หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 5.36 ดัชนีแตะ 1,564 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2560 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921855


หุ้นไทยปิดตลาดบ่ายปรับลด 5.36 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,564.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,911.64 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 24 เม.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลด 5.36 คิดเป็น -0.34% ดัชนีอยู่ที่ 1,564.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 37,911.64 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,572.77 จุด และต่ำสุดที่ 1,562.20 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

ตั้งธุรกิจใหม่เดือนมี.ค. 6,772 ราย พุ่ง 10% แห่ทำก่อสร้างอาคารมากสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2560 16:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921765


ยื่นจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมี.ค. 6,772 ราย พุ่ง 10% ทำไตรมาสแรกมีจดทะเบียน 1.88 หมื่นราย เพิ่ม 7% ส่วนจดเจ๊ง 1,167 ราย ลด 1% “พาณิชย์” มั่นใจทั้งปี จดธุรกิจใหม่ได้แน่ตามเป้า 6.6 หมื่นราย…

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผย สถิติการจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือน มี.ค. 60 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศจำนวน 6,772 ราย เพิ่มขึ้น 10% เทียบกับเดือนมี.ค.59 โดยมีทุนจดทะเบียนจัดตั้งมูลค่า 26,641 ล้านบาท ลดลง 2% ขณะที่การจดทะเบียนนิติบุคคลเลิกมีจำนวน 1,167 ราย ลดลง 1% มีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 3,643 ล้านบาท ลดลง 72%

ขณะที่ไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) ปี 60 มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ 18,800 ราย เพิ่มขึ้น 7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีทุนจดทะเบียนจัดตั้งไตรมาสแรก 70,100 ล้านบาท ลดลง 10% ส่วนการจดทะเบียนเลิกกิจการมีจำนวน 2,981 ราย ลดลง 17% และมีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 9,064 ล้านบาท ลดลง 82%

สำหรับประเภทธุรกิจที่มีการประกอบธุรกิจใหม่สูงสุด 5 อันดับแรกในเดือนมี.ค. 60 ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 692 ราย รองลงมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 363 ราย ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ 336 ราย ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร 175 ราย และธุรกิจขายส่งเครื่องจักร 149 ราย

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวว่า ช่วงไตรมาสแรก มีการจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้าที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจน ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัวและการใช้จ่ายของภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งผลของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ปัญหาเสถียรภาพการเงินจีน ปัญหาความมั่นคงในตะวันออกกลางและคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงพัฒนาการทางการเมืองและปัญหาภาคการเงินในยุโรป แต่กรมยังคาดว่าจะมีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในปี 2560 จำนวน 6.6 หมื่นราย ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ ปัจจุบันห้างหุ้นส่วนบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 มี.ค. 2560) จำนวน 1.37 ล้านราย มูลค่า ทุนจดทะเบียนรวม 20.79 ล้านล้านบาท โดยมีห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 659,766 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 16.07 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 477,936 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,165 ราย และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 180,665 ราย ส่วนการเริ่มให้บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจตั้งแต่วันที่ 4 ก.ค. 59 – 31 มี.ค. 60 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจจำนวน 125,971 คำขอ โดยมีมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาจดทะเบียนทั้งสิ้น 1.86 ล้านล้านบาท.

 

เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์คลูซีฟขายองุ่นไร้เม็ด หวานมีกลิ่นกุหลาบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2560 15:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921802


“เทสโก้ โลตัส” เอ็กซ์คลูซีฟขายองุ่นไร้เมล็ด แคนดี้ฮาร์ท ลอตแรกของโลกจากออสเตรเลีย เฉพาะเดือน เม.ย.นี้ เท่านั้น ในราคาที่จับต้องได้…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทสโก้ โลตัส ห้างค้าปลีกรายใหญ่ เปิดตัวองุ่นแดงไร้เมล็ดพันธุ์พิเศษ เทสโก้ แคนดี้ฮาร์ท มาขายในราคาที่จับต้องได้ ตามนโยบายการดำเนินธุรกิจค้าปลีกที่ให้ความสำคัญกับการจัดหาอาหารสดคุณภาพสูง และมีความปลอดภัยในราคาย่อมเยา เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคคนไทยเช่นเดียวกับกลุ่มผลไม้นำเข้าที่คัดสรรจากแหล่งวัตถุดิบที่ดีมาขายภายใต้แบรนด์เทสโก้ โลตัส

สำหรับองุ่นไร้เมล็ดพันธุ์แคนดี้ฮาร์ท สั่งตรงมาจากเมืองมิลดูร่า ประเทศออสเตรเลีย ทันทีที่ให้ผลผลิตลอตแรกของโลก ภายใต้แบรนด์ เทสโก้ แคนดี้ฮาร์ท โดยจะขายใน 102 สาขาทั่วประเทศ ราคาพิเศษเพียง 299 บาทต่อกิโลกรัม ตลอดเดือน เม.ย.นี้ เท่านั้น

