โออิชิเปิดโรงงานชาขวดใหม่ ยกเครื่องนวัตกรรม-ใช้หุ่นยนต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ค. 2560 10:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934562


“โออิชิ” ทุ่มงบก้อนโต 2,000 ล้าน เปิดโรงงานใหม่ขยายสายการผลิตเครื่องดื่มกลุ่มชาเขียว โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย CAF4 ทลายข้อจำกัดด้านรูปทรงขวดและแพ็กเกจจิ้ง พร้อมใช้หุ่นยนต์ทำงาน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ทำธุรกิจอาหาร และเครื่องดื่มรายใหญ่ ใช้งบลงทุน 2,000 ล้านบาท เปิดตัวโรงงานโออิชิวังม่วง ที่ อ.วังม่วง จ.สระบุรี พร้อมกับขยายสายการผลิตและบรรจุด้วยเทคโนโลยีปลอดเชื้อขั้นสูง “Cold Aseptic Filling” หรือ CAF เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพด้านกำลังการผลิต รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเครื่องดื่มให้หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์และขนาดบรรจุภัณฑ์ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และตอบสนองผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่ต้องการความทันสมัยและความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา

นายพิษณุ วิเชียรสรรค์ กรรมการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ปฯ กล่าวว่า เพื่อต่อยอดความสำเร็จที่ผ่านมา ปีนี้โออิชิจึงขยายสายการผลิตใหม่ CAF4 ณ โรงงานโออิชิวังม่วง เป็นเทคโนโลยีการผลิตทันสมัยที่สุดในการผลิตเครื่องดื่มปัจจุบัน สามารถเพิ่มศักยภาพด้านกำลังการผลิต ส่งผลให้โรงงานโออิชิวังม่วง มีกำลังการผลิตได้ถึง 360 ล้านขวดต่อปี จุดเด่นอีกประการของสายการผลิต CAF4 คือ มีเทคโนโลยี Blow – Aseptic Fill Block ที่สามารถสร้างสรรค์รูปทรงผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย สามารถผลิตขวดได้หลายขนาด ไม่จำกัดรูปทรง และเป็นการลดข้อจำกัดของแพ็กเกจจิ้งไม่ให้หยุดอยู่เพียงในรูปแบบขวดที่คุ้นชิน เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ นอกจากนั้น ยังมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยทำงาน เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ สามารถบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด การใช้คนทำงานที่น้อยลงช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการ และที่สำคัญ โออิชิ ยังมีมาตรฐานการควบคุมกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน รวมถึงการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม โดยสามารถลดปริมาณการใช้พลาสติก ฉลาก ลังกระดาษ ได้ขั้นต่ำประมาณ 1,600 ตัน/ปี และลดการใช้พลังงานความร้อน ความเย็น แสงสว่าง และไฟฟ้าจากเครื่องจักรที่ใช้ ในกระบวนการผลิตลงรวม 1.5 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือคำนวณเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้อย่างน้อย 1,691 ตัน/ปี จนได้รับการรับรองมาตรฐานด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อมจากหน่วยงานที่มีชื่อเสียงต่างๆ

ทั้งนี้ CAF เป็นเทคโนยีการผลิตที่ทันสมัยที่สุดในการผลิตเครื่องดื่มในปัจจุบันได้มาตรฐานระดับโลก ควบคุมความสะอาดได้เทียบเท่าห้องผ่าตัดโรงพยาบาล ช่วยประหยัดพลังงานในการผลิต คงคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุนจากวัตถุดิบ และช่วยลดปริมาณการใช้พลาสติกอันเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ซึ่ง ล่าสุด โออิชิ ก้าวขึ้นมาประกาศความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ในสายการผลิต CAF4

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ปฯ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเครื่องดื่มประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เติบโตทั้งในด้านรายได้และกำไร ขณะที่ด้านภาพลักษณ์แบรนด์ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน ความสำเร็จที่ผ่านมา ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นในความสะอาด เทคโนโลยีการผลิตทันสมัย และชื่นชอบในนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของโออิชิ โดยเฉพาะกลุ่มชาผลไม้ ที่กำลังมาแรง เชื่อว่าการตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยีการผลิตทันสมัย โดยเฉพาะการเสริมทัพด้วยสายการผลิต CAF4 และศักยภาพฝ่ายผลิต จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะสามารถสร้างความแข็งแกร่ง การเติบโตและความแตกต่าง พร้อมตอกย้ำจุดยืนความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมของโออิชิ และเพื่อบรรลุเป้าหมายวิสัยทัศน์ 2020 ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ของกลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน).

 

ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 พ.ค. 2560 10:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934588


ทองไทยเปิดตลาดวันจันทร์ ราคาคงที่ ทองแท่งขายบาทละ 20,250 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750 บาท…

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750.

