พาณิชย์ ดัน ธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าราคาถูกกว่าทั่วไป 15-20 %

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 17:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949048


กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวร้านค้า ธงฟ้าประชารัฐ อย่างเป็นทางการ หลังผู้ผลิตรายใหญ่ 5 ราย ผลิตและส่งสินค้า 48 รายการ ราคาถูกกว่าท้องตลาด 15-20% ให้กับร้านค้าปลีกทั่วประเทศแล้ว 700 แห่ง พร้อมดึงร้านส่งค้าปลีกรายใหญ่ภูธรอีก 8 แห่ง ช่วยกระจายสินค้า คาดส่งสินค้าเข้าถึงร้านให้ได้ 20,000 แห่งภายในปีนี้

วันที่ 22 พ.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัวร้านค้าธงฟ้าประชารัฐอย่างเป็นการ หลังจากที่ล่าสุดผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 5 ราย ได้แก่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล  เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ได้จัดส่งสินค้าให้ร้านค้าปลีก และมีร้านค้าปลีกที่พร้อมจะจำหน่ายสินค้าแล้วประมาณ 700 แห่งทั่วประเทศ

จากเป้าหมายระยะแรก 6,500 แห่ง สำหรับสินค้าที่จะขายในโครงการธงฟ้าประชารัฐ เบื้องต้นผู้ผลิตจะผลิตสินค้าและจัดส่งให้กับร้านค้าปลีกที่เข้าร่วมโครงการ 18 สินค้า จำนวน 48 รายการ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพู กระดาษชำระ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง เป็นต้น โดยราคาจะถูกกว่าท้องตลาด 15-20%

หลังจากเปิดตัวโครงการ ประชาชนสามารถไปเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดได้ตามร้านค้าปลีก ที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ มั่นใจว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและลดค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีจำนวนร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าในโครงการธงฟ้าประชารัฐเพิ่มมากขึ้น กระทรวงฯ ได้เชื่อมโยงผู้ผลิตสินค้าทั้ง 5 รายกับร้านค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ช่วยกระจายสินค้าให้กับร้านค้าปลีกในเครือข่าย โดยได้เชิญสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่จำนวน 8 แห่ง ได้แก่ ร้านซุปเปอร์ชีป จังหวัดภูเก็ต, ร้านไชยแสง จังหวัดสิงห์บุรี, ร้านตั้งงี่สุน จังหวัดอุดรธานี, ร้านแสงทอง จังหวัดระยอง, ร้านส.ล.โฮเซลล์ จังหวัดนครสวรรค์, ร้านธนวิริยะ จังหวัดเชียงราย, ร้านเอกภาพซุปเปอร์ จังหวัดปราจีนบุรี และร้านยงสงวน จังหวัดอุบลราชธานี มาหารือเพื่อร่วมมือกันกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีกในเครือข่าย โดยได้ตั้งเป้ากระจายให้ได้ถึง 20,000 แห่งภายในปีนี้

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จะนำไปจำหน่ายในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ และมีราคาถูกกว่าร้านค้าทั่วไป 15-20% เช่น บะหมี่ยี่ห้อซื่อสัตย์, คนอร์สูตรสำเร็จ, ปลากระป๋องซื่อสัตย์, ผงซักฟอกซื่อสัตย์, โอโม่สูตรมาตรฐาน, ยาสีฟันคอลเกต แชมพูยี่ห้อ และรีจอยส์ ริช, บรีสเอ็กเซล, น้ำยาล้างจานซันไลต์ เนเจอร์, ครีมอาบน้ำลักส์, แป้งเด็กแคร์, แป้งโพรเท็กซ์, ซิตร้าโลชั่น, กระดาษชำระชิลค์ม้วนเดี่ยว เป็นต้น

 

ปตท.-บางจากขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด50สต. เว้นE85ขึ้น30สต. มีผลพรุ่งนี้ตี5

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949087


เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2560 ปตท.และบางจาก ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดและดีเซล 50 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 ปรับขึ้น 30 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (23 พ.ค. 60) เวลา 05.00 น.

ราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95: 34.46 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 27.35 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 27.08 บาท/ลิตร E20: 24.84 บาท/ลิตร E85: 20.14 บาท/ลิตร ดีเซล 25.49 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย พุ่งขึ้น 8.09 ดัชนีอยู่ที่ 1,557 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/949065


หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 8.09 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,557.73 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,489.08 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 22 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 8.09 จุด เปลี่ยนแปลง 0.52% มูลค่าการซื้อขาย 38,489.08 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,560.11 จุด และต่ำสุดที่ 1,553.64 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)

 

หุ้นไทยสัปดาห์นี้มี ‘รีบาวด์’ บล.เคทีบี ให้กรอบ 1,541-1,566 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 11:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948587


รับข่าวลบไปมาก ถึงเวลาหุ้นไทย ‘รีบาวด์’ บล.เคทีบี ให้กรอบดัชนีสัปดาห์นี้ 1,541-1,566 จุด ประเมินหากได้รับแรงหนุนจากตัวเลขส่งออกไทย และการจ้างงานสหรัฐฯ จะทำให้แรงซื้อกลับเข้าตลาดอีกเพียบ

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 60 ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (22-26 พ.ค.) ว่า ตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงของการรีบาวด์ เนื่องจาก่อนหน้าตลาดได้ตอบรับข่าวลบไปพอสมควร ขณะเดียวกัน หุ้นไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ นำโดยหุ้นขนาดใหญ่ที่มีรายได้และกำไรที่ดูดีอยู่ ซึ่งเป็นหุ้นเชิงรับ (defensive) หรือกลุ่มที่กำไรสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ น่าจะยังดีต่อ ขณะที่หุ้นราคาปรับตัวลงไปมากในช่วงสัปดาห์ก่อน จะเป็นเป้าของการเข้ามาเก็งกำไร ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก

ทั้งนี้ หากไม่มีปัจจัยเชิงลบใหม่ๆ เข้ามา ประกอบกับดัชนีฯ ปรับตัวลงมามาก เราคาดว่าดัชนีจะเริ่มทรงตัว หรือดีดตัวกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,550 จุด ได้อีกครั้ง และว่าสัปดาห์ถัดไป ทิศทางตลาดจะดีขึ้นแต่จะมีลักษณะเป็น sideway มากกว่า โดยประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ ตัวเลขส่งออกของไทย และตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ดังนั้น การรีบาวน์ของดัชนี เมื่อแตะ 1,531 จุด เป็นสัญญาณว่าตลาดยังมีแรงซื้อกลับ คาดกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ 1,541-1,566 จุด ในการลงทุนแนะนำให้เปลี่ยนเป็น ถือ

สำหรับ ตัวแปรที่ตลาดให้ความสนใจในสัปดาห์นี้คือ โอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ในการประชุม 14-15 มิ.ย. กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง (97% ; Bloomberg) รายงานประชุม FOMC 4 พ.ค. ที่จะเปิดเผย 25 พ.ค. จะเพิ่ม/ลดโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ย

นอกจากนี้ ตลาดจะจับตาดูตัวเลขการจ้างงานที่จะรายงานในวันศุกร์หน้า (2 มิ.ย.) อีกด้วย ส่วนการทดลองขีปาวุธของเกาหลีเหนือ เมื่อวันอาทิตย์ (21 พ.ค.) ไม่น่ามีผลต่อตลาด สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำยังน่าจะเป็นตัวดึงดูดนักลงทุน แต่ในแง่ของตลาดหุ้นแล้ว เรามองว่าน่าจะเริ่มฟื้นตัวจากสัปดาห์ก่อน

ดร.วิน กล่าวอีกว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยยังไม่ชัดเจนนัก GDP ไตรมาส 1 รายงานที่ 3.3% แต่การลงทุนของภาครัฐฯ ในโครงการใหญ่ๆ ชะลอไปจากกำหนดเดิม อย่างน้อยราว 1 ไตรมาส รวมถึงการที่รัฐฯ ไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมา

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข NPLs ที่สูงขึ้นและการทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารต่างๆ ดูเป็นลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสต่อๆ ไป ส่วนการประชุม กนง. 24 พ.ค.นี้ คาดว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% รวมถึงค่าเงินบาท 34.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง และจะแข็งต่อถ้าเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาด พันธบัตรจะเป็นลบต่อหุ้นที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์ สำหรับหุ้นที่เราคาดว่าอาจได้รับความสนใจจากนักลงทุนในวันนี้ (22 พ.ค.) เช่น BBL BANPU GFPT BLA KCAR TACC TICON

 

เจอข้อหาฟอกเงิน ‘อนันต์ อัศวโภคิน’ ไขก๊อก ประธาน กลุ่ม LHBANK แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 10:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948528


อนันต์ อัศวโภคิน ประกาศลาออกจากการเป็นประธานกรรมการและกรรมการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ กลุ่ม LHBANK แล้ว

