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่

“เบเยอร์ มีชื่อเสียงในผลิตภัณฑ์สีทาไม้ ทั้งสีย้อมไม้และยูรีเทนมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีระบบการกระจายสินค้าที่ดี โดยเฉพาะร้านขายสีงานไม้ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดมากกว่า 2,000 ร้านค้า ผนวกกับที่บริษัทไม่หยุดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด วันนี้จึงพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์เบเยอร์ไดร้ท์ ให้เป็นทางเลือกที่จะช่วยให้สามารถกำจัดปลวก”

ทั้งนี้ จุดเด่นของเบเยอร์ไดร้ท์มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาด คือบริษัทเป็นผู้ผลิตรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดปลวก (ชนิดทา) “สูตรน้ำ” ด้วยเทคโนโลยีสารออกฤทธิ์จาก “ไบเออร์ เยอรมนี” ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ 2 ขั้นตอน โดยสามารถป้องกันและกำจัดปลวกได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ปลวกตายต่อเนื่องถึงรัง

นอกจากนี้จุดเด่นด้านกำจัดปลวกแล้วเบเยอร์ไดร้ท์ยังเป็นมิตรกับผู้ใช้ เพราะบริษัทให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยงภายในบ้านเป็นอันดับต้นๆเช่นกัน โดยเบเยอร์ไดร้ท์ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยจนสามารถมั่นใจในคุณภาพด้วยมาตรฐานได้

นายวรวัฒน์กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ ตลาดผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดแมลง ปัจจุบันถือว่ามีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้เพราะไม้ซึ่งเป็นอาหารของปลวกและบรรดาแมลงทำลายไม้มีราคาที่แพง ทำให้เจ้าของบ้านต่างต้องการรักษาและยืดอายุการใช้งานไม้ให้ยาวนานที่สุด โดยตลาดนี้มีมูลค่ารวมสูงถึง 308 ล้านบาท

 

โดยแบ่งเป็นมูลค่ารวมตลาดผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ 172 ล้านบาท และมูลค่ารวมตลาดผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดแมลง 136 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก หรือรายใหญ่ ต่างมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่หยุด รวมไปถึงบริษัทรับกำจัดปลวกต่างก็ปรับวิธีการให้บริการเช่นกัน

สำหรับเบเยอร์ไดร้ท์ มีด้วยกัน 2 สูตร ได้แก่ เบเยอร์ไดร้ท์ สูตรน้ำ ขนาด 1.5, 4, 10 ลิตร และสูตรน้ำมัน ขนาด 1.5, 4, 13 ลิตร สำหรับทาไม้ทุกชนิด ทั้งภายในและภายนอกอาคาร อาทิ เฟอร์นิเจอร์ไม้, วงกบ, หน้าต่าง, ประตู, โครงหลัง ฯลฯ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม้จากการทำลายของปลวก มอด แมลง และเชื้อรา โดยมีให้เลือกถึง 3 เฉดสี คือ สีใส, สีชา และสีน้ำตาลดำ

นอกจากนี้ ยังมีเบเยอร์ไดร้ท์ พรีเว้นท์ พลัส เอสซี 200 ผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดปลวกสูตรน้ำ ขนาด 250 มิลลิลิตร สำหรับเทราดพื้นดิน สามารถใช้ได้หลายวิธี ทั้งเทราดพื้นดินขณะก่อสร้าง, อัดฉีดลงใต้อาคารที่สร้างเสร็จแล้ว หรือฉีดรอบบริเวณบ้าน สามารถผสมน้ำได้มากถึง 100 ลิตร (400 เท่า ในอัตราส่วน 250 ซีซี ต่อน้ำ 100 ลิตร) ครอบคลุมพื้นที่ได้มากถึง 20 ตารางเมตร

รองประธานบริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะเน้นกลุ่มดีเวลลอปเปอร์, ช่างและเจ้าของบ้าน โดยได้วางแผนทำโฆษณาอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการขายต่างๆ ณ จุดขาย เช่น การแจกสินค้าตัวอย่าง, โบรชัวร์, แค็ตตาล็อก ฯลฯ รวมถึงใช้สื่อส่งเสริมการขายอื่นๆประกอบไปด้วย เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภค ทั้งนี้ในปีแรกตั้งเป้ารายได้เบเยอร์ไดร้ท์ไว้ที่ประมาณ 30 ล้านบาท หรือมีมาร์เก็ตแชร์ 10% ของมูลค่าตลาดรวม

กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์คงเป็นอีกบริษัทที่ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆมาสนองตลาด เพื่อมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพให้ผู้บริโภคได้ใช้งาน เชื่อคงต้องมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาต่อเนื่องแน่นอน!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 20/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946658