“อิชิตัน”รุกตลาดเยลลี่พร้อมดื่ม ส่ง“ไบเล่ ฟรุตทูโก”เอาใจวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 พ.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931833


นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด มหาชน เปิดเผยว่า บริษัทได้แตกไลน์ของฟรุตทูโก ภายใต้แบรนด์ไบเล่ เพื่อเพิ่มศักยภาพของไบเล่ในการพัฒนาสินค้าเครื่องดื่มน้ำผลไม้ให้ครอบคลุมต่อจากไบเล่ น้ำผลไม้ 100% แบบขวด PET และไบเล่ ฟรุต ครีเอชั่นน้ำผลไม้ พรีเมี่ยม 100% รูปแบบยูเอชที เมื่อต้นปี โดยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ไบเล่ ฟรุตทูโก (Bireley’s Fruit To Go) เพื่อช่วยขยับภาพลักษณ์แบรนด์ไบเล่ให้คงความทันสมัยสำหรับคนรุ่นใหม่ และทำให้ไบเล่เป็นแบรนด์ที่เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ทุกช่วงเวลา

สำหรับ ไบเล่ ฟรุตทูโก เป็นน้ำผลไม้เนื้อเยลลี่พร้อมดื่ม รูปแบบสแน็กดริงก์ ภายใต้คอนเซปต์ “Go with Joy” นำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการดื่มน้ำผลไม้ให้สนุกยิ่งขึ้น เข้มข้นขึ้นด้วยน้ำผลไม้แท้ 20% วิตามินสูง มีทั้งหมด 2 รส คือ รสส้มและรสองุ่น ให้พลังงานเพียง 35 กิโลแคลอรี อีกทั้งการเข้าทำตลาดสแน็กดริงก์ในบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดอ่อนตัว หรือยืดหยุ่นได้ (ซองเพาช์) ยังมีคู่แข่งไม่มากนักจึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภค

“การเข้าทำตลาดเยลลี่พร้อมดื่มที่มีมูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท ของไบเล่ ฟรุตทูโก คาดว่าจะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนและผลักดันให้ตลาดคึกคักจากการแข่งขัน โดยคาดว่าจะสามารถทำรายได้ 140 ล้านบาทในปี 2561 และทำให้สินค้าในแบรนด์ไบเล่ทั้งพอร์ตทำรายได้ 700 ล้านบาทให้กับอิชิตันกรุ๊ป”

 

‘ไปรษณีย์ไทย’ น้อมรับส่งจม.ใบสมัครทุนช้า เร่งเยียวยาคู่กรณีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 21:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931667


ไปรษณีย์ไทย น้อมรับปัญหาส่งจดหมายล่าช้า ทำให้เด็กเกือบอดทุนมหาวิทยาลัย ล่าสุดเร่งเยียวยาคู่กรณี ติดต่อมหาวิทยาลัยช่วยเหลือแล้ว พร้อมอำนวยความสะดวกทุกช่องทางให้คู่กรณี

จากกรณี มีผู้ร้องเรียนว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ได้ส่งจดหมายใบสมัครขอรับทุนการศึกษาล่าช้า ทำให้ผู้ร้องเรียนและบุตรชายได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก ตามที่เป็นข่าวเผยแพร่ไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ทำหนังสือชี้แจง ระบุไว้ดังนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไปรษณีย์ไทย มิได้นิ่งนอนใจ มอบหมายเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นการด่วน

เบื้องต้น ขอเรียนชี้แจงว่า สิ่งของที่ฝากส่งทางไปรษณีย์ตามที่ผู้ร้องเรียนอ้างถึง เป็น “ใบสมัครเพื่อขอรับทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี” โดยฝากส่งในประเภทไปรษณียภัณฑ์ธรรมดา จากต้นทางเคาน์เตอร์ไปรษณีย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี โดยไปรษณียภัณฑ์ชิ้นดังกล่าวส่งถึงปลายทางที่ทำการไปรษณีย์หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 60

