พบสัญญาณบวก ราคาน้ำมันขยับ สรท.ปรับเป้าส่งออกปีนี้โต 2.5-3.5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2560 14:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/930112


สรท.ปรับเพิ่มเป้าส่งออกไทยปีนี้เป็นขยายตัว 2.5-3.5% จากเดิมโต 2-3% หลังมีสัญญาณบวกเพียบ ทั้งราคาน้ำมันเพิ่ม ดันราคาสินค้าเกษตรพุ่งตาม และเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นชัด

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 60 นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ส่งออกของไทยในปีนี้ว่า ขณะนี้ สรท.ได้ปรับประมาณการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่าง 2.5-3.5% จากปีก่อน หรือน่าจะขยายตัวได้ที่ 3.4% คิดเป็นมูลค่า 220,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากเดิมที่ประมาณการณ์ไว้ที่ขยายตัวเพียง 2-3% เท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะมีสัญญาณบวกของราคาน้ำมันโลก ที่ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้ามีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น คาดว่ามูลค่าการส่งออกในไตรมาส 2 ยังเป็นบวกอยู่ และน่าจะขยายตัวอยู่ในระดับใกล้ๆ 5% ได้ จากไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวแล้ว 4.88% มูลค่า 56,400 ล้านเหรียญฯ เติบโตสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ส่วนไตรมาส 3 และ 4 สถานการณ์น่าจะยังทรงตัวเหมือนไตรมาส 2 แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่ยังวิตกอยู่

สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ที่ผู้ส่งออกยังกังวลอยู่คือ ความเสี่ยงจากความตึงเครียดทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆ ความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงแนวโน้มโลกอาจใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) เพิ่มมากขึ้น ทำให้การหาตลาดใหม่ๆ มาทดแทนทำได้ยาก ประกอบกับ ภาระหนี้สะสมทั่วโลกที่สูงถึง 325% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (จีดีพี) ที่อาจเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน มีการค้าผ่านระบบ อี-คอมเมิร์ซ มากขึ้น ทำให้รูปแบบการค้าในอนาคตเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกเห็นว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกของไทยอาจจะไม่สดใสเหมือนครึ่งปีแรก จึงควรเร่งดำเนินการเพื่อเตรียมรับมือ และบรรเทาความเสียหายให้กับผู้ประกอบการในแต่ละอุตสาหกรรม เร่งสร้างภาพลักษณ์สินค้าและประเทศให้ดีที่สุด เพื่อลดการถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นข้ออ้างในการใช้มาตรการเอ็นทีบี เร่งพัฒนายุทธศาสตร์การค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซ ทั้งในและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ต้องเร่งทำยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าเสรีแบบทวิภาคีกับประเทศคู่ค้าหลัก เดินกลยุทธ์เจาะตลาดเฉพาะ (นิช มาร์เก็ต) โดยตรง เป็นต้น

ส่วนการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ นั้น น.ส.กัณญภัค กล่าวว่า น่าจะแสดงให้เห็นถึงการยอมรับไทยของสหรัฐฯในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะในประเด็นการขาดดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย

 

แอร์วิคนำเทคโนโลยีใหม่ของน้ำหอมปรับอากาศที่เปลี่ยน 3 กลิ่นหอมอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 พ.ค. 2560 10:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929818


แอร์วิค ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำหอมปรับอากาศและสเปรย์ปรับอากาศอัตโนมัติ ได้นำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสู่ประเทศไทย ภายใต้ชื่อ แอร์วิค ไลฟ์เซ้นซ์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจากแอร์วิค นำความหอมที่ไม่เหมือนใครมาปรับเปลี่ยนบรรยากาศบ้านของคุณให้หอมสดชื่น โดยมี 3 กลิ่นหอมหมุนเวียนเปลี่ยนเองอย่างต่อเนื่อง แอร์วิคไลฟ์เซ้นซ์ มีกลิ่นให้คุณเลือกเปลี่ยนบรรยากาศบ้านได้ทั้งหมด 3 สไตล์

