ยอดขายรถยนต์ 4 เดือนทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948288


นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะที่โตโยต้าเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ในไทย รายงานถึงยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทและทุกยี่ห้อ ประจำเดือนเมษายน 2560 ว่า มียอดขายทั้งสิ้น 63,267 คัน เพิ่มขึ้น 15.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ประกอบด้วย ยอดขายจากตลาดรถยนต์นั่ง 25,493 คัน เพิ่มขึ้น 23.2% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ 37,774 คัน เพิ่มขึ้น 10.1% ส่วนยอดขายรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย 30,602 คัน เพิ่มขึ้น 10.8% สำหรับยอดขายรถยนต์รวมทุกยี่ห้อช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-เมษายน) อยู่ที่ 273,757 คัน เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ประกอบด้วย ตลาดรถยนต์นั่งมียอดขาย 105,905 คัน เพิ่มขึ้น 34.6% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ 167,852 คัน เพิ่มขึ้น 6.3% ส่วนตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน 137,658 คัน เพิ่มขึ้น 8.4%

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตภาวะตลาดรถยนต์ช่วงดังกล่าวว่า สำหรับตลาดรถยนต์เดือนเมษายน เพิ่มขึ้นทุกตลาด โดยตลาดรถยนต์รวมเพิ่มขึ้นถึง 15.1% เป็นผลจากความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ที่แนะนำในช่วงงานบางกอกมอเตอร์โชว์เมื่อปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนปีนี้ ช่วยส่งผลให้มีการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดรถยนต์ ส่วนตัวเลขตลาดรถยนต์สะสมช่วง 4 เดือน (มกราคม-เมษายน) ยอดขายรถยนต์ได้เพิ่มทุกตลาดเช่นกัน เป็นผลจากการที่ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ทั้งภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และราคาพืชผลทางการเกษตร ประกอบกับความนิยมอย่างต่อเนื่องในรถยนต์รุ่นใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์นั่ง

สำหรับตลาดรถยนต์ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เชื่อว่าแนวโน้มทรงตัว จากการที่ลูกค้าส่วนใหญ่ที่จองรถตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงงานบางกอกมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาได้ทยอยรับรถเรียบร้อยแล้ว รวมถึงระดับราคาน้ำมันในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในช่วงของการเริ่มฟื้นตัว.

 

น้ำยังท่วมถนน 7 สาย ใน 4 จังหวัด ทางหลวงชนบทสั่งเฝ้าระวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 01:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948340


อธิบดีกรมทางหลวงชนบท สั่งหน่วยงานเกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมใกล้ชิด พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนได้รับผลกระทบ เผยยังมีถนนถูกน้ำท่วม 7 สายทาง ใน 4 จังหวัด

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เกิดพายุ ฝนฟ้าคะนองกระจายอย่างต่อเนื่อง กรมทางหลวงชนบท ได้สั่งการให้สำนักงานทางหลวงชนบท แขวงทางหลวงชนบท รวมทั้ง หมวดบำรุงทางหลวงชนบทในสังกัดทั่วประเทศ ดูแลเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานข้อมูลให้กับผู้บริหารทราบจนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ อีกทั้งให้บูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างรวดเร็ว

ซึ่งปัจจุบันมีสายทางที่ประสบอุทกภัยทั้งหมด จำนวน 26 สายทาง ใน 6 จังหวัด ประกอบด้วยพะเยา, กำแพงเพชร, เลย, เพชรบูรณ์, อุบลราชธานี, สุโขทัย ทั้งนี้ ในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว จำนวน 19 สายทาง และอยู่ระหว่างประสบอุทกภัย จำนวน 7 สายทาง ซึ่งสัญจรผ่านได้ จำนวน 6 สายทาง ได้แก่ – กพ.4007, 4021, 3041 (กำแพงเพชร) – ลย.3005 (เลย) – พช.2044 (เพชรบูรณ์) – สท.3049 (สุโขทัย) และยังมีพื้นที่ที่ประชาชนสัญจรผ่านไม่ได้ จำนวน 1 สายทาง เนื่องจากมีน้ำกัดเซาะทางเบี่ยงขาด จำนวน 1 สายทาง คือ ลย.3011 (ช่วง กม.ที่ 1+000 – 1+070) (อยู่ระหว่างก่อสร้างสะพาน) นอกจากนั้น ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายเตือนประชาชนให้สัญจรด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงเส้นทางแล้ว

อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงชนบท ขอความร่วมมือประชาชน โปรดระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนนเป็นพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบกับอุทกภัย และโปรดสังเกตป้ายจราจรเตือนระดับน้ำหรือป้ายหลีกเลี่ยงเส้นทาง โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือแจ้งเหตุอุทกภัยได้ที่ สายด่วนทางหลวงชนบท 1146 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสำนักงานทางหลวงชนบท แขวงทางหลวงชนบท ในพื้นที่ ในวันและเวลาราชการ.