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 60 นางศศิธร พงศธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (LHBANK) ทำหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้ ขอแจ้งให้ทราบว่า นายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการ ได้ลาออกจากการเป็นประธานกรรมการ และกรรมการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 60

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้ออกหมายเรียก นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มารับทราบข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน ในวันที่ 7 มิ.ย. 60 เวลา 10.00 (หมายเรียก ‘อนันต์ อัศวโภคิน’ รับทราบข้อหาร่วมฟอกเงิน 7 มิ.ย.นี้)

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 50 รูปพรรณ ขายบาทละ 20,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948505


ทองไทยเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 ขายออกบาทละ 20,400 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 ขายออกบาทละ 20,900

วันที่ 22 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 ขายออกบาทละ 20,400 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 ขายออกบาทละ 20,900

 

ระวังถูกต้ม! เตือนภัย ‘คนรักเลข’ เลือก ‘หวยชุด’ ต้องดูให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 พ.ค. 2560 08:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948407


คนรักเลขต้องระวัง! พ่อค้าแม่ค้าหวย ออกโรงเตือน ต้องใส่ใจดูหวยทุกใบที่ซื้อ โดยเฉพาะ หวยชุด 5 คู่ หรือ 10 ใบ หลังมีพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ซื่อสัตย์ในอาชีพ แอบนำสลากเก่าที่เลขเหมือนกันมาย้อมแมวขาย

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 60 ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตอนนี้อยากจะเตือนคอหวย และผู้ที่ซื้อหวยชุดทั้งหลาย ให้ใส่ใจดูลอตเตอรี่ให้ครบทุกใบ โดยเฉพาะหวยชุด 5 คู่ หรือ 10 ใบ หรือมากกว่านั้น เนื่องจากผู้ค้าสลากบางรายไม่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า โดยการนำสลากที่เป็นเลขเดียวกัน แต่เป็นของงวดที่ผ่านไปแล้วมาสอดไส้ จึงอยากให้ลูกค้าเช็กสลากก่อนจ่ายเงิน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีข่าวเรื่องสลากปลอมระบาดในหลายพื้นที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จึงประกาศถึงวิธีการตรวจสอบสลาก ของจริง และของปลอม รวมทั้งการแก้เลขบนตัวสลากดังนี้

สลากกินแบ่งรัฐบาลของจริง

1. กระดาษเมื่อยกส่องกับแสงสว่างหรือแสงไฟสีขาว จะมีลายน้ำเป็นรูปนกวายุภักษ์ปรากฏในเนื้อกระดาษ ลักษณะสีขาวและสีเทา (Two Tone) กระจายทั่วใบสลาก

2. กระดาษเมื่อนำส่องกับแสงไฟสีม่วงจะมีเส้นไหม และเส้นที่พาดผ่านตัวเลขเรืองแสง

3. หมึก Anti Copy (หมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขสีส้มเพื่อป้องกันการปลอมแปลง) เมื่อมองด้วยตาเปล่ามีสีส้มสว่างชัดเจน

4. หมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขบนสลากเมื่อโดนน้ำ ไม่ละลาย

สลากกินแบ่งรัฐบาลของปลอม มีดังนี้

1. กระดาษเมื่อยกส่องกับแสงสว่างหรือแสงไฟสีขาว ไม่มีลายน้ำปรากฏในเนื้อกระดาษ

2. กระดาษเมื่อนำส่องกับแสงไฟสีม่วง ไม่มี เส้นไหม และเส้นที่พาดผ่านตัวเลขเรืองแสง

3. หมึกสีส้มมีสีหม่นกว่า

4. หมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขบนสลากเมื่อโดนน้ำจะละลาย

การตรวจสลากแก้เลข

ใช้วิธีตรวจหาร่องรอยการแก้ไขโดยใช้กล้องหรือแว่นขยายส่องดูบริเวณที่สงสัยว่ามีการแก้ไข เช่น หมายเลขสลาก งวดวันที่ เดือน พ.ศ. คือ

1. ตรวจดูระยะห่าง ความสูงต่ำของตัวเลข และตัวอักษร

2. ตรวจร่องรอยการขูด ลบ ลอก หรือตัดปะ บริเวณตัวเลขหรือตัวหนังสือภาษาไทยที่กำกับตัวเลขด้านข้างของสลาก และงวดวันที่ (อาจมีการแก้ไขจากงวดวันที่ 16 เป็นงวดวันที่ 1 ให้เปรียบเทียบรูปภาพสลากของแต่ละงวด) ซึ่งส่วนที่แก้ไขจะพบว่ามีรอยเปื้อนหรือขุยของกระดาษ และเส้นแถบปลายสลากอาจขาดและไม่ต่อเนื่อง

