จับคู่ผู้ซื้อผู้ขายกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922140


กรมธนารักษ์ลุ้นขอขึ้นค่าเช่า ชี้คนตามฝันสู่เกษตรกรมือใหม่

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการเป็นตัวกลาง หรือตัวเชื่อมระหว่างผู้ที่ต้องขายกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุกับผู้ที่ต้องการซื้อกรรมสิทธิ์ เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากแสดงความต้องการเช่าที่ราชพัสดุ แต่กรมไม่สามารถจัดสรรที่ราชพัสดุให้แก่ประชาชนหน้าใหม่ที่ต้องการเช่าที่ดินราชพัสดุได้ เนื่องจากที่ราชพัสดุ 12.5 ล้านไร่ ที่ดูแลอยู่ทั้งประเทศเกือบทั้งหมดมีกรรมสิทธิ์ในการเช่าอยู่แล้ว แต่มีบางแปลงที่เป็นการบุกรุก ที่ปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว

“ปัจจุบันราคาที่ดินที่แพงขึ้นทำให้เกษตรกรหน้าใหม่ หรือคนที่มีความต้องการลงทุนทางด้านการเกษตร แต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองไม่กล้าลงทุนซื้อที่ดินราคาแพง เพราะเกรงว่าจะขาดทุน จึงติดต่อมาที่กรมเพื่อขอเช่าที่ราชพัสดุ บางรายเสนออัตราค่าเช่าที่สูงกว่าปกติถึง 100-200% แต่ก็ไม่มีที่ราชพัสดุให้เช่าอีกแล้ว”

ขณะเดียวกัน ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุ ล่าสุด ธนารักษ์จังหวัดต่างๆได้รายงานว่า มีการขอเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์โดยขายกรรมสิทธิ์ เหมือนกับซื้อขายทั่วไป แต่ประเด็นคือ คนที่ซื้อคือคนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่มีการแข่งขันและขายในราคาถูก ทำให้ประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ไม่รับทราบข้อมูล กรมจึงจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมข้อมูลระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อกรรมสิทธิ์ เหมือนกับเป็นตลาดนัดซื้อขายสินค้าออนไลน์ โดยมีเงื่อนไขคือผู้ที่ให้ราคาประมูลเช่าพื้นที่ที่จะนำออกมาประมูล ในราคาสูงสุดคือ ผู้ชนะในการเช่ากรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุ

“ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการซื้อขายกรรมสิทธิ์ในที่ราชพัสดุคือ การปรับเพิ่มค่าเช่า ซึ่งปัจจุบันค่าเช่าเพื่อทำการเกษตรปีละ 100-150 บาทต่อไร่ และการมีผู้เช่าหน้าใหม่ที่ไม่เคยเป็นเกษตรกรมาก่อนเลยมาเช่าที่ราชพัสดุ แสดงให้เห็นว่าผู้เช่ารายใหม่มีความต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรและมีเงินทุนในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่กรมสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้ จากปัจจุบันไร่ละ 100-150 บาทต่อปี ก็เพิ่ม ขึ้นเป็น 500-1,000 บาทต่อปี และ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-มี.ค.2560) กรมสามารถจัดเก็บรายได้รวม 4,730 ล้านบาท”.

 

ปิดฉากพ่อค้าคนกลาง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922132


ส.อ.ท.แนะเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤติยอดขาย

“ส.อ.ท.” เผยกระแสอีคอมเมิร์ซมาแรง เตือนภัยเอสเอ็มอี ให้รู้จักใช้ช่องทางติดต่อตรงกับผู้ซื้อ เพราะในอนาคตพ่อค้าคนกลางมีโอกาสทยอยล้มตาย หลังโรงงานผลิตสินค้าติดต่อค้าขายโดยตรงกับผู้ซื้อมากขึ้น ขณะที่ กสอ.เปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต เน้นช่วยเหลือเอสเอ็มอี ด่วน เพื่อต่อยอดการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กระแสของเทคโนโลยีทำให้การค้าขายผ่านออนไลน์ หรืออิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ซ) กำลังมาแรงและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม ที่ขณะนี้โรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ผลิตสินค้าสามารถติดต่อขายตรงกับผู้ซื้อได้มากขึ้นทำให้ตัดระบบพ่อค้าคนกลางลงไปได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ผู้ประกอบการของไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีจะต้องปรับตัวให้สอดรับกับกระแสดังกล่าวให้ได้เพื่อความอยู่รอด

