ราชกิจจาฯ ประกาศปรับขึ้นราคาบุหรี่ซองแข็ง ส่งออกต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 11:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930938


ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศปรับขึ้นราคาบุหรี่ซองแข็ง ทำในราชอาณาจักร ขณะที่โรงงานยาสูบ ชี้เป็นราคาสำหรับส่งออกต่างประเทศเท่านั้น…

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่ทำในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 โดยให้ใช้บังคับวันที่ 4 พ.ค. 2560 และยังระบุ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บค่าแสตมป์ยาสูบสำหรับยาสูบชนิดบุหรี่ซิกาแรตที่ทำในราชอาณาจักร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ประกอบกับมาตรา 5 ตรี (1) วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติยาสูบ พ.ศ. 2509 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2534 อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกประกาศไว้

ทั้งนี้ได้มีการกำหนดราคาบุหรี่ซิกาแรตมวนยาว ราคาขาย ณ โรงอุตสาหกรรมยาสูบ ที่ใช้เป็นมูลค่าเพื่อคำนวณค่าแสตมป์ยาสูบ ตามมาตรา 5 ตรี โดยรวมค่าแสตมป์ ยาสูบแล้ว (บาท/ซอง) อาทิ กรองทิพย์ 90 ซองละ 93 บาท, สายฝน 90 ราคา 92.10 บาท , WONDER รสอเมริกัน 84.84 บาท, WONDER รสเมนทอล 87.12 บาท, SMS ซองสีแดง 86.10 บาท, SMS ซองสีเขียว 88.77 บาท, GOAL ซองเขียว ราคา 83.76, กรุงทอง 90 ราคา 92.09 บาท และ สามิต 90 ราคา 93.63 บาท เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทางโรงงานยาสูบ ได้ออกมาระบุเป็นบุหรี่ซองชนิดแข็ง มีไว้สำหรับการส่งออกไปยังต่างประเทศเท่านั้น

ด้าน นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุ การปรับขึ้นราคาบุหรี่ของโรงงานยาสูบ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอัตราภาษีสรรพสามิต แต่เป็นการปรับราคาตามต้นทุนของโรงงานและการประเมินภาวะตลาด หรือเวลาออกสินค้าตัวใหม่ ซึ่งต้องประกาศราคาหน้าโรงงาน และต้องให้กระทรวงพาณิชย์เห็นชอบตามกฎหมาย ส่วน พ.ร.บ.สรรพสามิต ฉบับใหม่ได้ลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา แต่จะมีผลให้บังคับใช้เมื่อพ้น 180 วัน นับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือในช่วงกลางเดือน ก.ย. 2560.

 

โปรโมชั่นพิเศษ งาน ‘มันนี่ เอ็กซ์โป’ ชูสินเชื่อ 0% เงินฝากดอกสูง 3.50%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 11:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930967


งานมันนี่ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 11-14 พ.ค. ที่เมืองทองธานี จัดยิ่งใหญ่ ขนบริการทางการเงิน-ลงทุนครบวงจร 9 โซน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เงินฝากดอกเบี้ยสูง 3.50%…

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo เปิดเผยว่า งานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 17 Money Expo 2017 จัดขึ้นใน วันที่ 11-14 พ.ค. 2560 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Financial Innovation 4.0 นวัตกรรมการเงิน 4.0” มีธนาคารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน กว่า 260 แห่งเข้าร่วมงาน เพื่อนำบริการทางการเงินและการลงทุน พร้อมด้วยแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษมานำเสนอให้กับผู้เข้าชมงานอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ มีบริการทางการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจรใน 9 โซนบริการ ได้แก่ ตลาดเงิน, ตลาดทุน, ประกันชีวิต/ประกันภัย/ประกันสุขภาพ, Fintech & Start up, Health & Wealth, รถยนต์, อสังหาริมทรัพย์, SME & Lifestyle และ Gourmet&Cuisine พร้อมด้วยแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษสุดในรอบปี ทั้งสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุด ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำที่สุด และผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด รวมไปถึงการลุ้นรางวัลชิงโชคอีกมากมาย โดยแคมเปญเด่นภายในงาน ได้แก่ สินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 0% 6 เดือน เงินฝากอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3.50% ต่อปี, สมัครบัตรเครดิต อนุมัติและรับบัตรได้ทันทีภายใน 1 ชั่วโมง, ผ่อนรถจักรยานยนต์ ผ่อนทอง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% ต่อปี, ซื้อประกัน รับฟรี ทัวร์สกอตแลนด์-iPhone7-ทองคำ, ทรัพย์ NPA ทำเลดี ลดสูงสุดถึง 84% เป็นต้น

