ADB จับตาเลือกตั้งไทยครึ่งปีหลัง 61 ชี้ หากสะดุด ฉุดขยายตัวเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 15:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918377


ธนาคารพัฒนาเอเชีย ชมเปาะ ไทยแลนด์ 4.0 ช่วยแก้กับดักประเทศรายได้ปานกลาง คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 60 โต 3.5% จากส่งออกฟื้น-บริโภคในประเทศขยายตัว-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จับตาเลือกตั้งครึ่งปีหลัง 61 ชี้หากสะดุด จะส่งผลกระทบ…

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.60 นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรอาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจของไทยในปี 60 จะขยายตัวที่ระดับ 3.5% โดยเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออก การบริโภคภายในประเทศ ราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้น ปัญหาภัยแล้งหมดไป การลงทุนภาครัฐในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และการผลักดันโครงการ EEC ส่วนในปี 61 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ระดับ 3.6%

ทั้งนี้ ภาคการส่งออกสินค้า เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวตั้งแต่ปลายปี 59 โดยในเดือนม.ค.60 ขยายตัวต่อเนื่องที่ระดับ 8.5% โดยคาดว่าตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะกลับมาอยู่ในแดนบวกและคาดว่าจะค่อยๆ ขยายตัวขึ้นในปีถัดไป โดยคาดว่าปี 60 จะขยายได้ราว 3% ขณะที่ในปี 61 จะขยายตัวได้ราว 4%โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวได้ดี ในยุค อินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง (Internet of things)

สำหรับการนำเข้าสินค้า คาดว่าจะขยายตัวควบคู่ไปกับการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน ความต้องการปัจจัยในการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน เมื่อการนำเข้าสินค้าเริ่มขยายตัว ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเริ่มลดลงจากระดับ 11.4% ของ GDP ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 9.0% ของ GDP ในปีนี้ และ 7.0% ของ GDP ในปี 61

นางลัษมณ กล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่าสัดส่วนการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จะมีมูลค่าเพียง 11% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดกับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเอเชียได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย นโยบายกีดกันการค้าและการตั้งกำแพงภาษีต่อประเทศจีนจะส่งผลต่อการส่งออกของไทยไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร

ในส่วนของความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามอง อย่างไรก็ดี สถานะเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งสามารถช่วยรองรับความไม่แน่นอนดังกล่าวได้ ทางด้านอุปสงค์ หากการเบิกจ่ายเงินลงทุนและการดำเนินโครงการลงทุนของรัฐล่าช้า รวมทั้งหากโครงการภายใต้ประเทศไทย 4.0 ไม่ขับเคลื่อน จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม

นางลัษมณ กล่าวอีกว่า ปัญหาความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีนั้น มองว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรง แต่จะส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันเกิดความผันผวน สำหรับสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยนั้น ตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ คือจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 61 แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่สิ่งสำคัญที่มองเห็นคือความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของไทย ส่วนผลสัมฤทธิ์จะมีมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งหากเกิดการสะดุดก็อาจส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศได้

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลชูนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จะช่วยแก้ปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลางเพื่อนำประเทศไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าการพัฒนาความพร้อมในแต่ละด้านจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนอกเหนือจากเรื่องถนนหนทางแล้วยังมีเรื่องระบบไอที พลังงานไฟฟ้าสำรอง การพัฒนาเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ยังขาดการเชื่อมโยงไปสู่การผลิต การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ การปฏิรูปองค์กรภาครัฐ การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ อาจต้องเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อทดแทนแรงงานวัยหนุ่มสาวที่มีสัดส่วนลดลง”

 

‘พาณิชย์’ เล็ง ปั้นไทยเป็นฮับเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918351


‘พาณิชย์’ ดันไทยเป็นฮับด้านเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาค เตรียมชงตั้ง ‘สหพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน’ หวังใช้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการผลิตและการตลาดระหว่างกัน พร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในกลุ่ม CLMVT

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงได้เดินหน้าผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ฮับ) ด้านเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาค โดยที่ผ่านมา ได้ผลักดันให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์มีความเข้มแข็ง จนสามารถผลิตสินค้าป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและผลักดันส่งออกได้เพิ่มขึ้น และจากนี้ไป กระทรวง จะเน้นการขยายความร่วมมือระหว่างเอกชนไทยกับเอกชนในอาเซียนให้มากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวง มีแนวคิดที่จะผลักดันให้มีการจัดตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน (ASEAN Organic Federation) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเวทีสร้างความรู้ ความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบการอาเซียน อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้ผลิตและผู้ประกอบการในอาเซียนอีกทางหนึ่งด้วย