 

คมนาคม เร่งระบบตั๋วร่วม คาด ปชช.ใช้ ‘บัตรแมงมุม’ ภายใน ต.ค.60 นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ค. 2560 19:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948025


กระทรวงคมนาคม เร่งรัดดำเนินการระบบตั๋วร่วม เพื่อให้ประชาชนได้เริ่มใช้ “บัตรแมงมุม” ภายในเดือนตุลาคม 2560 เพิ่มความสะดวกสบายเชื่อมต่อการเดินทางทุกรูปแบบ

วันที่ 21 พ.ค. นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดำเนินการระบบตั๋วร่วม หรือ บัตรแมงมุม เพื่อให้บริการประชาชนในการเชื่อมต่อการเดินทาง ทั้งระบบรถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และทางพิเศษ รวมทั้งใช้แทนเงินสดในการชำระค่าสินค้า และนำมาให้บริการกับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้เข้าถึงระบบบริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งมีความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ดังนี้

1. ระบบตั๋วร่วมรองรับการเดินทางเชื่อมต่อผ่าน “บัตรแมงมุม” สนข. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ได้เร่งรัดดำเนินการให้สามารถใช้ “บัตรแมงมุม” ได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เป็นต้นไป โดยเริ่มจากระบบรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. และรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการในปัจจุบัน 4 สาย ได้แก่ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีเขียว (BTS) และรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน สำหรับในระยะต่อไป จะสามารถใช้บริการได้ครอบคลุมทุกระบบการขนส่ง ได้แก่ ทางพิเศษ เรือโดยสาร และรถไฟฟ้าสายใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

2. “บัตรแมงมุม” รองรับการชำระค่าสินค้า โดยสามารถใช้แทนเงินสดชำระค่าสินค้าจากร้านค้าต่างๆ ที่เข้าร่วม คาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ในปี 2561

3. ระบบตั๋วร่วมรองรับระบบการจ่ายเงินสวัสดิการสังคมและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย (E-Payment) ผ่าน “บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย” ของรัฐบาล ระบบตั๋วร่วมได้ออกแบบระบบให้สามารถรองรับระบบการจ่ายเงินสวัสดิการสังคมและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล ภายใต้โครงการระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) โดยผู้มีรายได้น้อยสามารถใช้บัตรสวัสดิการชำระค่าเดินทางด้วยรถโดยสารของ ขสมก. ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้กำหนดแผนบูรณาการระบบตั๋วร่วมเข้ากับระบบจ่ายเงินเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เริ่มใช้ระบบตั๋วร่วมได้ในเดือนตุลาคม 2560

ซึ่งขณะนี้ ขสมก. ได้เริ่มดำเนินการติดตั้งระบบ e-Ticket เพื่อใช้งานกับระบบตั๋วร่วมและระบบสวัสดิการแล้ว โดยจะให้เริ่มใช้งานได้ในระยะแรก จำนวน 800 คัน และจะดำเนินการในระยะต่อไปจนครบ 2,600 คัน.

 

เอกชนมะกัน รุมอัดไทยน่วม ทำขาดดุลการค้า จ่อส่งล็อบบี้ยิสต์เจรจา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947947


พาณิชย์ ระบุ 9 ประเทศส่งข้อมูลนโยบายการค้าให้อเมริกา ทำรายงานเหตุขาดดุลการค้าแล้ว ขาดจีน อินเดีย มาเลย์ เวียดนาม ส่วนไทย ภาคเอกชนมะกันรุมยำ ชี้เหตุได้ดุล จ่อส่งล็อบบี้ยิสต์เจรจา ทำเอกสารแจง…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ (สพต.) ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ได้รายงานมายังกระทรวงพาณิชย์ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ขอความร่วมมือ 13 ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ รวมถึงไทย จัดทำข้อมูลนโยบายการค้าส่งให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ภายในวันที่ 10 พ.ค.60 เพื่อหาสาเหตุของการขาดดุลและทำรายงานเสนอต่อประธานาธิบดี ตามคำสั่งพิเศษ (Executive Order) นั้น ล่าสุด มี 9 ประเทศที่ส่งข้อมูลแล้ว คือ ไทย ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ส่วนเวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย และจีน ยังไม่ได้จัดส่งข้อมูลให้