สไตล์แรก กลิ่นซัมเมอร์ดีไลท์ ที่ผสมผสานกลิ่นอายของฤดูร้อน ให้คุณสัมผัส 3 กลิ่นหอมของมวลดอกไม้ขาว (ไวท์ฟลาวเวอร์) สวีทเมล่อน และกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ สไตล์ถัดมา สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นอายธรรมชาติของทะเล ขอแนะนำ กลิ่นเทอควอยซ์โอเอซิส ที่ประกอบด้วยกลิ่น ดริ๊ฟท์วูด ซีสเปรย์ และวอร์มบรีซ และสไตล์สุดท้าย กลิ่นสวีทลาเวนเดอร์เดย์ กลิ่นหวานๆ ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของ ลาเวนเดอร์เพทเทิล เรดเคอเรนท์ และ สปันซูก้าร์

แอร์วิค ไลฟ์เซ้นซ์ มาในรูปแบบกระป๋อง ซึ่งใช้คู่กับเครื่องเฟรชเมติก ออโตเมติกสเปรย์ สามารถตั้งระดับความหอมตามความต้องการสำหรับบ้านคุณได้ เพียงใส่ถ่าน 2 ก้อน บ้านคุณก็จะหอมยาวนานถึง 60 วัน*

หาซื้อได้แล้ววันนี้ในราคา 399 บาท สำหรับ แอร์วิค ไลฟ์เซ้นซ์ เฟรชเมติก ออโตเมติกสเปรย์ สเปรย์ปรับอากาศอัตโนมัติ กลิ่นซัมเมอร์ดีไลท์ และ 249 บาท สำหรับชนิดกระป๋องเติม ที่ เทสโก้ โลตัส และ เทสโก้ออนไลน์ เท่านั้น

คุณลองสัมผัส 3 กลิ่นหรือยัง?

*เมื่อตั้งระดับความหอมไว้ที่ระดับหอมละมุน

 

ทองไทยนิ่ง เปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929807


ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 ขายบาทละ 20,550 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087 ขายบาทละ 21,050 ส่วนทองนิวยอร์กปิดบวก พุ่ง 1.5 ดอลลาร์ ที่ระดับ 1,257.00 ดอลลาร์/ออนซ์…

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 ราคาคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง โดยทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 ขายออกบาทละ 20,550 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087 ขายออกบาทละ 21,050

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (2 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรหลังจากสัญญาทองคำร่วงลงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมจับตาผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปหรือไม่ ส่งผลให้สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 1.5 ดอลลาร์ หรือ 0.12% ปิดที่ระดับ 1,257.00 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

เล็งเพิ่มมาตรการกระตุ้นอีก ตีปี๊บสัญญาณลงทุนกระตุ้นเอกชนเคลิ้มตาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2560 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929608


สภาหอการค้าไทยชี้ “ทรัมป์” สายตรง “บิ๊กตู่” ทำภาพพจน์ไทยดีขึ้นทันใด ด้านคลังเล็งเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดันจีดีพีแตะ 4% หวังภาคเอกชนลงทุนตามเพราะมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ประชุมร่วมภาคเอกชน (กกร.) ปรับส่งออกปีนี้ขึ้นเป็น 2–3% หลังส่งออกไตรมาสแรกดีเกินคาด แต่ยังคงจีดีพีไว้ที่ 3.5-4%

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อหาแนวทางเพิ่มเติมในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้มีอัตราเติบโต 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามที่ รมว.คลังสั่งให้ไปศึกษาหารือเรื่องดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสัปดาห์ที่แล้ว สศค.ได้แถลงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ คาดจะเติบโต 3.6% ซึ่งตนมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ 3.5% อย่างแน่นอน แต่จะมากกว่านั้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการลงทุนของภาคเอกชน การส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยว

“เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะถึง 4% หรือไม่คงต้องดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่จะออกมา รวมถึงความรู้สึกของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ แต่ขณะนี้มีสัญญาณที่ดี เนื่องจากไตรมาสแรกของปีนี้ การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาส 4 ปีที่แล้ว และยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ยังเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาคการลงทุนทั้งหมด เพราะการขอรับส่งเสริมการลงทุนเป็นเพียงการลงทุนบางส่วนเท่านั้น”

นายสมชัยกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลพยายามสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งยอมรับว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนของภาคเอกชน แม้จะยังไม่เต็มที่ก็ตามจึงทำให้อัตราเติบโตที่ผ่านมาต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น เพราะการลงทุนภาคเอกชนยังไม่มากพอ ซึ่งประเด็นนี้ตนจะกลับไปพิจารณาว่า มีมาตรการอะไรบ้างที่ออกไปแล้วแต่ไม่ได้รับความสนใจ หรือต้องเพิ่มเติมมาตรการอื่นๆอีก “กระทรวงการคลังต้องพยายามสนับสนุนให้เอกชนลงทุนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการผ่านมาตรการภาษีและมาตรการสนับสนุนการลงทุนต่างๆ ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดี รวมทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเป็นอีกมาตรการที่สนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมที่อาจมีปัญหาความอ่อนไหว เช่น เมดิคัลฮับ อีโคโนมิกฮับ ซึ่งเราจับมาใส่ไว้ในอีอีซี ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชนมากขึ้น”

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมร่วม กกร.มีมติปรับเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวการส่งออกในปีนี้ให้อยู่ที่ 2-3.5% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1-3% เนื่องจากการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) ออกมาดีกว่าที่ประมาณการไว้ แต่ กกร.จะยังคงคาดการณ์ตัวเลขอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ไว้ที่ 3.5-4% ตามเดิม โดยจะติดตามสถานการณ์การส่งออก และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างใกล้ชิดต่อไปอีกระยะก่อนจะมีการพิจารณาว่าจะทบทวนตัวเลขอีกครั้งหรือยังคงยืนยันการคาดการณ์เดิมต่อไป

“การส่งออกไตรมาสแรกของปีนี้ ยังเติบโตได้ระดับหนึ่ง เพราะแรงกดดันคืออัตราเงินเฟ้อก็คลายตัวลง จากราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงมีทิศทางที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง และความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในยุโรปที่ลดลง จึงมองว่า การส่งออกช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเติบโตต่อเนื่อง โดยสินค้าที่คาดจะขยายตัวต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์”

สำหรับความกังวลต่อปัญหาความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลีนั้น กกร.มองว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นภาพชัดเจนในแง่ของผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน แต่ก็จำเป็นต้องติดตามใกล้ชิดเพราะหากนำไปสู่ความรุนแรงย่อมส่งผลกระทบแน่นอน โดยในระยะสั้นมองในแง่ของการท่องเที่ยว ก็อาจเป็นผลดีต่อประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกอาจพิจารณาเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น

นายกลินทร์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์สายตรงมาหารือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งเชิญชวนไปเยือนสหรัฐฯนั้นถือเป็นทิศทางที่ส่งผลบวกต่อประเทศ ไทย เพราะสหรัฐฯก็มีการลงทุนในไทย ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยก็ไปลงทุนในสหรัฐฯมากขึ้น ทำให้โอกาสในการขยายการค้าและการลงทุนน่าจะมีแนวโน้มที่เป็นบวก ขณะที่กรณีมาตรการกีดกันสหรัฐฯก็อาจมีผลกระทบน้อยลงไปด้วย.

 

แบงก์-มือถือผนึกกำลังการันตี ลงนามยกระดับความปลอดภัยพร้อมเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929605


ธปท.-กสทช.-สมาคมธนาคารไทย และสมาคมโทรคมนาคม ลงนามยกระดับความปลอดภัยบริการการเงินผ่านมือถือ หวังคนมั่นใจใช้พร้อมเพย์มากขึ้น เตือนประชาชนระวังเฟซบุ๊กรับซื้อบัญชีหรือจ้างเปิดบัญชีเงินฝาก มีความผิดทางกฎหมาย เจ้าของบัญชีต้องรับผิดชอบ จี้แบงก์เข้มงวดเปิดบัญชี ให้ลูกค้าแสดงตัวตนที่ถูกต้อง

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือการยกระดับความปลอดภัยในการใช้ธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างสมาคมธนาคารไทยและสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ว่า การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง 2 อุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในความปลอดภัย สอดรับแนวทางการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือและระบบโอนเงินพร้อมเพย์ที่มีสูงขึ้น

โดยสิ้นปี 2560 ที่ผ่านมา มีบัญชีที่ใช้ระบบการทำธุรกรรมการเงินผ่านมือถือหรือโมบาย แบงก์กิ้ง ทั้งสิ้น 21 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากระยะเดียวกันปีก่อน ขณะที่มีคนใช้บริการพร้อมเพย์ทั้งสิ้น 27 ล้านบัญชี โดยเป็นการใช้พร้อมเพย์ผูกกับมือถือทั้งสิ้น 6 ล้านเลขหมาย โดยในช่วง 3 เดือนของการเปิดระบบโอนเงินแบบพร้อมเพย์ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค. 60 มีรายการโอนเงินทั้งสิ้น 4.3 ล้านรายการ มูลค่า 30,000 ล้านบาท และในส่วนของพร้อมเพย์นิติบุคคล ในขณะนี้มีลงทะเบียนมาแล้ว 25,800 ราย ทั้งนี้ คาดว่าเมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการมือถือและธนาคารพาณิชย์แล้ว ความมั่นใจในการทำธุรกรรมจะสูงขึ้นกว่านี้มาก รองรับระบบการเงินดิจิทัลในอนาคต

“กระบวนการต่อจากนี้ เมื่อทั้งสองอุตสาหกรรมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันแล้ว จะทำให้มีระบบการตรวจสอบข้อมูลระหว่างกันได้ดีขึ้น ทั้งการตรวจสอบความเป็นเจ้าของมือถือที่แท้จริงผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งการเปลี่ยนเบอร์ หรือยกเลิกเบอร์มือถือ และการยกเลิกการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขหมายโทรศัพท์เลขหมายใดเลขหมายหนึ่ง ซึ่งธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการมือถือ สามารถโอนถ่ายข้อมูลเชื่อมโยงกันได้ทันที ทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง อย่างไรก็ตาม การส่งผ่านข้อมูลนี้ ยังจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการทำระบบร่วมกันของทั้งสองอุตสาหกรรม และต้องได้รับอนุญาตจากลูกค้าก่อนดำเนินการ”

ส่วนกรณีที่มิจฉาชีพหลอกลวงประชาชนในการใช้บริการทางการเงิน รวมทั้งกรณีสกุลเงินดิจิทัล “วันคอยน์” นั้น ธปท.ติดตามการหลอกลวงประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหากเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากล หรือเกรงว่าจะเป็นการหลอกลวงประชาชน ธปท.จะแจ้งเตือนให้ทราบเป็นระยะๆ หรือในกรณีที่ประชาชนไม่มั่นใจในการทำธุรกรรมใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกรรมทางการเงิน สามารถสอบถามศูนย์คุ้มครองการใช้บริการทางการเงินได้ผ่านเบอร์โทร.1213

“ขณะนี้ ธปท.ยังได้รับร้องเรียนกรณีของการเปิดบัญชีผิดกฎหมาย มีการเปิดเฟซบุ๊กรับซื้อบัญชีเงินฝาก และจ้างเปิดบัญชี ทั้งกรณีที่มีประชาชนยินยอมให้คนอื่นนำชื่อไปเปิดบัญชี หรือเปิดบัญชีและนำไปขายให้กลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อนำไปทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งขอเตือนว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และหากมีการนำบัญชีดังกล่าวไปทำผิด ผู้ที่เป็นเจ้าของบัญชีก็จะมีความผิดด้วย ทั้งนี้ ธปท.ได้แจ้งขอความร่วมมือไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งแล้ว ให้เข้มงวดในการเปิดบัญชีของประชาชนมากขึ้น ทั้งการแสดงตัวตนที่ถูกต้องในการเปิดบัญชี และตรวจสอบบัญชีในกรณีสุ่มเสี่ยงว่าเป็นการเปิดบัญชีเพื่อนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย”

นายวิรไทกล่าวต่อว่า แนวทางการรู้จักตัวตนผู้บริโภค หรือ KYC (Know Your Customer) เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ ธปท.จะดำเนินการในช่วงต่อไป ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาเป็นหนึ่งในแนวทางการพิสูจน์ตัวตนในการเปิดบัญชี หรือทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น การพิสูจน์ลายนิ้วมือ หรือสแกนม่านตา โดยในขณะนี้มีฟินเทคบางรายได้เสนอขอเข้ามาทดลองการทำธุรกรรมดังกล่าว.

 

ระดมมาตรการตั้งรับสังคมผู้สูงอายุ เร่ง”ล้อมคอก”ก่อนเกิดปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929602


จัดเต็มทั้งด้านภาษี-ที่อยู่อาศัย

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบข้อเสนอรายงานการศึกษาเรื่อง “การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” ของคณะกรรมาธิการสังคม กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยมีข้อเสนอว่า รัฐบาลควรมีการดำเนินการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่ครอบคลุม 5 ประเด็น คือ มิติด้านสาธารณสุข มิติทางสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มิติด้านหลักประกันรายได้ การบูรณาการ การบริหารจัดการและฐานข้อมูลผู้สูงอายุ และการเข้าสู่การเป็นสากลและประชาคมอาเซียน

ทั้งนี้ ข้อมูลที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ รวบรวมเสนอให้ ครม.รับทราบ มาจากการสอบถามหน่วยงานต่างๆเกี่ยวกับมาตรการที่สอดคล้องกับข้อเสนอของกรรมาธิการฯ โดยในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุได้จัดทำแผนรองรับสังคมผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ 20 ปี และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกอบด้วย แผนสร้างความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แผนพัฒนาระบบบริการและระบบบริหารจัดการสุขภาพ แผนสร้างสภาพแวดล้อมและนวัตกรรมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมสูงวัย แผนสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคม ทุนทางสังคม และความเข้มแข็งของชุมชน และแผนพัฒนาการสื่อสารมวลชนให้เป็นกลไกในการสนับสนุนการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินมาตรการอื่นๆ เช่น มาตรการสนับสนุนการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อาทิ มาตรการทางภาษี ได้ยกเว้นเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้มีเงินได้ที่จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับประกันสุขภาพของบิดา-มารดา ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินหรือผลประโยชน์ใดๆของสมาชิกที่ได้รับจาก กอช.รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง ส่วนมิติที่เกี่ยวข้องด้านสังคม มีการผลักดันมาตรการที่เกี่ยวข้องกับที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุด้วย โดยมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ดำเนินการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ราชพัสดุ 4 แห่ง ในพื้นที่ จ.ชลบุรี นครนายก เชียงราย และเชียงใหม่ โดยกำหนดอัตราค่าเช่าและค่าธรรมเนียมในอัตราเดียวกันกับโครงการบ้านธนารักษ์ประชารัฐ ยกเว้น จ.เชียงใหม่ ให้กำหนดอัตราค่าเช่าตามกำหนดของกระทรวงการคลัง.

 

จ่อตีทะเบียนมือถือใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929590


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวถึงการปรับปรุงการพิสูจน์อัตลักษณ์ตัวตนในการลงทะเบียนเพื่อซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือว่า กสทช.จะเริ่มดำเนินการพิสูจน์อัตลักษณ์ตัวตนแบบใหม่ด้วยการใช้ลายนิ้วมือ (ฟิงเกอร์พรินต์) ในการลงทะเบียนเพื่อซื้อซิมการ์ดในช่วงสิ้นเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ โดยอยู่ระหว่างการเตรียมการร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและจะเริ่มที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อน

“เหตุผลที่เริ่มใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาก่อนนั้น เป็นเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยของพี่น้องภาคใต้ และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ โดยได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานด้านความมั่นคงแล้ว โดยทุกเบอร์ที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาต้องลงทะเบียนในระบบใหม่เพื่อแสดงตัวตนก่อนใช้บริการ หากใครไม่ลงทะเบียนใหม่จะไม่สามารถใช้โทรศัพท์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ ส่วนกรณีนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่ต้องลงไปทำงานในพื้นที่ดังกล่าว หากจะนำมือถือไปใช้ในพื้นที่จะต้องแจ้งต่อ กสทช.หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือก่อนไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถใช้บริการได้”

นายฐากรกล่าวต่อว่า การพิสูจน์อัตลักษณ์ตัวตนในการซื้อซิมการ์ดใหม่ดังกล่าว กสทช.จะดำเนินการในพื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ทดลองก่อนเป็นเวลาประมาณ 1 ปี เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น และเมื่อระบบมีความพร้อมจะขยายไปทั่วประเทศต่อไป.

