ปีนี้ฝนหลากทำอ้อยหวานน้ำตาลแช่มชื่น ชาวไร่รายได้เพิ่มขยายพื้นที่เพาะปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/923040


นายสิริวุทธิ์ เสียมภักดี ประธานคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า คณะทำงานได้ประเมินภาพรวมการเพาะปลูกอ้อยประจำฤดูการผลิตปี 2560/61 ที่ได้เริ่มต้นเพาะปลูกตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าจะดีกว่ารอบการผลิตของปี 2559/60 เนื่องจากเริ่มมีฝนตกในพื้นที่ปลูกอ้อย และชาวไร่อ้อยหลายรายเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและลงตออ้อยใหม่ หวังให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น รวมทั้งชาวไร่บางรายได้ขยายพื้นที่เพาะปลูก เนื่องจากยังมองแนวโน้มราคาน้ำตาลโลกอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 2560/61 จะมีปริมาณสูงกว่า 93 ล้านตันอ้อย เมื่อเทียบกับผลผลิตปีการผลิต 2559/60 ที่มีปริมาณ 93 ล้านตันอ้อย

สำหรับความคืบหน้าในช่วงปลายฤดูการหีบอ้อยปี 2559/60 ของโรงงานน้ำตาล หลังเปิดหีบอ้อยตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 2559 จนถึงขณะนี้โรงงานน้ำตาลเกือบทั้งหมดได้ปิดหีบแล้ว โดยคาดว่าจะมีปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 93 ล้านตัน เทียบกับอ้อยที่เข้าหีบในปี 2558/59 ที่มีอยู่ที่ 94.5 ล้านตันอ้อย แต่คุณภาพผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2559/60 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานทุกแห่งส่งผลดีต่อผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อย (ยิลด์) เพิ่มขึ้นเป็น 107.9 กิโลกรัม (กก.) เทียบกับระยะเวลาหีบอ้อยปีก่อนที่มียิลด์อยู่ที่ 104.1 กก. หรือเพิ่มขึ้นประมาณเกือบ 4 กก.ต่อตันอ้อย ส่งผลให้มีปริมาณผลผลิตน้ำตาลทราย 10 ล้านตัน สูงกว่าปีการผลิต 2558/59 ที่ผลิตน้ำตาลทรายได้เพียง 9.8 ล้านตัน ส่วนสถานการณ์อ้อยไฟไหม้ในปีการผลิต 2559/60 ยังคงรุนแรงเหมือนเช่นทุกๆปี โดยมีปริมาณอ้อยไฟไหม้ 59.6 ล้านตันอ้อย คิดเป็นสัดส่วน 64% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด ขณะที่ค่าความหวาน (ซี.ซี.เอส) ของอ้อยอยู่ที่ 12.27 ซี.ซี.เอส ถือว่าเป็นค่าซี.ซี.เอสที่เหมาะสม โดยในภาพรวมผลการผลิตอ้อยปีการผลิต 2559/60 จะส่งผลให้ชาวไร่อ้อยมีรายได้จากการเพาะปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น.

 

‘พาณิชย์’ แจงญี่ปุ่นตัดจีเอสพีสินค้าไทย 6 รายการ ไม่กระทบการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922767


‘พาณิชย์’ แจงญี่ปุ่นตัด GSP สินค้าไทย 6 รายการ ตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นไป ไม่กระทบการค้า 2 ฝ่าย เหตุปัจจุบัน ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิส่งออกภายใต้ GSP น้อย เพราะหันไปใช้สิทธิส่งออกภายใต้ JTEPA และ AJCEP เหตุลดภาษีมากกว่า

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่ญี่ปุ่นจะตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่ให้กับสินค้าไทยตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นไป ส่งผลให้ภาคเอกชนเกรงว่า อาจกระทบต่อการค้าของไทยกับญี่ปุ่นว่า ขณะนี้ไทยส่งออกไปญี่ปุ่นโดยใช้สิทธิ GSP น้อยมาก มีเพียง 14 รายการเท่านั้น โดยใช้สิทธิส่งออกคิดเป็นมูลค่าราว 17 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