 

กลุ่มทุนใหญ่ไล่ฮุบเคเอฟซี ต่างชาติเงินหนามาแรงมีสิทธิ์เข้าวิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934385


ลุ้นกลุ่มทุนไทยทั้ง ไทยเบฟฯ-“มหากิจศิริ” ซีพี และกองทุนต่างชาติซื้อสาขาเคเอฟซีในไทย ลอตสุดท้ายอีก 244 สาขา หลังยัมฯประเทศไทย ผันบทบาทสู่การเป็นผู้สนับสนุนแฟรนไชส์ 100% ตามนโยบายบริษัทแม่ จากก่อนหน้านี้ขายสาขาแฟรนไชส์พิซซ่าฮัทให้ “มหากิจศิริ” ไปแล้ว ขณะที่ล่าสุดคาดว่ากองทุนต่างชาติตีโค้งแซงหน้าเข้าวินซื้อสาขาเคเอฟซี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศหาผู้ที่สนใจเข้ามาซื้อกิจการสาขาของร้านเคเอฟซีในไทยทั้งหมดที่บริหารโดยยัมฯประเทศไทย ที่มีอยู่ 244 สาขา เมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา โดยได้แต่งตั้งให้บริษัท ไพร้ซ์ วอเตอร์ เฮาส์ เป็นที่ปรึกษาการซื้อขาย และคาดว่าทั้งกระบวนการจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนปีนี้นั้น

ล่าสุดมีรายงานว่า มีหลายกลุ่มบริษัทและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ของไทยได้แสดงความสนใจที่จะซื้อสาขาของร้านเคเอฟซีดังกล่าว โดยมีทั้งกลุ่มทุนตระกูลใหญ่ที่มีธุรกิจครอบคลุมในไทย ทั้งตระกูลมหากิจศิริ กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ เครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี และกลุ่มเซ็นทรัล หรือบริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ที่เป็นเจ้าของสาขาเคเอฟซีขณะนี้ 219 แห่ง และยังพบว่ามีกองทุนต่างชาติขนาดใหญ่หลายกองที่ยื่นความจำนงหรือแสดงความสนใจเข้ามาซื้อ โดยได้เข้าไปศึกษารายละเอียดข้อมูลสำคัญของธุรกิจ และเจรจาในเรื่องราคาซื้อขายกันแล้ว โดยคาดว่าน่าจะได้ชื่อผู้ซื้อในเร็วๆนี้ เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือน ก.ย. ขณะที่มีความเป็นไปได้สูงว่า กองทุนต่างชาติอาจจะเป็นผู้ที่สามารถตกลงราคาซื้อได้ ส่วนกลุ่มเซ็นทรัลพบว่าอาจติดขัดเงื่อนไขบางอย่าง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาว่าตระกูลมหากิจศิริเป็นผู้ที่สามารถเจรจาซื้อสาขาเคเอฟซีในครั้งนี้ได้ทั้งหมด หลังจากที่กลุ่มตระกูลมหากิจศิริ เพิ่งได้รับสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชส์จากบริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ฯ เพื่อบริหารร้านพิซซ่าฮัทในไทยทั้งหมด 92 สาขา โดยจะเริ่มเข้าบริหารภายในไตรมาส 2 ปีนี้

สำหรับการขายสาขาของร้านเคเอฟซีในไทยทั้งหมดที่บริหารโดยยัมฯประเทศไทย 244 สาขาล่าสุดนี้ เป็นไปตามนโยบายของบริษัทแม่ในต่างประเทศที่ต้องการให้ยัมฯประเทศไทย เป็นผู้ให้บริการแฟรนไชส์ ยกภาระการลงทุน การบริหารจัดการร้าน การบริหารคนและงานขายให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ โดยก่อนหน้านี้ ปลายปี 59 ยัมฯประเทศไทย เพิ่งขายแฟรนไชส์ 130 สาขา ให้บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด (อาร์ดี) ที่เป็นพาร์ตเนอร์รายล่าสุด รวมทั้งให้สิทธิ์อาร์ดีในการเปิดร้านเคเอฟซีในกรุงเทพฯ และโซนภาคใต้อีก 100 สาขา

โดยนางแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้จัดการทั่วไปเคเอฟซี ประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าแผนธุรกิจปี 60 นี้ จะปรับสู่โมเดลเป็นผู้ให้บริการแฟรนไชส์ร้านเคเอฟซี 100% โดยบริษัทจะไม่ขยายสาขาในส่วนของการลงทุนเองอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้ดูแลและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของแฟรนไชส์ ควบคู่กับการวางกลยุทธ์ทางการตลาด และการสื่อสาร โดยตั้งเป้าขยายสาขาร้านเคเอฟซีให้ครบ 800 สาขาภายในปี 63 ขณะที่นางแววคนีย์กล่าวถึงความคืบหน้ากระบวนการสรรหาพันธมิตรเพื่อมาซื้อแฟรนไชส์ ว่ายังอยู่ระหว่างดำเนินการคัดสรร คาดว่าจะประกาศได้ภายในเดือน ก.ย.นี้

 

“โมเดล” ปฏิรูป “โชห่วย-ตลาดนัดชุมชน” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจรากหญ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933833


แม้หลากสำนักเศรษฐกิจจะประสานเสียงตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว มีการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) การขยายตัวในภาคส่งออก และแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่าง “ดีวันดีคืน”

แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจายลงไปทุกพื้นที่หรือไม่นั้นยังเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายตั้งคำถามอยู่ อานิสงส์ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเหล่านี้ยังลงไปไม่ถึงประชาชนในต่างจังหวัดและโดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังคงมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก ผู้คนส่วนใหญ่ยังคง “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” อยู่เช่นเดิม

ตัวเลขการลงทะเบียนคนจนที่กระทรวงการคลังเปิดเผยออกมาล่าสุดในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีถึง 10 ล้านคน และคาดว่าเมื่อสิ้นสุดการลงทะเบียนคนจนในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 นี้น่าจะสูงถึง 14-15 ล้านคนนั้น เป็นคำตอบที่ดีว่าวิถีชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศมีความเป็นอยู่กันอย่างไร?

นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือคนจนผู้มีรายได้น้อย หรือ “ประชาชนฐานราก” ที่กระทรวงการคลังเตรียมจัดแพ็กเกจใหญ่ที่จะดีเดย์ในวันที่ 1 ตุลาคม 2560 นี้ ล่าสุดหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ก็เพิ่งประชุมคณะทำงานประชารัฐด้านส่งเสริมเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพและโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส ทำคลอดมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีรายย่อยและผู้คนระดับฐานรากให้มีรายได้เสริม โดยดึงเอกชนรายใหญ่ที่มีศักยภาพเข้ามาอบรมให้ความรู้ ส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนฐานรากเพื่อสร้างอาชีพเสริมให้แก่ชุมชน

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 2560 เพิ่มเติมวงเงินกว่า 19,924 ล้านบาท กระจายลงไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้จัดทำโครงการเพิ่มเงิน เพิ่มรายได้ให้ประชาชนกลุ่มนี้ โดย 1 ในหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบจำนวน 4,511 ล้านบาทมาด้วยคือ “กระทรวงพาณิชย์” เพื่อมาดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะการสนับสนุนและส่งเสริม “ร้านค้าประชารัฐ” และ “ตลาดสินค้าเกษตรรูปแบบต่างๆ”

ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่าย มันคือการปลุกชีพ “ร้านค้าปลีกเข้มแข็ง” ในอดีตที่เคยล้มเหลวมาแล้วหรือไม่? หรือเป็นการพลิกโฉมหน้าใหม่ของค้าปลีกชุมชนที่จะต่อกรกับโมเดิร์นเทรดทั้งหลายแหล่

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงสัมภาษณ์พิเศษ “นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมช.พาณิชย์ หัวหอกสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องนี้ถึงการขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนและชุมชนฐานรากในครั้งนี้ ดังนี้ :

***********

ทุ่ม 4.5 พันล้านกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

นายสนธิรัตน์ กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับนโยบายจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ให้เป็นหนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่จะร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เพราะกระทรวงพาณิชย์อยู่ใกล้ชิดประชาชนและเกษตรกรอยู่แล้ว

โดย 1 ในหลายๆนโยบายที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากคือ การทำตลาดชุมชนประเภทต่างๆให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมและต้องเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวด้วย เพราะลำพังกำลังซื้อของคนในชุมชนไม่เพียงพอที่จะทำให้รายได้ของพ่อค้า แม่ค้าในชุมชนดีขึ้น ต้องมีกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวเข้ามาช่วยผลักดันด้วยจึงจะประสบผล เพราะเมื่อตลาดเหล่านี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยว นั่นหมายถึงรายได้ของพ่อค้า แม่ค้าที่เป็นคนในชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่จะดีขึ้นจากการขายสินค้าและผลผลิตในตลาด ส่งผลให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งขึ้น และท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมาที่เศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

ทั้งนี้ งบกลางที่กระทรวงพาณิชย์ได้รับจัดสรรจำนวน 4,511 ล้านบาทนั้น กว่า 3,000 ล้านจะนำมาใช้จัดทำโครงการส่งเสริมตลาดกลาง-ตลาดชุมชนประชารัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค (Local Economy Market) โครงการพัฒนาร้านค้าต้นแบบผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และโครงการเสริมสร้างศักยภาพร้านค้าชุมชนไทย

โดยตลาดที่ต้องผลักดันให้สำเร็จดังกล่าวประกอบด้วย ตลาดต้องชม ตลาดชุมชนประชารัฐ ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ตลาดสินค้าเฉพาะ (Magnet Market) และตลาดกลางสินค้าเกษตร โดยในส่วนของ “ตลาดต้องชม” นั้น กระทรวงพาณิชย์เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

“คอนเซปต์ในการดำเนินการคือ พัฒนาตลาดท้องถิ่นให้เป็นตลาดที่มีความทันสมัย ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย มีการบรรจุหีบห่อที่สวยงาม มีการจัดวางหน้าร้านที่สวยงามดึงดูดลูกค้า และเป็นแหล่งช็อปปิ้งประจำถิ่น ตั้งเป้าหมายจะเปิดให้ได้ปีละ 77 แห่งทั่วประเทศ หรืออย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง โดยตลาดต้องชมเป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561 มีเป้าหมายจะเปิดให้ได้ไม่ต่ำกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ”