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำจ่ายในวันที่ 2 พ.ค. 60 สำหรับกรณีดังกล่าวพบว่า มีความล่าช้าในเส้นทางไปรษณีย์จริง จึงขออภัยต่อความล่าช้าที่เกิดขึ้นมา ณ ที่นี้ ซึ่งหัวหน้า ที่ทำการไปรษณีย์ในพื้นที่รับผิดชอบได้เข้าพบเพื่อขออภัยและชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ร้องเรียน พร้อมยุติเรื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทย ได้มอบหมายให้หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดอุบลราชธานี ประสานงานไปยังมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เกี่ยวกับการยื่นใบสมัครขอรับทุนการศึกษาของบุตรชายผู้ร้องเรียนอีกครั้ง ซึ่งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีมติให้บุตรชายผู้ร้องเรียนยื่นใบสมัครขอรับทุนการศึกษาได้ภายในวันที่ 5 พ.ค. 60 เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่อไป โดยไปรษณีย์ไทยจะอำนวยความสะดวกในการพาบุตรชายผู้ร้องเรียนเดินทางไปมหาวิทยาลัยเพื่อยื่นเอกสารขอรับทุนการศึกษาให้เป็นที่เรียบร้อย

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไปรษณีย์ไทย ได้กำชับให้หน่วยงานทุกสังกัดกำชับและควบคุมดูแล การให้บริการและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนให้เป็นตามระเบียบของ ไปรษณีย์ไทยอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีดังกล่าวอีก และขอขอบคุณผู้ร้องเรียนที่ช่วยให้ข้อมูลการใช้บริการไปรษณีย์ เพื่อไปรษณีย์ไทยจะนำมาพัฒนาปรับปรุงการปฏิบัติงานและการให้บริการให้ได้มาตรฐานมีความรัดกุม ป้องกันความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อไป.

 

ISP ร่วมปิดเว็บไซต์เนื้อหาผิดกฎหมาย ร่อนอีเมลถึงเฟซบุ๊กช่วยปิดเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 21:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931663


สมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตประเทศไทย หรือ ไอเอสพี แสดงจุดยืนให้ความร่วมมือปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมเต็มที่ ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลฯ ระบุ เว็บไซต์ที่ถูกปิดมากที่สุดคือ เว็บไซต์ที่แพร่ภาพลามกอนาจาร การพนัน

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตประเทศไทย หรือ ไอเอสพี ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เพื่อแสดงจุดยืนว่า สมาคมฯ ให้ความร่วมมือปิดเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมทางอินเทอร์เน็ต พร้อมส่งจดหมายไปยังผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก ขอให้ปิดกั้นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายของประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื้อหาของหนังสือนั้น ขอให้เฟซบุ๊กเข้าใจสถานการณ์ของไทย และขอความร่วมมือให้ปิดโดยเร็วที่สุด ซึ่งอยู่ระหว่างรอการตอบกลับ คาดว่ามีแนวโน้มที่ดี

อย่างไรก็ตาม จากจำนวน 6,900 เว็บไซต์ ขณะนี้ปิดได้แล้ว 6,300 เว็บไซต์ ยังเหลือเว็บไซต์อีกกว่า 600 แห่ง ที่ไม่สามารถปิดกั้นได้ และที่มีปัญหามากสุดอยู่คือ เพจที่อยู่กับเฟซบุ๊ก เนื่องจากผู้ให้บริการในต่างประเทศตั้งรหัสการเข้าถึงไว้ ทำให้ไอเอสพีดำเนินการได้ช้า ซึ่งเชื่อว่าจะปิดได้เร็วสุดภายในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุว่า เว็บไซต์ที่ปิดมากที่สุด อันดับแรก คือ การเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร การพนัน และความมั่นคง.

 

‘พาณิชย์’ จัดเวิร์กช็อปติวเข้ม SME เจาะตลาดสหรัฐฯ เพิ่มยอดส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 20:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931650


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดเวิร์กช็อปเจาะตลาดสหรัฐฯ ดึงบิ๊กบอส ‘ทียูเอฟ’ ที่ปรึกษารายภูมิภาคอเมริกา ติวเข้มเอสเอ็มอีกลุ่มอาหารกว่า 80 ราย ก่อนคัดเลือกเหลือ 20 ราย พาไปขยายตลาด เผยเตรียมจัดเวิร์กช็อปต่อช่วง พ.ค.-ก.ย.นี้ เริ่มจากเอเชียใต้ จีน แอฟริกา ญี่ปุ่น ยุโรป และอาเซียน ก่อนจูงมือพาไปขยายตลาดจริง