องุ่นพันธุ์ดังกล่าว ปลูกในพื้นดินอุดมสมบูรณ์ริมแม่น้ำมัวร์เรย์ ซึ่งมีอากาศแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว กลางวันร้อน กลางคืนหนาว ทำให้องุ่นมีรสชาติหวานฉ่ำเป็นพิเศษ และมีกลิ่นหอมเหมือนลูกกวาดไม่เหมือนใคร แถมยังแฝงด้วยกลิ่นกุหลาบ จึงเป็นที่มาของชื่อแคนดี้ฮาร์ท โดยพัฒนาจากองุ่นพันธุ์คอตตอนแคนดี้ ที่ใช้เวลาถึง 8 ปี ในการผสมสายพันธุ์ในสหรัฐฯ และได้ถูกนำมาทดลองปลูกในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งผลผลิตลอตแรกที่ได้ เทสโก้ โลตัส ได้ติดต่อนำเข้ามาขายเป็นการเฉพาะเท่านั้น.

 

ทองไทยเปิดตลาด ร่วง 100 รูปพรรรณ ขายบาทละ 21,300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 เม.ย. 2560 10:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921405


ทองไทยเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ร่วง 100 บาท ทองแท่ง ซื้อบาทละ 20,700 ขายบาทละ 20,800 รูปพรรรณ ซื้อบาทละ 20,329.56 ขายบาทละ 21,300…

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองในประเทศเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่ง รับซื้อบาทละ 20,700 ขายออกบาทละ 20,800 ส่วนทองรูปพรรรณ รับซื้อบาทละ 20,329.56 ขายออกบาทละ 21,300.

 

ส่งออกมี.ค.ขยายตัว9.22%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921192


ระดมสมองแจงเหตุมะกันขาดดุลไทย!

มูลค่าส่งออกเดือน มี.ค.พุ่ง 20,887 ล้านเหรียญฯขยายตัว 9.22% ดันไตรมาสแรกปีนี้ส่งออกขยายตัวได้ 4.92% ด้านกระทรวงพาณิชย์ ถกหน่วยงานรัฐ–เอกชน หาคำตอบส่ง “พาณิชย์มะกัน” ทำรายงานหาเหตุสหรัฐฯขาดดุลการค้าไทยตามคำสั่ง “ทรัมป์” ภายใน 10 พ.ค.นี้ พร้อมสั่งทูตพาณิชย์ประจำวอชิงตัน แจงราย
ละเอียด 18 พ.ค.นี้ ย้ำเคลียร์ข้อสงสัยทุกประเด็น มั่นใจนโยบายไทยไม่เอาเปรียบชัวร์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน มี.ค.2560 มีมูลค่า 20,887.59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 9.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีนี้ส่งออกขยายตัว 4.92% ขณะที่มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 19,270.66 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 19.26% รวมแล้วไตรมาสแรกปีนี้มีมูลค่าการนำเข้า 52,403.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 14.82%

นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเปิดให้คู่ค้า 13 ประเทศตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายการค้า เพื่อประกอบการทำรายงานสาเหตุการขาดดุลการค้า ตามคำสั่งพิเศษประธานาธิบดี (Executive Order) โดยให้ส่งคำตอบกลับภายในวันที่ 10 พ.ค.นี้ว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลต่างๆตามที่สหรัฐฯขอมา โดยเริ่มหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง
ภาคธุรกิจไทยและสหรัฐฯที่ทำการค้าการลงทุนกับสหรัฐฯแล้ว จากนั้นจะส่งกลับให้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯตามกำหนด และสั่งการให้อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ในการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะด้วย “ดุลการค้า จะมองเฉพาะการค้าสินค้าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยังมีการค้าบริการและการลงทุนอีก ซึ่งสินค้าหลักๆที่ส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลงทุนผลิตโดยคนอเมริกันหรือคนต่างชาติในไทย ไม่ใช่ของไทยทั้งหมด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ทำข้อมูลให้รอบด้าน โดยต้องหารือกับทั้งหน่วยราชการและภาคเอกชนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนของสหรัฐฯและกับสหรัฐฯ”

นางสาววิบูลย์ลักษณ์กล่าวว่า จะเน้นตอบคำถามเรื่องที่สหรัฐฯหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมร่วมกันภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้า และการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (TIFA) เมื่อต้นเดือน เม.ย. โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงปัญหาที่ปรากฏอยู่ในรายงานประเมินสถานการณ์การค้าของประเทศคู่ค้าประจำปี 60 (NTE) ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และคำถามเกี่ยวกับนโยบายการค้าอื่นๆของไทยที่สหรัฐฯต้องการให้ตอบด้วย