สำหรับงาน Money Expo เป็นมหกรรมการเงินการลงทุนที่ ครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอด 16 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดธุรกรรมให้เกิดขึ้นภายในงาน เป็นมูลค่าถึงกว่า 1.7 ล้านล้านบาท จากผู้เข้าชมงานกว่า 14 ล้านคน โดยเฉพาะในงาน Money Expo 2016 มียอดธุรกรรมรวม กว่า 85,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่า งาน Money Expo 2017 จะมียอดธุรกรรมไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา

ส่วนแคมเปญโปรโมชั่นภายในงาน อาทิ ธนาคารออมสิน จัดสินเชื่อเคหะ อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน, เงินฝาก Stepup 4 เดือน อัตราดอกเบี้ยเดือนแรก 1% เดือนที่ 2 -2% เดือนที่ 3 -3% เดือนที่ 4 -4% เฉลี่ย 2.50% ต่อปี (เท่าเงินฝากประจำ 2.94% ต่อปี, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จัดสินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ย 0.50% ต่อปี 6 เดือนแรก ลดค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน 50%, บัตรเครดิตเครือกรุงศรี อนุมัติพร้อมรับบัตรทันทีภายใน 1 ชั่วโมง, ทรัพย์สินพร้อมขาย ลดสูงสุดถึง 84%

ขณะที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จัดสินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ย 0.99% ปีแรก, สินเชื่อรีไฟแนนซ์บ้าน อัตราดอกเบี้ย 0.99% ปีแรก, สินเชื่อบ้านคือเงิน ฟรี ค่าประเมินราคาสำรวจหลักประกัน, สินเชื่อธุรกิจ SME วงเงินกู้สูงสุด 150% วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี, สินเชื่อบุคคล Speedy Cash อัตราดอกเบี้ย 0% 3 รอบบัญชี, เงินฝากได้กับได้ 15 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 2%, เงินฝากโบนัส อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 2.50% ต่อปี

ด้านธนาคารกรุงไทย จัดสินเชื่อที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ย 0.60% นาน 6 เดือน ผ่อนนาน 20 ปี, สินเชื่อกรุงไทย Super Easy ให้กู้ 5 เท่าของรายได้ สูงสุด 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 15% ต่อปีตลอด 3 ปี, สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก KTB-sSME 3 เท่า (บสย.PGS6) ให้กู้สูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนาน 7 ปี, สินเชื่อกรุงไทยช่วย SMEs 4.0 กู้ได้สูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรกต่ำสุด 4% ต่อปี และธนาคารกรุงเทพ จัดสินเชื่อบ้านบัวหลวง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เมื่อลงทะเบียนจองสิทธิ์ภายในงาน, บัวหลวงทรัพย์สินพร้อมขาย ทำเลดีในราคาสุดพิเศษ ฟรี ค่าประเมินราคาหลักประกัน, ค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อ เป็นต้น.

 

ทองไทยราคาลด 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 09:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930910


ราคาทองประจำวันนี้ ลดลงอีกบาทละ 100 บาท โดยสมาคมค้าทองคำแจ้งราคาทองแท่งขายออกบาทละ 20,400 ทองรูปพรรณขายออกบาทละ 20,900…

เมื่อวันที่ 4 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำปรับราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ลดลงบาทละ 100 บาท ทำให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 บาท ขายออกบาทละ 20,400 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 บาท ขายออกบาทละ 20,900 บาท.