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เชิญบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือทียูเอฟ ในฐานะที่ปรึกษากระทรวงพาณิชย์ประจำภูมิภาคอเมริกา มาจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ให้กับผู้ประกอบการสินค้าอาหารของไทย ที่สนใจจะส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ โดยมีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมกว่า 80 ราย และหลังจากเวิร์กช็อปแล้ว จะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีขีดความสามารถไม่เกิน 20 ราย เพื่อเดินทางไปเจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ตัวแทนจำหน่ายอาหาร และกลุ่มธุรกิจบริการอาหารของสหรัฐฯ ผ่านเครือข่ายของทียูเอฟต่อไปในเดือน ก.ค.นี้

ทั้งนี้ ในปัจจุบันสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากไทยเป็นจำนวนมาก โดยในปี 59 ไทยส่งออกได้มูลค่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 10% และปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มขึ้น 5% ส่วนในช่วง 3 เดือนของปี 60 (ม.ค.-มี.ค.) ส่งออกได้แล้ว 875 ล้านเหรียญฯ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ผลไม้กระป๋องและแปรรูป อาหารทะเลกระป๋อง ข้าว สินค้าประมง และอาหารทะเลแปรรูป แสดงให้เห็นว่าสินค้าจากไทยเป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคสหรัฐฯ และยังคงมีช่องว่างทางการตลาดที่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ จะเข้าไปเจาะตลาดได้

นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนที่จะจัดเวิร์กช็อปให้กับเอสเอ็มอีในการบุกเจาะตลาดที่เหลือในอีก 6 ภูมิภาค คือ เอเชียใต้ แอฟริกา จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และอาเซียน ในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย.นี้ โดยจะเริ่มจากเอเชียใต้จัดเวิร์กช็อปในเดือน พ.ค.-มิ.ย. เน้นการบุกเจาะตลาดศรีลังกาและมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสสำหรับสินค้าไทยมาก

จากนั้นจะเป็นตลาดจีน เดือน มิ.ย. และนำสินค้าไปจัดแสดงที่จีนผ่านห้างสรรพสินค้าในเครือข่ายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) และล็อกซเล่ย์ ส่วนแอฟริกา เวิร์กช็อปช่วงต้นเดือน ก.ย. ขณะที่ญี่ปุ่น ยุโรป และอาเซียน อยู่ระหว่างการเตรียมการจัด ซึ่งหลังจากจัดเวิร์กช็อปแล้ว จะมีการจัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนประเทศเป้าหมายต่อไป

สำหรับรูปแบบการดำเนินการ ที่ปรึกษารายภูมิภาคในแต่ละตลาดจะเข้ามาช่วยเอสเอ็มอีในการปรับปรุงพัฒนาสินค้า และจากนั้นจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีขีดความสามารถ เพื่อพาไปทำตลาด อย่างตลาดจีน ซีพี มีห้างโลตัส 73 สาขา และล็อกซเล่ย์ มีร้านค้าปลีกที่อยู่ในปั๊มน้ำมัน Sinopec

นอกจากนี้ ยังรวมถึงห้างสรรพสินค้าซึ่งจะใช้เป็นช่องทางกระจายสินค้าไทยได้ แอฟริกา ก็มีเทรดดิ้งเฟิร์มของ Toyota Tsusho และบริษัท ดับเบิลเอ ของไทย ที่จะช่วยซื้อสินค้าไทย ยุโรป มีห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล ที่สามารถเพิ่มการนำเข้าสินค้าไทยไปขาย ส่วนญี่ปุ่น และอาเซียน จะกระจายผ่านเครือข่ายของที่ปรึกษารายภูมิภาค คือ เครือสหพัฒน์ และเบอร์ลี่ ยุคเกอร์.

 

พาณิชย์ เตือนชาวสวนอย่าตัดทุเรียนอ่อนขายผิด ก.ม. โทษคุก6ด.-ปรับ5หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 19:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931560


ก.พาณิชย์ เตือนชาวสวนทุเรียน อย่าตัดผลอ่อนเอามาขาย เหตุมีความผิดตามกฎหมาย 2 ฉบับ มีโทษทั้งจำและปรับ ชี้ทำภาพลักษณ์ทุเรียนไทยเสียหาย พร้อมเดินหน้าตรวจสอบ “ล้ง” ตั้งแต่ พ.ค.นี้ เป็นต้นไป ป้องกันเอาเปรียบชาวสวน…