สำหรับทรัพย์สินทางปัญญา มีความคืบหน้าในการป้องกันและปราบปรามอย่างเห็นได้ชัด จนภาคเอกชนสหรัฐฯเสนอให้ USTR ปรับสถานะของไทยด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ดีขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง (WL) ในการทบทวนสถานะประจำปี 60 ที่จะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ จากที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) มาเกือบ 10 ปี ส่วนข้อกังวลของสหรัฐฯ ประเด็นเสียเปรียบการค้าจากความตกลงเขต
การค้าเสรี (FTA) ไทยไม่ได้ทำ FTA แต่ทำสนธิสัญญาไมตรีระหว่างกันมายาวนาน ซึ่งสหรัฐฯได้ประโยชน์จากไทยอยู่แล้ว ส่วนการทุ่มตลาด (AD) ปัจจุบันมีสินค้าไทยไม่กี่รายการถูกเรียกเก็บอากรเอดี “การดำเนินการของไทยด้านทรัพย์สินทางปัญญามีความคืบหน้า และน่าจะเป็นสถานการณ์ win win ของไทยและสหรัฐฯ เชื่อว่าคำตอบของไทยจะเป็นสิ่งยืนยันได้ดีที่สุดว่าไทยไม่มีนโยบายการค้าที่เอาเปรียบสหรัฐฯ จนทำให้ขาดดุลการค้ากับไทย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเปิดรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อจัดทำรายงานศึกษาวิเคราะห์การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ภายใน 90 วัน โดยสิ่งที่สหรัฐฯต้องการคำตอบคือ สาเหตุการขาดดุล โดยพิจารณานโยบายการค้าด้านต่างๆของคู่ค้า รวมถึงกฎระเบียบ กฎหมาย การปฏิบัติที่เพิ่มภาระ หรือเลือกปฏิบัติ จนเกิดความไม่เป็นธรรมต่อการค้าของสหรัฐฯ กระทบการจ้างงาน ค่าจ้าง และอุตสาหกรรมภายใน.

 

ผ่อนเกณฑ์ปล่อยเงินไหลออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921190


นางสาววิชิรา อารมณ์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายตลาดการเงิน กล่าวว่าใน 1-2 เดือนข้างหน้า ธปท.มีแนวทางที่จะผ่อนคลายมาตรการด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มช่องทางการไหลออกของเงินทุนในประเทศให้สมดุลกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาค่อนข้างมากตั้งแต่ต้นปี 60 ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยอาจมีการปรับลดกฎเกณฑ์ทั้งการนำเงินออก และนำเงินเข้าเพื่อการดำเนินธุรกิจและการดึงดูดการลงทุน นอกจากนั้น ยังมีแนวทางคลายกฎเกณฑ์การนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลไทยเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธปท.ทยอยอนุมัติผ่อนคลายไปแล้วหลายมาตรการ แต่ยังมีอีก 2 มาตรการที่ยังไม่มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะสามารถให้อนุญาตได้ภายในปีนี้ คือ มาตรการที่ 1 การให้ใบอนุญาตการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ กับบริษัทหลักทรัพย์ให้สามารถดำเนินการรับแลกเปลี่ยนเงินตรา และซื้อขายเงินตราต่างประเทศได้ แต่ให้ดำเนินการให้เฉพาะลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกของลูกค้าบริษัทหลักทรัพย์ที่จะนำเงินออกนอกประเทศไปซื้อสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเป็นอีกช่องทางในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนมาตรการที่ 2 คือ ผ่อนคลายให้นักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนหุ้นในต่างประเทศได้โดยตรงด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านคนกลาง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ถึงคุณสมบัติของนักลงทุนรายย่อยที่จะอนุญาต ซึ่งเบื้องต้นจะใช้มาตรฐานเดียวกับ ก.ล.ต.

 

คลี่มาตรการรับสังคมสูงอายุ สร้างสุขในยามชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/920786


จากความวิตกกังวลถึงสังคมไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย หรือ Aging Society” อย่างสมบูรณ์ในอนาคตอีก 8 ปีข้างหน้า หรือในปี 2568 เพราะจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีสูงถึง 20% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ 70 ล้านคน หรือประมาณ 14 ล้านคน

หากรัฐบาลไม่เร่งแสวงหามาตรการดูแลผู้สูงอายุเหล่านี้ หรือวางแผนรับมือแต่เนิ่นๆ ผู้สูงอายุเหล่านี้จะกลายเป็นตัวถ่วงที่ “ฉุดรั้ง” การพัฒนาประเทศและยังส่งผลกระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลด้านการรักษาพยาบาลปีละไม่ต่ำกว่า 600,000 ล้านบาท

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงรวบรวมและติดตามความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการไปแล้วและที่กำลังจะโม่แป้งตามมาจาก นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อติดตามดูว่ามีความคืบหน้าไปแล้วมากน้อยอย่างไร