“จะใช้การจัดงาน Organic Natural Expo 2017 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 ก.ค. 60 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผลักดันการจัดตั้งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์อาเซียน ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เข้าร่วมการประชุมจะได้มีโอกาสเห็นศักยภาพของไทยในการที่จะเป็นผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคนี้”

สำหรับการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรอินทรีย์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. 60 กระทรวงจะเป็นเจ้าภาพจัดโครงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ในกลุ่มประเทศ CLMVT หรือ CLMVT Organic Farmer Network Development Program ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศในกลุ่ม CLMVT ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเกษตรอินทรีย์ของไทยในอนาคต

โดยตามแผนการสร้างเครือข่าย จะเชิญเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เดิม หรือมีแนวคิดที่จะทำเกษตรอินทรีย์ในกลุ่มประเทศ CLMVT เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำเกษตรอินทรีย์ระหว่างกันเป็นเวลา 1 เดือน โดยมีเกษตรกรของทั้ง 5 ประเทศ จำนวน 10 ราย ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์แล้ว ผู้แทนเกษตรกรที่มาเข้าร่วมกิจกรรม จะได้ทำหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์ให้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และยังจะมีการลงมือปฏิบัติในแปลงสาธิต การเรียนรู้ในเรื่องของการตลาด และระบบโลจิสติกส์เกษตรอินทรีย์อีกด้วย

ส่วนการจัดงาน Organic Natural Expo 2017 ในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยได้จัดงานร่วมกับผู้จัดงานเกษตรอินทรีย์ระดับโลกของเยอรมนี คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 45,000 ราย เนื่องมาจากกระแสรักสุขภาพที่กำลังมาแรง ขณะที่ปี 59 มีผู้สนใจเข้าร่วมชมและซื้อสินค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในงานกว่า 41,215 ราย มูลค่าการซื้อขายกว่า 28 ล้านบาท และมีผู้เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์กว่า 300 คูหา

 

‘บอร์ดดีอี’ เร่งเน็ตประชารัฐ เพิ่มบทบาทไปรษณีย์ไทย หนุนธุรกิจออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 13:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918256


บอร์ดดีอีไฟเขียวตั้งดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ ดึงนักธุรกิจต่างชาติร่วมสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ใน EEC เร่งวางโครงข่ายเน็ตประชารัฐให้ครอบคลุม 24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ เพิ่มบทบาทไปรษณีย์ไทย รองรับการซื้อขายออนไลน์

เมื่อวันที่ 20 เม.ย.60 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2560 โดยมีนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายพิเชฐ แถลงว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้า โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน รองรับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบด้วย การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศ วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ ในชื่อโครงการเน็ตประชารัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ หรือ อาเซียนดิจิทัลฮับ วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ให้ กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไปดำเนินการ ทั้งสองกิจกรรมมีความคืบหน้าตามแผนที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวคิดการจัดตั้งเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ เพื่อสนองตอบการขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล 2 นโยบาย ได้แก่ ไทยแลนด์ 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยดำเนินการบนพื้นที่ 700 ไร่ ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ จะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่จะเป็นศูนย์กลาง ด้านดิจิทัลของภูมิภาค ที่มุ่งเน้นให้เกิดการลงทุนเพื่อพัฒนาธุรกิจดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งต่างประเทศให้ความสนใจในโครงการนี้

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้เห็นชอบ โครงการดิจิทัล ชุมชน หรือ ดิจิทัลคอมมูนิตี้เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ผ่านธุรกิจพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ โดยอาศัยศักยภาพของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่มีเครือข่ายสาขาที่ทำการกว่า 5,000 แห่ง มีเครือข่ายเส้นทางการขนส่งกว่า 400 เส้นทาง ร่วมมือกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 24,700 หมู่บ้าน ตามโครงการเน็ตประชารัฐ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นจำหน่ายหน้าร้าน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ จำหน่ายผ่านแคตตาล็อก หรือจำหน่ายผ่านระบบการซื้อขายออนไลน์ รวมถึงการกระจายสินค้าไปยังผู้ซื้อทั่วประเทศ หรือ อี โลจิสติกส์ และยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการชำระเงิน หรือ อี เพย์เมนต์ ทั้งชำระด้วยเงินสด และออนไลน์หรือเก็บเงินปลายทาง โดยหลังจากนี้จะมีการฝึกอบรมให้กับชาวบ้านและร้านค้าชุมชนต่อไป