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2560 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ซึ่งเป็นผลที่ผลไม้ภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง เริ่มทยอยออกสู่ตลาดนั้น กระทรวงพาณิชย์ ขอเตือนชาวสวนผลไม้ ไม่ให้เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตออกมาวางขายในช่วงที่ราคาผลไม้สูง โดยเฉพาะทุเรียนอ่อน เพราะจะมีความผิดตามกฎหมาย และยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของทุเรียนไทยด้วย โดยขณะนี้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ ได้ส่งสายสืบและสายตรวจลงพื้นที่จับกุมผู้กระทำผิดแล้ว

สำหรับการตัดทุเรียนอ่อน จะถือว่าเข้าข่ายผิดกฎหมาย 2 ฉบับ คือ กฎหมายอาญา มาตรา 271 ที่ระบุว่า ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือปริมาณแห่งของนั้นอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ราคาผลไม้ภาคตะวันออก ซึ่งขณะนี้ผลผลิตกำลังทยอยออกสู่ท้องตลาด พร้อมทั้งหาแนวทางเร่งระบายผลผลิตไปถึงผู้บริโภค ด้วยการเชื่อมโยงไปยังตลาดสด ห้างสรรพสินค้า ขณะเดียวกัน ได้เตรียมเปิดตลาดสินค้าเฉพาะ (ตลาดแม็กเน็ต) ที่จะนำผลไม้คัดมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว โดยจะพัฒนาเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวของชาวต่างชาติให้มารับประทานผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ปีนี้ยังเชื่อมั่นว่า ราคาผลไม้ไทยอยู่ในระดับสูง และเป็นปีทองของชาวสวนผลไม้ เพราะปริมาณที่ออกสู่ท้องตลาด แม้จะมีมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่โดยภาพรวมแล้วยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ประกอบกับมีการส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะจีน จึงยิ่งทำให้ราคาเพิ่มสูงมาก ขณะนี้ทุเรียนกิโลกรัมละ 119 บาทแล้ว ขณะเดียวกัน ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หาแนวทางดำเนินการให้ผลไม้ออกสู่ท้องตลาดต่อเนื่อง แม้ไม่ใช่ช่วงฤดูกาล เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค และยกระดับราคาให้มีเสถียรภาพ” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ ได้ออกตรวจสอบพฤติกรรมของผู้รวบรวมและส่งออกผลไม้ (ล้ง) อย่างเข้มงวดตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ผลไม้ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกออกสู่ตลาดจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ล้งเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร รวมถึงไม่ให้ทำผิดกฎหมาย เพราะล้งต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ที่เข้ามารับซื้อผลผลิตของเกษตรกรถึงสวนนั้น จะไม่สามารถนำผลไม้หรือผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายในประเทศได้ เพราะจะถือว่าผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่ห้ามคนต่างด้าวจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร โดยหากตรวจพบจะดำเนินการตามกฎหมายทันที.

 

‘ธนวรรธน์’ หนุนรัฐบาลทุ่มเงินช่วยคนจน มั่นใจดันจีดีพีไทยโตเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 17:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931250


ม.หอการค้าไทย เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ตามการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น แต่ผู้บริโภคยังกังวลสารพัดปัจจัย ทำระมัดระวังการใช้จ่าย พร้อมหนุนรัฐทุ่มเงินช่วยคนจน 2 หมื่นล้านบาท ชี้ทุกๆ 1 หมื่นล้านบาท ดันจีดีพีโตได้อีก 0.1-0.2%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่สำรวจจากประชาชนตัวอย่างทั่วประเทศ 2,247 คน ว่า ในเดือน เม.ย.60 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย.60 อยู่ที่ระดับ 77.0 เพิ่มขึ้นจาก 76.8 ในเดือน มี.ค.60

ส่วน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 54.7 เพิ่มขึ้นจาก 54.5 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต อยู่ที่ 86.3 เพิ่มขึ้นจาก 85.9 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 65.4 เพิ่มขึ้นจาก 65.1 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางาน อยู่ที่ 71.6 เพิ่มขึ้นจาก 71.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 94.0 เพิ่มขึ้นจาก 93.8

สำหรับ ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คงประมาณการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 60 ไว้ที่ 3.6% หลังจากการส่งออกที่เริ่มดีขึ้นตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มดีขึ้น, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดจีดีพีไตรมาส 1 ปีนี้จะเติบโตกว่า 3% เล็กน้อย และทั้งปีจะขยายตัวได้ 3.3% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกที่ดีขึ้น การบริโภคเอกชนดีขึ้นตามรายได้ภาคเกษตร และความเชื่อมั่นภาคเอกชนดีขึ้น, การท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดี

ขณะที่ มูลค่าการส่งออกเดือน มี.ค.60 เพิ่มขึ้น 9.22%, ราคาสินค้าเกษตรหลายรายการดีขึ้น โดยเฉพาะยางพารา ปาล์มน้ำมัน และอ้อย ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย สะท้อนว่ามีเงินทุนจากต่างประเทศสุทธิไหลเข้าไทย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงกังวลปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ยังทรงตัวสูง รวมถึงยังรู้สึกว่ารายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น และยังกังวลเกี่ยวความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่อาจทำให้เกิดสงคราม โดยเฉพาะเกาหลีเหนือ ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทย

“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ค่าของดัชนียังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวขึ้นไม่มากนัก และยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนสูง ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยบั่นทอนความเชื่อมั่นโดยรวม โดยเฉพาะความห่วงใยภาวะสงคราม”

นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า คาดการณ์ว่าการบริโภคของภาคประชาชนจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยเฉพาะในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 หากรัฐบาลอัดฉีดเงินงบประมาณกลางปีกว่า 100,000 ล้านบาท ผ่านโครงการพัฒนา 18 กลุ่มจังหวัดในไตรมาสที่ 2 ได้ตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เพราะมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปัจจุบันและในอนาคต โดยเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงของการเริ่มฟื้นตัว และการฟื้นตัวยังไม่ได้กระจายตัวไปยังทุกภาคอุตสาหกรรม หรือทุกพื้นที่ อีกทั้ง ราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ยังต่ำ ทำให้กำลังซื้อในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

ส่วนกรณีที่ กระทรวงการคลัง จะจ่ายเงินสวัสดิการช่วยเหลือค่าครองชีพให้ผู้มีรายได้น้อย รวมวงเงินปีละ 20,000 ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นนโยบายที่ดี และเห็นด้วย เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาความยากจนแล้ว ยังถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยทุกวงเงิน 10,000 ล้านบาท จะมีส่วนทำให้จีดีพีประเทศเติบโตขึ้นได้อีก 0.1-0.2%

อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย และระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นโครงการประชานิยม ที่สำคัญต้องมีการประเมินผลด้วย แต่ในระยะปานกลาง รัฐบาลจะต้องเร่งฝึกอาชีพให้คนเหล่านี้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงการหางานให้ด้วย เพื่อให้กลุ่มนี้มีอาชีพ สร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

หุ้นปิดตลาดปรับเพิ่ม 8.93 ดัชนีแตะ 1,573 จุด ‘บินไทย’ ราคาพุ่ง 18.75%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931518


หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายสดใส ปรับเพิ่มขึ้น 8.93 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,573.05 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,360.73 ล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นการบินไทย ปรับเพิ่มขึ้น 3.30 บาทปิดที่ 20.90 บาท คาดนักลงทุนแห่เก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 1

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 4 พ.ค. 60 ช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.93 จุด เปลี่ยนแปลง +0.57% ดัชนีอยู่ที่ 1,573.05 จุด มูลค่าการซื้อขาย 38,360.73 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,574.38 จุด และต่ำสุดที่ 1,565.59 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 2.ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และ 5.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับหุ้น THAI หรือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นมา 3.30 บาท ปิดที่ 20.90 บาท จากราคาเปิดตลาดอยู่ที่ 17.60 บาท เพิ่มขึ้น 18.75% โดยนักวิเคราะห์มองว่า การปรับเพิ่มขึ้นของ THAI มาจากการเก็งกำไรผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ที่ได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยว และต้นทุนน้ำมันที่ลดลง ขณะเดียวกัน บริษัท การบินไทย เตรียมรับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ และใบอนุญาตขนส่งวัตถุอันตรายจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในวันที่ 8 พ.ค. 60 นี้.