พร้อมกันนี้ยังได้สัมภาษณ์ “นายชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ในฐานะธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่ถือเป็นหน่วยงานแรกที่ประกาศจัดตั้ง “ธนาคารผู้สูงวัย” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อโอบอุ้มสังคมผู้สูงวัยโดยไม่หวังผลกำไรที่มากเกินควร ดังนี้ :

********

แพ็กเกจรัฐรับปัญหาชราภาพ

เริ่มต้นจาก “กฤษฎา จีนะวิจารณะ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ให้สัมภาษณ์ “ทีมเศรษฐกิจ” ถึงมาตรการรองรับสังคมสูงอายุที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบและผลักดันออกมาเป็นมาตรการแล้วทั้งหมด 4 มาตรการประกอบด้วย

1.การจ้างงานผู้สูงอายุ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในหลักการ “ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ …) พ.ศ. ….” เพื่อให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือน และค่าจ้างสำหรับการจ้างบุคลากรผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) ซึ่งมีอัตราค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนต่อเดือน โดยนายจ้างสามารถขอใช้สิทธิได้ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมด ทั้งนี้ ลูกจ้างจะต้องไม่เป็นผู้ถือหุ้นของกิจการ กรรมการ ผู้บริหาร หรือเคยเป็นผู้บริหารของกิจการ

2.การสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้มีที่พักอาศัยที่ปลอดภัย มีอุปกรณ์ใช้สอยที่เหมาะสม และอยู่ในความดูแลของแพทย์และพยาบาล โดยมอบหมายให้กรมธนารักษ์ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว

3.สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage : RM) มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ นำร่องเพื่อดำเนินการมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) เพื่อให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สามารถนำที่อยู่อาศัยที่ตนมีกรรมสิทธิ์และปลอดภาระหนี้มาเปลี่ยนเป็นรายได้ในการดำรงชีพเป็นรายเดือน

และ 4.การยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. …. จัดตั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับสำหรับแรงงานในระบบที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี ครอบคลุมลูกจ้างเอกชน ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการ พนักงานราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้มีการจ่ายเงินเข้ากองทุนจาก 2 ฝ่ายคือ ลูกจ้างและนายจ้าง เพื่อที่ลูกจ้างจะได้รับบำนาญหรือบำเหน็จเมื่ออายุครบ 60 ปี เพื่อให้แรงงานดังกล่าวมีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีวิตหลังเกษียณ โดยกำหนดให้ กบช.เปิดรับสมาชิกตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

ล่าสุด สศค.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่ม “เบี้ยชราภาพ” จากปัจจุบันที่คนอายุเกิน 60 ปี ได้รับเบี้ยยังชีพคนชราคนละ 600 บาทต่อเดือน ซึ่งมีผู้เข้าข่ายประมาณ 10 ล้านคน โดยแต่ละปีรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณเพื่อเป็นเบี้ยยังชีพให้แก่คนชราปีละประมาณ 70,000 ล้านบาท แต่ในการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐกลับมีผู้ลงทะเบียนอยู่ประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น แสดงให้เห็นว่ายังมีคนชราอีกประมาณ 8 ล้านคนที่ไม่ลงทะเบียน ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งหรือราว 50% หรือ 4 ล้านคนนั้น ไม่ใช่คนจนยังทำมาหาเลี้ยงชีพได้

ดังนั้น หากคนชราทั้ง 4 ล้านคนยอมสละสิทธิ์ไม่รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 600 บาท และมอบให้ สศค.นำเงินไปให้แก่คนชราที่ต้องการมากกว่า จะทำให้สามารถเพิ่มเบี้ยชราภาพแก่คนชราได้อีกคนละ 100–200 บาท อย่างไรก็ตาม สศค.ประเมินว่ารายได้ของคนชราที่เพียงพอต่อการดำรงชีพนั้นควรจะอยู่ที่ประมาณ 1,200–1,500 บาทต่อเดือน จึงจำเป็นต้องแสวงหารายได้ทางอื่นเข้ามาเพิ่มเบี้ยยังชีพที่ว่านี้เพิ่มเติม

ออมสินเอาใจลูกค้ากลุ่มสูงอายุ

ด้าน “ชาติชาย พยุหนาวีชัย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้ปรับปรุงและปฏิรูปองค์กรให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมไปถึงการวางรากฐานการเติบโตขององค์กรในระยะ 20-30 ปีข้างหน้า

โดยแผนงานที่วางไว้นั้นมุ่งเน้นเรื่อง Consumer Centric หรือการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยปัจจุบันธนาคารได้แบ่งลูกค้าออกมาเป็น 14 กลุ่มหลัก เช่น เด็กและเยาวชน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ประชาชนทั่วไปในโครงการธนาคารประชาชน ลูกจ้าง พนักงานและข้าราชการ การแก้ไขหนี้นอกระบบ ไปจนถึงกลุ่มสุดท้ายคือ “ผู้สูงวัย”