สำหรับข้อมูลจากไทย กระทรวงพาณิชย์ไทยได้ส่งไปแล้วตามกำหนด โดยยืนยันว่า นโยบายการค้าของไทยไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ได้เอาเปรียบ หรือแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม จนได้ดุลการค้าสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนสหรัฐฯ ได้ยื่นข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำรายงานด้วย ประมาณ 100 สมาคม โดยมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนโยบายการค้าที่แต่ละประเทศจัดส่งให้ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย หลายสมาคมเห็นว่า การที่ไทยได้ดุลการค้าเพราะมีมาตรการกีดกันการค้า หรือการอุดหนุนภายใน จนกระทบทางลบต่อสมาคม

ในส่วนสมาคมที่พาดพิงไทย ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตกุ้งสหรัฐฯ (American Shrimp Processors Association) เพราะไทยมีการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งจนทำให้ผู้ผลิตกุ้งของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย, สมาพันธ์ผู้ผลิตสุกรแห่งชาติ (National Pork Producers Council) เพราะไทยห้ามนำเข้าสุกรจากสหรัฐฯ เนื่องจากมีสารเร่งเนื้อแดง แต่ไทยกลับได้รับสิทธิส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ โดยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีนำเข้า

นอกจากนี้ สมาคมข้าวแห่งสหรัฐฯ (USA Rice Association) ระบุว่า การอุดหนุนภายในของไทยทำให้การส่งออกข้าวของสหรัฐฯ ไปประเทศต่างๆ ลดลง, สมาพันธ์ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมสหรัฐฯ และ Whirlpool Association ระบุว่า ไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสูง เก็บอากร และค่าธรรมเนียม ทำให้การนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ทำได้ยาก, พันธมิตรทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (International Intellectual Property Alliance) ระบุว่า ไทยยังมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่เพียงพอ

ขณะที่ผู้ผลิตและวิจัยยาแห่งอเมริกา (Pharmaceutical Research and Manufacturers of America) ระบุ ไทยมีระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการกำหนดราคากลางยาที่ไม่โปร่งใส อีกทั้งยังมีความล่าช้าในการออกสิทธิบัตรยา ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสทางธุรกิจ, สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติก (Plastic Industry Association) ระบุว่า มาตรการทางภาษี และไม่ใช่ภาษีของไทย ทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าในผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น

ทั้งนี้ สพต. ณ กรุงวอชิงตัน เห็นว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมีทัศนคติทางลบต่อไทย โดยกล่าวหาว่าไทยใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และยังมีอัตราภาษีนำเข้าในบางสินค้าสูง ซึ่ง สพต.จะหารือกับบริษัทที่ปรึกษา (ล็อบบี้ยิสต์) และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ในการทำเอกสารชี้แจงประเด็นข้อกังขาต่างๆ  รวมทั้งเข้าเยี่ยมบริษัท/สมาคม เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางแก้ไขต่อไป.

 

พณ. เร่งโปรโมตลงทุน ดันมุกดาหาร ‘ท่าเรือบก ประตูตะวันออกสู่อาเซียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ค. 2560 16:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947918


พาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนเขตพัฒนาเศรษฐกิจมุกดาหาร ดึงนักลงทุนไทย-เทศ ดูศักยภาพ ผลักดันลงทุน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมายช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ตั้งเป้าเป็น “ท่าเรือบก ประตูตะวันออกสู่อาเซียน” เชื่อมไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน…

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร จัดงานเปิดโอกาสการค้าการลงทุนในมุกดาหาร ช่วงเดือน มิ.ย.60 โดยให้เชิญนักธุรกิจไทยและต่างประเทศ หอการค้าในประเทศ หอการค้าต่างประเทศ และทูตานุทูตมาร่วมงาน เพื่อแสดงศักยภาพความก้าวหน้าและความพร้อมของจังหวัดในการรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร หลังจากที่มีนโยบายผลักดันให้จังหวัดมุกดาหารเป็น “ท่าเรือบก ประตูตะวันออกสู่อาเซียน” จึงต้องเร่งโปรโมตและดึงดูดการลงทุนให้เพิ่มขึ้น

สำหรับการผลักดันให้มุกดาหารเป็นท่าเรือบก ประตูตะวันออกสู่อาเซียน เพราะเห็นว่า มุกดาหารตั้งอยู่บนกึ่งกลางตามแนวเส้นทางเชื่อมโยงตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงตะวันออก–ตะวันตก โดยมีสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 มุกดาหาร–สะหวันนะเขต เชื่อมต่อ ซึ่งทำให้มุกดาหารเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีของเมียนมา เขตเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน–เซโน ลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาว ของเวียดนาม และออกสู่ท่าเรือดานัง และยังขึ้นไปยังเวียดนามตอนเหนือเข้าสู่ตอนใต้ของจีน เชื่อมไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษฉงจั่ว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง มณฑลกว่างสี ที่มีนครหนานหนิงเป็นเมืองหลวง และมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน

ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร จะมุ่งใน 5 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร ประมงและกิจการที่เกี่ยวข้อง, อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, กิจการโลจิสติกส์, นิคมหรือเขตอุตสาหกรรม และกิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสในการขยายตัว และใช้ประโยชน์จากท่าเรือบกขยายตลาดไปยังลาว เวียดนาม และจีนได้

ทั้งนี้ปัจจุบันการค้าชายแดนในส่วนของจังหวัดมุกดาหาร มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการค้าในช่วง 4 เดือนของปี 60 (เดือน ม.ค.-เม.ย.) มีมูลค่า 61,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.78% โดยเป็นการส่งออก 35,594 ล้านบาท และนำเข้า 25,951 ล้านบาท ได้ดุลการค้า 9,643 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำไปประกอบเป็นสินค้า เช่น โทรศัพท์ ในโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ที่ไทยไปลงทุน.

 

กฟผ. พัฒนาไฟฟ้า บินยุโรป ศึกษาระบบ Hybrid และ Smart City ปรับใช้กับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ค. 2560 12:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947670


กฟผ. เดินหน้าพัฒนาไฟฟ้า 4.0 ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีตามนโยบาย Thailand Energy 4.0 ของรัฐบาล ศึกษาระบบโรงฟ้าระบบ Hybrid และโครงการ Smart City ของประเทศในยุโรป หวังนำแนวทางการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ มาปรับใช้…

นายวิวัฒน์ ชาญเชิงพานิช รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อให้สามารถบรรลุตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า 2558-2579 หรือ PDP 2015 และตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล และ Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงาน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงระบบไฟฟ้า ในขณะที่ดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กฟผ. จึงได้ศึกษาแนวทางการดำเนินการของประเทศผู้นำด้านพลังงานในยุโรป ทั้งโรงไฟฟ้าระบบ hybrid และโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City เพื่อนำแนวคิดมาปรับใช้กับไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในส่วนของโรงฟ้าระบบ hybrid กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้า Prenzlau Wind Hydrogen Hybrid System ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ในเมือง Dauerthal ใกล้เมือง Prenzlau ห่างจากกรุงเบอร์ลินราว 70 กิโลเมตร โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้สร้างโดย บ.Enertrag AG ร่วมกับ Total Germany, Vattenfall และ Deutsche Bahn เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก มูลค่าการลงทุนราว 868 ล้านบาท เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011 และในโครงการประกอบด้วย โรงผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาด 6 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1 เมกะวัตต์ และเครื่องแยกไฮโดรเจนน้ำออกจากน้ำ (Electrolyzer) ขนาด 500 กิโลวัตต์ ซึ่งสามารถผลิตไฮโดรเจนได้ 120 ลบ.ม.ต่อชั่วโมง และก๊าซออกซิเจนไฮโดรเจนได้ 60 ลบ.ม. ต่อชั่วโมง และยังมีถังเก็บไฮโดรเจน 3 ถัง ขนาด 1,350 กิโลกรัม และโรงไฟฟ้า Combined Heat and Power (CHP) จำนวน 2 โรง

“กฟผ. ได้มุ่งมั่นศึกษาพลังงานทดแทนและเรื่องการพัฒนาระบบ Hybrid ซึ่งเป็นการใช้พลังงานทดแทนจากแหล่งผลิตอย่างน้อยสองประเภทมาผสมผสานกัน เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง การศึกษาการดำเนินการโรงฟ้าแห่งนี้ จึงเป็นโอกาสที่ กฟผ. จะได้ศึกษาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ เพื่อที่และสามารถนำมาปรับใช้กับไทยได้” นายวิวัฒน์ กล่าว

จากการทำงานด้วยระบบผสมผสานแหล่งพลังงานทั้งพลังงานลม พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและก๊าซชีวภาพจากเปลือกข้าวโพด ทำให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถเดินเครื่องและจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2.77 ล้านหน่วยต่อปี และความร้อนได้ 2.25 ล้านหน่วยต่อปี อย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้ ไม่สามารถขายตรงให้กับชุมชนในพื้นที่โดยรอบ แต่ส่งเข้าระบบไฟฟ้า โดยมีบริษัทตัวกลางรับซื้อหน่วยละประมาณ 26 เซนต์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 9.62 บาท ซึ่งประชาชนจะสามารถเลือกซื้อไฟฟ้าได้เองผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเลือกได้เองว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากที่ใด ส่วนราคาก็ผันแปรตามเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของเยอรมันตกอยู่ที่ 13 บาทต่อหน่วย สูงกว่าราคาของไทย ซึ่งอยู่ที่ 3.5 บาทต่อหน่วยเท่านั้น