“ผมคิดว่าระบบพ่อค้าคนกลาง ทั้งระดับในประเทศและระดับชาติ (อินเตอร์เทรด) ต่อไปจะดำเนินกิจการได้ลำบากและอาจทยอยล้มตายได้ ด้วยการค้าขายออนไลน์ที่เอื้อให้เกิดการติดต่อกันโดยตรง ซึ่งเอสเอ็มอีของไทยในขณะนี้จากเดิมที่ลำบากในการนำสินค้าไปฝากขายตามห้างร้าน ห้างสรรพสินค้า หรือการขายผ่านร้านโชห่วย แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตทุกระดับ ก็สามารถขายผ่านออนไลน์ได้ ทุกคนจึงต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หากไม่ปรับตัวรับกับกระแสก็จะอยู่ไม่ได้ ซึ่ง ส.อ.ท.เป็นห่วงเอสเอ็มอีที่การปรับตัวอาจทำได้ยากลำบากหรือค่อนข้างช้า ดังนั้นเอสเอ็มอีจะต้องหาวิธีการขายสินค้าโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางให้มากขึ้น”

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าอุตสาหกรรมไทย กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ของสหประชา-ชาติ ได้ระบุผลการศึกษาว่าอุตสาหกรรม 4.0 ในอีก 2 ทศวรรษ หรืออีก 20 ปีข้างหน้า จะทำให้การใช้ เครื่องจักรเข้ามาทดแทนแรงงานคนสูงถึง 44% ในระบบการจ้างงานของอาเซียน และยังระบุว่าการจ้างงานในอนาคตของแต่ละประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น เยอรมนี สหรัฐฯ ญี่ปุ่นล้วนมีตัวเลขว่างงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น การก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทยก็ต้องมองในเรื่องดังกล่าวในอนาคตด้วยว่าจะทำอย่างไร เพื่อชะลอไม่ให้เกิดการเลิกจ้างงานของคนในวัยทำงานก่อนเวลาอันควร

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า กสอ. ได้เปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (อินดัสทรี ทรานฟอร์เมชั่น เซ็นเตอร์) หรือไอทีซี เพื่อให้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีนำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรม 4.0 เนื่องจากที่ผ่านมา เอสเอ็มอีจำนวนมากต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์ แต่ติดปัญหาเรื่องเงินลงทุน ทั้งงานวิจัย หรืออุปกรณ์ในการผลิตต่างๆมีราคาสูง จึงไม่สามารถจัดหามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าได้ ซึ่งศูนย์ปฏิรูปฯดังกล่าว ถือเป็นศูนย์แรกของหน่วยงาน ราชการที่ใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ผู้ประกอบการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“กสอ.จะใช้ศูนย์ปฏิรูปฯขยายไปสู่ความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ เช่น หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา นักพัฒนานวัตกรรม และสร้างความร่วมมือกับผู้นำด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงวิสาหกิจขนาดใหญ่ มาร่วมกันขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเดินไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 โดยศูนย์แห่งนี้ได้นำรูปแบบจากประเทศเยอรมนีมาปรับใช้ให้เข้ากับประเทศไทยที่เป็นกลไกรูปแบบใหม่ของการพัฒนาเอสเอ็มอี ให้ธุรกิจต่างๆสามารถปรับเปลี่ยนทั้งเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ก้าวพ้นไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจ แบบการผลิตเนื้องานที่น้อยแต่ได้มูลค่าที่เป็นรายได้ที่สูงขึ้น”.