 

ราคาทองผันผวน วิ่ง-ขึ้นลง 7 ครั้ง ล่าสุดรูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 15:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931327


ราคาทองคำไทยวันที่ 4 พ.ค. 60 วิ่งขึ้นลง 7 ครั้ง เฉลี่ย 50-100 บาท ล่าสุดรูปพรรณขายบาทละ 20,800 ทองแท่งขายออกบาทละ 20,300

เมื่อเวลา 14.57 น. วันที่ 4 พ.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำปรับราคาทองคำประจำวันจำนวน 7 ครั้ง โดยราคาเพิ่มขึ้นและลดลงครั้งละ 50-100 บาท ดังนี้

ครั้งที่ 1 เวลา 09.29 น. ราคาทองปรับลดลง 100 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อ 20,300.00 บาท ขายออก 20,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ 19,935.40 บาท ขายออก 20,900.00 บาท

ครั้งที่ 2 เวลา 10.13 น. ราคาทองปรับลดลง 50 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อ 20,250.00 บาท ขายออก 20,350.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ 19,889.92 บาท ขายออก 20,850.00 บาท

ครั้งที่ 3 เวลา 12.54 น. ราคาทองปรับลดลง 50 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อ 20,200.00 บาท ขายออก 20,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ 19,829.28 บาท ขายออก 20,800.00 บาท

ครั้งที่ 4 เวลา 12.54 น. ราคาทองปรับลดลง 50 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อ 20,150.00 บาท ขายออก 20,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ 19,783.80 บาท ขายออก 20,750.00 บาท

ครั้งที่ 5 เวลา 13.56 น. ราคาทองปรับเพิ่ม 50 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อ 20,200.00 บาท ขายออก 20,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ 19,829.28 บาท ขายออก 20,800.00 บาท

ครั้งที่ 6 เวลา 14.25 น. ราคาทองปรับลดลง 50 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อ 20,150.00 บาท ขายออก 20,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ 19,783.80 บาท ขายออก 20,750.00 บาท

ครั้งที่ 7 เวลา 14.57 น. ราคาทองปรับเพิ่ม 50 บาท โดยราคาทองแท่งรับซื้อ 20,200.00 บาท ขายออก 20,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อ 19,829.28 บาท ขายออก 20,800.00 บาท

 

พฤกษาปลื้มไตรมาสแรกโตตามเป้า ชี้ปัจจัยเสี่ยงมีเพียงหนี้ครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 14:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931123


ผู้บริหารค่ายพฤกษาเผยไตรมาสแรกปีนี้ เติบโตตามเป้าหมายในอัตราเท่ากับตลาด พร้อมใส่เกียร์ลุยไตรมาสที่ 2 เปิดตัวอีก 23 โครงการ ชี้ปัจจัยเสี่ยงมีเพียงหนี้ครัวเรือนและกำลังซื้อ…

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ 3 เดือนแรกปีนี้ เติบโตประมาณ 14% ซึ่งในส่วนของพฤกษาเติบโตประมาณ 14% เท่ากับตลาด โดยเฉพาะกลุ่มคอนโด ภาพรวมในไตรมาสที่ 1 เติบโตตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ ไตรมาส 1 พฤกษาเปิดตัวโครงการไปแล้ว 11 โครงการ ยอดขายอยู่ที่ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนไตรมาสที่ 2 จะเปิดตัวโครงการใหม่ 23 โครงการ มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท แยกเป็นทาวน์เฮาส์ 15 โครงการ บ้านเดี่ยว 6 โครงการ และคอนโด 2 โครงการ จากเป้าหมายรวมตลอดทั้งปีนี้จะเปิดตัว 72 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยยอดขายของธุรกิจอสังหาฯ จะเข้ามามากในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3

นายปิยะ กล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะส่งผลต่อธุรกิจอสังหาฯ ไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้คือ กำลังซื้อและหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัจจัยต่อเนื่อง สำหรับพฤกษาแก้ปัญหาโดยการให้ลูกค้ายื่นพรีแอปพรูฟสินเชื่อก่อน รวมทั้งช่วยเหลือลูกค้าด้วยการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยื่นขอสินเชื่อและจับคู่ลูกค้าให้เหมาะสมกับแต่ละธนาคารตามความถนัดในการให้บริการลูกค้า ปรากฏว่าได้ผลดี มียอดลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อไม่เกิน 8% ตามเป้า

สำหรับปีนี้ พฤกษาจะใช้ชูกลยุทธ์พฤกษา 4.0 มุ่งนำนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพ เพื่อลูกค้าเต็มที่ พร้อมกับเทคโนโลยีการก่อสร้าง โดยเฉพาะนวัตกรรมพรีคาสท์ ซึ่งเป็นผู้นำลำดับต้นๆ ในโลก มีโรงงานมากและใหญ่ที่สุด มีกำลังการผลิตเพียงพอ อย่างไรก็ตาม กรณีการเดินหน้าสร้างรถไฟฟ้าและเปิดให้บริการรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น ก็มีผลดีกับธุรกิจ แต่ก็ทำให้ราคาที่ดินแพงขึ้น โดยแต่ละปีพฤกษาซื้อที่ดินเป็น 100 แปลง มูลค่าประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชูกลยุทธ์ ‘พฤกษา 4.0’ นำนวัตกรรมเพิ่มคุณภาพ เพื่อลูกค้า