ทั้งนี้ เพราะผู้ส่งออกหันไปใช้สิทธิส่งออกภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) และอาเซียนญี่ปุ่น (AJCEP) ซึ่งเปิดเสรีระหว่างกันประมาณ 10 ปีมาแล้ว และครอบคลุมสินค้ากว่า 6,000 รายการ มากกว่า โดยมีมูลค่าการใช้สิทธิรวมกันสูงกว่า 6,000 ล้านเหรียญฯ ต่อปี เนื่องจากข้อตกลงทั้ง 2 ชนิดลดภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำกว่า GSP

อย่างไรก็ตาม แม้ญี่ปุ่นจะตัดสิทธิ GSP ที่ให้กับไทยตั้งแต่ปี 62 เป็นต้นไป กระทรวงได้ประเมินแล้วว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังญี่ปุ่น หรือมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหากญี่ปุ่นตัดสิทธิ GSP มีสินค้าไทยเพียง 6 รายการเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ได้แก่ ซอร์บิทอล กาแฟคั่วที่แยกคาเฟอีนออกแล้ว เอทิลแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้แปรสภาพอื่นๆ ไม้พลายวู้ดอื่นๆ ไม้ลามิเนต และไม้บล็อกบอร์ด ซึ่งส่วนใหญ่ทยอยลดภาษีภายใต้กรอบ JTEPA และ AJCEP อยู่แล้ว และปัจจุบันสิทธิพิเศษอาจจะเท่ากับที่เคยได้รับสิทธิ GSP โดยคงเหลือเพียงสินค้าซอร์บิทอลเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ในกรอบ JTEPA และ AJCEP

“ได้มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ติดตามความคืบหน้า และผลักดันนำสินค้าทั้ง 6 รายการเข้าไว้ในกลุ่มสินค้าที่จะเจรจาทบทวนใหม่ในรอบการทบทวนทั่วไป ภายใต้ JTEPA ที่จะมีขึ้นภายในปีนี้ เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการถูกตัดสิทธิ”

สำหรับ สาเหตุที่สินค้าไทยจะถูกตัดสิทธิในปี 62 เพราะญี่ปุ่นได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาตัดสิทธิ GSP กับประเทศที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ระยะเวลา 3 ปีติดต่อกัน หรือระหว่างปี 56-58 และมีมูลค่าการส่งออกไปทั่วโลก มีสัดส่วนมากกว่า 1%

โดย ไทย อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงตั้งแต่ปี 54 เป็นต้นมา และในระหว่างปี 56-58 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยไปทั่วโลกมีสัดส่วน 1.21%, 1.20% และ 1.29% ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่พัฒนาและมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกมากขึ้น ส่งผลให้ญี่ปุ่นตัดสิทธิที่เคยให้กับไทยตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

 

กระตุ้นประชาชนให้รู้จัก กรมทรัพย์สินฯ ยกสินค้าจีไอขึ้นห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 18:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922800


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยกสินค้าจีไอ หรือสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ทั่วประเทศ ขึ้นห้าง เปิดตลาดหวังกระตุ้นให้ประชาชนรู้จักสินค้าจีไอมากขึ้น

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนจะจัดงานใหญ่ เพื่อสร้างการรับรู้ให้สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น โดยปีนี้ มีเป้าหมายจะผลักดันให้มีสินค้าจีไอครบทุกจังหวัดทั่วประเทศ

โดยปัจจุบันสินค้าจีไอไทยที่ได้รับความคุ้มครองมี 76 รายการ จาก 53 จังหวัดแล้ว โดยสินค้าที่ขึ้นทะเบียนเป็นจีไอนั้น จะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเท่าตัว หรือบางรายการเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว เช่น ส้มโอทับทิมสยาม ที่ราคาเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว จากลูกละ 50 บาท เป็นลูกละ 500 บาท หรือเฉลี่ยทั่วไปก็ไม่ต่ำกว่า 400 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมได้จะจัดงานจีไอ มาร์เก็ต ระหว่างวันที่ 27 เม.ย.–3 พ.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ ซึ่งจะรวบรวมสินค้าจีไอทั่วประเทศ จากผู้ประกอบการกว่า 60 ราย เช่น ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร หมูย่างเมืองตรัง ปลาทูแม่กลอง ไข่เค็มไชยา ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง น้ำหมากเม่าสกลนคร เป็นต้น มาให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ

“สินค้าจีไอ เป็นสินค้าที่มีแหล่งผลิตเฉพาะ เกิดจากปัจจัยธรรมชาติ ผสมผสานกับภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ทำให้ได้สินค้าที่มีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนั้น ซึ่งเมื่อสินค้าใดได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าจีไอแล้ว จะสามารถใช้ตราสัญลักษณ์จีไอ รับประกันคุณภาพ และความน่าเชื่อถือให้สินค้าได้ เพราะผู้ผลิตสามารถพัฒนาระบบมาตรฐานควบคุมสินค้า ทำให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ อีกทั้งการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ ตามนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นด้วย เพราะเมื่อสินค้าขายได้ราคาดี จะยกระดับรายได้ และความเป็นอยู่ของประชาชนได้”

นอกจากนั้น กรมฯ มีแผนที่จะจัดงานจีไอมาร์เก็ต 2017 ครั้งที่ 2 อีกระหว่างวันที่ 1–7 ส.ค. ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต จะมีสินค้าจีไอจากอาเซียนมาร่วมออกบูธ เพื่อแสดงให้เห็นว่าสินค้าจีไอ เป็นสินค้าที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ และได้รับความนิยมระดับสากล นับเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าชุมชนไทย ให้อยู่ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน ตามนโยบายรัฐบาล

 

วิบูลย์ลักษณ์ สั่ง ‘พาณิชย์จังหวัด’ เร่งใช้นโยบายประชารัฐช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922701


ภาพจากแฟ้มข่าว

‘ปลัดพาณิชย์’ สั่งการพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศใช้นโยบายประชารัฐช่วยเหลือเกษตรกร เผยล่าสุดแม่ฮ่องสอนดึง ‘อโกรไทยยูเนี่ยน-ตะวันพืชผล’ เซ็นเอ็มโอยูซื้อขายกระเทียมจากเกษตรกร และดึงเซ็นทรัลช่วยซื้อสินค้าโอทอป

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ใช้นโยบายประชารัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสินค้าเกษตร และผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยดูแลราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ ช่วยระบายผลผลิตจากแหล่งผลิตออกสู่ตลาด และช่วยผู้ผลิตสินค้าโอทอปให้สามารถขายสินค้าของตนเอง และมีรายได้สูงขึ้น

ล่าสุด ได้รับแจ้งจากพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอนว่า สามารถผลักดันนโยบายประชารัฐ โดยผลักดันให้ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท อโกรไทย ยูเนี่ยน จำกัด และบริษัท ตะวันพืชผล จำกัด ลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับกลุ่มเกษตรกรไร้สารพิษบ้านห้วยโป้ง เพื่อทำสัญญาซื้อขายกระเทียม 60 ตัน มูลค่า 6.15 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ทันที มีตลาดรองรับ โดยในการลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้ ได้ใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานที่จัดทำโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

“เป็นความตั้งใจของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรทุกกลุ่ม ให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่คุ้มต้นทุน และมีรายได้ในการเลี้ยงชีพ ซึ่งกระทรวงฯ จะยังคงใช้โมเดลประชารัฐในการดึงภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยรับซื้อผลผลิตสินค้าเกษตรต่อไปเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับเกษตรกร และยังถือเป็นการวางแผนรับมือผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้มีตลาดรองรับ ทำให้ไม่มีปัญหาผลผลิตขายไม่ได้ และมีปัญหาราคาตกต่ำเกิดขึ้น”

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังได้เชิญบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารท็อป มาร์เก็ต มาเจรจาซื้อขายสินค้าโอทอป 5 ดาวจากกลุ่มผู้ผลิตในจังหวัดแม่ฮ่อนสอนด้วย ซึ่งประสบความสำเร็จ สามารถผลักดันให้มีการนำเข้าไปจำหน่ายในห้างได้ ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กับสินค้าโอทอปอีกทางหนึ่ง และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิต

สำหรับสินค้าโอทอปที่มีการเจรจาซื้อขายครั้งนี้ ได้แก่ น้ำมัลเบอร์รี่พร้อมดื่ม จากกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมแม่ฮ่องสอน ข้าวกล้องเพาะงอกจากการเกษตรวิสาหกิจชุมชน ขนมงารสทิพย์ ไทไทแบรนด์ จากบ้านทรงไทย และน้ำมันงาตรากล้วยไม้ ซึ่งจำหน่ายน้ำมันงาขาว งาดำ งาม้อนสกัด

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายปรับลด 2.39 ดัชนีแตะ 1,562 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922745


หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายปรับลด 2.39 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,562.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,297.44 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 25 เม.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลด 2.39 คิดเป็น -0.15% ดัชนีอยู่ที่ 1,562.27 จุด มูลค่าการซื้อขาย 46,297.44 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,569.90 จุด และต่ำสุดที่ 1,553.44 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

 

แนะทยอยสะสม ‘ทองคำ’ ผ่านกองทุนรวม ช่วยป้องกันความเสี่ยงช่วงหุ้นขาลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922637


บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะชะลอลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น-หุ้นไทย และสินทรัพย์ทางเลือก โดยเฉพาะทองคำที่สามารถสะสมผ่านกองทุนรวม เพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นในช่วงขาลงจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายประเทศ

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ ควรระมัดระวังในการเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ และความกังวลต่อนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงไม่มีความชัดเจน

ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดที่มีความเสี่ยงถูกเทขาย อาทิ สหรัฐฯ เกาหลี และอินเดีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีในระดับสูง โดยตลาดหุ้นอินเดีย มีระดับราคาที่สูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐาน ซึ่งอาจจะทำให้นักลงทุนผิดหวัง หากผลประกอบการไม่ดีตามคาด ส่วนตลาดหุ้นเกาหลียังคงมีความกังวลเรื่องของโอกาสที่จะเกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้นกับเกาหลีเหนือ และยังมีความเสี่ยงในด้านการเมืองในประเทศที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ค.

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดหุ้นปรับตัวลงมาจากจุดสูงสุดประมาณ 7% และค่าเงินเยนเริ่มทรงตัว นอกจากนี้ นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้ออกมาระบุว่ามาตรการผ่อนคลายทางการเงินยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% ทำให้ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นมีโอกาสกลับมาอ่อนค่าขึ้น

ส่วนหุ้นไทยนั้นก็แนะนำให้ทยอยสะสมด้วยเช่นกัน เนื่องจากตลาดหุ้นยังคงมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว อาทิ ตัวเลขการส่งออกที่ดีกว่าตลาดคาดการณ์ และการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปียังอยู่ในระดับต่ำ

ในส่วนของตลาดตราสารหนี้ไทยนั้น พบว่า อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงตามความผ่อนคลายของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งนี้ ยังแนะนำให้คงอายุการลงทุนของพอร์ตการลงทุน และเลี่ยงการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทย เนื่องจากถูกซื้อสะสมสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมากตั้งแต่ต้นปี จึงทำให้มีความเสี่ยงถูกเทขาย หลังจากบันทึกการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคม ระบุว่าธนาคารกลางฯ อาจลดขนาดการถือครองสินทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้

สำหรับ การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งทำได้โดยผ่านกองทุนรวม ได้แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียดทางการเมืองและการก่อการร้ายทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การลงทุนสะสมสุทธิในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำของนักเก็งกำไรยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก ทำให้ตลาดมีปัจจัยทางบวกสูงในช่วงราคาขาขึ้น และยังได้แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมน้ำมัน จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเร่งตัว ทำให้ความต้องการน้ำมันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายประเทศสนับสนุนให้ยืดระยะเวลาในการลดกำลังการผลิต เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้กับนักลงทุนในตลาดน้ำมัน

 

ทองไทยราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 10:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922340


ทองไทยราคาคงที่จากวันที่ผ่านมา โดยสมาคมค้าทองคำไม่ปรับราคา โดยทองแท่งขายบาทละ 20,750 บาท ทองรูปพรรณขายบาทละ 21,250…

เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ไม่เปลี่ยนแปลงจากปิดตลาดวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,650 บาท ขายบาทละ 20,750 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,284.08 บาท ขายออกบาทละ 21,250 บาท.