สำหรับสาเหตุที่ค่าไฟฟ้าที่เยอรมนีมีราคาแพงนั้น นายวิวัฒน์ อธิบายว่า เนื่องจากว่าเยอรมนีมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมาก จึงต้องมีการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลักในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน โดยมีกำลังผลิตสุทธิรวม 195,680 เมกะวัตต์ มาจากพลังงานหลักที่ผลิตได้ 24 ชั่วโมง จำนวน 92,540 เมกะวัตต์ (แบ่งเป็นจากพลังงานนิวเคลียร์ 10,800 เมกะวัตต์ ถ่านหิน 49,540 เมกะวัตต์ ก๊าซธรรมชาติ 28,270 เมกะวัตต์ และน้ำมัน 4,190 เมกะวัตต์) และและพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้บางช่วงเวลา จำนวน 103,140 เมกะวัตต์ (ได้แก่ พลังน้ำ 5,590 เมกะวัตต์ พลังงานลม 49,640 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 40,850 เมกะวัตต์ และไบโอแมส 7,060 เมกะวัตต์) ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศมีเพียง 87,740 เมกะวัตต์ นั่นหมายความว่ามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองอีกเท่าตัว

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า โรงไฟฟ้า hybrid ของเยอรมนีแห่งนี้ นอกจากจะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนเพราะใช้พลังงานจากธรรมชาติแล้ว ยังส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่เพราะรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรวันละ 33 ตัน ราคาตันละ 40 ยูโร โดยทำสัญญาระยะยาว ซึ่งเกษตรกรชาวเยอรมนีส่วนมากมีฐานะดี เพราะนอกจากจะเก็บฝักข้าวโพดขายได้แล้ว ส่วนของเปลือกก็ยังส่งมาขายที่โรงไฟฟ้าชีวมวลได้อีกด้วย

“กฟผ. ได้ศึกษาการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแห่งนี้ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโครงการกังหันลมลำตะคองระยะที่ 2 ที่ กฟผ.กำลังดำเนินการ และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์ กล่าว

สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 นั้น กฟผ. จะนำร่องระบบการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid System) เช่นเดียวกันนี้ มาใช้เป็นเจ้าแรกในเอเชีย เนื่องจากต้องการให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีความเสถียรมากขึ้น โดยจะทำระบบ Wind Hydrogen Hybrid System ขนาดกำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ มาติดตั้ง มาเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อนำเข้าใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง หรือ Fuel Cell ก๊าซไฮโดรเจนจะผ่าน Fuel Cell และเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องผ่านการเผาไหม้ ซึ่งระบบดังกล่าวถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถนำพลังงานไฟฟ้าที่กักเก็บในรูปแบบของก๊าซไฮโดรเจนมาใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอตลอดวัน

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีของพลังงานหมุนเวียนให้สามารถจ่ายไฟได้ตลอดนั้น โรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง

นอกจากโรงไฟฟ้าระบบ Hybrid แล้ว กฟผ. ยังได้ศึกษาโครงการเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในโครงการ Stockholm Royal Seaport ตั้งอยู่ที่ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบด้านบวกของคนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โครงการ Royal Seaport มีการใช้ประโยชน์สูงสุดของสภาพอากาศในพื้นที่ในหลายมิติ โดยเนื่องจากกรุงสตอกโฮล์มมีปริมาณฝน แหล่งน้ำจืด และหิมะ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เกือบตลอดปี จึงมีแหล่งกักเก็บน้ำและบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบพื้นที่ของโครงการที่มุ่งเน้นพื้นที่สีเขียว ช่วยส่งเสริมระบบนิเวศแบบสมดุล ลดมลภาวะในชุมชน เพื่อความสุขของคนที่อาศัยอยู่ในโครงการ อีกทั้งมีการจัดการภายใต้หลักการ compact community โดยมีที่อยู่อาศัย โรงเรียน ร้านค้า โรงพยาบาล ศูนย์ซ่อมบำรุง สำนักงาน ออฟฟิศ ศูนย์ประชุมขนาดกลาง พื้นที่จัดกิจกรรม ระบบขนส่งที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในโครงการและภายนอก สาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่ครบครัน และมีแหล่งเรียนรู้และวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการให้คนมีความรู้ความเข้าใจ