 

Topica Edtech Group สร้างความประทับใจในงาน Thailand Startup Summit 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 เม.ย. 2560 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918072


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ งาน Thailand Startup Summit 2017 ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ มีผู้ประกอบการ นักลงทุนและผู้สร้างชุมชนจำนวนกว่า 500 รายมาเชื่อมต่อกันผ่านคำปราศรัยประเด็นสำคัญ การอภิปรายของคณะผู้เชี่ยวชาญ และการสร้างเครือข่าย

เควิน เหวียน (Mr. Kevin Nguyen) ผู้อำนวยการจาก Topica Edtech Group ได้กล่าวปราศรัยในการอภิปรายที่หลากหลายร่วมกับ SkillLane Globish สตาร์ทอัพ 3 อันดับแรกในประเทศไทย, Partech Venture Capital และ B Capital จาก Silicon Valley การอภิปรายนั้นกล่าวถึง Edtech ว่าเป็นแรงผลักดันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ผู้ดำเนินการอภิปราย คือ ไมค์ มิคาเลค (Mike Michalec) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Edtech Asia

นายเหวียน ดำเนินธุรกิจด้านการศึกษาออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ ‘Topica Uni’ ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาออนไลน์ และหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ของ Topica Native และ ‘Edumall’ คอร์สเรียนออนไลน์แบบสั้นที่เปิดตัวในปีก่อน

นายเหวียนร่วมอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของตลาดไทยเมื่อพวกเขาขยายตัวธุรกิจมาที่นี่ครั้งแรก “คนไทยส่วนใหญ่สื่อสารผ่านทาง Line ผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารอื่นๆ และประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่สวยงาม แต่แตกต่างจากเวียดนามอย่างมาก เราต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วให้เข้ากับวัฒนธรรมและการปฏิสัมพันธ์ของไทยที่นุ่มนวลและนี่ทำให้ การเข้าสู่ตลาดของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น”

นอกจากนี้เขายังได้เปิดเผยแผนของ Topica ในการปรับใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้และการสอนที่ดีที่สุดสำหรับทั้งนักเรียนและอาจารย์ “ด้วยวิสัยทัศน์ Topica ได้เปิดตัวห้องปฏิบัติการที่เรียกว่า EdtechLab เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาและการนำเทคโนโลยีคลื่นต่อไปมารวมไว้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรา จากการลองผิดลองถูก เราพบว่าการนำ Virtual Assitant/Tutor มาใช้นั้นช่วยยกระดับประสบการณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยส่งผลต่อประสบการณ์การเรียนรู้” นายเหวียนกล่าว

Mike Michalec ผู้ดำเนินการอภิปราย ได้แสดงความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับแผนการของ Topica

“Edtech lab ที่ Topica ได้เปิดตัวนั้นจะสามารถกระตุ้นคลื่นเทคโนโลยีลูกต่อไป โดนเฉพาะการยกระดับ เนื้อหาการเรียนรู้ที่จะสามารถให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนในประเทศอาเซียน ได้เป็นอย่างดี”

เกี่ยวกับ Topica Edtech Group

Topica Edtech Group เป็นผู้นำด้านการศึกษาออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพนักงานเต็มเวลากว่า 1,000 คน และ อาจารย์ 1.800 คน ในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม Topica Uni ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 16 แห่ง รวมถึงสถาบันชั้นนำในฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เพื่อจัดสอนหลักสูตรปริญญาออนไลน์ที่มีคุณภาพสูง Topica Native เปิดหลักสูตรสนทนาภาษาอังกฤษออนไลน์ในอินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม และเป็นรายแรกในโลกที่เปิดตัวแอปสอนสนทนาภาษาอังกฤษในรูปแบบเสมือนจริง Topica Edumall เป็นผู้นำด้านคอร์สเรียนออนไลน์ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว และผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายอื่น Topica ยังเปิดสอนหลักสูตรสตาร์ทอัพจากซิลิคอน วัลเลย์ในไทยและเวียดนาม Founder Institute ที่มีผู้จบการศึกษาระดุมทุนได้กว่าล้านเหรียญสหรัฐฯ