 

รถตู้วีไอพีชิ่งหนีขนส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929577


นายยุทธนา อินทรายุธ คณะทำงานแก้ไขปัญหารถตู้หมวดบริการธุรกิจและท่องเที่ยว เปิดเผยหลังเข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงคมนาคมว่า กลุ่มผู้ประกอบการได้ร้องขอให้กระทรวงคมนาคมแยกผู้ประกอบการรถตู้ไม่เกิน 12 ที่นั่งที่ให้บริการแบบไม่ประจำทาง ในหมวด 30 และ 36 จากที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับรถโดยสารสาธารณะไม่ประจำทางหมวด 30 แต่ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต้องการให้กระทรวงคมนาคม และขนส่งทางบกแยกรถตู้ชนิดพิเศษ วีไอพีเพื่อธุรกิจและการท่องเที่ยวให้มีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ สาเหตุที่อยากให้แยกหมวดรถตู้และให้มีกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ เนื่องจากกฎระเบียบข้อบังคับของกรมการขนส่งทางบกที่ออกมาสร้างข้อจำกัดในการให้บริการเช่าเหมารถตู้เพื่อการท่องเที่ยวหรือรถตู้วีไอพีอย่างมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีบุคคล คณะบุคคล องค์กร หน่วยงาน ห้างร้านและบริษัทจำนวนมากเช่าเหมาคันเพื่อเดินทางไปปฏิบัติงาน ทำธุรกิจ กิจกรรมส่วนตัว รวมทั้งการท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ แต่เนื่องจากทางขนส่งจัดระเบียบให้รถตู้เหล่านี้อยู่ในหมวดเดียวกับรถโดยสารสาธารณะไม่ประจำทาง ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบรถโดยสารคือติดจีพีเอส กำหนดชั่วโมงพนักงานขับรถ กำหนดความเร็ว การจอดรถ ซึ่งไม่เอื้อต่อการให้บริการรถตู้แบบเช่าเหมาคัน จึงขอให้บังคับใช้ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกแทน การใช้ พ.ร.บ.ขนส่งทางบกในปัจจุบัน

“รถตู้ที่ให้บริการไม่ประจำทางมีป้ายทะเบียนสีฟ้าขาว ไม่อยู่ในกลุ่มที่มีการจัดระเบียบรถตู้อยู่แล้ว มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 100,000 คัน เฉพาะที่ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลที่ประสบกับความเดือดร้อนในครั้งนี้มีประมาณ 50,000 คัน ส่วนเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้าคือขอให้ยกเลิกการบังคับติดตั้งจีพีเอสกับรถตู้หมวดนี้ก่อน เพราะเรามิใช่รถโดยสารประจำทาง”.

 

รัฐหนุน! รถเมล์รถไฟฟรีต่อ อัดเงิน5พันล้านให้คนจนใช้บริการยาวถึง 1 ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929565


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกรอบวงเงินสนับสนุนบริการสาธารณะ (รถเมล์ รถไฟฟรี) ประจำปีงบประมาณ 2561 วงเงินรวม 5,898 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามมติของคณะกรรมการเงินอุดหนุนบริการสาธารณะ ประกอบด้วยในส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วงเงิน 2,320 ล้านบาท ซึ่งเป็นการให้บริการรถโดยสารธรรมดาจากวงเงินที่เสนอขอมา 3,324 ล้านบาท ขณะที่การให้บริการรถโดยสารปรับอากาศที่ ขสมก.เสนอขอวงเงิน 2,649 ล้านบาท ไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากไม่สอดคล้องกับนโยบายอุดหนุนการให้บริการสาธารณะ ที่ต้องการดูแลประชาชนเรื่องความจำเป็นในการเดินทาง ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อความสบายขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้รับอนุมัติวงเงิน 3,578 ล้านบาท จากวงเงินที่เสนอขอมา 6,825 ล้านบาท