(ขอบคุณข้อมูลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล)

 

สินค้าไทยเจอศึกหนัก! มะกันรุมยำไทยได้ดุลการค้าเพราะกีดกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948298


ไทยเจอศึกหนักถูกภาคเอกชนสหรัฐฯรุมยำ ชี้เหตุได้ดุลการค้าเพราะมีมาตรการกีดกัน อุดหนุนสินค้าภายใน เก็บภาษีนำเข้าสูง สินค้าหมู กุ้ง ข้าวระส่ำ เตรียมส่งล็อบบี้ยิสต์เจรจา ขณะที่ตัวเลขส่งออกเดือน เม.ย. ขยายตัว 8.49%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ (สพต.) ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้รายงานมายังกระทรวงพาณิชย์ หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯได้ขอความร่วมมือ 13 ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯรวมถึงไทย จัดทำข้อมูลนโยบายการค้าส่งให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯภายในวันที่ 10 พ.ค.2560 เพื่อหาสาเหตุของการขาดดุลและทำรายงานเสนอต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯตามคำสั่งพิเศษนั้น ล่าสุดมี 9 ประเทศที่ส่งข้อมูลแล้ว คือ ไทย ไต้หวัน สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเม็กซิโก ส่วนเวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย และจีน ยังไม่ได้จัดส่งข้อมูลให้

สำหรับข้อมูลจากไทย กระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันว่า นโยบายการค้าของไทยไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ได้เอาเปรียบ หรือแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม จน ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนสหรัฐฯ ได้ยื่นข้อมูลเพื่อประกอบการจัดทำรายงานด้วยประมาณ 100 สมาคม โดยมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนโยบายการค้าที่แต่ละประเทศจัดส่งให้ ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย หลายสมาคมเห็นว่า การที่ไทยได้ดุลการค้าเพราะมีมาตรการกีดกันการค้า หรือการอุดหนุนภายใน โดยสมาคมที่พาดพิงไทยได้แก่ สมาคมผู้ผลิตกุ้งสหรัฐฯระบุว่าเพราะไทยมีการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งจนทำให้

ผู้ผลิตกุ้งของสหรัฐฯได้รับความเสียหาย, สมาพันธ์ผู้ผลิตสุกรแห่งชาติ ระบุว่าเพราะไทยห้ามนำเข้าสุกรจากสหรัฐฯ เนื่องจากมีสารเร่งเนื้อแดง แต่ไทยกลับได้รับสิทธิส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯโดยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีนำเข้า

นอกจากนี้ สมาคมข้าวแห่งสหรัฐฯระบุว่า การอุดหนุนภายในของไทยทำให้การส่งออกข้าวของสหรัฐฯไปประเทศต่างๆลดลง, สมาพันธ์ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมสหรัฐฯ และ Whirlpool Association ระบุว่า ไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสูง เก็บอากรและค่าธรรมเนียม ทำให้การนำเข้าสินค้าสหรัฐฯทำได้ยาก, พันธมิตรทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ระบุว่า ไทยยังมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างไม่เพียงพอ

ขณะที่ผู้ผลิตและวิจัยยาแห่งอเมริกา ระบุว่า ไทยมีระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการกำหนดราคากลางยาที่ไม่โปร่งใส อีกทั้งยังมีความล่าช้าในการออกสิทธิบัตรยา ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสทางธุรกิจ, สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติก ระบุว่า มาตรการทางภาษี และไม่ใช่ภาษีของไทย ทำให้สหรัฐฯขาดดุล การค้าในผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นต้น

ทั้งนี้ สพต. ณ กรุงวอชิงตัน เห็นว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯส่วนหนึ่งมีทัศนคติทางลบต่อไทย โดยกล่าวหาว่าไทยใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และยังมีอัตราภาษีนำเข้าในบางสินค้าสูง ซึ่ง สพต. จะหารือกับบริษัทที่ปรึกษา (ล็อบบี้ยิสต์) และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ในการทำเอกสารชี้แจงประเด็นข้อกังขาต่างๆ รวมทั้งเข้าเยี่ยมบริษัท และสมาคมเหล่านี้เพื่อทำความเข้าใจ และหาแนวทางแก้ไขต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (22 พ.ค.) กระทรวงพาณิชย์จะแถลงข่าวสถานการณ์การส่งออกของไทยเดือน เม.ย.2560 โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 16,864.30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 8.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อรวม 4 เดือนแรกของปี 2560 มีมูลค่าส่งออกรวม 73,320.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 5.72% ส่วนการนำเข้าสินค้าของไทยในเดือน เม.ย. 2560 ขยายตัว 13.38% มีมูลค่า 16,807.46 ล้านเหรียญสหรัฐฯ.