นอกจากนั้น Royal Seaport ยังดำเนินการภายใต้หลักการประหยัดพลังงานและทางเลือกด้านพลังงานสะอาด รวมถึงการรีไซเคิลในทุกมิติ โดยมีการอบรมคนในชุมชนถึงวิธีการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและคนในพื้นที่ อาทิ มีการใช้รถพลังไฟฟ้าและ Charging Station มีโครงการ Green Energy กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ในโครงการ และมีการแยกขยะในชุมชนเพื่อทำ Bio Energy เป็นต้น

ด้านการบริหารจัดการด้านระบบไฟฟ้า ใน Royal  Seaport มีแนวคิดหลัก 6 ด้าน คือ 1) การอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน โดยจะดำเนินการด้านการลดความต้องการใช้ไฟฟ้าลง และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตั้งระบบอัตโนมัติตามบ้านเรือน เป็นต้น 2) การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น ติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาและพลังงานลม 3) การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการคมนาคม โดยการใช้รถไฟฟ้าและสถานีชาร์ตไฟ 4) มีระบบกักเก็บพลังงาน 5) ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเรือที่มาเทียบท่า โดยเมื่อเรือเทียบท่า จะใช้ไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้า ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากการเดินเครื่องเรือ 6) เพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงสถานีจ่ายไฟฟ้า

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว จะมีการเก็บรวบรวมประมวลผลข้อมูล อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการดังกล่าวใช้เวลาไม่น้อยและการลงทุนมหาศาล โดยโครงการเริ่มมาตั้งแต่ปี 2010 และคาดว่าในปี 2030 Royal Seaport จึงจะแล้วเสร็จเป็น Smart City โดยสมบูรณ์

“ประเทศไทยอาจจะนำเฉพาะบางส่วนมาประยุกต์ใช้ โดยอาจทำเป็นบางชุมชนก่อนเป็นการเริ่มต้น ซึ่งทาง กฟผ. มีโครงการ Smart Cities-Clean ECO Energy ที่อาคารสำนักงานใหญ่ กฟผ. ที่จะเนรมิตพื้นที่ 300 ไร่ ให้เป็นเมือง Eco Plus และโครงการ Smart Grid ที่แม่ฮ่องสอน เป็นโครงการนำร่อง ที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2561” นายวิวัฒน์กล่าวในที่สุด

อนึ่ง ที่ผ่านมา กฟผ. ได้นำคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงพลังงานบอร์ด กฟผ. และสื่อมวลชน ดูงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ระบบ Hybrid และ Smart city ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และสวีเดน เพื่อนำมาปรับใช้กับไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) ตอบสนองนโยบาย Thailand Energy 4.0 ของรัฐบาล.

ใช้บังคับแล้ว ติดกล้องหน้ารถ ได้ส่วนลดเบี้ยประกัน 5-10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ค. 2560 10:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947652


ราชกิจจาฯ ประกาศคำสั่ง คปภ. ติดกล้องหน้ารถได้ส่วนลดเบี้ยประกัน 5-10% ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์อื่นที่นำมาดัดแปลง เป็นกล้องหน้ารถ…

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียนที่ 8/2560 เรื่อง ให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามคำสั่งนายทะเบียน เรื่อง ให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย จึงเห็นสมควรออกประกาศดังกล่าว

รวมถึงได้เผยแพร่คำสั่งนายทะเบียนในเรื่องดังกล่าว เพื่อเสริมสร้างวินัยจราจรแก่ประชาชน จึงส่งเสริมให้เจ้าของรถมีการติดตั้งกล้องหน้ารถยนต์ อันเป็นอุปกรณ์ที่มีส่วนช่วยในการตรวจสอบวินัยจราจร อีกทั้ง ยังสามารถใช้เป็นหลักฐานสำคัญ ในการยืนยันถึงการกระทำความผิดจากการใช้รถยนต์ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 30 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

สำหรับแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับคำสั่งนายทะเบียน ที่ 8/2560 เรื่อง ให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และให้บริษัทให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยในการรับประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ทุกประเภทเป็นส่วนลดอื่นในอัตราร้อยละ 5-10 ของเบี้ยประกันภัยสุทธิ โดยรถยนต์ที่ติดตั้งกล้องหน้ารถ ต้องแสดงหลักฐานภาพถ่ายการติดตั้งระบบกล้องคันเอาประกันภัย ในเวลาทำสัญญาประกันภัย และต้องติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ไว้ตลอดระยะเวลาเอาประกันภัยด้วย

ทั้งนี้ กล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งกับรถยนต์ ให้หมายถึงกล้องติดรถยนต์ทุกประเภทที่ใช้ติดตั้งภายในรถยนต์ที่สามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหว แต่ไม่รวมถึงอุปกรณ์อื่นที่นำมาดัดแปลง เพื่อให้มีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับกล้องติดรถยนต์ และไม่มีกำหนดมาตรฐาน คุณภาพ ราคา ของกล้องติดรถยนต์.