 

ยอดขาย “สติกเกอร์ไลน์” พุ่งกระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922131


นายกณพ ศุภมานพ หัวหน้าธุรกิจสติกเกอร์ ไลน์ ประเทศไทย (LINE) เปิดเผยว่า ปีนี้คาดว่าธุรกิจสติกเกอร์ LINE ซึ่งผู้ใช้ต้องเสียเงินเพื่อดาวน์โหลดหรือ (Paid Sticker) จะเติบโตได้ 35% จากเมื่อปีที่ผ่านมาที่ทำอัตราเติบโตได้ 30% ทำให้ธุรกิจขายสติกเกอร์ถือเป็น 1 ใน 3 ของธุรกิจที่ทำรายได้สูงสุด ของ LINE ประเทศไทย

“ธุรกิจสติกเกอร์ของ LINE แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.สปอนเซอร์ สติกเกอร์ ซึ่งเป็นสติกเกอร์ของผู้ประกอบการที่ต้องการโฆษณาสินค้าและบริการ 2.ฟรีสติกเกอร์ ซึ่ง LINE ทำเองเพื่อโปรโมตสินค้าและบริการของ LINE และ 3.สติกเกอร์เพื่อการขาย (Paid Sticker) ซึ่งแบ่งเป็นสติกเกอร์ของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือดารา (official sticker) และสติกเกอร์ของคนทั่วไปที่ต้องการขายสติกเกอร์ร่วมกับ LINE (creator sticker) โดยเมื่อปีที่ผ่านมามียอดดาวน์โหลดสติกเกอร์ LINE ในประเทศไทยทั้งสิ้น 500 ล้านครั้ง และเป็นการดาวน์โหลดสติกเกอร์ที่ต้องเสียเงินมากกว่า 15 ล้านครั้ง”

นายกณพกล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจสติกเกอร์จะเติบโตขึ้นสอดคล้องกับความพยายามที่จะส่งเสริมให้มีผู้ออกแบบ (creator) สติกเกอร์ให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีผู้ออกแบบราว 100,000 ราย โดยผู้ออกแบบได้รับส่วนแบ่งรายได้สูงถึง 80% ของรายได้สุทธิจากการขายสติกเกอร์ ส่วน LINE ขอส่วนแบ่งที่เหลือ 20% และ LINE มีแผนที่จะสร้างความสะดวกในการชำระเงินค่าสติกเกอร์ให้มากขึ้น จากเดิมต้องชำระผ่านบัตรเครดิตหรือผ่านบิลของค่ายมือถือ เป็นเพิ่มช่องทางชำระด้วยเงินสด และสติกเกอร์เพื่อการขายที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ สติกเกอร์หนูหิ่น สติกเกอร์น้องเป่าเปา ที่มียอดดาวน์โหลด 120,000 ครั้ง และ 60,000 ครั้ง ตามลำดับ รวมทั้งสติกเกอร์ของแจ๊ส ชวนชื่น, hello Sandy Noona hello Sunny และ Bear Please ent from my Huawei Mobile

 

อย่าฉวยปรับค่าเอฟทีขึ้นราคาสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922087


ฝอยค่าครองชีพไทยต่ำกว่าอาเซียน

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) อีก 3.70% หรือ 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ในเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ ว่า กรมได้ศึกษาผลกระทบการปรับขึ้นค่าเอฟทีที่มีต่อต้นทุนการผลิตสินค้าแล้ว พบว่า จะมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้น 0.0002-0.266% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะมาขอปรับขึ้นราคาสินค้า หรือฉวยโอกาสขึ้นราคา หากผู้ประกอบการรายใดจะปรับขึ้นราคาสินค้า กรมจะเชิญมาหารือเป็นรายกรณี

“ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าเอฟที เป็นสัดส่วนน้อยมากไม่ถึง 1% จึงไม่ใช่เหตุผลที่ผู้ประกอบการจะขอปรับขึ้นราคาสินค้า นอกจากนั้น ตั้งแต่ปี 58 ภาครัฐปรับลดค่าเอฟทีลง 39 สตางค์ต่อหน่วยตามราคาน้ำมันที่ลดลง แต่ขณะนี้ค่าแก๊สเพิ่มขึ้น จึงต้องปรับขึ้นค่าเอฟทีอีก 12.52% ซึ่งการปรับขึ้นครั้งนี้ ยังไม่เท่ากับค่าเอฟทีที่เคยขึ้นไปสูงสุดก่อนหน้านี้ หากผู้ประกอบการรายใดต้องการขึ้นราคาสินค้า จะเรียกมาคุยกันว่าเพราะเหตุใด”

สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นค่าเอฟทีครั้งนี้ ได้แก่ กระดาษพิมพ์เขียน ที่ได้รับผลกระทบ 0.266% หรือต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้นเพียง 1 บาทต่อรีมเท่านั้น รองลงมาคือ ปูนซีเมนต์พอตแลนด์ 0.25% หรือต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อถุง ซึ่งสินค้าทั้ง 2 รายการ กรมติดตามดูแลสถานการณ์ราคาทุกเดือนอยู่แล้ว หากผู้ผลิตจะปรับขึ้นราคา ต้องแจ้งให้กรมทราบก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า แต่หากมีเข้ามา จะไม่ให้ปรับขึ้น เพราะต้นทุนผลิตยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะวัตถุดิบสำคัญที่นำเข้าจากต่างประเทศ ประกอบกับเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาสินค้านำเข้าลดลง แต่หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น อาจส่งผลต่อต้นทุนและราคาสินค้าได้ ซึ่งกรมจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นางนันทวัลย์กล่าวต่อว่า กรมยังได้ศึกษาเปรียบเทียบราคาสินค้าไทยและเพื่อนบ้านอาเซียน พบว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยส่วนใหญ่ทรงตัว และราคาต่ำกว่าอาเซียน โดยเนื้อไก่และไข่ไก่ของไทยราคาต่ำสุด ส่วนราคาน้ำตาลทราย ไทยต่ำสุดรองจากบรูไน น้ำมันปาล์ม มาเลเซียและอินโดนีเซียต่ำกว่าไทย เพราะ 2 ประเทศนี้เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกและรัฐบาลสนับสนุน ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ขณะที่ยาสีฟัน ไทยหลอดละ 50 บาท ต่ำกว่าอาเซียน ที่หลอดละ 60-80 บาท เป็นต้น.

 

ทางรอดของยอดมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921615


ในไม่เกินทศวรรษหน้าหรืออาจเร็วกว่านั้น การแข่งขันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ในตลาดแรงงาน ที่เพิ่งจะเริ่มอุบัติขึ้น น่าจะทวีความรุนแรงและชัดเจนขึ้น

การศึกษาจาก PWC หรือ PricewaterhouseCoopers บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำ ระบุว่า แรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเสี่ยงที่จะสูญเสียงานให้กับหุ่นยนต์ ซึ่งจะถูกนำมาใช้ทดแทนแรงงานมนุษย์มากขึ้น (ข้อมูลจาก “ไทยรัฐไซเบอร์เน็ต” วันที่ 2 เม.ย.2560)

PWC คาดว่าภายใน 15 ปีข้างหน้า 38% ของงานในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด จะถูกถ่ายโอนไปให้หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) ตามมาด้วยเยอรมนี 35% อังกฤษ 30% และญี่ปุ่น 21% แต่หากจะให้เจาะลึกลงไป แรงงานในธุรกิจการเงินในสหรัฐอเมริกา มีความเสี่ยงที่จะสูญเสียงานมากถึง 61% เทียบกับแรงงานในภาคการเงินของอังกฤษ ที่มีความเสี่ยงอยู่ที่ 32%

PWC ให้เหตุผลว่า พนักงานแบงก์ในอเมริกาส่วนใหญ่ ทำงานให้บริการลูกค้ารายย่อย ประจำตามสาขาในเมืองเล็กๆ ขณะที่แรงงานภาคการเงินในอังกฤษ ถูกฝึกฝนให้สามารถให้คำปรึกษาด้านการลงทุน มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในตลาดเงิน ตลาดทุนโลกมากกว่า เมื่องานที่ทำมีความซับซ้อนมากขึ้น โอกาสจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หรือ AI จึงทำไม่ได้ง่ายๆ

สอดคล้องกับที่ มิชิโอะ คากุ (Michio Kaku) นักฟิสิกส์ทฤษฎี บอกไว้ว่า หุ่นยนต์และ AI ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำงานทุกอย่าง มันมีข้อจำกัดของมัน เขาจึงเชื่อว่างานที่ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะ ลอกเลียนแบบไม่ได้ รวมทั้งงานที่ต้องใช้สามัญสำนึกหรือคอมมอนเซ้นต์ ยังเป็นงานของมนุษย์ ขณะที่หุ่นยนต์จะถูกนำไปใช้งานในงานง่ายๆ ทำซ้ำๆ เช่นการจัดทำหีบห่อหรือการแพ็กสินค้า

เขาอธิบายว่า ความสามารถของหุ่นยนต์กับมนุษย์ ยังห่างกันอีกเยอะ หุ่นยนต์มีข้อบกพร่องมากมาย เช่น สายตาไม่ดี มันมองเห็นแต่เส้น วงกลม สี่เหลี่ยม แต่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่ารูปทรงเรขาคณิตเหล่านั้น ประกอบกันเป็นใบหน้า เก้าอี้ หรือถ้วยกาแฟ

นอกจากนั้น หุ่นยนต์และ AI ยังขาดสามัญสำนึก แม้ในการประมวลผลเรื่องง่ายๆทั่วไป เช่น มันไม่ได้เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ ไม่รู้ว่าน้ำทำให้เปียก หรือเชือกมีไว้ดึง ไม่ใช่ดัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว งานที่จะอยู่ในโซนอันตราย ถูกทดแทนโดยหุ่นยนต์หรือ AI ได้โดยง่าย จึงจะเป็นแรงงานระดับล่าง ในโรงงานประกอบรถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ โรงงานเสื้อผ้า สิ่งทอหรือหากเป็นพนักงานออฟฟิศ ก็จะเป็นพวกเสมียน คนทำบัญชี นักบัญชีระดับล่าง ตลอดจนพ่อค้าคนกลาง

ในทางตรงกันข้าม แรงงานที่ใช้ทักษะของการเป็นมนุษย์ อย่างพนักงานเก็บขยะ คนสวน ตำรวจ คนงานก่อสร้าง รวมทั้งพนักงานรักษาความสะอาด จะยังอยู่ได้สบายๆ

ส่วนพนักงานออฟฟิศหรือยอดมนุษย์เงินเดือนนั้น ใครก็ตามที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้ปัญญา สามัญสำนึก จะได้เปรียบเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ เช่น งานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ งานวิเคราะห์ การเล่าเรื่องให้ตลก ขบขัน งานเขียนสคริปต์ เขียนหนังสือ งานด้านวิทยาศาสตร์

และแน่นอน งานในฐานะผู้นำ หัวหน้า ก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ ในทุกยุค ทุกสมัย

มิชิโอะ คากุ ปิดท้ายอ้างอิงคำพูดของ โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ที่บอกเอาไว้ว่า อังกฤษมีรายได้จากเพลงร็อกมากกว่ารายได้จากถ่านหิน เพราะรู้แต่เนิ่นๆ ว่าทุนนิยมทางปัญญา สำคัญกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างถ่านหิน ที่มีวันหมดไป.

ศุภิกา ยิ้มละมัย

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 25/04/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922056


เปิดบัญชีดำ 800 บริษัททัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922082


รัฐพลิกตำราหาวิธีอุดกลโกง

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า เพื่อยกระดับกระทรวงการท่องเที่ยวฯให้รู้ทันกลโกงทางดิจิทัลของกลุ่มบริษัททัวร์เถื่อน หรือกลุ่มคนที่ใช้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวฉ้อโกง สร้างความเสียหายให้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก กระทรวงจึงผลักดันโครงการดิจทัลทัว-ริซึ่ม ภายใต้งบประมาณ 66 ล้านบาท เพื่อยกระดับกระทรวงให้เข้าสู่ยุค 4.0 โดยจะปรับปรุงตั้งแต่บุคลากรไปจนถึงเรื่องของเทคโนโลยี ที่ต้องยอมรับว่าหน่วยงานราชการในฐานะผู้กำกับดูแลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขณะนี้รู้ไม่เท่าทันกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