ผุด Magnet Market ดึงดูดนักท่องเที่ยว

นอกจาก “ตลาดต้องชม” แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังจะผลักดัน Magnet Market หรือตลาดสินค้าเฉพาะเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ตลาดทุเรียน” ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมบริโภคทุเรียนเป็นอย่างมากและมีกำลังซื้อสูง

“การทำ Magnet Market ต้องเป็นตลาดขายสินค้าเฉพาะที่โดดเด่น และจับตลาดนักท่องเที่ยวเลยมาลงเอยที่ทุเรียน เพราะคนจีนนิยมบริโภคมาก จึงพุ่งเป้าไปที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยาที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปท่องเที่ยวปีละหลายล้านคน มีชาร์เตอร์ ไฟลท์ จากจีนไปลงโดยเฉพาะ โดยตลาดทุเรียนที่เชียงใหม่จะเปิดตัววันที่ 19 พ.ค.นี้”

ทั้งนี้เมื่อตลาดติด หรือได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแล้ว นอกจากจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวแล้ว ยังจะทำให้ผลผลิตของเกษตรกรขายได้อย่างต่อเนื่อง ราคาดี ไม่มีปัญหาราคาตกต่ำ ผลผลิตมีเท่าไรกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวจีนจะดูดซับได้หมด ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดีขึ้น

นอกจากนี้ จะขยายตลาด Magnet ไปยังผลไม้อื่นๆ ทั้งลำไย เงาะ มังคุด ลองกอง รวมถึงยังจะจัดทำ Magnet Market ที่เป็นอาหารทะเลด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกสถานที่ที่จะจัดตั้งตลาดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดฤดูกาลผลไม้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาด เราจะใช้วิธีการแช่แข็งผลไม้เอาไว้ หรือบังคับให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาลเพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ได้ตลอดทั้งปี และไม่เพียงแต่จะขายผลไม้สดเท่านั้น ยังจะขยายไปสู่ผลไม้แปรรูปด้วย “การดำเนินการเช่นนี้จะทำให้เกษตรกรพัฒนาตนเองจากเกษตรกร 1.0 ที่ผลิตแต่ผลไม้สดไปสู่เกษตรกร 2.0 ที่มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นและสู่เกษตรกร 4.0 ที่นำผลไม้ไปแปรรูปเป็นยา เครื่องสำอาง หรือเวชภัณฑ์อื่นๆ”

อีกตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ต้องการผลักดันให้สำเร็จคือ ตลาดกลางสินค้าเกษตรที่จะรวบรวมและจำหน่ายสินค้าเกษตร โดยมีทั้งในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ส่งเสริมผลักดันเอง และที่ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยจะใช้พื้นที่ของสำนักงาน อปท. เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นตลาดกลางสินค้าเกษตร

“คอนเซปต์ตลาดกลางคือ จะเป็นที่รวบรวมสินค้าของเกษตรกรในตำบล 2-3 วันเอามารวมขายครั้งหนึ่งให้คนในชุมชนซื้อก่อน เมื่อตลาดติดแล้วจะรวบรวมสินค้าเกษตรไปสู่ตลาดกลางสินค้าของเอกชนที่ใหญ่ขึ้นอย่างใน จ.อุดรธานี ได้หารือกับทางจังหวัดแล้วจะรวบรวมสินค้าเกษตรไปสู่ตลาดเมืองทอง จ.อุดรธานี ซึ่งจะทำให้เกษตรกรที่ปลูกพืชเกษตรมีตลาดรองรับ และมีรายได้สม่ำเสมอ รวมทั้งยังจะช่วยปรับวิธีคิดกระบวนการผลิตของเกษตรกรให้หันมาผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น”

ทั้งนี้ ตลาดกลางสินค้าเกษตรใดที่มีศักยภาพ กระทรวงพาณิชย์จะผลักดันให้เป็น “ตลาดกลางของภูมิภาค” หรือตลาดกลางชายแดน อย่างตลาดกลางผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี ที่มีผลไม้หลายชนิดและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องจะผลักดันให้เป็นมหานครแห่งผลไม้ เป็นศูนย์กลางผลไม้แห่งเอเชียด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ

ชูโมเดล “อูเล–ร้านค้าประชารัฐ” เสริมแกร่ง!

