หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง แนสแด็กปิดเกิน 6000 จุดครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 เม.ย. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923135


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันอังคาร โดยแนสแด็กปิดเกิน 6000 จุดเป็นครั้งแรก ด้วยแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และข่าวการประกาศเรื่องมาตรการลดภาษีที่นักลงทุนรอมานาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 25 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 232.23 จุด หรือ 1.12% ปิดที่ 20996.12 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 14.46 จุด หรือ 0.61% ปิดที่ 2388.61 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 41.67 จุด หรือ 0.70% ปิดที่ 6025.49 จุด

ผลการเลือกตั้งฝรั่งเศสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ยังเป็นแรงสนับสนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ นักลงทุนยังคึกคักจากข่าวที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดเผยรายละเอียดแผนตัดลดภาษีของเขา ที่ตลาดเฝ้ารอมานานตั้งแต่ปลายปีก่อน ในวันพุธนี้

ปัจจัยหนุนอีกอย่างคือ การเพิ่มขึ้นของหุ้นบริษัทจดทะเบียน จากผลประกอบการอันแข็งแกร่ง เช่นแคเทอร์พิลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 7.9% และดูปองท์ เพิ่มขึ้น 3.6% ขณะที่หุ้นบริษัท เน็ตฟลิกซ์ เพิ่มขึ้น 5.8% หลังทำข้อตกลงกับเว็บไซต์ ไป่ตู้ เพื่อสตรีมคอนเทนต์ในประเทศจีน หุ้นบริษัทในกลุ่มเภสัชกรรมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

จ้องปล่อยกู้แรงงานท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923066


เหตุรายได้อู้ฟู่สวนทางสาวโรงงานเสี่ยงสูง

แบงก์–นอนแบงก์คุมเข้มสินเชื่อบุคคล เพิ่มเพดานรายได้ขั้นต่ำลูกหนี้ที่จะปล่อยกู้เพิ่มขึ้น ด้านเคทีซีโชว์ยอดสินเชื่อบุคคลพุ่งสวนตลาด ยันเกณฑ์อนุมัติกู้สุดเข้มยอดปฏิเสธสินเชื่อ 70% ชี้ลูกค้ากลุ่มเสี่ยงคือสาวโรงงานเหตุตามหนี้ยากเน้นปล่อยพนักงานท่องเที่ยว–โรงแรม

นางสาวสุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจสินเชื่อบุคคล บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซีเปิดเผยว่า การขยายสินเชื่อบุคคลของสถาบันการเงินได้ระมัดระวังมากขึ้น และมีการเลือกลูกค้าเพิ่มขึ้น หลังหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น ทำให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อบุคคลปรับคุณสมบัติผู้กู้ให้มีรายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงเป็นหนี้เอ็นพีแอล “ปี 59 ธนาคารบางแห่งปรับคุณสมบัติผู้กู้ต้องมีรายได้ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ให้บริการการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ปรับรายได้ขั้นต่ำจาก 5,000 บาทต่อเดือนเป็น 8,000 บาท ส่วนเคทีซีปรับรายได้ขั้นต่ำจาก 10,000 บาทต่อเดือน เป็น 12,000 บาท”

ทั้งนี้ จากการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ยอดสินเชื่อบุคคลทั้งระบบตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดือน ก.พ.ปรับลงมาที่ 331,000 ล้านบาท ลดลง 3.1% แบ่งเป็นสินเชื่อบุคคลจากธนาคารพาณิชย์ 154,000 ล้านบาท ลดลง 0.6% ส่วนนอนแบงก์อยู่ที่ 176,000 ล้านบาท ลดลง 6.8% จากปี 59 ยอดสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 338,000 ล้านบาท โตจากปีก่อน 4.1%