 

อัดยับ อปท.ไม่ตั้งงบซ่อมบำรุง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930712


“กนช.”ถกเครียดเร่งแก้วิกฤติน้ำ เขื่อนขนาดเล็กนับหมื่นแห้งขอด

นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นให้ทบทวนการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งเร่งรัดการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในภาพรวมของประเทศ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วมและปัญหาคุณภาพน้ำ โดยนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่า หากโครงการขนาดใหญ่ติดขัดดำเนินการไม่ได้ ก็ให้ทำโครงการเล็กๆแทน เพื่อให้แก้ปัญหาให้ชาวบ้านอย่างทันท่วงที และยังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางเพิ่มปริมาณน้ำ และบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 4 แห่ง คือ บึงสีไฟ กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด และบึงหนองหาน

ขณะเดียวกัน ที่ประชุม กนช.ยังเห็นชอบให้กรมทรัพยากรน้ำ และกรมชลประทาน ไปร่วมกันศึกษาความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ตะวันออก โดยในอนาคตกัมพูชาจะก่อสร้างเขื่อนพลังน้ำสตึงนัม บริเวณชายแดน ที่ จ.ตราด ซึ่งฝ่ายกัมพูชาที่จะซื้อไฟฟ้าเมื่อก่อสร้างเขื่อนและผลิตไฟฟ้าได้ ซึ่งโรงปั่นไฟจะอยู่ในฝั่งไทย ดังนั้น จะมีน้ำส่วนหนึ่งที่ไทยนำมาใช้ประโยชน์ได้ประมาณปีละ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออก ที่จะมีโครงการเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จึงต้องเตรียมพร้อมรับน้ำจากเขื่อนสตึงนัม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการถ่ายโอนภารกิจการดูแลแหล่งน้ำขนาดเล็ก มีความจุไม่เกิน 1 ล้านลูกบาศก์เมตร จำนวน 10,000 แห่ง ไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีโครงการของทั้งกรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งพบว่า อปท.ไม่มีงบประมาณบำรุงรักษาทำให้แหล่งน้ำ 10,000 แห่งของประเทศเกิดความเสื่อมโทรม ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากแหล่งน้ำหลายแห่ง ไปสร้างห่างไกลจากแหล่งชุมชน จึงยากที่จะดูแล โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขต่อไป.

 

ขสมก.ไม่ขึ้นค่ารถเมล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930708


นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) เปิดเผยว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ทำหนังสือแจ้งมายังสนามบินดอนเมือง ว่าจะปรับราคารถโดยสารสาธารณะปรับอากาศ ที่ให้บริการเชื่อมต่อสนามบินดอนเมืองสายใหม่ จำนวน 2 สายทาง คือ สาย A3 ท่าอากาศยานดอนเมือง-สวนลุมพินี และสาย A4 ท่าอากาศยานดอนเมือง-สนามหลวง จากเดิม 30 บาทตลอดเส้นทาง เป็น 50 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เนื่องจากเส้นทางเดินรถสาย A3 และ A4 มีระยะทางที่ไกลกว่าสาย A1 และ A2

“การเปิดเส้นทางการเดินรถเมล์สายใหม่ เป็นการเพิ่มเติมจากสายการเดินรถเดิมที่ ขสมก.เปิดให้บริการอยู่ในปัจจุบันคือ สาย A1 ท่าอากาศยานดอนเมือง-จตุจักร สาย A2 ท่าอากาศยานดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดย ขสมก.แจ้งว่าจะยังคงราคาสาย A1 และ A2 อยู่ที่ 30 บาทตลอดสายเช่นเดิม”