ทั้งนี้ การที่ธนาคารออมสินแบ่งแยกลูกค้าออกเป็น 14 กลุ่มอย่างชัดเจนทำให้การบริหารงานและการวางเป้าหมายของธนาคารมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทำให้การทำงานและการให้บริการของธนาคารในแต่ละกลุ่มเป้าหมายแตกต่างกันออกไป เช่น เด็กและเยาวชนก็มีการจัดตั้ง “ธนาคารโรงเรียน” ในระดับประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายและยังส่งเสริมกิจกรรมทางด้านการกีฬา ดนตรี วิชาการเรียกว่าครบทุกๆด้าน

ขณะที่ “ผู้สูงวัย” ธนาคารก็มีผลิตภัณฑ์ที่ออกมารองรับความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อเทียบสัดส่วนผู้สูงอายุที่ใช้บริการทางการเงินกับธนาคาร เราพบว่ามีผู้สูงอายุใช้บริการเงินฝากกับธนาคารออมสินสูงถึง 15% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทั่วไปมีสัดส่วนการใช้บริการเพียง 11% เท่านั้น

“ความนิยมชมชอบของผู้สูงวัยที่นำเงินมาฝากกับเรา เพราะเห็นว่าธนาคารออมสินมีความปลอดภัยสูง โดยเฉพาะคนที่เกษียณอายุแล้วและได้รับเงินก้อนจำนวนหนึ่ง ไม่รู้จะเอาเงินไปฝากที่ไหน ก็มักเลือกจะนำเงินมาฝากไว้ที่ธนาคารออมสินเป็นอันดับต้นๆ”

นำร่องตั้ง “ธนาคารผู้สูงวัย”

“เมื่อเรารู้ว่ากลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุต้องการอะไร ธนาคารก็พุ่งเป้าเพื่อให้โดนใจลูกค้ามากที่สุดจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ธนาคารผู้สูงวัย” ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดโจทย์ของการให้ความช่วยเหลือเอาไว้ 3 ด้านคือ 1.ถ้าไม่มีรายได้ ก็จะมีรายได้มากขึ้น 2.ถ้าหากขาดรายได้ ก็มีรายได้มากขึ้น และ 3.ถ้าไม่มีแหล่งเงินทุนก็มีเงินทุนเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้”

ในการตอบโจทย์ข้างต้นสำหรับกลุ่มที่ 1 กรณีไม่มีรายได้ก็จะมีรายได้มากขึ้น ธนาคารมีผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย 1.“เงินฝากเผื่อเรียกประชารัฐผู้สูงวัย” รับฝากตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปถึง 100% เนื่องจากปัจจุบันเงินฝากเผื่อเรียกปกติของธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.50% ต่อปี ล่าสุดมียอดเปิดบัญชีใหม่ 8,809 บัญชี จำนวนเงิน 549.21 ล้านบาท

และ 2.“เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษผู้สูงวัย” รับฝากอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี ระยะเวลารับฝาก 24 เดือน อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step Up) คือเดือนที่ 1-6 = 1.00% ต่อปี เดือนที่ 7-12 = 1.50% ต่อปี เดือนที่ 13-18 = 2.00% ต่อปี และเดือนที่ 19-24 = 3.00% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.875% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเงินฝากประจำตลอดระยะเวลา 24 เดือนเท่ากับ 2.206% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 24 เดือนที่สูงสุดในระบบสถาบันการเงิน ล่าสุดมียอดเปิดบัญชีใหม่ 1,109 บัญชี จำนวน 699 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 หากขาดรายได้ก็มีรายได้มากขึ้นนั้น ล่าสุดธนาคารได้รับการอนุมัติให้บริการ “สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ” (Reverse Mortgage) หรือเงินกู้สำหรับนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ โดยนำที่อยู่อาศัยของตนเองมาค้ำประกันสินเชื่อ กำหนดคุณสมบัติผู้กู้ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ธนาคารให้วงเงินกู้ไม่เกิน 70% ของราคาประเมินหลักทรัพย์กรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคารค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 6% ต่อปี โดยสินเชื่อดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบและกำกับได้อนุมัติให้ดำเนินการได้แล้ว คาดว่าไม่เกินเดือน พ.ค.นี้จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ

และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ 3 ไม่มีแหล่งเงินทุนก็จะจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์ “สินเชื่อประชารัฐเพื่อผู้สูงวัย” โดยธนาคารออมสินเป็นธนาคารแห่งแรกของไทย ที่ปล่อยกู้ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 70 ปี สามารถกู้เงินได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ซึ่งล่าสุดอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 245 ราย เป็นเงิน 17.7 ล้านบาท