 

อรพงศ์ เทียนเงิน นั่งประธานกรรมการฯ ดิจิทัล เวนเจอร์ส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 พ.ค. 2560 12:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/931025


ดิจิทัล เวนเจอร์ส แต่งตั้ง นายอรพงศ์ เทียนเงิน ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2560 ด้วยภารกิจสำคัญในการผลักดันความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจการเงินผ่านการลงทุนและสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินสำหรับการใช้งานจริง พร้อมยกระดับประสบการณ์ทางด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งระดับโลกให้เกิดขึ้นในวงการการเงินของไทย

นายอรพงศ์มีความพร้อมที่จะสานต่อภารกิจสำคัญให้แก่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส คือการผลักดันระบบนิเวศด้านนวัตกรรมทางการเงินหรือฟินเทค เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะยกระดับงานทางด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งให้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ รวมถึงสนับสนุนให้มีผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพรายใหม่ๆ ที่จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับธนาคารในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ได้ดีขึ้น เพื่อรองรับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัล ด้วยพื้นฐานความรู้ทางด้านวิศวกรรมทำให้ อรพงศ์มีความคิดเป็นระบบและตัดสินทุกอย่างด้วยการวิเคราะห์เหตุและผล ประกอบกับการทำงานร่วมกับคนจากหลายวัฒนธรรมองค์กรทั่วโลก และประสบการณ์มากกว่า 25 ปี ทั้งในอุตสาหกรรม การผลิต เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการการองค์กรทางด้านโทรคมนาคม และการเงินการธนาคาร

ก่อนเข้าร่วมงานกับดิจิทัล เวนเจอร์ส อรพงศ์ ดำรงตำแหน่งเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำหน้าที่ขับเคลื่อนพันธกิจของไมโครซอฟท์ให้ประสบความสำเร็จ นำเทคโนโลยี ที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยสูงสุดมาช่วยให้ทุกคนและองค์กรบรรลุผลสำเร็จยิ่งขึ้น และยังสานต่อโครงการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับประเทศไทย และการสร้างศักยภาพให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยสามารถแข่งขันได้บนเวทีโลก และยังมีประสบการณ์การทำงานกับองค์กรระดับโลกในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานให้กับบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่างเอคเซนเชอร์เป็นระยะเวลากว่า 16 ปี รับผิดชอบดูแลและให้บริการลูกค้าทั่วโลกในหลากหลายธุรกิจ รวมทั้งมีส่วนช่วยให้ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศไทยหลายรายในการปรับเปลี่ยนองค์กร เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ โดยได้รับตำแหน่งสูงสุดเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอคเซน-เชอร์ ประเทศไทย

อรพงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และปริญญาโท จากสาขาบริหารธุรกิจ และสาขาวิศวกรรมระบบการผลิตจาก Lehigh University เมืองเบธเลเฮม รัฐเพนซิลเวเนีย จากนั้นเริ่มทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับองค์กรชั้นนำ ได้แก่ Caterpillar, Boeing และ The Iacocca Institute รวมทั้ง เอคเซนเชอร์ และไมโครซอฟท์ สิ่งสำคัญที่ทำให้อรพงศ์ประสบความสำเร็จคือความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มองว่าทุกสิ่งคือความท้าทายและเป็นเรื่องสนุกที่จะทำ

เกี่ยวกับ ดิจิทัล เวนเจอร์ส (Digital Ventures)

ดิจิทัล เวนเจอร์ส คือบริษัทผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 ตามกลยุทธ์ในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ของทางธนาคารฯ ดิจิทัล เวนเจอร์ส มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมธนาคารผ่านการลงทุน การค้นคว้านวัตกรรม รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เติบโตร่วมไปกับธนาคารฯ เบื้องต้น ดิจิทัล เวนเจอร์ส มีเงินลงทุนใน Financial Technology จำนวน 1,750 ล้านบาท (หรือประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) หรือ ข้อมูลเพิ่มเติม www.dv.co.th