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก.ยังไม่ได้ปรับขึ้นราคา แต่การคำนวณค่าโดยสาร A3 และ A4 ในครั้งแรก ได้คำนวณผิดพลาด เพราะมีการนำไปเทียบเคียงกับเส้นทาง A1 และ A2 ที่เก็บในอัตรา 30 บาท ในขณะที่มีระยะทางวิ่งที่สั้นกว่า A3 และ A4 ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของเส้นทางสาย A3 และ A4 จึงคำนวณใหม่ ได้ตัวเลขที่ 50 บาทต่อคนต่อเที่ยว ขสมก.จึงได้แจ้งราคาทางการกลับไปให้สนามบินดอนเมืองรับทราบ ค่าโดยสาร 50 บาทต่อคนต่อเที่ยว ถือว่าถูกมาก เพราะว่าระยะทางโดยสารไกลมาก เริ่มนั่งจากสนามบินดอนเมืองมาสิ้นสุดที่สวนลุมพินีหรือถนนข้าวสาร ถูกกว่าแท็กซี่ ถูกกว่าราคาก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่ถนนข้าวสาร เพราะต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลกำไรจากการเดินรถเส้นทางดังกล่าว และจากการเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1-3 พ.ค. นักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้บริการ วันละ 300 คน.

 

จัดระเบียบสหกรณ์แท็กซี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930702


น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาสหกรณ์แท็กซี่ข่มขืนหญิงสาวชาวต่างชาติ เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย โดยวันนี้ (5 พ.ค.) กรมส่งเสริมสหกรณ์จะร่วมหารือกับกรมการขนส่งทางบก กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และผู้แทนสหกรณ์แท็กซี่ จะร่วมกันจัดระเบียบและปรับโครงสร้างสหกรณ์แท็กซี่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้บริการทั้งไทยและต่างประเทศ

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากการประชุมหารือแนวทางการจัดระเบียบสหกรณ์แท็กซี่ โดยมีตัวแทนสหกรณ์แท็กซี่กว่า 58 แห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบกเข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอความเห็นร่วมกัน เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ในเบื้องต้นมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังนี้ 1.การควบคุม กำกับดูแล และจัดทำทะเบียนประวัติคนขับแท็กซี่ 2.จัดทำฐานข้อมูลกลางในการรับข้อร้องเรียนและบันทึกประวัติผู้ขับขี่ที่มีปัญหา 3.การแสดงใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สาธารณะ (แบบ 2 หน้า) ติดไว้หน้ารถ 4.ติดตั้งจีพีเอสติดตามรถยนต์และยกเลิกป้ายสมาชิกที่ไม่มาติดต่อสหกรณ์ และ 5.เพิกถอนหรือยกเลิกทะเบียนรถที่มีอายุเกิน 9 ปี

“ภายในวันที่ 20 พ.ค.นี้ สหกรณ์แท็กซี่ต้องส่งรายละเอียดของทะเบียนรถที่หมดอายุ เพื่อดำเนินการยกเลิกทะเบียนรถแท็กซี่ที่อายุเกิน 9 ปี ให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้กรมขนส่งทางบกถอนทะเบียนรถดังกล่าว และหากพบว่ามีการวิ่งให้บริการจะดำเนินการยุบเลิกสหกรณ์ และแจ้งตำรวจจับกุมเพื่อลงโทษทันที นอกจากนี้ ยังได้สืบทราบว่า มีรถแท็กซี่มากกว่า 1,000 คันที่หมดอายุและต้องถูกเพิกถอน แต่ยังใช้รถวิ่งรับส่งผู้โดยสารอยู่รอบนอกกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อประชาชนและต้องสั่งให้ยุติการวิ่ง”.

 

เห่กล่อมผู้บริโภค 40 ประเทศ ดื่มด่ำคุณภาพข้าวเมืองไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930695


นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมจะจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ หรือ Thailand Rice Convention 2017 วันที่ 28-30 พ.ค.นี้ โดยเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจข้าวทั้งในและต่างประเทศกว่า 1,000 คน จาก 40 ประเทศมาร่วมงาน โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในวันที่ 30 พ.ค.นี้ พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ การค้าข้าวไทยและทิศทางในอนาคตที่จะทำให้ทราบถึงทิศทางและนโยบายการค้าข้าวของไทย ในงานดังกล่าว ไทยจะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในเรื่องข้าวทุกด้าน ทั้งการส่งออกข้าวสาร และข้าวที่เป็นนวัตกรรม

ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้อนุมัติให้กรมจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม เพื่อผลักดันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าว ที่จะมีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมจากข้าว เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งเดิมรัฐบาลได้อนุมัติให้ตั้งมูลนิธิที่จะดูแลนวัตกรรมข้าว แต่ไม่มีงบประมาณ เลยเดินต่อไม่ได้ นบข. จึงมอบให้กรมรับมาสานต่อ และเดือน พ.ค.นี้ กรมจะประกาศเงื่อนไขการประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไป ซึ่งเป็นข้าวที่เหลือจากการประมูลเมื่อเร็วๆนี้.

 

รัฐอุ้มไมโครเอสเอ็มอี! ธปท.ระบุความเชื่อมั่นเอกชนลดต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930687


“สมคิด” นั่งหัวโต๊ะประชุม หามาตรการอุ้มไมโครเอสเอ็มอี พากิจการให้รอดปลอดภัยผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ด้าน “ธปท.” ชี้ความเชื่อมั่นเอกชนยังลดต่อ ยอดซื้อในประเทศยังตกต่ำ ไม่มั่นใจความแน่นอนของภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่มอง 3 เดือนข้างหน้าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้นได้บ้าง

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขนาดเล็กมาก (ไมโครเอสเอ็มอี) ที่มีแรงงานไม่เกิน 5 คนต่อกิจการ เช่น ร้านค้าห้องแถว แผงลอยธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์ด้วยแรงงานเป็นหลัก ซึ่งเป็นเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนภาษีกับรัฐบาลในขณะนี้ คาดว่ามีจำนวนรวม 2.1 ล้านราย จากเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 2.7 ล้านราย เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือที่มีอยู่ยังเข้าไม่ถึงระดับไมโครเอสเอ็มอี หรือระดับฐานราก โดยระยะแรกจะช่วยเหลือทั้งการเงิน โดยจะแบ่งงบประมาณพัฒนาเอสเอ็มอี วงเงินเดิม 38,000 ล้านบาทเข้ามาช่วยเหลือที่จะปรับหลักเกณฑ์เพื่อให้ไมโครเอสเอ็มอีสามารถเข้าใช้สินเชื่อนี้ได้ รวมทั้งการช่วยเหลือด้านการตลาด การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยถือเป็นมาตรการดูแลครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอีกครั้ง โดยจะคิดดอกเบี้ยจากเอสเอ็มอีกลุ่มนี้ในอัตราที่ต่ำเป็นพิเศษ

“มาตรการดังกล่าวจะหารือและกำหนดแนวทางชัดเจนนี้ในการประชุมคณะทำงานประชารัฐ คณะการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (ดี 2) นัดแรกของปีนี้ ในวันที่ 5 พ.ค.นี้ ที่มีตัวแทนภาคเอกชน คือ นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยร่วมเป็นประธาน โดยจะมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมติดตามความคืบหน้าการประชุมของคณะทำงานประชารัฐด้วย”

ทั้งนี้ การประชุมประชารัฐดี 2 จะมีการติดตามความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อจากกองทุนเอสเอ็มอี 20,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีหลายจังหวัดส่งแผนยุทธศาสตร์การสนับสนุนเอสเอ็มอี ประเภทผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนา และวงเงินที่ต้องการมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม คาดว่าจะสามารถปล่อยเงินก้อนแรกได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ และเตรียมลงพื้นที่ 8 จังหวัดนำร่องที่ส่งแผนยุทธศาสตร์การขอสนับสนุนเงินกองทุน 20,000 ล้านบาทเข้ามาแล้ว คิดเป็นจำนวนเอสเอ็มอี 200 ราย ประกอบด้วย เชียงใหม่ พิษณุโลก นครปฐม ชลบุรี อุดรธานี อุบลราชธานี กระบี่ สงขลา โดยกิจกรรมการลงพื้นที่ ตนจะเรียกประชุมร่วมกับคณะกรรมการจังหวัด และพบปะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในพื้นที่นอกจากนี้ ที่ประชุมประชารัฐดี 2 จะกำหนดกรอบการพัฒนาเอสเอ็มอีที่ชัดเจนให้ผลิตสินค้าที่ยึดโยงกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ประจำเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่า ความเชื่อมั่นยังปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่น้อยลงจากวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ โดยดัชนีของเดือน เม.ย.อยู่ที่ระดับ 49.6 ปรับลดลงจากเดือนก่อนที่ระดับ 52.6 ตามความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกลุ่มปิโตรเคมี เครื่องจักรและอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอาหารเครื่องดื่มและยาสูบ