ในส่วนของร้านค้าชุมชนนั้น รมช.พาณิชย์กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะไม่ทอดทิ้ง แต่จะเดินหน้าผลักดันร้านค้าในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วให้มีความทันสมัย โดยตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ได้เริ่มคัดเลือกร้านค้าในชุมชนจำนวน 1,000 แห่งทั่วประเทศจากที่กองทุนหมู่บ้านริเริ่มไว้ 19,000 แห่งมาจัดทำเป็น “ร้านค้าประชารัฐต้นแบบ” ส่งเสริมให้องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ การทำบัญชี จัดหน้าร้านให้สวยงาม แบ่งแยกหมวดหมู่สินค้าให้ลูกค้าเลือกซื้อได้ง่าย

นอกจากนี้ ยังจะนำสินค้าอุปโภคบริโภคจากโครงการธงฟ้าประชารัฐที่ขายถูกกว่าท้องตลาด 15-20% ขณะนี้มีผู้ผลิตรายใหญ่ 5 รายให้ความร่วมมือผลิตสินค้าป้อนเข้าสู่ร้านค้าประชารัฐเหล่านี้ เพื่อเป็นการลดรายจ่ายให้ประชาชน และดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของให้มากขึ้น ซึ่งเมื่อร้านค้าเหล่านี้เกิดความเข้มแข็งก็จะให้เป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือร้านค้าอื่นๆบริเวณใกล้เคียงให้เข้มแข็งขึ้นเช่นเดียวกัน โดยตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้มีร้านค้าประชารัฐต้นแบบนี้ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 200-300 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ ส่วนการขยายไปเป็นพี่เลี้ยงร้านค้าชุมชนอื่นๆนั้น ร้านต้นแบบ 1 แห่ง อาจจะดูแลร้านค้าในเครืออีก 10 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีกองทัพมดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้จำนวนมาก

“นอกจากนี้ยังจะเชื่อมโยงนำสินค้าท้องถิ่นอื่นๆ เข้ามาขายภายในร้านด้วย เช่น ร้านค้าในภาคเหนืออาจเอาสินค้าจากภาคอีสานที่หายากมาขาย โดยอาศัยระบบโลจิสติกส์ของผู้ผลิตสินค้าทั้ง 5 รายที่กระจายสินค้ามาให้อยู่แล้ว กลไกนี้เป็นการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้ร้านค้าประชารัฐและในอนาคตอาจขยายรูปแบบร้านค้าประชารัฐเหล่านี้ให้เป็นกึ่งสหกรณ์ ที่มีการสะสมบัตรคะแนนอีกด้วย ที่สำคัญตลาดทั้งหมดที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในที่สุดแล้วจะต้องเดินไปสู่การเป็นตลาดที่ซื้อขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้เข้าสู่ผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นหลากหลายขึ้น”

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะนำสินค้าธงฟ้าประชารัฐกระจายผ่านร้านค้าปลีกดั้งเดิม (โชห่วย) กว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศด้วย เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้ในราคาถูก ถือเป็นการลดภาระค่าครองชีพได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับร้านโชห่วย ที่ไม่ใช่เพียงแค่การอบรมให้ความรู้เหมือนเดิม แต่มีแผนจะทำให้โชห่วยไทยเป็นเหมือน “อูเล” ร้านโชห่วยขายสินค้าออนไลน์ของจีน ซึ่งเป็นบริษัทลูกของมหาเศรษฐี “ลีกาชิง” ของฮ่องกง โดยจะมี “แพลตฟอร์ม” การค้าอีคอมเมิร์ซ สำหรับร้านโชห่วยทั่วประเทศ มีการเชื่อมโยงข้อมูลทุกร้านแบบเรียลไทม์ ช่วยให้โชห่วยขายสินค้าผ่านออนไลน์ได้

“การซื้อสินค้าผ่านร้านอูเล ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าที่มีอยู่ในร้าน จะซื้อสินค้าอะไรก็ได้ที่ร้านทำการสแกนบาร์โค้ดไว้แล้ว พอลูกค้าไปสั่งซื้อระบบจะส่งคำสั่งซื้อไปยังผู้ผลิตแล้วจัดส่งทางไปรษณีย์มาให้ หากสามารถพัฒนาโชห่วยไทยให้เหมือนอูเลได้ ต่อไปโชห่วยไทยไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าเท่ากับเราจะมีเอาต์เลตแบบนี้ 300,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ฐานรากเข้มแข็ง โชห่วยที่อยู่คู่สังคมไทยมานานจะกลับมาเป็นบนมิติของการพัฒนาแบบใหม่ ซึ่งเป็นความท้าทายของปีนี้ที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้”

***********

“รัฐบาลอยากเห็นเศรษฐกิจฐานรากดีขึ้นใจจะขาด ทุกคนเป็นห่วง นายกรัฐมนตรีก็เป็นห่วง รัฐจึงพยายามทำทุกอย่างให้ถึงพี่น้องข้างล่าง การปรับโครงสร้างลงทุนเป็นการลากหัวเศรษฐกิจให้ขึ้นมาแต่ไม่ใช่เอาใจแต่คนข้างบนต้องดันข้างล่างขึ้นมาให้ได้ด้วย ต้องไปด้วยกันพร้อมๆกันแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น” รมช.พาณิชย์กล่าวทิ้งท้าย.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ปตท.สผ.แจงอินโดฯ ฟ้องเรียก 7 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934375


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ได้ทำหนังสือชี้แจงกรณีที่มีข่าวปรากฏในสื่อของประเทศอินโดนีเซียเกี่ยวกับการยื่นฟ้องคดีต่อศาลในกรุงจาการ์ตาโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลของแหล่งมอนทารา ในทะเลติมอร์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี 2552 โดยได้เรียกมูลค่าความเสียหายประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 70,000 ล้านบาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ปตท.สผ.ได้รับทราบข่าวเรื่องการฟ้องร้องดังกล่าวแล้ว แต่ ปตท.สผ.ก็ยังไม่ได้รับเอกสารเกี่ยวกับการฟ้องร้องอย่างเป็นทางการ จึงไม่ทราบรายละเอียดของการยื่นฟ้องครั้งนี้ และขอชี้แจงว่านับจากที่เกิดเหตุการณ์มอนทาราจนถึงปัจจุบัน ปตท.สผ.ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอินโดนีเซียมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือต่อไป โดยจะพิจารณาจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะรับผิดชอบตามข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้

แต่ที่ผ่านมา บริษัท พีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย หรือ PTTEP AA ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ปตท.สผ. และเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งมอนทารา ยังไม่เคยได้รับพยานหลักฐานที่ชัดเจนจากรัฐบาลอินโดนีเซียที่แสดงให้เห็นได้ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจากเหตุการณ์มอนทาราในประเทศอินโดนีเซียแต่อย่างใด นอกจากนี้ จากผลการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งควบคุมโดยหน่วยงานรัฐบาลของประเทศออสเตรเลีย ก็ยืนยันได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในบริเวณที่ติดกับน่านน้ำอินโดนีเซียแต่อย่างใดทั้งสิ้น.

 

“พาณิชย์” ไม่ทันเล่ห์พ่อค้า!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/934382


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคบางราย ยังใช้วิธีการรูปแบบเดิมๆในการขึ้นราคาสินค้าทางอ้อม ด้วยการลดปริมาณบรรจุและลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลง เพื่อให้ต้นทุนสินค้าลดลง แต่ยังคงจำหน่ายในราคาเท่าเดิมตามที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือ ซึ่งการดำเนินการลักษณะนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค เพราะแม้จะซื้อสินค้าได้ในราคาเท่าเดิม แต่ปริมาณสินค้ากลับลดลงทำให้สินค้าหมดลงเร็ว และต้องซื้อใหม่เร็วขึ้นส่งผลให้ภาระค่าครองชีพสูงขึ้น ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ยืนยันมาตลอดว่าผู้ผลิตสินค้ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า และค่าครองชีพไม่ได้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ในบัญชีติดตามดูแลทั้ง 205 รายการ ซึ่งครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสารบรรจุถุง ไก่สด ไข่ไก่ เนื้อโค สุกรชำแหละ นมผง นมสด น้ำตาลทราย น้ำมันพืช สบู่ ผงซักฟอก ยาสีฟัน แชมพูสระผม ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง สังกะสี เป็นต้น

จากการตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ พบว่า มีสินค้าหลายรายการที่ใช้วิธีลดปริมาณและปรับลดขนาดบรรจุภัณฑ์ลง เช่น ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำ “บรีส เอกเซล” ช่วงก่อนหน้านี้มีขนาด 800 มิลลิกรัม (มก.) จำหน่ายถุงละ 79 บาท แต่ขณะนี้ได้ปรับลดลงมาเหลือ 750 มก. แต่จำหน่ายถุงละ 79 บาทเท่าเดิม ยกเว้นบางช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่นซื้อ 2 แถม 1 ราคาจะถูกลงกว่านี้ ส่วนสินค้าอื่นๆ ที่ปรับลดขนาดบรรจุภัณฑ์ที่ตรวจพบ เช่น ครีมอาบน้ำ Protex ปรับลดขนาดจากเดิม 500 มก. มาที่ 450 มก. โดยจำหน่ายขวดละ 165 บาทเท่ากัน นอกจากนี้ ยังมีสบู่ ทั้งแบบก้อนและแบบน้ำ, แชมพูสระผม, ผงซักฟอกทั้งแบบผงและน้ำ, น้ำยาปรับผ้านุ่ม, น้ำยาล้างห้องน้ำ, ผลิตภัณฑ์นม เป็นต้น โดยสินค้าเหล่านี้หากแต่เดิมมีขนาด 1,000 มก.จะปรับลดเหลือ 900 มก. และขนาด 500 มก.ก็จะลดเหลือ 450 มก. และบางสินค้าลดขนาดมากกว่านี้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ผลิตว่า จะกำหนดปริมาณและขนาดบรรจุสินค้าชนิดเดียวกันให้มีมาตรฐานเหมือนกันได้หรือไม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะผู้ผลิตอ้างว่าเป็นการค้าเสรี ต้องปล่อยให้แข่งขันเสรีในการกำหนดปริมาณ และขนาดบรรจุเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคที่แต่ละรายมีความต้องการซื้อสินค้าแตกต่างกัน แต่ก็มีการเสนอทางออกว่า ก่อนที่จะปรับลดปริมาณหรือขนาดบรรจุให้แจ้งขออนุญาตก่อนว่ามีเหตุผลอะไร ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ แต่ในที่สุดยังไม่มีมาตรการใดๆออกมา.