ปัจจุบัน Topica กำลังเฟ้นหาผู้ที่จะเข้าร่วม “22 Future CEOs” หลักสูตรพัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็ว ผู้เข้าแข่งขันจะได้โอกาสในการเก็บประสบการณ์ในการทำงานตำแหน่งผู้จัดการ 3 ตำแหน่งสลับกันไปในระยะเวลา 6 เดือน ใน 5 ประเทศ

 

ทองเปิดตลาดปรับลด 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 21,350

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/918012


ทองเปิดตลาด เช้าวันที่ 20 เม.ย. ปรับลด 50 ทองคำแท่ง ขายออกบาทละ 20,850 บาท รูปพรรณขายออกบาทละ 21,350 …

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 20 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ แจ้งปรับราคาทองคำประจำวันครั้งที่ 1 ลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,750 ขายออกบาทละ 20,850 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,375.04 บาท ขายออกบาทละ 21,350 บาท.

 

พ.ค.ขึ้นค่าไฟฟ้า 12.52 สต./หน่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 07:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917926


กกพ.เคาะขึ้นค่าไฟฟ้า (เอฟที) งวดใหม่เดือน พ.ค.-ส.ค.ขึ้น 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 ปี 7 เดือน กางตัวเลขต้องขึ้นจริงถึง 17.83 สตางค์ต่อหน่วย แต่ดึงเงินสารพัดช่วยกดลง ชี้ปัจจัยหลักมาจากราคาก๊าซอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำใจงวดต่อไปยังขึ้นต่อเนื่อง

คนไทยเตรียมควักกระเป๋าจ่ายค่าไฟเพิ่ม ทั้งนี้ นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ในฐานะโฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ว่า กกพ.ได้พิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่จะเรียกเก็บในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชนงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. อีก 12.52 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท จากที่ต้องเสียค่าไฟฟ้าฐานและค่าเอฟทีเดิมรวม 3.3827 บาทต่อหน่วย ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.5079 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยนับเป็นการปรับขึ้นค่าไฟครั้งแรกรอบ 2 ปี 7 เดือนนับตั้งแต่ เดือน ก.ย.2557

นายวีระพลกล่าวว่า ทั้งนี้ จากการคำนวณค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ข้อเท็จจริงต้องปรับขึ้น 17.83 สต.ต่อหน่วย แต่ กกพ.ได้บริหารจัดการเพื่อไม่ให้มีความผันผวน ด้วยการปรับลดค่าเชื้อเพลิง ในช่วงที่แหล่งก๊าซยาดานาหยุดซ่อมบำรุง เมื่อวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง ส่งผลให้สามารถลดค่าเอฟทีลงได้ 1.05 สต.ต่อหน่วย และนำเงินค่าปรับ ค่าชดเชยต่างๆที่ได้จากการบริหารสัญญา จัดหาเชื้อเพลิงและสัญญาซื้อไฟฟ้าต่างๆของโรงไฟฟ้าเอกชนได้อีก 3,000 ล้านบาท มาลดค่าเอฟทีได้อีก 4.26 สต.ต่อหน่วย ค่าเอฟทีในงวดนี้ จึงขึ้นเพียง 12.52 สต.ต่อหน่วย

นายวีระพลกล่าวต่อว่า ค่าเอฟทีที่ปรับขึ้นนี้ หากคำนวณผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟประเภทบ้านที่อยู่อาศัย 26.17 ล้านครัวเรือน พบว่าจะมีค่าใช้จ่ายขึ้นไม่มาก โดยครัวเรือนที่ใช้ไฟต่ำกว่า 150 หน่วยต่อเดือน มี 16.7 ล้านครัวเรือน เฉลี่ยใช้ไฟ 37 หน่วยต่อเดือน จะต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเดือนละ 4 บาท ขณะที่บ้านพักอาศัยที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 150 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป มีอยู่ 9.5 ล้านครัวเรือน ใช้ไฟเฉลี่ย 276 หน่วยต่อเดือน จะจ่ายค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เดือนละ 16.50 บาทต่อเดือน สำหรับปัจจัยที่ทำให้ค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.ปรับขึ้นมาจากราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ 244.58 บาทต่อล้านบีทียู หรือปรับขึ้น 9.35 บาทต่อล้านบีทียู และน้ำมันดีเซลปรับราคาเพิ่มขึ้น 0.09 บาทต่อลิตร และยังคาดว่าความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าระหว่างเดือน พ.ค.-ส.ค.เพิ่มขึ้น