สำหรับการปรับลดวงเงินการอุดหนุนลงจากที่ ขสมก.และ รฟท.เสนอมานั้น เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ ขสมก.และ รฟท.นำมาคำนวณซึ่งอยู่ที่ 30 บาทต่อลิตร ไม่ตรงกับราคาที่สำนักงบประมาณนำมาคำนวณ คือ 23.13 บาทต่อลิตร จึงต้องปรับยอดเงินลงมา โดยอีกส่วนที่ปรับลด คือ มีการนำเงินไปใช้ในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าบริการโดยตรง อย่างไรก็ตาม การอนุมัติงบประมาณครั้งนี้ เป็นผลให้ต่ออายุมาตรการรถเมล์ รถไฟฟรีออกไป หลังจากที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยประชาชนทั่วไปยังสามารถขึ้นรถเมล์ รถไฟฟรี จนกว่าจะมีการออกบัตรที่กำหนดสิทธิ์ให้เป็นการเฉพาะบุคคล (บัตรสมาร์ทการ์ด) สำหรับผู้มีรายได้น้อย คาดว่าจะเริ่มใช้วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเพิ่มเติม ขอให้ ขสมก.และ รฟท.เร่งดำเนินการจัดทำต้นทุนมาตรฐานเรื่องค่าโดยสารการให้บริการ เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลและกำหนดเป็นค่าโดยสารที่เหมาะสมอย่างจริงจัง ซึ่งรัฐมีแนวทางสนับสนุนบริการสาธารณะให้ตรงตัวกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยใช้ฐานข้อมูลคนจน หากเป็นผู้มีรายได้น้อยขึ้นรถฟรี หากอยู่ในเกณฑ์ปานกลางอาจเสีย 20% ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงลงทะเบียน จะหมดเขตวันที่ 15 พ.ค.นี้.

 

ไทยติดท็อปโหลดถี่สติกเกอร์ไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 พ.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/929555


นายกณพ ศุภมานพ หัวหน้าธุรกิจสติกเกอร์ไลน์ ประเทศไทย (LINE) เปิดเผยว่า ธุรกิจสติกเกอร์ไลน์ในประเทศไทยยังมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยยอดขายในไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากญี่ปุ่นอันดับ 1 และไต้หวัน อันดับ2 แต่หากนับในแง่จำนวนผู้ใช้บริการ ประเทศไทยถือเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น มีผู้ใช้บริการราว 41 ล้านราย หรือ 94% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือในประเทศไทย ทั้งนี้ ปัจจุบันไลน์มีสติกเกอร์เพื่อการจำหน่าย (Paid Sticker) ในไทย ราว 40,000 ชุด และกำลังเฟ้นหาผู้สร้างสรรค์ผลงานสติกเกอร์ (Creator Sticker) เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 100,000 คน โดยตั้งเป้าว่าภายในปีนี้จะเพิ่มอีก 50,000 คน

สำหรับสติกเกอร์ที่มีการดาวน์โหลดมาก 5 อันดับแรก วัดจากยอดขายเฉพาะวันแรก แบ่งเป็นสติกเกอร์ของบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือดารา (Official Sticker) ได้แก่ 1.Noo-Hin Animated with Sound (หนูหิ่นAnimated with Sound) 2.Paopao Bangplee (เจ๊เปาบางพลี) 3.Nong Mind Dukdik v.3 (น้องมาย ดุ๊กดิ๊ก v.3) 4.Pangpond animated with sound (ปังปอนด์ : เจี๊ยวจ๊าว ดุ๊กดิ๊ก) 5.GMM hit songs for daily life (GMM ท่อนฮุกเพลงฮิต)

ส่วนสติกเกอร์ของผู้สร้างสรรค์สติกเกอร์ร่วมกับไลน์ (Creator Sticker) 5 อันดับแรกที่ขายดีที่สุด 1.Jazzspkk (แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก) 2.Hello Sunny (ซันนี่ ที่รัก) 3.Circle Dukdik (หัวกลม ดุ๊กดิ๊ก) 4. BearPlease (หมีขอ) 5. Funny Face Collection (คอลเลกชั่นหน้าตลก)

นายกณพกล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าตลาดสติกเกอร์ไลน์เพื่อการจำหน่ายจะเติบโตกว่า 35% จากปีที่ผ่านมาที่มีการดาวน์โหลดสติกเกอร์มากถึง 500 ล้านครั้ง โดยมีผู้ซื้อสติกเกอร์รายใหม่เฉลี่ยเดือนละ 100,000 ราย.