คลอด “เคหะลูกกตัญญู” ดอกเบี้ย 0%

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีผลิตภัณฑ์ที่ออกมาช่วยดูแลสังคมคือ สินเชื่อ “เคหะลูกกตัญญูดูแลบุพการี” สำหรับผู้กู้อายุ 20 ปีขึ้นไป มีอาชีพมีรายได้แน่นอน มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับบิดามารดา หรือปู่ย่าตายาย ทั้งของตนเองหรือคู่สมรส โดยมีหลักฐานการใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีประจำปีจากกรมสรรพากรไม่น้อยกว่า 1 ปีภาษี ธนาคารจะปล่อยกู้โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปีแรก 0% ต่ำที่สุดในระบบธนาคาร และปีที่ 2 อัตรา MRR-2.75% ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.50% และปีที่ 4 อัตราดอกเบี้ย MRR-0.75% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ 25 ปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารอยู่ที่ 7.125% ต่อปี)

ทั้งนี้ ธนาคารจะพิจารณาหลักประกันจากต้องเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้กู้ ต้องเป็นโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม ล่าสุดปล่อยกู้ไปแล้ว 32 ราย วงเงินกู้ 63 ล้านบาท

ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ในโครงการธนาคารผู้สูงวัยนั้น ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่วนทางด้านเงินฝากเพื่อผู้สูงวัยนั้นตั้งเป้าจะรับเงินฝากไม่อั้น แต่ในเบื้องต้นตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องของการสร้างผลกำไรหรือรายได้เป็นหลัก เพราะการเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าระบบ และกดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่เรียกได้ว่าต่ำที่สุดในเวลานี้ ทำให้รายได้จาก “ส่วนต่าง” ระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากเหลือน้อยมากๆ

“กำไรของธนาคารที่ลดลงนั้น เราเชื่อว่าจะทำให้ผู้สูงอายุมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้น” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวทิ้งท้าย.

********

ทีมเศรษฐกิจ

 

ญี่ปุ่นหยุดยาวแห่เที่ยวไทยสะพัดพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/921187


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.คาดการณ์ว่าในช่วงวันหยุดยาว หรือ โกลเด้น วีก ในประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 29 เม.ย.-7 พ.ค.60 จะมีชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยราว 36,000 คน เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยว 1,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% ทั้งนี้ ประเทศไทยติดอันดับ 4 ที่นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเดินทางท่องเที่ยวเป็นรองแค่เพียง ไต้หวัน เกาะฮาวาย และสิงคโปร์เท่านั้น พร้อมคาดว่าปี 60 จำนวนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นจะโต 2.84% จากปีก่อนที่เดินทางมา 1.43 ล้านคน และมีรายได้เติบโต 7.79% จาก 61,400 ล้านบาท “ปีนี้ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนญี่ปุ่นสนใจเดินทางมาเป็นอันดับ 4 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีกว่าปีที่แล้วซึ่งอยู่อันดับ 5 แซงเกาะกวมขึ้นมาได้ โดยกลุ่มที่นิยมเดินทางมาคือ กลุ่มผู้หญิงซึ่งเป็นกลุ่มที่ ททท.ต้องการเจาะตลาดมาโดยตลอดเพราะมีศักยภาพใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูง และปัจจุบันชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาเที่ยวไทยส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ชายสูงถึง 70%”

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า กิจกรรมที่คนญี่ปุ่นชอบมากที่สุด คือ รับประทานอาหารไทย 88% รองลงมาคือ สปา 47% เที่ยวชมแหล่งประวัติศาสตร์ 44% ชีวิตกลางคืน 32% และหาดทรายชายทะเล 29% ส่วนแหล่งท่องเที่ยวหลักที่นิยม เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และพระนครศรีอยุธยา โดยชาวญี่ปุ่นใช้จ่ายราว 5,330 บาท ต่อวัน คิดเป็นวันพำนักเฉลี่ย 8.01 วันต่อคน.

 

‘พาณิชย์’ถกรัฐ-เอกชนหาข้อมูลตอบมะกัน เหตุขาดดุลการค้าตามคำสั่ง’ทรัมป์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 เม.ย. 2560 16:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/920945


“พาณิชย์” ถกหน่วยงานรัฐ-เอกชน หาข้อมูลตอบคำถามส่ง “พาณิชย์มะกัน” ประกอบทำรายงานหาเหตุขาดดุลการค้า ตามคำสั่ง “ทรัมป์” ภายใน 10 พ.ค.นี้ พร้อมสั่งทูตพาณิชย์ประจำวอชิงตัน ชี้แจงละเอียด 18 พ.ค.นี้ ย้ำเน้นตอบข้อสงสัยประเด็นกังวล ทั้งทรัพย์สินทางปัญญา-นโยบายการค้าที่มะกันแฉในรายงาน NTE มั่นใจนโยบายไทยไม่เอาเปรียบชัวร์…