 

#TFWGucci แคมเปญออนไลน์ล่าสุดจาก Gucci

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 25 เม.ย. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922306


อีกครั้งที่ กุชชี่ (Gucci) แบรนด์แฟชั่นระดับเวิลด์คลาส ปลดปล่อยอิสระความคิดสร้างสรรค์ลงในโลกดิจิตอล เพื่อแสดงออกถึงความปรารถนาในการนิยามแนวคิดใหม่ของความหรูหราแบบร่วมสมัย ด้วยการเชื้อชวนเหล่าศิลปินนักคิดผู้สร้าง Memes ชื่อดังจากทั่วโลก มาร่วมถ่ายทอดจินตนาการที่ต่อยอดแรงบันดาลใจจากคอลเลกชั่นนาฬิกาไอคอนนิคของกุชชี่หลากหลายรุ่น ซึ่งรวมถึง Le Marché des Merveilles จากมุมมองส่วนบุคคลเฉพาะตัว ผ่าน แคมเปญออนไลน์ล่าสุด #TFWGucci (ย่อมาจาก “ThatFeelWhen” หรือ “That Feeling When”)

สำหรับ #TFWGucci เป็นการเปิดพื้นที่บนโลกโซเชียลให้นักสร้างสรรค์ Meme จากทั่วโลกได้มาโชว์ไอเดียไม่จำกัดมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ Meme ร่วมกับการใช้ภาพของ Gucci ด้วยตนเอง หรือจะเป็นการนำไอเดียของศิลปินด้านทัศนศิลป์ ที่ทาง แบรนด์เอามานำเสนอให้เห็นภาพในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ ผลงาน Memes จึงเป็นผลจากการทำงานร่วมกันสองทาง หรือสามทาง ซึ่งถือเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) ครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ของกุชชี่ ในการมีส่วนร่วมกับกลุ่มนักสร้างสรรค์ที่กว้างขึ้น ซึ่งแฝงตัวอยู่ในโลกของแฟชั่นที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็น Amanda Charchian ศิลปินชาวลอสแอนเจลิส ที่สร้างสรรค์ภาพที่สะท้อนมุมมองทางโลกอันน่าหลงใหล, Olaf Breuning จากนิวยอร์ก และซูริก ซึ่งเป็นที่รู้จักในผลงานที่แฝงความขี้เล่น, Less ช่างภาพจากเกาหลี รวมไปถึงคู่หูศิลปินอย่าง Christto & Andrew จากกาตาร์ ซึ่งเซตภาพจากแคมเปญ #TFWGucci สามารถเข้าไปชมได้ที่ www.gucci.com/tfwgucci

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ โทรคาเดโร กรุ๊ป โทร. 02 163 0555

 

กสทช.ตื่นจัดแถวธุรกิจ “โอทีที” ละเมิดลิขสิทธิ์กระทบทีวีดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922147


พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ด กสทช.นัดพิเศษ ว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีมติให้ธุรกิจ Over The Top (OTT) หรือโอทีที เป็นกิจการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอื่น ที่ไม่ใช่โครงข่ายทีวีดิจิทัล จะต้องอยู่ภายใต้กำกับดูแลของ กสทช.เช่นเดียวกันกิจการกระจายเสียงหรือกิจการวิทยุ และกิจการโทรทัศน์ โดยตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางกำกับดูแล มีระยะเวลาทำงาน 1 ปี

“การเข้ามากำกับดูแลกิจการโอทีทีนั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีการแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่นที่ไม่ใช่โครงข่ายทีวีดิจิทัลนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็น ธรรม และยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์อีก และขณะนี้ถือว่าถึงเวลาแล้วที่ กสทช.จะเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงๆจังๆ และถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่ได้กำหนด คำนิยามว่าโอทีทีคือบริการรูปแบบใดบ้าง แต่จะพยายามให้มีความชัดเจนโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเป็นการจัดระเบียบลักษณะเดียวกันกับการออกใบอนุญาตทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชนในช่วงที่ผ่านมา”.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง พอใจผลเลือกตั้งปธน.ฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922172


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันจันทร์ เช่นเดียวกับตลาดทั่วโลก หลังจาก เอมมานูเอล มาครง ผู้สมัครสายกลางทำผลงานได้ดีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 24 เม.ย. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 216.13 จุด หรือ 1.05% ปิดที่ 20763.89 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.46 จุด หรือ 1.08% ปิดที่ 2374.15 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 73.30 จุด หรือ 1.24% ปิดที่ 5983.82 จุด

เมื่อวันจันทร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น หลังโพลหลายสำนักให้นายมาครงมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่ 2 เหนือนางมารีน เลอ แปน ผู้สมัครขวาจัดซึ่งต้องการพาฝรั่งเศสออกจากสหภาพยุโรป และปฏิเสธการรับผู้อพยพ แรงนับสนุนหนุนนี้ทำให้หุ้นของบริษัทในกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น