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงประเมินว่าภาวะทางธุรกิจจะดีขึ้นจากปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีที่อยู่ในระดับ 55.8 โดยภาคที่ความเชื่อมั่นดีขึ้นคือ ภาคที่มิใช่อุตสาหกรรม ในกลุ่มการขนส่ง กลุ่มกิจกรรมไปรษณีย์และโทรคมนาคม เป็นสำคัญ.

 

“สรท.” ปรับเพิ่มเป้าหมายส่งออกปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930682


น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ส่งออกของไทยในปีนี้ว่า ขณะนี้ สรท.ได้ปรับประมาณการมูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่าง 2.5-3.5% จากปีก่อน หรือน่าจะขยายตัวได้ที่ 3.4% คิดเป็นมูลค่า 220,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ขยายตัวเพียง 2-3% เท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะมีสัญญาณบวกของราคาน้ำมันโลก ที่ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้ามีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น คาดว่า มูลค่าการส่งออกในไตรมาส 2 ยังเป็นบวกอยู่ และน่าจะขยายตัวอยู่ในระดับใกล้ๆ 5% ได้ จากไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวแล้ว 4.88% มูลค่า 56,400 ล้านเหรียญฯ เติบโตสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ส่วนไตรมาส 3 และ 4 สถานการณ์ น่าจะยังทรงตัวเหมือนไตรมาส 2 แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังวิตกอยู่

สำหรับปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลังที่ผู้ส่งออกยังกังวลอยู่คือ ความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆ ความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐอเมริกา ทั้งในเรื่องของดุลการค้า และมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดที่จะมีผลต่อต้นทุนการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และอาจขยายผลการตอบโต้ไปยังประเทศคู่ค้าอื่นๆ รวมไปถึงแนวโน้มการมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เพิ่มมากขึ้น ทำให้การหาตลาดใหม่ๆมาทดแทนทำได้ยาก ประกอบกับภาระหนี้สะสมทั่วโลกที่สูงถึง 325% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก ที่อาจเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการบริโภคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้น ทำให้รูปแบบการค้าในอนาคตเปลี่ยนไป และจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นด้วย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทรงตัว เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 พ.ค. 2560 05:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930797


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ หลังหุ้นกลุ่มสื่อลดลงเพราะรายได้จากโฆษณาอ่อนแอ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานตามความคาดหมาย…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 3 พ.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 8.01 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 20957.90 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.04 จุด หรือ 0.13% ปิดที่ 2388.13 จุด ขณะที่ ดัชนีแนสแด็กลดลง 22.82 จุด หรือ 0.37% ปิดที่ 6082.55 จุด

ในวันพุธ หุ้นของบริษัทในกลุ่มสื่อลดลง เช่น ดิสนีย์ ร่วง 2.4%, ทเวนตี-เฟิร์สท์ เซนจูรี ฟ็อกซ์ ลดลง 5.1% และ เวียคอม ดิ่งลง 7.3% ก่อนที่ทั้ง 3 เจ้าจะเปิดเผยผลประกอบการในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับรายได้จากโฆษณาที่อ่อนแอ

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจไม่เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน และไม่ให้น้ำหนักกับการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า พวกเขาจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแผนเดิม