ทองไทยเปิดตลาดปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 พ.ค. 2560 10:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933077


ทองไทยวันที่ 6 พ.ค.2560 เปิดตลาดปรับลง 50 บาท โดยทองคำแท่งราคารับซื้อบาทละ 20,150 บาท ขายออกบาทละ 20,250 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 บาท ขายออกบาทละ 20,750 บาท…

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.12 น. ปรับราคาลง 50 บาท โดยทองคำแท่งราคารับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 บาท ขายออกบาทละ 20,750 บาท.

 

ระดม 20 บริษัทช่วยชาวบ้าน จัดสอนอาชีพช่างให้ชนบทหารายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932868


“สมคิด” นั่งประธานประชุมประชารัฐเอสเอ็มอีให้เร่งกันช่วยเศรษฐกิจระดับล่าง เตรียมนัดกินข้าว 20 บริษัทยักษ์ใหญ่ จัดกิจกรรมซีเอสอาร์เพื่อชาวบ้าน ผุดไอเดียอบรมวิชาชีพช่างประปา ช่างไฟฟ้า เป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในชุมชน จี้สถาบันการเงินรัฐช่วยปล่อยสินเชื่อให้คนระดับล่าง ยันไม่เบี้ยวหนี้แน่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานประชารัฐด้านส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือสตาร์ตอัพ และโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส ซึ่งในส่วนภาครัฐหลังการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าทีมภาครัฐเป็นนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ส่วนหัวหน้าทีมภาคเอกชนคือนายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายกลินท์ สารสิน ประธานหอ-การค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้งมีนายสุพันธ์ มงคลสุธี เป็นที่ปรึกษา

โดยนายสมคิดเปิดเผยว่า รัฐบาลต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจฐานราก จึงจะดึงเอกชนรายใหญ่ที่มีศักยภาพมาส่งเสริมเอสเอ็มอีรายย่อย และมาอบรมสอนความรู้ด้านอาชีพให้ชาวบ้านในชนบท ให้เป็นช่างพื้นฐานทั่วไป เช่น ช่างประปา ช่างไฟฟ้า เพื่อรับจ้างสร้างอาชีพเสริมในท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่ม ตอนนี้เศรษฐกิจข้างบนดีแล้ว คนมีเงิน แต่คนที่อยู่ระดับล่างยังมีปัญหาจึงต้องการให้มุ่งความสนใจไปที่คนระดับล่าง โดยเฉพาะชาวบ้าน และจะขอนัดกินข้าวกับ 20 บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) หรือมีนโยบายเข้าไปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ที่สามารถนำมาหักภาษีได้ มาร่วมกันดูว่าจะมีกิจกรรมอะไรที่ช่วยชาวบ้านได้บ้าง

“การช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐนั้นในส่วนของภาครัฐทั้งรองปลัดกระทรวง อธิบดี ขอให้ลงพื้นที่กันอย่างเต็มที่ คนที่ใกล้เกษียณก็ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่จะได้มีงานทำต่อ ขณะที่สถาบันการเงินของรัฐไม่ใช่มานั่งนับว่ามีกำไรสูงๆ ต้องช่วยกันปล่อยสินเชื่อให้ถึงคนที่อยู่ข้างล่าง ขอร้องช่วยกันหน่อย คนระดับล่างไม่มีเบี้ยวหนี้”

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมได้วางกรอบการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ปี 2560 เพื่อออกมาตรการช่วยเหลืออย่างครบวงจรในทุกมิติ ทั้งในด้านการช่วยเหลือทางการเงิน และการพัฒนาด้านอื่นๆ เช่น การเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด โดยชุดมาตรการทางการเงินของรัฐบาลจะมีเงินทุน 37,000 ล้านบาท ทั้งจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) และโครงการสินเชื่อประชารัฐ ซึ่งจะมีการผ่อนปรนหลักประกันให้ด้วย

ทั้งนี้ จะมีการปล่อยสินเชื่อปลายเดือน พ.ค.นี้ เริ่มจากการช่วยเหลือเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยขนาดเล็กมาก (ไมโคร) เป็นผู้ประกอบการรายเดียวมีการจ้างงานไม่เกิน 5 คน เพื่อใช้เงิน มาให้กู้ยืมแก่ไมโคร เอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รายละไม่เกิน 200,000 บาท ระยะเวลากู้ 10 ปี ปลอดเงินต้น 3 ปี และไม่คิดดอกเบี้ย คาดว่ามีจำนวนผู้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 100,000 ราย เมื่อเป็นรายย่อยโตขึ้นแต่ยังไม่จดทะเบียนเป็นบริษัทนิติบุคคล จะมีเงินจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ 3,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้รายละไม่เกิน 600,000 บาท คิดดอกเบี้ย 1% ปลอดเงินต้น 3 ปี มีระยะเวลากู้ 7 ปี มีจำนวนผู้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 5,000 ราย

ขณะเดียวกัน จะเร่งรัดปล่อยสินเชื่อจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ 15,000 ล้านบาท สำหรับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพได้กว่า 5,000 ราย รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท มีเวลากู้ 7 ปี ปลอดเงินต้น 3 ปี คิดดอกเบี้ย 1% และหากต้องการขยายด้านเทคโนโลยีเพื่อยกระดับเอสเอ็มอี ทางเอสเอ็มอีแบงก์จะมีสินเชื่อ SME Transformation Loan วงเงิน 15,000 ล้านบาท โดยให้กู้มากกว่ารายละ 10 ล้านบาท จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี ได้อีก 5,000 ราย มีเวลากู้ 7 ปี ปลอดเงินต้น 1 ปี ดอกเบี้ย 3% ส่วนอีก วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นเงินจากกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอีของ สสว.

ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เตรียมนำเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพมาพัฒนา 250 ราย เพื่อเพิ่มยอดขาย 100% จากเดิม หวังดูแลทั้งด้านตลาดอีคอมเมิร์ซ และส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่น.

 

คนเล่นหวยช่วยชาติเงินเข้าคลังพุ่ง รัฐวิสาหกิจโกยกำไรถ้วนหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932867


7 เดือนรายได้เกินเป้า 8 พันล้าน

นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย.2560 สคร.นำรายได้จากรัฐวิสาหกิจส่งคลังจำนวน 26,515 ล้านบาท จากเป้าหมายในการนำส่งคลัง 20,262 ล้านบาท ส่งผลให้เงินส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินสะสม 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-เม.ย.2560) รวมเป็นเงิน 96,304 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 8,349 ล้านบาท โดยมีรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินเกินเป้าหมาย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง, สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และธนาคารออมสิน และมีรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินต่ำกว่าเป้าหมาย ได้แก่ การประปาส่วนภูมิภาค, บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)

“ในปีงบประมาณ 2560 นี้ สคร.มั่นใจว่า จะจัดเก็บรายได้แผ่นดินเป็นไปตามเป้าหมายอย่างแน่นอน เนื่องจากรัฐวิสาหกิจบางแห่งมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่น สำนักงานสลากฯ นำส่งรายได้ 13,118 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าหมายจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. 11,000 ล้านบาท ขณะที่ ทอท. นำส่งรายได้ 6,830 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7,000 ล้านบาท เนื่องจากเงินปันผลลดลง แต่คาดว่า ตลอดทั้งปีงบประมาณจะนำส่งรายได้ได้ตามเป้าหมาย เป็นต้น”

ส่วนภาพรวมการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-มี.ค.2560) อยู่ที่ 63,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 78,100 ล้านบาท จากงบลงทุนทั้งหมดที่ 342,000 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือน มี.ค.2560 อยู่ที่ 81% ของแผนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด โดยในส่วนนี้แบ่งเป็น รัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายตามปีงบประมาณ 2560 จำนวน 34 แห่ง สามารถเบิกจ่ายได้แล้ว 87% ตามแผนการลงทุน และรัฐวิสาหกิจที่เบิกจ่ายตามปีปฏิทินจำนวน 11 แห่ง สามารถเบิกจ่ายได้แล้ว 75% ของแผนการลงทุน

ทั้งนี้ ยอมรับว่ายังมีรัฐวิสาหกิจอีก 2 แห่งที่ต้องมีการติดตามและเร่งรัดการเบิกจ่ายอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยตามแผนเดิมถึงเดือน มี.ค.2560 จะต้องเบิกจ่ายสะสมให้ได้ 17,400 ล้านบาท แต่หน่วยงานทำได้เพียง 11,800 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 5,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากการชะลอแผนการลงทุนในโครงการรถไฟทางคู่ในช่วงที่ผ่านมา และมีบางโครงการที่เบิกจ่ายได้ล่าช้า ได้แก่ โครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วงบางซื่อ-รังสิต และโครงการรถไฟทางคู่ จิระ-ขอนแก่น ส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เบิกจ่ายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากกระบวนการตรวจรับเครื่องบินมีความล่าช้ากว่ากำหนด ดังนั้น สคร.จึงได้ปรับลดวงเงินลงทุนรวมของรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2560 ลงเหลือ 342,000 ล้านบาท สำหรับรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง จากเดิมที่ 364,000 ล้านบาท หรือลดลง 22,000 ล้านบาท.

 

ทีวีดิจิทัลสวมบทโอทีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932863


พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการหาแนวทางการกำกับดูแลการประกอบกิจการแพร่ภาพและเสียงลักษณะ OVer The TOP (OTT) ว่า ขณะนี้ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะกำกับดูแลในลักษณะใด แต่ที่ชัดเจนคือเดือน ส.ค.60 จะต้องประกาศแนวทางหรือหลักเกณฑ์การกำกับดูแล เพื่อทำให้ธุรกิจ OTT เข้าสู่ระบบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย โดยสัปดาห์หน้าจะเชิญผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลมาแสดงความเห็น และในสัปดาห์ถัดไปก็จะเชิญผู้บริหารจากเฟซบุ๊ก ไลน์ ทีวี ยูทูบ ทีวี มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย ซึ่งทีมงานได้ประสานงานไปยังหน่วยงานดังกล่าวทั้งในและต่างประเทศแล้ว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกือบทุกประเทศกังวล และเห็นความสำคัญที่ต้องกำกับดูแล เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย แต่ก็กำลังหาแนวทางกันอยู่ ว่าจะกำกับดูแลอย่างไรให้เหมาะสม ระหว่างการส่งเสริมธุรกิจใหม่กับธุรกิจที่มีอยู่เดิม ปัจจุบันการประกอบกิจการ OTT มีประมาณ 16-20 ราย ซึ่งมีทั้งเก็บเงินและให้บริการฟรี ซึ่ง กสทช.ต้องฟังความเห็นทุกรายก่อนออกหลักเกณฑ์ ส่วนกรณีที่ทีวีดิจิทัล สถานีวิทยุ มีการจัดรายการสดผ่านเฟซบุ๊ก ไลฟ์ (Facebook live) นั้น ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน แต่ในเบื้องต้น อาจให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สามารถทำ OTT ได้โดยอัตโนมัติ ส่วนไลน์ ทีวี ยูทูบ ทีวี อาจต้องมาขอใบอนุญาตประกอบกิจการ เพราะเป็นการเผยแพร่สาธารณะ ซึ่งอาจมีผลกระทบในวงกว้างได้

พ.อ.นทีกล่าวต่อว่า ทางกองทัพบกได้ทำหนังสือถึง กสทช.เพื่อขอทยอยยุติการออกอากาศทีวีในระบบอนาล็อกตั้งแต่เดือน มิ.ย.60 เป็นต้นไป ส่วนจะสิ้นสุดเมื่อใดจะหารืออีกครั้ง แต่จะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสัญญาสัมปทานสิ้นสุดเดือน พ.ค.66 ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างเจรจากับ บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) และสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ผู้รับสัมปทานทีวี เพื่อให้ทยอยยุติทีวีระบบอนาล็อกก่อนสัญญาสัมปทานสิ้นสุด ส่วนสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 จะทยอยยุติและปิดระบบอนาล็อกในวันที่ 31 ธ.ค.60 ไทยพีบีเอส 16 มิ.ย.61 ช่อง 5 ปิดระบบในวันที่ 16 มิ.ย.61 ช่อง 9 ปิดระบบ 16 ก.ค.61 ซึ่งการทยอยยุติระบบอนาล็อก จะช่วยลดต้นทุนเพราะจะเหลือการออกอากาศเพียงระบบเดียวคือดิจิทัล จากเดิมออกอากาศระบบอนาล็อกด้วย ดังนั้นคาดว่าภายในปี 63 ไทยจะเปลี่ยนผ่านทีวีจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิทัลอย่างสมบูรณ์.

 

“กฤตกร บุญเกตุ” นักวาดลายเส้นการ์ตูน…เป็นเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932180


ความสำเร็จ” ของคนแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนก็ตั้งความสำเร็จไว้ว่าต้องเรียนจบสูง ได้ทำงานในองค์กร บริษัทที่ดี ได้รับค่าตอบแทนที่ดี ซึ่งก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่พึงประสงค์อยากที่จะเดินไปให้ถึงเส้นทางนี้

แต่ก็มีอีกกลุ่มคนที่ประสงค์ในความสำเร็จ เพียงแค่ทำในสิ่งที่เขาชอบ แล้วทำสิ่งนั้นให้สำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ แค่นี้ก็ทำให้เขารู้สึกภูมิใจเป็นที่สุดแล้ว

เช่นเดียวกับความสำเร็จของ “คุณหลุยส์” (กฤตกร บุญเกตุ) คนรุ่นใหม่ที่เลือกทำธุรกิจจนเดินทางมาพบความสำเร็จในแบบฉบับของตนเอง กับการเป็นเจ้าของลายเส้นการ์ตูนสัญชาติไทย ถึงขนาดแอพพลิเคชั่นดังระดับโลกอย่าง “ไลน์” (Line) ติดต่อให้ไปร่วมออกแบบคาแรกเตอร์การ์ตูนในแอพพลิเคชั่น Line Camera ให้

คุณหลุยส์เล่าว่า ชีวิตเขาเริ่มต้นเหมือนเด็กปกติทั่วไปที่เรียนจบมาแล้วหางานทำ โดยทำงานด้านบัญชี เพราะจบสาขานี้มาโดยตรง ซึ่งทำได้ระยะหนึ่งก็มีเหตุที่ต้องทำให้ต้องออกจากงานที่ทำ ช่วงแรกที่ออกจากงานก็คิดอยากจะทำธุรกิจเอง โดยไปรับเสื้อยืดสกรีนลายมาจำหน่าย ขายไปได้ซักพักก็เริ่มรู้สึกว่าคู่แข่งเยอะ อีกทั้งเป็นสินค้าที่หาซื้อที่ไหนก็ได้ไปที่ไหนก็มีขาย อีกทั้งบางลายก็เป็นงานก๊อบปี้ละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย

“จากปัญหาที่เจอทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจ คิดวาดออกแบบลายการ์ตูนขึ้นมาเอง เพื่อนำเสนอสินค้าที่มีความต่างลงแข่งขันในตลาด ซึ่งตัวผมก็ไม่มีพื้นฐานด้านงานวาดภาพ งานศิลปะมาก่อนเลย แต่อาศัยว่าเป็นคนที่ชอบวาดรูปติดตัวมาอยู่พอควร ก็เลยตัดสินใจที่จะวาดดูซักครั้ง”

คุณหลุยส์เล่าว่า หลังจากตัดสินใจวาดลายเส้นเป็นของตนเอง ก็ไปหาซื้อปากกาดิจิทัลมาวาดรูปในโปรแกรมโฟโต้ช็อป ซึ่งก็หัดวาดและหาลายเส้นที่ลงตัวได้ในที่สุด โดยขณะนี้สินค้าที่มีจำหน่ายก็จะเป็นหมอน เสื้อยืด และกรอบรูป ที่เป็นการวาดภาพของใบหน้าลูกค้านำไปใส่ไว้ โดยใช้ลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งปัจจุบันธุรกิจก็ก้าวสู่ปีที่ 5 แล้ว

ทั้งนี้ จากการที่ทำสินค้าหมอน เสื้อยืด และกรอบรูป ที่ออกแบบเป็นรูปใบหน้าการ์ตูนคน ก็มีบริษัทที่คิดแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการแต่งรูปภาพชื่อ Niko Niko stamp ที่เป็นที่รู้จักดีของกลุ่มสาวกคนชอบแต่งรูปภาพติดต่อมา ให้วาดการ์ตูนคาแรกเตอร์ไปรวมให้ดาวน์โหลด ซึ่งยอดการดาวน์โหลดก็เป็นที่น่าพอใจ

“จากการที่ได้ร่วมงานกับแอพพลิเคชั่น Niko Niko stamp ก็ทำให้ทางไลน์ประเทศไทยได้เห็นผลงาน ก็เลยติดต่อมาให้ไปทำแสตมป์แต่งรูปให้กับแอพพลิเคชั่น Line Camera เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งก็เป็นช่วงที่ไลน์บุกตลาดในไทยใหม่ๆ”

คุณหลุยส์ เล่าว่าในตอนนั้นได้วาดการ์ตูนลายเส้นไป 3 เซต เป็นเซตดาวน์โหลดฟรี 2 เซต คือ Tim&Jim ยอดดาวน์โหลด 2 ล้านครั้ง และเซต Murasaki-san ยอดดาวน์โหลด 1 ล้านครั้ง และเซตแบบเสียเงินดาวน์โหลด 1 เซต กับ Tim&Jim Funny party ก็มียอดดาวน์โหลดที่สูงเช่นกัน

“การ์ตูนคาแรกเตอร์ Murasaki-san และ Tim&Jim ถือเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับผมเป็นอย่างมาก ซึ่งเหตุที่ทำให้บริษัทผลิตแอพฯ แต่งรูปมาชวนให้ไปร่วมงานด้วย เพราะชอบในลายเส้นที่ไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์บวกกับความน่ารัก ทำให้เป็นที่สนใจของลูกค้าดาวน์โหลดไปใช้งาน”

ทั้งนี้ ปัจจุบันคุณหลุยส์เล่าว่า ตนเองได้กลับมาทำงานประจำอีกครั้งโดยทำด้านกราฟฟิกดีไซน์ให้กับบริษัทนำเข้าเครื่องสำอางจากประเทศเกาหลีแห่งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ละทิ้งงานด้านวาดการ์ตูนลายเส้นที่เขารักไปได้

ล่าสุดเมื่อประมาณเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา บริษัทผลิตแอพฯ Niko Niko stamp ได้ชวนให้ไปร่วมออกแบบแอพฯเพิ่มสีสันและเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆให้กับคีย์บอร์ด กับ Pastel KeyboardTM ซึ่งแอพฯนี้ก็เป็นที่นิยมมาก มียอดดาวน์โหลดติดอันดับต้นๆอยู่เป็นปี ซึ่งก็ได้ชวนเหล่านักวาดการ์ตูนลายเส้นในประเทศไทยมาร่วมออกแบบคอลเลกชั่นของตนเอง โดยผมได้ออกแบบไป 1 เซต มี 20 ธีมให้เลือกภายใต้ชื่อ KITTAGON KEYBOARD

นอกจากการนำความสามารถการวาดคาแรกเตอร์การ์ตูนไปใช้ออกแบบในแอพพลิเคชั่นต่างๆแล้ว คุณหลุยส์ยังไม่หยุดที่จะพัฒนาการวาดการ์ตูนใบหน้าคนบนชิ้นงานหมอน เสื้อยืด และกรอบรูป โดยเขาทำเองทุกขั้นตอนการผลิตทั้งวาด ออกแบบ สกรีนลาย เพราะอยากให้ชิ้นงานออกมาดีที่สุดเพื่อส่งมอบให้ลูกค้า ทั้งนี้ หากมีผู้สนใจสามารถเข้าไปชมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก :ilouis shop ซึ่งเร็วๆนี้ก็จะพัฒนาสินค้าเป็นถุงผ้าออกมาด้วย

คุณหลุยส์คงเป็นคนรุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าแม้จะไม่มีพื้นฐานวาดภาพมาเลย แต่ด้วยความมุ่งมั่น เอาใจใส่ ก็สามารถทำออกมาให้สำเร็จได้ในที่สุด.

 

AEC Go On 06/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 6 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932383


“อีก 5 ปีข้างหน้าใครจะโดดเด่นที่สุดหรือเนื้อหอมที่สุดใน AEC?” ยังเป็นคำถามที่ผมต้องเขียนต่อสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะการทิ้งท้ายคำถามครั้งที่แล้วว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้าในสายตา IMF จะสดใสแค่ไหน” เราจะมาดูกันครับ

ครั้งที่แล้วพูดว่า CLMV และกลุ่ม IMT-GT ดูมีอนาคตสดใสในสายตาของ IMF เพราะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจช่วง 5 ปีไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี น่าจะเป็นแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่สำคัญ มาดูกันต่อครับว่าดาวรุ่งพุ่งแรงดวงใหม่ของ AEC ที่ คาดการณ์กันว่าใน พ.ศ.2583 หรือ ค.ศ.2050 อาจมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย และเข้ามาแทนที่ไทย คือ ฟิลิปปินส์

IMF คาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปี 2560-2561 และปี 2565 ประมาณ 6.9% และ 7.0% ตามลำดับ เศรษฐกิจที่ขยายตัวระดับสูงของฟิลิปปินส์ หลังจากรัฐบาลปราบปรามคอร์รัปชันและพัฒนาเศรษฐกิจภาคบริการอย่างมาก ประกอบกับมีประชากรสูงถึง 100 ล้านคน ทำให้ฟิลิปปินส์โดดเด่น และถูกกล่าวถึงมากในระยะนี้

สำหรับยักษ์เล็กของ AEC อย่างสิงคโปร์ IMF คาดจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยช่วงปี 2560-2561 และปี 2565 ประมาณ 2.4% และ 2.6% ตามลำดับ ถือเป็นอัตราการขยายตัวที่ดีสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และมีรายได้สูง สิงคโปร์ยังคงมีเสน่ห์สำหรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใช้เทคโนโลยีระดับสูงและยังคงเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และการบริการใน AEC อย่างต่อเนื่อง

เมื่อพูดถึงไทย ซึ่งติดกับดักรายได้ปานกลางมานานมาก IMF คาดจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยช่วงปี 2560-2561 และปี 2565 เพียง 3.2% และ 3.0% ตามลำดับ สูงกว่าสิงคโปร์เพียงเล็กน้อย ขณะที่เปรียบเทียบกับ CLMV และประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างมาเลเซีย เราเติบโตต่ำกว่ามาก ทำไม IMF มองว่าไทยจะเติบโตเพียง 3% แม้ไทยมีโครงการใหญ่ เช่น EEC และต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตให้ได้ 4–5% ใน 5 ปีข้างหน้า คุยต่อครั้งหน้าครับ.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

งานคือเงิน 06/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 6 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932138


ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นได้จากแค่การมีมันสมองและความคิดที่ดี แต่จะเกิดขึ้นจากการนำความคิดนั้นมาลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังและครบถ้วน

หมึกเขียว ขอเป็นอีก หนึ่งกำลังใจ ให้ คนที่นำความคิดดีๆ ไปสู่การปฏิบัติ เดินถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จของชีวิตในเร็ววัน พร้อมอาสาสรรหาสารพัดตำแหน่งงานน่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย ที่ งานคือเงิน

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รับ ผู้ช่วยกิจกรรมทางการศึกษา (ส่วนกลาง) 1 อัตรา กลุ่มงานบริหาร วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชา ครุศาสตรบัณฑิต ศึกษาศาสตรบัณฑิต ศิลปศาสตรบัณฑิต หรือ รัฐศาสตรบัณฑิต มีความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 มีความรู้ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงาน มีความรู้ในการใช้ภาษาไทย และการจัดกิจกรรมลูกเสือยุวกาชาดและกิจกรรมเยาวชน มีบุคลิกภาพ ท่วงทีวาจา และวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีทัศนคติ แรงจูงใจ ความประพฤติ และอุปนิสัยที่ดี สามารถปรับตัว มีมนุษยสัมพันธ์ มีจิตสำนึกในการให้บริการ มีความรับผิดชอบ ขยันหมั่นเพียร สามารถอุทิศตน และเสียสละเวลาให้กับทางราชการ มีความซื่อสัตย์สุจริต และรักษาความลับของทางราชการ ระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันทำสัญญาจ้าง ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 สมัครที่กลุ่มบริหารงานบุคคล ชั้น 9 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน เขตดุสิต กรุงเทพฯ ถึง 9 พ.ค.นี้

กรมศิลปากร รับ นาฏศิลปิน (ด้านอำนวยการแสดง) 1 อัตรา กลุ่มงานบริหารทั่วไป สังกัดกลุ่มนาฏศิลป์ สำนักการสังคีต วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่าในทุกสาขาวิชา ต้องมีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการแสดงนาฏศิลป์ การควบคุมกำกับการแสดง และการอำนวยการแสดง รวมกันไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยมีหนังสือรับรองประสบการณ์การทำงานจากนายจ้างหรือหน่วยงาน มีความรู้ความสามารถในการแสดงนาฏศิลป์ต่างๆ ทั้งโขน ละคร ฟ้อนรำตามบทบาทการแสดงที่ได้รับมอบหมาย สามารถควบคุมกำกับการแสดง อำนวยการแสดง ได้แก่ การกำหนดรูปแบบการแสดง การเลือกเรื่องที่จะแสดง กำหนดผู้แสดง ท่ารำ เครื่องแต่งกายผู้แสดง และอุปกรณ์การแสดงอื่นๆ ให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องและบทบาทการแสดง ควบคุมการฝึกซ้อมเบื้องต้นจนถึงขั้นปฏิบัติการแสดงจริงบนเวที มีความรู้ความสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านประสบการณ์การแสดง ระยะเวลาการจ้าง ตั้งแต่วันเริ่มสัญญาจ้างถึง 30 กันยายน 2560 สมัครที่กลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ถึง 11 พ.ค.นี้

กรมทางหลวงชนบท รับ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 2 อัตรา กลุ่มงานบริหารทั่วไป วุฒิ ปริญญาโท ทุกสาขาวิชา ต้องมีผลคะแนนการทดสอบภาษาอังกฤษ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 512 คะแนน, TOEFL (Paper based) ไม่ต่ำกว่า 477 คะแนน, TOEFL (Computer based) ไม่ต่ำกว่า 123 คะแนน, TOEFL (Internet based) ไม่ต่ำกว่า 53 คะแนน, CU-TEP ไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน หรือ IELTS ไม่ต่ำกว่า 4.5 คะแนน มีความรู้ความสามารถในการรวบรวมวิเคราะห์ และประมวลผลนโยบายของรัฐบาลและสถานการณ์การเมืองและสังคมทั้งในและต่างประเทศ สามารถรวบรวมข้อมูล และศึกษาวิเคราะห์เบื้องต้นเกี่ยวกับภารกิจหลักและแผนกลยุทธ์ของส่วนราชการ หรือทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีความรู้ในการวิเคราะห์นโยบายของส่วนราชการ หรือนโยบาย แผนงาน และโครงการทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การบริหาร หรือความมั่นคงสามารถสำรวจ รวบรวม และประมวลผลข้อมูลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมทั้งในและต่างประเทศ ศึกษาวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาล ตรวจสอบความปลอดภัยทางหลวงชนบท ทั้งเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาด้านวิศวกรรมความปลอดภัย จัดทำรายงานการตรวจสอบความปลอดภัยงานทาง และจัดทำสรุปรายงานการติดตามประเมินผลการดำเนินการปรับปรุงความปลอดภัยทางหลวงชนบทประจำปี สนใจสมัครทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ http://job.drr.go.th  หรือ http://www.drr.go.th  หัวข้อ “รับสมัครสอบพนักงานราชการ (พร.)” รับถึง 11 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยมหิดล รับ ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชี 1 อัตรา ปฏิบัติงาน งานคลังและพัสดุ สำนักงานผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย อายุไม่เกิน 35 ปี วุฒิ ปริญญาตรี สาขา การบัญชี มีความรู้ความสามารถในการใช้งานคอมพิวเตอร์โปรแกรม Microsoft Office โดยเฉพาะ MS Excel และ Word (หากสามารถใช้งานโปรแกรม ERP และโปรแกรมสร้างสรรค์ผลงานอื่นที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งจะพิจารณาเป็นพิเศษ) มีความละเอียดรอบคอบ ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส มีระเบียบวินัยในตนเองมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานเพื่อองค์กรมีบุคลิกภาพที่ดี มีจิตใจรักงานบริการ สามารถทำงานเป็นทีมได้ (หากมีประสบการณ์ทางบัญชีจะพิจารณาเป็นพิเศษ) ผู้สมัครเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือได้รับการยกเว้น สมัครที่หน่วยทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม หรือส่งจดหมายสมัครงานทางไปรษณีย์ พร้อมแนบหลักฐานประกอบการสมัครมาที่ “หน่วยทรัพยากรบุคคล ชั้น 2 เลขที่ 999 สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170 วงเล็บมุมซองบนขวา “สมัครงานตำแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชี” รับถึง 15 พ.ค.นี้

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับพนักงานรายได้ประเภทชั่วคราว ตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชี 1 อัตรา วุฒิ ไม่ต่ำกว่า ปริญญาตรี ทาง การบัญชี สมัครที่วิทยาลัยสหวิทยาการ อาคารอเนกประสงค์ 1 ชั้น 5 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โทร.0-2613-2841, 0-2613-2858 หรือดูทาง http://ci.tu.ac.th  รับถึง 19 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย รับ นักเทคนิคการสัตวแพทย์ 1 อัตรา กลุ่มงานบริหารทั่วไป วุฒิ ปริญญาตรี (6 ปี) สาขา สัตวแพทยศาสตร์มีความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษในระดับดี ระยะเวลาการจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 ถึง 30 กันยายน 2563 สมัครที่แผนกงานการเจ้าหน้าที่ ชั้น 3 อาคารสำนักงานวิทยาเขตนครศรีธรรมราช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชถึง 19 พ.ค.นี้

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับ เจ้าหน้าที่บริการ ทั่วไป (คนงานห้องทดลอง) P9 จำนวน 1 อัตรา สังกัดโรงพยาบาลปศุสัตว์-ศูนย์ฝึกนิสิตฯ วุฒิ มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)/มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) สามารถปฏิบัติงานนอกเวลาทำการและวันหยุดทำการได้ (หากมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์จะพิจารณาเป็นพิเศษ) สำหรับเพศชาย-ต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สมัครที่หน่วยการเจ้าหน้าที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนอังรีดูนังต์ สอบถามที่ฝ่ายบริหารคณะฯ (หน่วยการเจ้าหน้าที่) โทร.0-2218-9773, 0-2218-9775 ถึง 23 พ.ค.นี้

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาวิทยาการจัดการ วิชาเอกการตลาด รับ อาจารย์ 1 อัตรา อายุไม่เกิน 45 ปี วุฒิ ปริญญาเอก ทาง บริหารธุรกิจ วิชาเอกการตลาด ต้องมีพื้นปริญญาโททางการตลาดหรือปริญญาโท ทาง บริหารธุรกิจ วิชาเอกการตลาด หรือ ปริญญาโทในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ต้องมีประสบการณ์การสอนทางด้านการตลาด หรือ บริหารธุรกิจในระดับปริญญาตรีขึ้นไป และมีผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่แล้วไม่เกิน 3 ปี (หากมีประสบการณ์การทำงานในบริษัทเอกชนในหน้าที่การบริหารการตลาดจะพิจารณาเป็นพิเศษ), หลักสูตรบัญชีบัณฑิต รับ อาจารย์ 1 อัตรา อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี วุฒิ ปริญญาเอก ทาง บัญชี หรือปริญญาเอก ทางบริหารธุรกิจ และเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยมีพื้นปริญญาตรีทางบัญชี หรือปริญญาโท ทาง บัญชี หรือปริญญาโท ทาง บริหารธุรกิจ และเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต โดยมีพื้นปริญญาตรี ทางบัญชี, หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาเอก ทาง รัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีวุฒิปริญญาโท ทาง รัฐประศาสนศาสตร์ หรือ การบริหารรัฐกิจ หรือปริญญาโท ทาง รัฐประศาสนศาสตร์ หรือ บริหารรัฐกิจ โดยมีพื้นปริญญาตรีทางรัฐประศาสนศาสตร์ หรือ บริหารรัฐกิจ มีประสบการณ์ทำงานไม่น้อยกว่า 2 ปี (หากมีผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่จะพิจารณาเป็นพิเศษ), แขนงวิชาการจัดการงานก่อสร้าง รับ อาจารย์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทาง วิศวกรรมโยธา หรือ สถาปัตยกรรมหลัก และมีประสบการณ์การทำงาน หรือ ประสบการณ์การสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป หรือปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางด้าน การจัดการงานก่อสร้าง โดยมีพื้นปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมโยธา หรือ วิศวกรรมหลัก และมีประสบการณ์การสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป ทุกตำแหน่งต้องมีความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในระดับที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมแก่ตำแหน่ง และมีผลการทดสอบภาษาอังกฤษ ที่ไม่เกิน 2 ปี สำหรับวุฒิ ปริญญาเอก ได้แก่ TOEFL Paper ไม่ต่ำกว่า 550 คะแนน, TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 213 คะแนน, TOEFL IBT ไม่ต่ำกว่า 79 คะแนน, CU-TEP ไม่ต่ำกว่า 75 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 6.5 คะแนน หรือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 700 คะแนน ส่วนวุฒิปริญญาโท TOEFL Paper ไม่ต่ำกว่า 510 คะแนน, TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 180 คะแนน, TOEFL CBT ไม่ต่ำกว่า 64 คะแนน, CU-TEP ไม่ต่ำกว่า 60 คะแนน, IELTS ไม่ต่ำกว่า 5 คะแนน หรือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 600 คะแนน สมัครที่กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120 โทร.0-2504-7133 ถึง 31 พ.ค.นี้.

หมึกเขียว

 

“เสริมไทย” กับอีกมิติใหม่ของการช็อปปิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 6 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932203


นับได้ว่าเป็นหนึ่งในตำนานของความสำเร็จทางธุรกิจค้าปลีกไทย ที่กลุ่มทุนภูธรสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางการสยายปีกของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศออกไปทั่วประเทศเพื่อตอบสนองกำลังซื้อตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคและการเจริญเติบโตของสังคมเมือง

“เสริมไทย พลาซ่า” กำลังฐานธุรกิจที่จังหวัดมหาสารคาม มักจะถูกหยิบยกมาศึกษาความสำเร็จตั้งแต่ในอดีต เริ่มต้นด้วยร้านค้าปลีก และขยายการลงทุนเพื่อยกระดับการเป็นห้างสรรพสินค้าครบวงจร ได้ผนึกกำลังกับยักษ์ค้าปลีกต่างชาติ “เทสโก้” เปิด “ตลาดโลตัส” เป็นแห่งแรกจนกลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกได้นำไปขยายการลงทุนยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

เมื่อไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงให้สอดรับวิถีการเป็นอยู่ที่ทันสมัย กลุ่มทุนท้องถิ่นที่นำโดย นพ.กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งเสริมไทย พลาซ่า ได้ผุดโครงการยักษ์ “เสริมไทย คอมเพล็กซ์” เป็นศูนย์ การค้าขนาดใหญ่กับสถาปัตยกรรมมีความสวยงามและทันสมัย มูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 63 ไร่ พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 60,000 ตารางเมตร พื้นที่ในการจอดรถยนต์และจักรยานยนต์ กว่า 3,000 คัน อยู่ติดและใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เป็นศูนย์การค้าชั้นนำในระดับประเทศ มีร้านค้าที่ทันสมัยและพันธมิตรทางการค้ามากมาย อาทิ เทสโก้ โลตัส ขนาดใหญ่กว่า 8,250 ตาราง เมตร, ห้างสรรพสินค้า, โรงภาพยนตร์, ร้านอาหารชื่อดัง ธนาคารและสถาบันการเงิน, มินิพลาซ่า ศูนย์รวมร้านค้าย่อย, ฟู้ดเซ็นเตอร์, เพลย์แลนด์ เป็นต้น

ล่าสุด แพทย์หญิง โศรยา คณาสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมไทยคอมเพล็กซ์ จำกัด เจ้าของโครงการศูนย์การค้า “เสริมไทยคอมเพล็กซ์” จังหวัดมหาสารคาม ได้เปิดเผยข้อมูลของความเป็นมาและความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเดือนตุลาคม 60

ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ ได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.2555 ที่ผ่านมา นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงมาก จนศูนย์การค้าปัจจุบันเริ่มที่จะแน่นมาก และทางพันธมิตรร้านค้ามีความจำเป็นต้องการพื้นที่มากขึ้น ขณะเดียวกันทาง “เสริมไทย” เองก็มีความต้องการที่จะยกระดับศูนย์การค้าขึ้นไปเทียบเท่าอีกระดับ จึงเนรมิตศูนย์การค้าให้มีบรรยากาศที่ลูกค้ามีความต้องการ เติมสิ่งที่กลุ่มลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษาต้องการ

“ถึงวันนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มพื้นที่ให้แก่ร้านค้าและพันธมิตรใหม่ๆเข้ามาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและการเติบโตของตลาดที่มากขึ้น โดยการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 8,000 ตารางเมตร ด้วยงบการลงทุนครั้ง ใหม่อีกกว่า 300 ล้านบาท เพื่อให้เกิดมิติใหม่ของการช็อปปิ้ง ให้กับลูกค้าด้วยแนวคิด “Sermthai Complex Shopping in the garden” ลูกค้าที่เข้ามาในเสริมไทยคอมเพล็กซ์จะได้พบกับความเพลิดเพลินในบรรยากาศที่สวยงาม ตื่นตา ตื่นใจกับความเป็นธรรมชาติขนาดใหญ่ภายในศูนย์การค้า พรั่งพร้อมด้วยการออกแบบของสถาปัตยกรรมยุคใหม่ มีการนำเอาอัตลักษณ์ของจังหวัดมหาสารคามนั่นคือ หอนาฬิกา เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ ผสมผสานกับธรรมชาติอย่างลงตัว ตอกย้ำความเป็น Landmark ของจังหวัดมหาสารคาม

นอกเหนือจากร้านค้า ร้านอาหาร ร้านบริการต่างๆที่อยู่ในพื้นที่ใหม่แห่งนี้แล้วยังมีอีกหนึ่งของความใหม่และทันสมัย คือการเปิดพื้นที่กว่า 400 ตารางเมตร ให้เป็น Co-Working Space พื้นที่สำหรับการอ่านหนังสือ ติว ประชุมย่อย พบปะ พูดคุยของสังคมยุคใหม่ของทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมการเชื่อมต่อแบบไร้พรมแดนด้วยอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ตลอดเวลาการใช้บริการในบรรยากาศการตกแต่งที่ทันสมัย และที่แห่งนี้คือ “Meeting Point แห่งใหม่ที่ทุกคนต้องห้ามพลาด”

นี่คืออีกระดับของความก้าวหน้าของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกภูธรที่ไม่เคยหยุดนิ่ง กับการเป็นศูนย์การค้าและห้างภูธรที่ใหญ่ที่สุดอันดับต้นๆของประเทศไทย.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 06/05/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/933537


จีนระอา!ทุเรียนย้อมขมิ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/932862


นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรร่วมกับ จ.จันทบุรี จัดประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาการส่งออกผลไม้ทั้งเปลือกในภาคตะวันออก เกี่ยวกับหลักปฏิบัติที่ดีและถูกต้อง (จีเอ็มพี) สำหรับโรงคัดบรรจุหรือล้ง เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรเข้าใจในกฎระเบียบด้านต่างๆ ทั้งของไทยและประเทศคู่ค้าที่สำคัญ โดยปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือกประมาณ 135 แห่ง ในภาคตะวันออกและภาคใต้ และคาดว่าปีนี้จะมีผู้ยื่นขอรับรองโรงคัดบรรจุรายใหม่อีกประมาณ 30 ราย

สำหรับผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศ จะต้องปฏิบัติตามประกาศกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด รวมทั้งต้องควบคุมการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพและความปลอดภัยเป็นไปตามข้อกำหนด กฎระเบียบของประเทศผู้นำเข้า โดยเฉพาะเรื่องการใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัดแมลงและสารกันเชื้อราไม่เกินค่าที่กำหนด และห้ามใช้สีผสมอาหาร (สีสังเคราะห์และสีธรรมชาติ) กับผักผลไม้สด ซึ่งประเทศผู้นำเข้า เช่น ฮ่องกงและจีน มีกฎระเบียบห้ามใช้ขมิ้น (Turmeric/Curcumin) ในผลไม้สด เป็นต้น

“เมื่อเร็วๆนี้ได้รับแจ้งจากกงสุลฝ่ายเกษตรว่า ผู้บริโภคชาวจีนได้ร้องเรียน กรณีซื้อทุเรียนจากร้านค้าที่นำเข้าจากไทย เมื่อนำมาปอกเปลือกพบว่า ที่ผิวเปลือกทุเรียนมีสารสีเหลืองเคลือบ ซึมไปถึงเปลือกขาวชั้นในและเนื้อทุเรียนบางส่วน และมีสีเหลืองเปื้อนติดมือ เมื่อนำผลไปวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการพบว่าเป็นสาร Curcumin (ขมิ้น) และ Auramine O ซึ่งก็คือสีย้อมในอุตสาหกรรมผ้าและพลาสติก โดยเหตุการณ์แบบนี้จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกทุเรียนไทยในอนาคตได้ จำเป็นที่กรม จะต้องหามาตรการเข้มงวดในการป้องกันควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นอีก”

ปัจจุบันประเทศไทยส่งทุเรียนออกไปยังจีนและฮ่องกง ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่มีปริมาณการส่งออกทุเรียน ปี 2559 จำนวน 402,600 ตัน มูลค่า 17,469 ล้านบาทและปีนี้คาดว่าผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 30-40%.