“มาถึงทุกวันนี้ไม่มั่นใจว่าหน่วยงานราชการจะตามทันกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพหรือไม่ เพราะหากให้ประเมินสถานการณ์และเหตุการณ์โกงในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยังไล่ตามกลุ่มมิจฉาชีพ เร็วๆนี้จะหารือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เพื่อหาวิธีอุดช่องว่างทางกฎหมาย และไล่ตามกลโกงในวงการท่องเที่ยวให้ทัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย”

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เตรียมนำรายชื่อบริษัททัวร์ที่ถูกขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) มาบรรจุไว้ในเว็บไซต์ของกรมการท่องเที่ยว เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชน จะไม่ให้ถูกหลอกลวงอีก โดยช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยรายชื่อบริษัทนำเที่ยวที่ติดแบล็กลิสต์ไปแล้ว ถึง 800 บริษัทในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับจากนี้ไปจะประกาศรายชื่อแบล็กลิสต์บริษัททัวร์เป็นประจำทุกเดือนผ่านเว็บไซต์กรมการท่องเที่ยว.

 

มองไตรมาส 2 หุ้นไทยผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2560 20:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/922002


บลจ.วรรณ ชี้ ไตรมาส 2 หุ้นไทยเผชิญความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก หากดัชนีปรับตัวลงแตะระดับ 1,560 จุด มองเป็นโอกาสทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว ส่วนนักลงทุนระยะสั้นแนะระมัดระวังการผันผวนของดัชนี

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2/60 ตลาดยังคงมีความผันผวนในระยะสั้น จากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก อาทิ ความไม่แน่นอนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศฝรั่งเศส รวมไปถึงความไม่สงบเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวกจากภายในประเทศสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของดัชนี อาทิ การเมืองที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงยังได้ประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินทุน โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง

สำหรับสัปดาห์นี้ตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวนระยะสั้น แต่ยังมีปัจจัยบวกที่สามารถสร้างความผ่อนคลายได้ อาทิ การประกาศงบ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการรายงานตัวเลขการส่งออกของไทย ที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น และการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ยังสนับสนุนให้มีเงินทุนไหลเข้าในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย

นายมณฑล กล่าวอีกว่า บริษัทประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ที่ระดับ 1,560-1,600 จุด โดยตลาดมีความผ่อนคลายขึ้นจากความเสี่ยงของฝรั่งเศสหลังผลการเลือกตั้งรอบแรกฝ่ายอนุรักษนิยมยังคงคะแนนเสียงข้างมาก

ทั้งนี้ ตลาดยังคงติดตามตัวแปรสำคัญคือ การเลือกตั้งรอบที่ 2 จากผู้ชนะการเลือกตั้งที่มีคะแนนสูงสุด 2 รายแรกดังกล่าว ในวันที่ 7 พ.ค. นี้ รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์เกาหลีเหนือที่อาจจะกลับมา ซึ่งมีผลกดดันราคาน้ำมันไม่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล

 

‘พาณิชย์’ เผย เอกชนรายใหญ่ไม่วิตกปัญหา สหรัฐฯ ใช้มาตรการกับสินค้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2560 18:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921867


พาณิชย์ ยอมรับ ภาคเอกชนรายใหญ่ ไม่ค่อยกังวลหากสหรัฐฯ ใช้มาตรการกับสินค้าไทย เหตุมีตลาดรองรับ แต่กังวลความไม่แน่นอนนโยบายประเทศใหญ่ และสถานการณ์การเมืองในหลายประเทศ ที่ไม่แน่นอนสูง นัดถกรัฐ-เอกชน 26 เม.ย.นี้ รับมือ “ทรัมป์” ลั่นถ้าจะใช้มาตรการอะไรกับไทย กระทบนักลงทุนมะกันในไทยด้วยแน่นอน