รายละเอียดคลิกที่นี่!!

 

‘3 ปี คสช.’ คน 42% สุขเท่าเดิม ชีวิตงั้นๆ เพราะค่าครองชีพยังสูง


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ค. 2560 09:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947623


นิด้าโพล เผย ”3 ปีคสช.” คนส่วนใหญ่ 42% ระบุมีความสุขเท่าเดิม ชีวิตประชาชนยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน เศรษฐกิจค่าครองชีพยังสูงเช่นเดิม ยังแก้ไขไม่ได้…

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “3 ปี คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ” จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ กระจายทั่วทุกภูมิภาคและระดับการศึกษา รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง โดยเมื่อถามถึงระดับความสุขของประชาชนในโอกาสครบรอบ 3 ปี ของ คสช. ในการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.00 ระบุว่า มีความสุขเท่าเดิม เพราะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชีวิตความเป็นอยู่ยังคงเหมือนเดิม การบริหารงานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เศรษฐกิจและค่าครองชีพยังสูงเช่นเดิม

รองลงมา ร้อยละ 32.64 ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีการชุมนุมและความวุ่นวายทางการเมือง บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น คณะทำงาน คสช. มีความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงาน เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม เช่น ปัญหายาเสพติด การก่ออาชญากรรม การทุจริตคอร์รัปชัน ลดลง เป็นต้น

ขณะที่ ร้อยละ 21.76 ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนแย่ลง ค่าครองชีพสูง ราคาพืชผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ การบังคับใช้กฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายไม่ตรงจุด มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป นโยบายบางอย่างยังไม่ชัดเจน แต่ปัญหาต่างๆ กลับมีเพิ่มมากขึ้น และขาดความมั่นคงทางประชาธิปไตย ร้อยละ 2.24 ระบุอื่นๆ ได้แก่ บางอย่างมีความสุขเพิ่มขึ้น บางอย่างมีความสุขลดลง และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ 2 ปี คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ทำการสำรวจเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 พบว่า สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนลดลง (จากเดิม ร้อยละ 37.68 เป็นร้อยละ 32.64) เช่นเดียวกับสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเท่าเดิมมีสัดส่วนลดลง (จากเดิม ร้อยละ 43.28 เป็นร้อยละ 42.00) ขณะที่ สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขลดลง กลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น (จากเดิม ร้อยละ 18.24 เป็น 21.76)

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานราชการแผ่นดินครบรอบ 3 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่างๆ ที่ทำให้มีความสุขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.20 ระบุว่า เป็นเรื่องของบ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 15.28 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ทำให้มีความสุข ร้อยละ 10.72 ระบุว่า เป็นการมุ่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ร้อยละ 8.32 ระบุว่า เป็นการจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด ร้อยละ 3.68 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร

ร้อยละ 3.44 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม ร้อยละ 3.12 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 2.88 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 1.04 ระบุว่า เป็นการมีเสรีภาพมากขึ้น ร้อยละ 1.44 ระบุอื่นๆ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย การบุกรุกพื้นที่ป่า ปัญหายาเสพติด ความเหลื่อมล้ำในสังคม การปราบปรามผู้มีอิทธิพล และการใช้กฎหมายที่เด็ดขาด และร้อยละ 2.88 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายสุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานราชการแผ่นดินครบรอบ 3 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่างๆ ที่ยังไม่สามารถทำให้มีความสุข พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 24.80 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม รองลงมา ร้อยละ 14.16 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร ร้อยละ 13.92 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ไม่มีความสุข ร้อยละ 13.28 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 8.40 ระบุว่า เป็นการที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 6.40 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน

ขณะที่ ร้อยละ 6.00 ระบุว่า เป็นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 2.32 ระบุว่า เป็นการจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด ร้อยละ 2.16 ระบุว่า เป็นการมีเสรีภาพที่ยังไม่เต็มที่ของสื่อมวลชน ร้อยละ 4.96 ระบุอื่นๆ ได้แก่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาอาชญากรรม สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคม การบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่องที่เข้มงวดมากเกินไป และการแก้ไขปัญหาของประเทศในบางเรื่องที่ยังไม่เป็นรูปธรรม และร้อยละ 3.60 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ.