นางสาวสุดาพรกล่าวว่า สินเชื่อบุคคลของเคทีซีโตสวนตลาด ไตรมาส 1 โต 18% ต่อเนื่องจากปี 59 ที่โต 18.2% เนื่องจากเคทีซีมีการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าใกล้ชิด ไม่กระตุ้นสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยง โดยกลุ่มลูกค้าที่เคทีซีเห็นว่ามีศักยภาพคือ พนักงานที่ ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและโรงแรม ส่วนพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมเคทีซีไม่เคยปล่อยกู้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เสี่ยงติดตามหนี้ยาก ทำงานเป็นกะเข้าโรงงานแล้วไม่สามารถโทรศัพท์ตามหนี้ได้และเปลี่ยนงานบ่อย “สิ้นไตรมาส 1 มีลูกค้าสินเชื่อบุคคล 834,000 บัญชี ยอดสินเชื่อ 22,154 ล้านบาท แนวโน้มไตรมาส 2 ยังโตต่อเนื่อง ขณะที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ 0.9% ต่ำกว่าเอ็นพีแอลตลาดที่ 3.1% โดย 5 ปีที่ผ่านมาเคทีซีคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมาตลอด ส่งผลให้คำขอสินเชื่อได้รับอนุมัติเพียง 30% อีก 70% ถูกปฏิเสธ นอกจากนี้ยังมีการติดตามหนี้ที่เข้มข้นมากขึ้น”

น.ส.ณญาณี เผือกขำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อยุธยา แคปปิตอลเซอร์วิสเซสกล่าวว่า กรุงศรีคอน–ซูเมอร์ยังไม่ปรับเงื่อนไขการปล่อยกู้ กำหนดวงเงินรายได้ต่อเดือนไว้ที่ 10,000 บาทขึ้นไป แต่มีการปล่อยกู้ให้ลูกค้าที่มีรายได้น้อยเพียง 20% ขณะที่ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือน 20,000-30,000 บาท เพราะมีความสามารถในการผ่อนชำระสูงกว่า ส่วนเอ็นพีแอลลูกค้ารายย่อยทรงตัวที่ 3.3% ด้านนางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยกล่าวว่าธนาคารเน้นปล่อยสินเชื่อรายย่อยให้ลูกค้าที่มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปเป็นหลัก เนื่องจากมีโอกาสผิดนัดชำระน้อยกว่าลูกค้ารายได้ต่ำเกือบ 1 เท่าตัว แต่ลูกค้าที่มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาท ยังขอยื่นกู้กับธนาคารได้ปกติ แต่อาจคิดดอกเบี้ยสูงกว่าอยู่ที่ 21-28% ต่อปี ขณะที่ลูกหนี้ที่มีรายได้เกิน 20,000 บาท ปกติคิด 18% “ธนาคารประเมินว่าลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท ยังมีปัญหากำลังซื้อและการผ่อนชำระอยู่ เนื่องจากมีข้อจำกัดในการหารายได้และหนี้ครัวเรือนยังสูง ดังนั้นธนาคารจึงโฟกัสไปที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงเป็นหลัก ขณะที่ยอดปฏิเสธการปล่อยกู้อยู่ที่ 60-65%”.

 

“โธธ” ชวนประกวดงานโซเชียลมีเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922152


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท โธธ โซเชียล จำกัด ได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงาน Thailand Zocial Awards 2017 งานประกาศรางวัลโซเชียลงานแรกของเมืองไทย ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน พร้อมเปิดเวทีให้แบรนด์และเอเจนซีส่งผลงานสุดคูลเข้าประกวด “The Best Social Media Campaign 2017” เพื่อเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางความคิด โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ใช้หลักเกณฑ์การตัดสินประกอบด้วย 1.Work คือประสิทธิภาพหรือผลลัพธ์ที่ได้จากผลงานที่เกิดขึ้น เช่น การเพิ่มยอดขาย2.Wow คือการมีความคิดสร้างสรรค์ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ 3.Impact คือผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมามีอิทธิพล สร้างผลกระทบกับสังคมในวงกว้าง ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.-5 พ.ค.นี้ ที่ WWW.thailandzocialawards.com  หรือโทรศัพท์ 06-3941-9555, 06-2454-9787

 

ธปท.แจงคุณสมบัติ “อี-มันนี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922142


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาชี้แจงเรื่อง การประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มันนี่) อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และมีบริษัทบางแห่งที่ไม่ได้ขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง รวมทั้งป้องกันการใช้อี-มันนี่ ในลักษณะการฟอกเงิน หรือการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และคุณสมบัติการประกอบธุรกิจดังกล่าว จะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ให้บริการ ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือกรรมการ หรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการของนิติบุคคลอย่างชัดเจน อาทิ ต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ฯลฯ