 

หวั่น พ.ร.บ.จัดซื้อกระทบความมั่นคงยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ค. 2560 05:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/948290


นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อสังเกตเรื่องการประกาศใช้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ว่าจะกระทบต่อความมั่นคงในระบบยาของประเทศ เนื่องจากตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเดิม องค์การเภสัชกรรมได้รับการคุ้มครอง โดยให้ส่วนราชการจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมไม่น้อยกว่า 60% และโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขไม่น้อยกว่า 80% รวมถึงให้จัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมเป็นอันดับแรกหากราคาใกล้เคียงกัน แต่ใน พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ไม่มีเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบยาทั้งประเทศ จะทำให้ราคายาในประเทศไทยสูงขึ้น รวมทั้งผู้ป่วยจะขาดแคลนยาจำเป็นที่มีผู้ผลิตน้อยราย เพราะที่ผ่านมาองค์การเภสัชกรรมเป็นกลไกที่ช่วยตรึงราคายาในประเทศไว้ ประกอบกับมีความกังวลเรื่องการเปิดโอกาสให้บริษัทยาข้ามชาติมีการวิ่งเต้นเรื่องยา และหากองค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นกลไกความมั่นคงทางยาล้ม จะทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพล้มตามไปด้วยนั้น

ทั้งนี้ ในประเด็นดังกล่าว ได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างกรมบัญชีกลาง องค์การเภสัชกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีมติให้กระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ และแนวทางที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน หลังจากได้ข้อสรุปแล้ว กรมบัญชีกลางจะนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ พิจารณาข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดกรอบแนวทางที่มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมต่อการจัดซื้อยาในอนาคตต่อไป.

 

ค้นหาตำแหน่ง “ไทย” บนเส้นทางสายไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/947752


ทันทีที่ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ของจีน ส่งเทียบเชิญบรรดาผู้นำชาติต่างๆกว่า 29 ประเทศ รัฐมนตรีและผู้แทนอีกนับร้อย ตลอดจนผู้นำธุรกิจอีกนับพันคนเข้าร่วมประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation ณ กรุงปักกิ่ง กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

เพื่อจะประกาศเจตจำนงในการปลุก “เส้นทางสายไหม” ที่เคยสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่จีนในอดีตกาลให้กลับมาผงาดอีกครั้งเป็น New Silk Road ในศตวรรษที่ 21

ถนนทุกสายจึงวิ่งสู่กรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “One Belt, One Road หรือ OBOR” ที่ผู้นำจีนป่าวประกาศบนเวทีดังกล่าว ที่จะเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการขนส่งทั้งทางบกและทางทะเลของจีนเข้ากับภูมิภาคต่างๆของโลกทั้งเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และตะวันออกกลางเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆที่อยู่ในเส้นทางสายไหมในลักษณะที่จะเสริมสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายนั้น

ก่อให้เกิดคำถาม แล้วประเทศไทยเราอยู่ตรงไหนของ New Silk Road ที่ว่านี้ หรือว่าถูกเขี่ยตกขบวนไปแล้ว!!!

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงย้อนรอยเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านโครงการความร่วมมือไทย-จีน ที่กลายมาเป็น “ดราม่ารถไฟไทย-จีน” ที่ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันมานับทศวรรษ วันนี้สะดุดหยุดกึกอยู่ที่ไหน ประเทศไทยเรายังไล่ตามขบวนรถไฟสายไหมใหม่นี้ทันหรือไม่ ดังนี้ :

***********

จาก “เส้นทางสายไหม” สู่ New Silk Road

“เส้นทางสายไหม” หรือ Silk Road นั้นได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการค้าและอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว โดยมีระยะทางยาวกว่า 6,000 กิโลเมตร เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงจีน อินเดีย ตะวันออกกลางและยุโรปเข้าด้วยกัน ผ่านการเดินทางของพ่อค้าวาณิช เป็นเส้นทางที่สร้างความมั่งคั่งให้กับอารยธรรมจีนในอดีต

เมื่อผู้นำจีนที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ประกาศปลุกชีพเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านโครงการ “One Belt, One Road : OBOR” ถนนทุกสายจึงจับตาความเคลื่อนไหวครั้งนี้อย่างไม่กะพริบ!