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2560 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 เม.ย.นี้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะนัดประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากนโยบายของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังเตรียมข้อมูลตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับนโยบายการค้าของไทย ตามที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ร้องขอมาภายในวันที่ 10 พ.ค.นี้ เพื่อประกอบการจัดทำรายงานสาเหตุขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ตามคำสั่งพิเศษประธานาธิบดี (Executive Order) ซึ่งเบื้องต้น ภาคเอกชนรายใหญ่ที่ได้หารือไปแล้ว เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ไม่กังวลมากนักหากสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ กับการนำเข้าสินค้าไทย เพราะมีตลาดอื่นรองรับแล้ว

“แต่ส่ิงที่ภาคเอกชน รวมถึงรัฐกังวลคือ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์การเมืองของประเทศต่างๆ ที่ขณะนี้ในยุโรปมีการเลือกตั้งผู้นำหลายประเทศ ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูงกับภาวะการค้า และเศรษฐกิจ โดยแนวทางในการลดความเสี่ยง จะต้องกระจายการส่งออกไปยังตลาดอื่นเพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบ หากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีมูลค่าลดลง”

อย่างไรก็ตาม ทั้งภาครัฐ และเอกชนไทยไม่ประมาทที่จะเตรียมรับกับความไม่แน่นอนต่างๆ รวมถึงหากสหรัฐฯ จะใช้มาตรการต่างๆ แต่อยากให้สหรัฐฯ คำนึงถึงว่า ปัจจุบัน นักลงทุนสหรัฐฯ ไปลงทุนในทั่วโลก รวมถึงไทย หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการใดๆ กีดกันการค้า การลงทุน คงจะกระทบถึงนักลงทุนของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

 

‘พาณิชย์’ เผย ส่งออกเดือน มี.ค.ทะลุ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ พุ่ง 9.22%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2560 17:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921862


พาณิชย์ เผยส่งออก มี.ค.ทะลุ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 29 เดือน ส่วนยอดไตรมาสแรกโต 4.9% สูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส มั่นใจเป้า 5% เป็นไปได้สูง จากราคาน้ำมันขยับ ระวังความเสี่ยงการเมือง-ความไม่ชัดเจนนโยบายทรัมป์

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า ในเดือน มี.ค. 60 การส่งออกมีมูลค่า 20,887.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 9.22% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน เป็นการกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้อีกครั้ง หลังจากเดือน ก.พ. 60 ติดลบ 2.76% และยังเป็นมูลค่าที่สูงเกิน 20,000 ล้านเหรียญฯ เป็นครั้งแรกในรอบ 29 เดือน นับจากเดือน ต.ค. 57 ที่ได้ 20,205.8 ล้านเหรียญฯ เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 726,021 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.32% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 19,270.7 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 19.26% คิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 678,048.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.22% และเกินดุลการค้ามูลค่า 1,616.9 ล้านเหรียญฯ หรือ 49,590.2 ล้านบาท

ขณะที่ ไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ปีนี้ การส่งออกมีมูลค่า 56,456.4 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 4.88% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 17 ไตรมาส หรือในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวในระดับที่ดีของไทยตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และยังเป็นไปในทิศทางการฟื้นตัวของการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ได้คาดการณ์เอาไว้ โดยเมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 1.985 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.07% การนำเข้ามีมูลค่า 52,403.6 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 14.85% หรือ 1.863 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.93% และเกินดุลการค้า 4,052.8 ล้านเหรียญฯ หรือ 123,510.5 ล้านบาท

“การขยายตัวของการส่งออกของไทยในขณะนี้ ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับ มีแรงผลักดันมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งสอดคล้องกับที่องค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ประเมินไว้ว่าภาวะการค้าโลกในเดือน ก.พ.ปีนี้เติบโตถึง 6.4%”

สำหรับทิศทางการส่งออกจากนี้ไป มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มที่มูลค่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่กระทรวงฯ ตั้งไว้ที่ 5% จากปีก่อน โดยราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งยางพารา น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี และเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญมีการฟื้นตัวต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกของไทย

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองในภูมิภาคต่างๆ ทั้งคาบสมุทรเกาหลี ซีเรีย ความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหภาพยุโรป (อียู) ที่หลายประเทศมีการเลือกตั้งผู้นำใหม่ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน และเพิ่มความไม่แน่นอนของการค้า และการลงทุนของโลกในระยะต่อไป