 

ช่อง 5 ปรับกลยุทธ์ทำสื่อออนไลน์ควบคู่ออนแอร์-ออนกราวนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 พ.ค. 2560 09:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933690


ช่อง 5 เผย สื่อใหม่ (New Media) เจาะกลุ่ม Young Generation ผลิตรายการออนไลน์ (Online Exclusive) ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น เร่งปรับกลยุทธ์ทำสื่อออนไลน์ควบคู่ไปกับออนแอร์ และออนกราวนด์…

วันที่ 7 พ.ค. 60 นางสาวพนิดา กิตติประภัสร์ หัวหน้าทีมแผนกพัฒนาสื่อใหม่ (New media) TV5HD1 กล่าวว่า ตามนโยบายผู้บริหาร ททบ.5 โดย พล.อ.ราชรักษ์ เรียนพืชน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก และ พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนารายการและรายได้ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ในการเสริมทัพและเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสื่อใหม่ (New Media) เจาะกลุ่ม Young Generation ผลิตรายการออนไลน์ (Online Exclusive) ที่ผ่านกระบวนการแนวคิดที่สร้างสรรค์ และคอนเทนต์โดนๆ ให้เกิดความหลากหลายในการนำเสนอ ไม่น่าเบื่อ โดยที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอรายการ อาทิ รายการหมัดเด็ดมวยลุมพินี รายการลัดเลาะขอบสนาม พร้อมชม Facebook live สดๆ ผ่าน http://www.facebook/TV5HD1 ข่าวสังคม และแวดวงกีฬาที่ได้รับความสนใจในส่วนของ Facebook/TV5HD1 ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค.ปี 59 จนปัจจุบันได้รับความนิยมจากชาวโซเชียลอย่างต่อเนื่อง มียอดติดตามและรับชมสูงขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นการขับเคลื่อนสื่อใหม่ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาเว็บไซต์เตรียมเปิดตัวรูปแบบโฉมใหม่เร็วๆ นี้ เน้นนำเสนอข่าวสารชูคอลัมน์ข่าวฮอตโซเชียล ข่าวสังคมออนไลน์ และคนคิดบวก รวมทั้งอัพเดตรายการสดและรายการย้อนหลังผ่านเว็บไซต์ http://www.tv5hd1.com ซึ่งจะเป็นพื้นที่รองรับสมาชิกและแฟนคลับในการติดตามข้อมูลต่างๆ จากสื่อ New media ททบ.5 ได้อีกด้วย

สำหรับรูปแบบการหารายได้ของธุรกิจนิวมีเดีย จะออกแพ็กเกจไว้บริการลูกค้า 4 แพ็กเกจ ซึ่งจะผสมผสานระหว่างการขายเวลาโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์กับช่องทางออนไลน์ และการถ่ายถอดสด หรือการผลิตรายการ ซึ่งในช่วงปีแรกยังไม่ได้มุ่งหวังรายได้มากนัก แต่มุ่งเน้นการสร้างการรับรู้และยอดผู้รับชม ขณะเดียวกันยังมีการผลิตรายการขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อออกอากาศในช่องทางออนไลน์ ซึ่งจากนโยบายการปรับกลยุทธ์ทำสื่อออนไลน์ควบคู่ไปกับออนแอร์และออนกราวนด์

 

สนองนโยบายรัฐ หนุน SME ‘แฮปปี้ แฟรนไชส์’ ขยายธุรกิจสินค้าบ้านน็อกดาวน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 พ.ค. 2560 19:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933332


“แฮปปี้ แฟรนไชส์” ขยายธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าบ้านน็อกดาวน์ทั่วประเทศ สร้างเครือข่ายผ่านระบบ “ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว” สนองตามนโยบายรัฐ หนุนธุรกิจ SME ยกระดับสู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 6 พ.ค.60 นายเฉลิม ทองสุข ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท มีสุข เรียลเอสเตท จำกัด กล่าวว่า ด้วยนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐ บริษัทเตรียมจัดงาน Grand Openning Happy Franchise เพื่อตอกย้ำความมั่นใจในธุรกิจ “แฮปปี้ แฟรนไชส์” วัสดุก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ และเปิดรับศูนย์กระจายสินค้า สาขารับสร้างบ้านน็อกดาวน์ทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณลูกค้าวีไอพีที่ร่วมงานกับแฮปปี้ เฟรนไชส์ นับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจมากว่า 9 ปี จนขยายความสำเร็จไปยังตัวแทนจำหน่ายที่ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศกว่า 300 ราย

ทั้งนี้ แฮปปี้ แฟรนไชส์ เป็นธุรกิจออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่สนใจทำธุรกิจก่อสร้างแต่มีทุนจำกัด ภายใต้แนวคิด “เราจะช่วยกันสร้างเมือง” จนได้ขยายธุรกิจมาสู่ระบบศูนย์กระจายสินค้าในปัจจุบัน ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งในปี 2560 มีมูลค่ารวมกว่า 6.5 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าปีนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีก 5 เปอร์เซ็นต์