ภายใต้นโยบาย “OBOR” ของจีนนั้น ไม่เพียงจะปลุกชีพเส้นทางสายไหมในอดีต ยังได้ผนวกเอาเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) เข้ามาด้วย โดย Silk Road ทางบกนั้นประกอบไปด้วย 6 เส้นทางคือ (1) เส้นทางยูเรเซีย (Eurasia) จากตะวันตกจีนไปถึงตะวันตกของรัสเซีย (2) เส้นทางจีน-มองโกเลีย-รัสเซียตะวันออก (3) เส้นทางตะวันตกจีน-เอเชียกลาง-ตุรกี (4) เส้นทางจีน-แหลมอินโดจีน-สิงคโปร์ (5) เส้นทาง จีน-ปากีสถาน และ (6) เส้นทางจีน-พม่า-บังกลาเทศ-อินเดีย

เส้นทางสายไหมทางบกนั้น จะอาศัยการขนส่งระบบรางและรถไฟความเร็วสูงเป็นหลัก ผ่านตลาดการค้าและการลงทุนสำคัญๆ ได้แก่ คาซัคสถาน อิหร่าน ตุรกี สู่เมืองท่าการค้าและอุตสาหกรรมสำคัญๆในยุโรป อาทิ แฟรงก์เฟิร์ต เวนิส และอัมสเตอร์ดัม

ขณะที่เส้นทางสายไหมทางทะเลนั้น เริ่มต้นจากเมืองท่าสำคัญอย่างเซี่ยงไฮ้ เทียนจิน ฟุโจว ลงมาทะเลจีนใต้ มายังกลุ่มอาเซียน ข้ามช่องแคบมะละกาเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย สู่ตะวันออกกลาง บางส่วนของเส้นทางผ่านแอฟริกาตะวันตก ผ่านอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่คลองสุเอซเข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมุ่งหน้ายังยุโรป เชื่อมทางสายไหมทางบก

เมื่อร้อยเส้นทางสายไหมใหม่ ตามยุทธศาสตร์ที่ผู้นำจีนป่าวประกาศที่นัยว่าจะครอบคลุมพื้นที่ใน 65 ประเทศ ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่า 4,500 ล้านคน หรือกว่า 62% ของประชากรโลก มีสัดส่วนจีดีพีรวมกันกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯหรือกว่า 1 ใน 3 ของจีดีพีของโลกเลยทีเดียว

มีการคาดการณ์กันด้วยว่า การปลุกชีพเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ จะมีการลงทุนมหาศาลมากกว่า 1.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยผู้นำจีนได้ประกาศทุ่มงบกว่า 124,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯเป็นกองทุนสำหรับสนับสนุนการลงทุนเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ ในรูปแบบที่จะเปิดกว้างในการเจรจาในแต่ละประเทศด้วย

เป็น “Big Think” ที่ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่อาจจะนิ่งเฉยอยู่ได้ รวมทั้งประเทศไทย!!!

ทางสายไหมโอบล้อมประเทศไทย!

เมื่อคลี่เส้นทางสายไหมใหม่ของจีนในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการวาดวิมานในอากาศเฉกเช่นที่ผู้นำมหาอำนาจบางคนกำลังป่าวประกาศจะยึดประเทศตนเองเป็นใหญ่อีกแล้ว เพราะจีนได้รุกคืบเข้าไปลงทุนในหลาย ประเทศที่อยู่ในโครงการความร่วมมือครั้งนี้ไปแล้ว

อาทิการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เมืองกวาดาร์ของปากีสถาน มูลค่ากว่า 46,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเส้นทางลัดนำสินค้าจากจีนไปยังยุโรป นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างทางรถไฟในแอฟริกาจากเมืองจิบูตี ถึงกรุงแอดดิสอาบาบา ของเอธิโอเปีย ระยะทางกว่า 749 กม. มูลค่าลงทุน 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 140,000 ล้านบาท ที่จีนเป็นผู้สนับสนุนหลักของโครงการ โดยรถไฟสายนี้ใช้ระบบราง ตัวรถและวิศวกรจีนทั้งหมดในการก่อสร้าง

ขณะที่ก่อนหน้านี้จีนและอังกฤษได้ร่วมทดสอบการขนส่งทางรถไฟที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ ระยะทางกว่า 12,000 กม. โดยขบวนรถไฟขนส่งสินค้าเที่ยวปฐมฤกษ์ได้ออกเดินทางจากสถานีรถไฟอี้อู (Yiwu) ในมณฑลเจ้อเจียงของจีนเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2560 ผ่านเมืองท่าสำคัญๆในเอเชียกลางและยุโรปถึง 15 เมือง อาทิ คาซัคสถาน เบลารุส โปแลนด์ เยอรมนี เบลเยียม ฝรั่งเศส ก่อนลอดอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษไปสิ้นสุดที่สถานีบาร์กิ้งของมหานครลอนดอน ใช้เวลาเดินทางรวม 18 วัน

ร่นระยะเวลาการขนส่งสินค้าจากปกติที่ใช้เวลา 30 วัน แถมยังผ่านเมืองท่าสำคัญๆของทั้งเอเชียกลางและยุโรป ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปิดเส้นทางสายไหมใหม่ที่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป!!!

อีกเส้นทางที่เริ่มใช้แล้ว ก็คือเส้นทางจากเจ้อเจียง ไปยังกรุงเตหะราน อิหร่าน ระยะทาง 9,500 กม.

ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นอกจากการปักธงให้ “ช่องแคบมะละกา” เป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของเส้นทางสายไหมทางทะเลแล้ว ล่าสุดยังมีข่าวว่ามาเลเซียได้จับมือกับจีนผุด “โครงการก่อสร้างระบบขนส่งทางรางเลียบชายฝั่งตะวันออก” ที่เรียกว่า Malaysia’s East Coast Rail Link เพื่อสร้าง “แลนด์บริดจ์” และเส้นทางยุทธศาสตร์ที่จะเชื่อม OBOR ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 55,000 ล้านริงกิต หรือกว่า 440,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาปลอดหนี้ 10 ปี ถือเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มาเลย์เคยมี

ก่อนหน้านั้น จีนก็เพิ่งก่อสร้างถนนที่เชื่อมจากเมืองเป่าซาง และเถิงชงของจีนไปยังประเทศพม่า พร้อมก่อสร้างสะพาน “หลงเจียง” ในมณฑลยูนนานที่ได้ชื่อว่าเป็นสะพานที่ยาวและสูงที่สุดในเอเชีย ทั้งยังมีแผนจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิงไปยังเมืองย่างกุ้งของพม่า ระยะทางกว่า 2,000 กม.อีกด้วย โดยอยู่ระหว่างการเจรจา

ขณะเดียวกัน ปลายปี 59 ที่ผ่านมา จีนยังเริ่มต้นก่อสร้างเส้นทางรถไฟจากเมืองคุนหมิงสู่แขวงหลวงน้ำทาทางตอนเหนือของ สปป.ลาว สู่นครเวียงจันทน์ ระยะทาง 421 กม. วงเงินลงทุนกว่า 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯที่แม้ความคืบหน้ารถไฟสายนี้จะติดปัญหาเนื่องจากเส้นทางที่ต้องขุดอุโมงค์มากกว่า 40% แต่โครงการดังกล่าวก็ได้เดินเครื่องไปแล้ว

ไทยกับเส้นทางสายไหมใหม่

แล้วในส่วนของประเทศไทยอยู่ตรงไหนของขบวนรถไฟ “สายไหม” ที่ว่านี้???

ก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่นำคณะเดินทางไปเยือนฮ่องกง พร้อมปาฐกถาพิเศษ “ยุทธศาสตร์ไทย-ฮ่องกง-เซี่ยงไฮ้ ภายใต้นโยบาย One Belt One Road” โดยระบุว่า นโยบายนี้จะเป็นความหวังใหม่ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยเองที่ขณะนี้มุ่งสู่การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งฮ่องกงถือเป็นประตูการค้าที่จะเชื่อมสู่จีน และไทยเองก็เป็นประตูการค้าเชื่อมสู่ CLMV

ล่าสุดรองนายกฯสมคิดได้ย้ำในงานเจรจาจับคู่ธุรกิจไทย-จีน ซึ่งจัดโดยธนาคารแห่งประเทศจีน (แบงก์ออฟไชน่า) ว่า คุณค่าของนโยบาย “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน ไม่ได้อยู่ที่เรื่องวัตถุ หรือแค่มีโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่การใช้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นเชื่อมโยงนักธุรกิจ ประชาชนของแต่ละประเทศเป็นพลังที่แท้จริง และประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) อย่างเต็มที่ เพื่อเชื่อมกับนโยบาย “One Belt One Road” ของจีนอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน

ขณะที่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ 1 ในรัฐมนตรีที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุม ระบุว่า แผนการขับเคลื่อนเส้นทางสายไหมใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน และการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย มีความสอดคล้องและเอื้อต่อกันในหลายด้าน โดยเฉพาะการที่ไทยมีเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่จะเชื่อมโยงกับ Belt and Road Initiative ได้ โดยไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่ง และโลจิสติกส์ในภูมิภาค

แต่ไทยจะเกาะขบวนรถไฟสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 ได้แค่ไหนนั้น หากทุกฝ่ายจะย้อนรอยไปพิจารณาโครงการความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน “ไทย-จีน” และโดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง “ไทย-จีน” น่าจะเป็นคำตอบที่ดีว่าเราอยู่ “ตรงไหน” ของขบวนรถไฟสายนี้!!!

“โครงการรถไฟความเร็วสูง” ที่เป็นโครงการความร่วมมือไทย-จีนนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆในภูมิภาคนี้ที่ทางการจีนหยิบยื่นข้อเสนอให้ ตั้งแต่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อเนื่องมายังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนที่รัฐบาล คสช.ชุดนี้จะรับไม้ต่อ แต่การดำเนินโครงการดังกล่าวก็กลับไม่มีความคืบหน้า

โดยรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานร่วมไทย-จีน เพื่อเจรจาเงื่อนไขการดำเนินโครงการและได้ปรับเปลี่ยนโครงการมาเป็น “รถไฟความเร็วปานกลาง” กำหนดเส้นทางสายกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย ระยะทาง 615 กม. และแก่งคอย-มาบตาพุด ระยะทาง 238 กม. วงเงินลงทุนกว่า 800,000 ล้านบาท ก่อนจะปรับเปลี่ยนกลับมาเป็นรถไฟความเร็วสูง หดระยะทางลงมาเหลือแค่สายกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย ระยะทาง 615 กม.วงเงิน 500,000 ล้านบาทแทน

แต่กระนั้นคณะทำงานร่วมไทย-จีนที่เปิดการเจรจามาแรมปี และมีการประชุมร่วมกว่าสิบครั้งก็ยังไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ และแม้จะมีการปรับลดขนาดโครงการลงมาเหลือแค่เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252 กม. วงเงินลงทุน 179,000 ล้านบาท แต่คณะทำงานร่วมก็ยังคงไม่สามารถเจรจาเงื่อนไขการร่วมลงทุน รายละเอียดของผู้รับเหมาก่อสร้าง และรายละเอียดทางการเงินได้

ทำให้เป้าหมายที่จะดีเดย์ตอกหมุดโครงการในเฟสแรกช่วงสถานีกลางดง-ปาง-อโศก ระยะทาง 3.5 กม. มีอันต้อง “เลื่อนแล้วเลื่อนอีก” จากเดือนกันยายน 2559 มาปลายปีและขยับมาต้นปี 2560 แต่จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ตอกหมุดเปิดหวูดโครงการก่อสร้างได้

เป็นคำตอบที่ดีว่าประเทศไทยกระโดดเกาะขบวนรถไฟสายนี้ได้ทันหรือไม่!!!

**********

หากจะพิจารณาโครงการความร่วมมือที่ประเทศต่างๆมีกับรัฐบาลจีนทั้งการก่อสร้างระบบขนส่งทางราง รถไฟความเร็วสูง การก่อสร้างถนน ท่าเทียบเรือ หรือโครงการความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนอื่นๆ อันเป็นที่มาของ “เส้นทางสายไหมใหม่ แห่งศตวรรษที่ 21”นี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละประเทศล้วนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานที่คำนึงถึง “ประโยชน์ร่วม” ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับ และเราคงไม่อาจจะกล่าวโทษได้ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยถูก “บีบเค้น” หรือถูกเอาเปรียบจนไม่สามารถยอมรับได้ หาไม่เช่นนั้นเราคงไม่ได้เห็นประเทศต่างๆ บรรลุข้อตกลงและเดินหน้าโครงการร่วมลงทุนในด้านต่างๆ ไปได้แน่!

เราคงต้องหวนกลับมาพิจารณาตัวเองด้วยว่า สิ่งที่ทำให้การเจรจาความร่วมมือไทย-จีนสะดุดกึกนั้น เป็นเพราะนโยบาย “ไม้หลักปักเลน” ของไทยเอง หรือเป็นเพราะตั้งแง่มองแต่ว่าคู่ค้าพันธมิตรจ้องแต่จะเอาเปรียบหรือไม่

เพราะหากท้ายที่สุดเราต้องถูกโดดเดี่ยวตกขบวนรถไฟสายไหมขึ้นมาจริงๆ จะบากหน้าโทษใครได้!!!

ทีมเศรษฐกิจ