ขณะที่ ระหว่างการให้บริการ หากผู้ประกอบการต้องการยื่นขอเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เมื่อผู้ให้บริการทราบแน่นอนว่าจะเปลี่ยนแปลงชื่อในวันใดแล้ว ต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการและ ธปท.ทราบล่วงหน้า 15 วัน กรณีการหยุดให้บริการชั่วคราว หากเป็นการเตรียมการไว้ล่วงหน้า ต้องแจ้ง ธปท. และผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้า 15 วัน แต่หากเป็นการหยุดบริการ เนื่องจากเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า ผู้ให้บริการต้องรีบแก้ไขโดยเร็ว แต่หากเป็นกรณีที่ส่งผลกระทบในวงกว้างผู้ให้บริการต้องแจ้งให้ ธปท. และผู้ใช้บริการทราบโดยทั่วกัน ภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่หยุดให้บริการชั่วคราว เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ให้มีความสะดวกต่อการทำธุรกรรม หรือป้องกันการหลอกลวงได้ในระดับหนึ่ง และเรื่องของการกำหนดสกุลเงินในการบันทึก เป็นในบัตรเงินสด หรือใช้เป็นอี-มันนี่ ซึ่งผู้ให้บริการสามารถบันทึกมูลค่าเงินได้ทั้งเงินบาทและเงินสกุลต่างประเทศ หรือเป็นเงินสกุลต่างประเทศ 2 สกุลภายในบัตรเดียวกัน เป็นต้น.

 

“คาราบาว” แขยงเบรกลงทุนในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923065


นายวรัญชัย เจนศิริวณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายและเลขานุการบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อ 25 เม.ย.60 ได้อนุมัติให้ยกเลิกโครงการลงทุนเพื่อประกอบธุรกิจในกลุ่มประเทศ Greater China (จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า) หลังพบตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังและธุรกิจที่เกี่ยวข้องในจีนกำลังอยู่ในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าหากตัดสินใจเดินหน้าการลงทุนต่อ โครงการดังกล่าวจะประสบภาวะขาดทุนในช่วง 4-5 ปีแรก รวมกันประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 14,018 ล้านบาท)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. บริษัทได้มีมติให้จัดตั้งบริษัทย่อยในต่างประเทศ คือ Carabao Venture Holdings (Hong Kong) Limited (CVHHK) และอนุมัติให้ CVHHK เข้าทำสัญญาร่วมทุนกับกลุ่มจีน คือกลุ่ม DAI Group เพื่อประกอบธุรกิจการตลาด ขาย และจัดจำหน่ายสินค้าคาราบาว ในฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และจีน ภายใต้มูลค่าเงินลงทุนเทียบเท่า 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,401.80 ล้านบาท เพื่อการประกอบธุรกิจในระยะแรก

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้คาราบาวกรุ๊ปยังคงได้รับผลประโยชน์ตามโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นต่อไปในอนาคต คณะกรรมการจึงมีมติให้บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของคาราบาวกรุ๊ป เข้าทำสัญญาให้กลุ่มบริษัทร่วมทุนดังกล่าว ได้สิทธิจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว (exclusivity right) ในการจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแบรนด์คาราบาว และเปิดโอกาสให้คาราบาวกรุ๊ปทำสัญญา ได้สิทธิในการซื้อหุ้นกับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่จะเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในกลุ่มบริษัทร่วมทุนฯ หากเห็นว่ากิจการของบริษัทร่วมทุนฯมีสถานะการดำเนินงานที่เหมาะสม.

 

รัฐเข้มลุยถอดเว็บหมิ่น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923061


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับ น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการมือถือ เพื่อขอความร่วมมือระงับเนื้อหาไม่เหมาะสมผ่านอินเตอร์เน็ตว่า กสทช.และดีอี ได้ขอความร่วมมือให้ไอเอสพีและค่ายมือถือ ถอดเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ผิด ม.112 ออกจากเว็บไซต์โดยทันที ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งศาลซึ่งอาจต้องใช้เวลา เนื่องจากผู้ให้บริการสามารถใช้วิจารณญาณได้อยู่แล้ว เนื้อหาแบบใดหมิ่นเหม่ หรือเข้าข่ายกระทำความผิดตาม ม.112 ซึ่งไอเอสพีและค่ายมือถือจะถอดออกจากเว็บไซต์ทันที ส่วนเว็บไซต์ใดที่มีรหัสผ่านและถอดออกไม่ได้ ให้แจ้ง กสทช.และดีอี เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังจะเสนอให้ตรวจสอบระบบ Content Delivery Network (CDN) ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ของผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศที่ตั้งสำนักงานในไทย โดยจะเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติในวันที่ 27 เม.ย.นี้ หากผู้ให้บริการ CDN สามารถแยกเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมายออกได้ก็ไม่ต้องปิดทั้งระบบ แต่หากแยกไม่ได้ก็ต้องปิดทั้งระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากมีการปิดระบบเซิร์ฟเวอร์ CDN ในไทย จะทำให้การเข้าถึงเว็บไซต์ออนไลน์ต่างประเทศได้ช้าลง เพราะต้องส่งข้อมูลไปที่เซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศก่อนจึงย้อนกลับมาไทย จากเดิมเชื่อมต่อระบบเซิร์ฟเวอร์ในไทยได้ทันทีและรวดเร็ว.