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 60 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการที่ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดให้คู่ค้า 13 ประเทศ ตอบคำถามด้านนโยบายการค้า เพื่อนำมาประกอบการจัดทำรายงานสาเหตุการขาดดุลการค้า ตามคำสั่งพิเศษประธานาธิบดี (Executive Order) ภายใน 90 วัน โดยให้ส่งคำตอบกลับภายในวันที่ 10 พ.ค.นี้ว่า ขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลต่างๆ ตามที่สหรัฐฯ ขอมา โดยเริ่มทยอยหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคธุรกิจไทย และสหรัฐฯ ที่ทำการค้า การลงทุนกับสหรัฐฯ ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จะส่งให้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ตามกำหนด และจะสั่งการให้อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ (สพต.) ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ในการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะด้วย

“ในเรื่องดุลการค้า จะมองเฉพาะการค้าสินค้าอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยังมีการค้าบริการ และการลงทุนอีก ซึ่งสินค้าหลักๆ ที่ส่งออกจากไทยไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ลงทุนโดยคนอเมริกัน หรือคนต่างชาติในไทย ไม่ใช่ของคนไทยทั้งหมด ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำข้อมูลให้รอบด้าน โดยต้องหารือกับทั้งหน่วยงานราชการ และภาคเอกชนทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนของสหรัฐฯ และกับสหรัฐฯ” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

ปลัดฯ พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า จะเน้นตอบคำถามในเรื่องที่สหรัฐฯ หยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมร่วมกันภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้า และการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (TIFA) เมื่อต้นเดือน เม.ย. โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในรายงานประเมินสถานการณ์การค้าของประเทศคู่ค้าประจำปี 60 (2017 National Trade Estimate on Foreign Trade Barriers:NTE) ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และคำถามเกี่ยวกับนโยบายการค้าอื่นๆ ของไทย ที่สหรัฐฯ ต้องการให้ตอบด้วย สำหรับในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ตนเห็นว่ามีความคืบหน้าในการป้องกันและปราบปรามอย่างเห็นได้ชัด จนภาคเอกชนสหรัฐฯ เสนอให้ USTR ปรับสถานะของไทยด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้ดีขึ้นมาอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง (WL) ในการทบทวนสถานะประจำปี 60 ที่จะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ จากที่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) มาเกือบ 10 ปี ส่วนข้อกังวลของสหรัฐฯ ประเด็นเสียเปรียบการค้าจากความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นั้น ไทยไม่ได้ทำเอฟทีเอกับสหรัฐฯ มีแต่ทำสนธิสัญญาไมตรีระหว่างกันมายาวนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากไทยมากอยู่แล้ว

“การดำเนินการของไทยด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีความคืบหน้า และน่าจะเป็นสถานการณ์ win win ทั้งของไทย และสหรัฐฯ เชื่อว่า คำตอบของไทย น่าจะเป็นสิ่งยืนยันได้ดีที่สุดว่า ไทยไม่มีนโยบายการค้าที่เป็นการเอาเปรียบสหรัฐฯ จนทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยเลย” ปลัดฯ พาณิชย์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดรับฟังข้อคิดเห็นเพื่อจัดทำรายงานศึกษาวิเคราะห์การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ภายใน 90 วัน โดยพุ่งเป้าหมายไปที่ 13 ชาติ คือ แคนาดา จีน สหภาพยุโรป อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม สำหรับสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการคำตอบคือ สาเหตุหลักของการขาดดุล โดยพิจารณาถึงนโยบายการค้าด้านต่างๆ ของประเทศคู่ค้า รวมถึงกฎระเบียบ กฎหมาย หรือการปฏิบัติที่เพิ่มภาระ หรือการเลือกปฏิบัติ จนเกิดความไม่เป็นธรรมต่อการค้าของสหรัฐฯ และกระทบต่อการจ้างงาน ค่าจ้าง และอุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯ เป็นต้น

ส่วนรายงาน NTE ปีนี้ USTR ระบุว่า ในปี 59 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสินค้ากับไทย 18,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 8.7% หรือ 1,500 ล้านเหรียญฯ จากปี 58 โดยสหรัฐฯ ส่งออกสินค้ามาไทย 10,600 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.9% หรือ 658 ล้านเหรียญฯ แต่นำเข้าจากไทย 29,500 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 3.0% ส่วนนโยบายต่างๆ ของไทยที่เป็นปัญหาและอุปสรรคกับการค้าสหรัฐฯ ถือเป็นการกีดกันการเข้าสู่ตลาดของสหรัฐฯ เช่น ไทยออกกฎหมายติดฉลากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารสำหรับทารก และเด็กอายุ 0-36 เดือน, จำกัดการนำเข้าเนื้อวัว และผลิตภัณฑ์จากสหรัฐฯ เพราะโรควัวบ้าตั้งแต่ปี 46 ปัจจุบันให้นำเข้าได้เฉพาะเนื้อวัว และผลิตภัณฑ์ไร้กระดูก นอกจากนี้ ยังมีการจำกัดการนำเข้าภายใต้กฎหมายต่างๆ เช่น นำเข้าอาหาร อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา วิตามิน เครื่องสำอาง ต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), ควบคุมเพดานราคาน้ำตาล น้ำมันพืช นม น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊ส ยา ชุดนักเรียน, เก็บภาษีสรรพสามิตสินค้านำเข้าสูงกว่าสินค้าในประเทศ เช่น ยาสูบ น้ำมันไร้สารตะกั่ว เบียร์ ไวน์ เหล้า, ยังมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอยู่มาก โดยเฉพาะการละเมิดบนออนไลน์ และผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้น กังวลเกี่ยวกับการอนุมัติจดทะเบียนสิทธิบัตรที่ยังค้างจำนวนมาก ใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายทั้งภาคเอกชนและประชาชน ขโมยสัญญาณดาวเทียม และเคเบิล, จำกัดการลงทุนในบางธุรกิจบริการ เป็นต้น.

 

‘รมว.คลัง’ โรดโชว์ดึงนักธุรกิจสหรัฐฯ ลงทุนในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 เม.ย. 2560 02:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/920461


รมว.คลัง บินประชุมธนาคารโลกที่สหรัฐฯ ถือโอกาสนัดพบนักธุรกิจอเมริกัน โปรโมตแผนจัดตั้ง “อีอีซี” มุ่งสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” พร้อมแจงสิทธิประโยชน์สร้างแรงจูงใจให้มาลงทุนในไทย นักธุรกิจสหรัฐฯ ให้ความสนใจกันมากเกิดคาด..

วันที่ 22 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานไทยรัฐรายงานจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดโอกาสให้ธุรกิจชั้นนำสหรัฐฯ เข้าพบที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อช่วงเช้าวันที่ 21 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อชี้ช่องโอกาสการลงทุนในอีอีซี โดยมีผู้บริหารบริษัทชั้นนำสหรัฐฯ จากภาคการเงินการธนาคาร ตลอดจนภาคการผลิตและบริการกว่า 30 ราย กระตือรือร้นเข้าร่วมซักถามและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของไทย เกี่ยวกับโอกาสที่จะร่วมผลักดันประเทศสู่ “ไทยแลนด์ 4.0”

นายอภิศักดิ์ กล่าวกับนักธุรกิจสหรัฐฯ จากบริษัท อาทิ วีซ่า เชฟร่อน ซิติแบงค์ โบอิ้ง สามเอ็ม เป๊ปซี่ โคคา-โคล่า ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันตั้งใจปฏิรูปประเทศและเศรษฐกิจอย่างจริงจัง แผนการจัดตั้ง “อีอีซี” คือการมุ่งสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ที่เป็นรูปธรรม ด้วยการอัพเกรดอู่ตะเภา ให้กลายเป็นศูนย์อากาศยานแห่งใหม่ เชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ด้วยรถไฟความเร็วสูง ยกระดับท่าเรือ สร้างเมืองอุตสาหกรรมนวัตกรรมและชุมชนสีเขียวแห่งอนาคต ทั้งหมดนี้ ยินดีต้อนรับเอกชนจากสหรัฐฯ ด้วยแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์สำหรับการลงทุนอย่างเต็มที่ ฝ่ายเอกชนสหรัฐฯ สนใจซักถามการลงทุนในอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ 10 สาขา โดยเฉพาะสาขาการแพทย์ การบิน และดิจิทัล ที่ไทยอยู่ระหว่างผลักดันควบคู่กันไป โดย นายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ใช้โอกาสนี้กระตุ้นเอกชนชั้นนำสหรัฐฯ ร่วมผลักดันและสะท้อนให้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ตระหนักถึงผลประโยชน์และโอกาสทางธุรกิจของสหรัฐฯ ในไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจอย่างยิ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักธุรกิจสหรัฐฯ ได้ให้ความสนใจมากเกินคาด นายอภิศักดิ์ จึงให้โอกาสภาคเอกชนสหรัฐฯ เข้าพบ 2 ช่วง ในเช้าวันดังกล่าว ช่วงแรกโดยสภาธุรกิจเพื่อส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศ หรือ บีซีไอยู และช่วงที่ 2 โดยสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน หรือ ยูเอสเอบีซี การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของนายอภิศักดิ์ ครั้งนี้ เป็นการเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จนถึงวันที่ 23 เม.ย.