นายเฉลิม กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตลาดธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ มีสัดส่วนคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีมูลค่าสูง ทุกคนต้องใช้และวิ่งเข้าหา ทำให้มีช่องว่างทางตลาด ดังนั้นแฮปปี้แฟรนไชส์ จึงได้คิดวิธีการมัลติเลเวล โดยการทำโครงสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย โดยให้ทุกคนมีบริษัทมีทีมงานเป็นของตัวเอง สามารถสร้างทีมของตัวเองได้ และมีการปันผลแบบชัดเจน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แฮปปี้ แฟรนไชส์ ได้รับการยอมรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้ทันต่อการเติบโตและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์การร่วมมือและให้ทรัพยากรของบริษัทแม่ ที่เคยประสบความสำเร็จมา ก่อนส่งต่อยุทธวิธีการทำธุรกิจแบบเป็นขั้นเป็นตอน

ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำการสร้างนักธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอี ด้านอสังหาริมทรัพย์ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ทาง แฮปปี้ แฟรนไชส์ จึงได้จัดงาน Grand Openning Happy Franchise ในวันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคม 2560 ณ ห้องประชุมจูปิเตอร์ 8 อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี เวลา 13.00-16.00 น.

 

ห้องพักย่านข้าวสาร ถูกจองเต็ม ร่วมงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ 25-26 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 พ.ค. 2560 19:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933467


ททท.คาดว่า ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ทยอยเดินทางร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9 ตั้งแต่ 20 ต.ค. พบห้องพักใกล้ท้องสนามหลวง ในย่านถนนข้าวสาร กว่า 8 พันห้อง ถูกจองเต็มหมดแล้ว…

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. นายสง่า เรืองสง่าวัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันห้องพักย่านถนนข้าวสาร และถนนรามบุตรี รวมกว่า 8,000 ห้อง ราคาตั้งแต่ 250-3,000 บาท ถูกจองเต็มหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 25-26 ต.ค.นี้ ส่วนใหญ่เป็นคนไทย ซึ่งมาจากทั้งต่างจังหวัดและเป็นชาวกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการมาเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลายคนจึงต้องไปจองห้องพักในย่านบางขุนพรหม และย่านสามเสน ส่วนใหญ่เป็นการจองผ่านระบบออนไลน์ และทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติบางส่วน ที่เริ่มเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ในช่วงไฮซีซั่น เปลี่ยนสถานที่พัก หรือตัดสินใจเลื่อนวันเดินทางมา

ทั้งนี้เชื่อว่า 2-3 เดือน ก่อนถึงวันงานพระราชพิธี ทางหน่วยงานของรัฐ จะประกาศรายละเอียดปิดการจราจรพื้นที่โดยรอบพระบรมมหาราชวัง ทำให้ธุรกิจบริการ และร้านอาหาร ต้องเตรียมวัถตุดิบเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 เพื่อให้เพียงพอรองรับลูกค้าตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. ไปจนถึงเสร็จสิ้นพระราชพิธีในวันที่ 29 ต.ค. 2560

“คนไทยที่มาร่วมพิธีผมเชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน เพราะฉะนั้นการเตรียมการของผู้ประกอบการหนึ่ง เรื่องของเส้นทางรถ วันนั้นอาจจะมีการปิดเส้นทาง ผู้ประกอบการจะต้องสต๊อกของอย่างไรให้มีเพียงพอสำหรับผู้ที่เดินทางมาร่วมงานพระราชพิธี”

เช่นเดียวกับนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. คาดว่า ประชาชนจะเริ่มเดินทางเข้ามาจับจองห้องพักใกล้ท้องสนามหลวงตั้งแต่วันที่ 20 ต.ค. จึงได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่พักและการท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งเชื่อว่าประชาชนคนไทยจะเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ มาร่วมพระราชพิธีประวัติศาสตร์ครั้งนี้

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อว่า ยอดจองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในพระราชพิธี จึงจะให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมจะประสานงานกับทุกฝ่ายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน.

 

แม็คโคร ผลักดันเชฟไทย รุ่นเยาวชนสู่เวทีสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 6 พ.ค. 2560 11:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933133


มร. ริคาร์โด้ เบารอตโต้ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้า บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มอบรางวัลและแสดงความยินดีกับ นายวัชรพงษ์ เจริญวิมลรักษ์ ผู้ชนะการแข่งขัน ประเภท “แม็คโคร มิสเทอรี่บ็อกซ์ (กล่องปริศนา)” ปรุงอาหารจานหลัก เมนูฟรีสไตล์ ในการจัดจานรูปแบบตะวันตก ประเภทบุคคล (ระดับเยาวชน) คว้าเงินรางวัลมูลค่า 100,000 บาท พร้อมรางวัลถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในรายการ “แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ ครั้งที่ 11” และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันการปรุงอาหารระดับโลกในงาน FHA (Food&HotelAsia) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่การแข่งขัน “แม็คโคร โฮเรก้า ชาเลนจ์ ครั้งที่ 11” ได้รับการรับรองการแข่งขันจากสมาคมเชฟโลก หรือ “WACS ENDORSED” (WACS: World Association of Chefs Societies) ด้วยการใช้มาตรฐานสากลส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานเชฟไทยให้ก้าวไกลไปสู่เวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง ณ ฮอลล์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้