 

ทำใจยอดขายไตรมาสแรกแผ่ว ซีพีเอฟเชื่อครึ่งปีหลังเริ่มสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923056


นายอดิเรก ศรีประทักษ์ ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ (CPF) เปิดเผยในงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 60 ว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 8-10% หรือมากกว่า 500,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 476,682 ล้านบาท เนื่องจากเห็นความต้องการบริโภคกุ้งและไก่เนื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดปัญหาไข้หวัดนกในต่างประเทศระบาด ทำให้สามารถส่งออกไก่ได้มากขึ้น อย่างไร ก็ตามยอมรับว่าไตรมาสแรกรายได้อาจไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เพราะราคาเนื้อสุกรปรับตัวลดลงจากปีก่อน แต่เชื่อว่าราคาจะดีขึ้นในช่วงครึ่ง

ปีหลัง และผลประกอบการของบริษัทจะปรับตัวดีต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป ส่วนงบลงทุนปีนี้ตั้งไว้ที่ 25,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพและขยายกำลังการผลิตในธุรกิจหลัก โดยนำมาจากกระแสเงินสด นอกจากนั้น ภายใน 5 ปีนี้ (ปี 60-64) บริษัทคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 70% จากปัจจุบัน 68% เนื่องจากธุรกิจในต่างประเทศมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) นั้น เชื่อว่าไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะการส่งออกไปยุโรปมีสัดส่วนไม่มากนัก เช่นเดียวกับสหรัฐฯที่ส่งออกไปไม่มากนัก เนื่องจากส่วนใหญ่ซีพีเอฟมีการลงทุนโดยตรงในสหรัฐฯมากกว่า ทำให้อาจได้รับประโยชน์หากสหรัฐฯมีการลดหย่อนภาษีการลงทุนภายในประเทศ.

 

“เพาเวอร์บาย” ขายจนเหนื่อย เดินหน้ายั่วใจลูกค้าต่างจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923055


นายโลร็องต์ โปซ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า “เพาเวอร์บาย” ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพรวมผลการดำเนินงานของเพาเวอร์บายเติบโตมากกว่าตลาดหรือประมาณ 4.1% โดยเฉพาะเขตกรุงเทพฯที่เพาเวอร์บายมีความแข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้าพรีเมียม (กำลังซื้อสูง) ซึ่งจากนี้ไปจะต้องลุยสร้างความแข็งแกร่งในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย และผลักดันให้ผลประกอบการตลอดทั้งปี 60 เติบโต 8-10% หรือแตะ 17,081 ล้านบาท “แผนเบื้องต้นจะเร่งดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมการขายในสาขาต่างจังหวัดมากขึ้น ด้วยการเพิ่มสินค้าหลากหลาย ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าต่างจังหวัดมากกว่าที่ผ่านมา รวมถึงพัฒนาศักยภาพพนักงานขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลุยสร้างศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้เสริมทัพ จากเดิมที่มีศูนย์กลางในการกระจายสินค้าอยู่ที่เดียวในกรุงเทพฯ ซึ่งจะส่งผลให้การสต๊อกสินค้าทำได้อย่างมีระบบและจัดส่งสินค้าสะดวกขึ้น”

นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายสาขาเพาเวอร์บายเพิ่มอีก 6 สาขา ภายใต้เงินลงทุนสาขาละ 20 ล้านบาท เน้นในทำเลต่างจังหวัดเป็นหลัก ควบคู่กับการเปิดคีออส (Ki-osk) เพื่ออำนวยความสะดวกกับลูกค้าออนไลน์ผ่าน “ออมนิ ชาแนล” (Omni Channel) โดยมีสาขาให้บริการครอบคลุมถึง 86 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ การขยายสาขาใหม่เพิ่มในปีนี้จะทำให้เพาเวอร์บายมีจำนวนสาขาเปิดกระจายอยู่ทั่วประเทศเป็น 92 สาขา ส่วนคีออสตั้งเป้าเปิดครบ 30 จุด ใน 2-3 ปี จากปัจจุบันมีอยู่ 2 จุด ที่สาขาพระราม 2 และสาขาลพบุรี สำหรับช่องทางออนไลน์ มีแผนเพิ่มยอดขายแตะ 290 ล้านบาท ในสิ้นปี 60 จากปัจจุบันมียอดขาย 100 ล้านบาท ในกลุ่มสินค้าไอที เทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน.

 

ปาล์มล้นตลาด!เพิ่มไบโอดีเซลบี 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923045


นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในประกาศ ธพ.เรื่องกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล โดยกำหนดให้ปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล (บี 100) ในน้ำมันดีเซลจากเดิม 5% หรือบี 5 เป็น 7% หรือบี 7 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์วัตถุดิบคือปาล์มน้ำมันในประเทศ โดยประกาศนี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 พ.ค.เป็นต้นไปเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีเวลาเตรียมตัว

“ก่อนหน้านี้ตัวแทนเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันได้หารือกับ ธพ. เพื่อต้องการให้ ธพ.ออกประกาศเพิ่มสัดส่วนการผสมปาล์มน้ำมันในน้ำมันดีเซลหรือให้เป็นไบโอดีเซลบี 7 เพื่อดูดซับปริมาณปาล์มน้ำมันในประเทศที่เริ่มล้นตลาดเพื่อแก้ไขราคาผลปาล์มดิบตกต่ำ ซึ่ง ธพ.ได้ขอให้กระทรวงพาณิชย์ส่งตัวเลขปริมาณสำรอง (Stock) น้ำมันปาล์มของประเทศมาให้ก่อนเพื่อให้เกิดความชัดเจน เมื่อได้ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์มา ธพ. จึงได้ประกาศเพิ่มสัดส่วนดังกล่าว และการเปลี่ยนแปลงส่วน ผสมนี้จะไม่มีผลกระทบต่อราคาขายปลีกของน้ำมันไบโอดีเซลให้เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาบี 100 ที่ผสมในน้ำมันดีเซลขณะนี้มีราคาต่ำ”

สำหรับปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบขณะนี้เฉลี่ยอยู่ 280,000 ตัน สูงกว่าสต๊อกเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน ที่ประเมินว่าไม่ควรต่ำกว่า 200,000 ตัน ขณะที่ราคาผลปาล์มดิบที่เกษตรกรจำหน่ายอยู่ที่ 3 บาทต่อกิโลกรัมต่ำกว่าราคาประกาศของรัฐบาลที่จะเข้าไปดูแลที่ราคา 4 บาท ดังนั้นหากปรับสูตรไบโอดีเซลจากบี 5 เป็นบี 7 ก็จะดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากระบบได้ 25,000 ตันต่อเดือน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาผลปาล์มดิบตกต่ำได้ระดับหนึ่ง โดยคาดการณ์ว่าการใช้น้ำมันกลุ่มไบโอดีเซลช่วงหน้าฝนจะลดลงเหลือ 62 ล้านลิตรต่อวัน จากหน้าร้อนอยู่ที่ 63-64 ล้านลิตรต่อวัน

ด้านนายศาณินทร์ ตริยานนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทยกล่าวว่า สต๊อกปาล์มน้ำมันล่าสุดอยู่ที่ 250,000 ตัน และจากนี้ไปจะทยอยเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลปาล์มน้ำมัน โดยมีแนวโน้มที่จะขยับไปสู่ระดับ 300,000 ตันในเดือน พ.ค.นี้ ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ภาครัฐต้องเร่งเข้ามาดูดซับปริมาณปาล์มน้ำมันจากตลาดด้วยการเพิ่มสัดส่วนบี 5 เป็นบี 7 คาดว่าจะทำให้เกิดความต้องการใช้บี 100 เพิ่มขึ้น 20,000-25,000 ตันต่อเดือน ขณะที่ราคาจำหน่ายบี 100 เฉลี่ยขณะนี้อยู่ที่ 25-26 บาทต่อลิตร จึงไม่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกบี 7 ให้เพิ่มขึ้น.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 26/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922975