 

‘ออลไทยแท็กซี่’ บุก 12 จังหวัดหัวเมืองใหญ่ ประเดิม ‘อุบลฯ’ เป็นที่แรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ค. 2560 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947350


ออลไทยแท็กซี่ มาแล้ว ขยายบริการ สู่หัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 12 แห่ง ประเดิม อุบลราชธานี ที่แรก ราคาเริ่มต้น 40 บาท

นายสุเทพ บุญงอก ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ออลไทยแท็กซี่ จำกัด เปิดเผยว่า ในขณะนี้ ออลไทยแท็กซี่ มีความพร้อมในการให้บริการรถแท็กซี่ในต่างจังหวัด ด้วยมาตรฐานรถออลไทยแท็กซี่ โดยนำร่องให้บริการแล้วที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นรถออลไทยแท็กซี่ที่จดทะเบียนกับสำนักงานขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีแล้ว ทั้งหมด 20 คัน โดยเริ่มให้บริการแล้ว 7 คัน ตั้งแต่ 5 พ.ค.60 ที่ผ่านมา

สำหรับรถออลไทยแท็กซี่ ที่ให้บริการที่จังหวัดอุบลราชธานี จะมีรูปแบบเป็นรถสีเหลือง-น้ำเงิน ตามที่สำนักงานขนส่งจังหวัดอุบลราชธานีกำหนด โดยจะใช้จุดจอด ณ สถานีเดินรถนครชัยแอร์ สาขาอุบลราชธานี สนามบินอุบลราชธานี ห้างเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเตรียมขยายจุดจอดเพิ่ม เพื่ออำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป โดยมีค่าโดยสารตามมิเตอร์เริ่มต้น 40 บาท ราคาตามมิเตอร์ที่ทางราชการกำหนด

ทั้งนี้ ออลไทยแท็กซี่มีเป้าหมายขยายการให้บริการไปต่างจังหวัด เบื้องต้นที่จังหวัดขอนแก่นรถออลไทยแท็กซี่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนกับสำนักงานขนส่งจังหวัดขอนแก่นแล้ว 20 คัน และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากนี้ ออลไทยแท็กซี่ มีแผนดำเนินการให้บริการในจังหวัดอุดรธานี นครราชสีมา ระยอง เชียงใหม่ ชลบุรี และเชียงราย ต่อไป โดยการเปิดให้บริการรถออลไทยแท็กซี่ในต่างจังหวัด ในระยะแรกตั้งเป้าให้บริการในจังหวัดที่เป็นเส้นทางเดินรถของนครชัยแอร์ กำหนดจำนวนรถ 20 คันต่อจังหวัด

นายสุเทพ กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ขยายบริการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ออลไทยแท็กซี่เปิดรับสมัครพนักงานขับรถแท็กซี่ (ผู้จัดการประจำรถ)เพิ่มอีก 500 คน สำหรับส่วนของพนักงานขับรถจะต้องผ่านการอบรมเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกการให้บริการที่ดี และมีคุณธรรม โดยผู้สมัคร เพศชาย หรือ หญิง อายุ 25 ปีขึ้นไป มีใบขับขี่รถสาธารณะ เป็นคนขยัน ซื่อสัตย์สุจริต อดทน รักงานบริการ

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านหลักเกณฑ์คัดเลือกเบื้องต้นกับบริษัทฯ จะต้องเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆในตัวรถ การใช้งานเกี่ยวกับ การใช้งาน Application ให้สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ โดยวิทยากรผู้ชำนาญ เพื่อตอบรับการยกกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ที่ทำอาชีพขับรถแท็กซี่ให้ดียิ่งขึ้น และเป็นที่ยอมรับของสังคม

นอกจากนี้ ได้เตรียมนำ รถออลไทยแท็กซี่ วีไอพี ต้นแบบ มาวิ่งทดสอบระบบ และเปิดให้บริการภายในเดือนมิถุนายนนี้ ด้วยรถยนต์โตโยต้า คัมรี่ เป็นการยกระดับและพัฒนาภายในห้องโดยสาร ด้วยการดีไซน์เน้นความหรูหรา สะดวกสบาย มีบริการให้กับประชาชนที่ใช้บริการอย่างครบถ้วน เช่น บริการไวไฟ ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

(ภาพจาก ออลไทยแท็กซี่ )

 

ทองไทยเปิดตลาด ปรับขึ้น 50 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ค. 2560 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/946858


ทองไทยเปิดตลาด ราคาปรับขึ้น 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950

วันที่ 20 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาปรับขึ้น 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950