“แนวโน้มค่าเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. ยังคงมีทิศทางปรับขึ้นอีกจากงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้ เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นขาขึ้น เพราะราคาก๊าซธรรมชาติจะสะท้อนราคาน้ำมันเตาย้อนหลัง 8-12 เดือน ขณะนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกทยอยปรับขึ้น โดยจะเห็นว่าการคำนวณค่าไฟฟ้าที่ผ่านมาได้สะท้อนตามกลไกราคาเชื้อเพลิงมาโดยตลอด เพราะเมื่อราคาน้ำมันปรับลงก็ได้มีการลดค่าไฟฟ้าในช่วงที่ผมเข้ามาเป็นกรรมการ กกพ.ถึง 58 สต.ต่อหน่วย”

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ยกตัวอย่างการคำนวณ ภาระค่าไฟที่เพิ่มขึ้นจากค่าเอฟทีที่ปรับขึ้นครั้งนี้ เช่น กรณีที่ใช้ไฟเฉลี่ย 37 หน่วยต่อเดือน ราคาเดิมเคยจ่ายหน่วยละ 3.3827 บาท เท่ากับต้องจ่ายค่าไฟ เดือนละ 125.159 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แต่ค่าไฟอัตราใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นหน่วยละ 3.5079 บาท ก็จะจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็น 129.792 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% นั่นหมายถึงว่าจะจ่ายค่าไฟเพิ่มเพียงเดือนละ 4 บาทเท่านั้น หากประชาชนต้องการทราบหรือคำนวณว่าแต่ละเดือนจะต้องเสียค่าไฟเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าไร เพียงเอาค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้น 12.52 สต. คูณด้วยจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ในแต่ละเดือน

 

“วิรไท” ไม่ชอบเงินร้อนไหลเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917836


ธปท.หวั่นค่าเงินบาทผันผวน สั่งสกัดทุกเส้นทางสู้วิกฤติโลก

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในที่ประชุมผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ว่าการธนาคารกลางภูมิภาคนี้ได้แสดงความเป็นห่วงการอ่อนค่าของเงินสหรัฐฯ และความผันผวนที่สูงขึ้นของเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยมีผลจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศหลัก รวมทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้ รวมทั้งนโยบายการเมืองในประเทศยุโรป โดยที่ผ่านมาค่าเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลงเป็นหลัก แต่หากเทียบกับค่าเงินในภูมิภาค ค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นในระดับกลาง โดยตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 19 เม.ย.60 ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 4.2% เทียบกับเงินดอลลาร์ไต้หวันที่แข็งค่าขึ้น 6.1% ค่าเงินโคเรียน วอนที่แข็งค่าขึ้น 5.1% และค่าเงินรูเปีย อินโดนีเซียแข็งค่าขึ้น 5.1% ทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น และอาจจะเคลื่อนไหวได้ทั้งอ่อนค่าและแข็งค่าตามการไหลเข้า-ออกของเงินทุนระหว่างประเทศที่เข้าเร็วและออกเร็วตามสถานการณ์ต่างประเทศที่คาดเดาได้ยากมากขึ้น”

นายวิรไทกล่าวว่า ธปท.ได้ติดตามดูแลค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะต้องไปไม่ทวนกระแส หรือการเปลี่ยนแปลงมุมมองของเศรษฐกิจโลกที่กระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย และเมื่อไรการเคลื่อนย้ายเงินทุนดังกล่าวการเคลื่อนไหวผิดปกติหรือมีผลกระทบต่อตลาดการเงินของไทยมากหรือเร็วเกินไป ก็เป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่จะเข้าไปดูแลทุนเคลื่อนย้ายเหล่านั้น โดย ธปท.มีเครื่องมือและมาตรการเตรียมไว้ในทุกสถานการณ์ และไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้

“ในกรณีเงินทุนบางประเภทที่ไหลเข้าไทยอย่างน่ากังวล ธปท.ได้มีมาตรการออกไปในช่วงก่อนหน้า ด้วยการลดวงเงินการออกพันธบัตร ธปท.ระยะสั้น ในเดือน เม.ย.ลงประมาณ 80,000 ล้านบาท ช่วยลดการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติระยะสั้นๆได้บ้าง เพราะเริ่มเห็นการเข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของ ธปท.เพิ่มขึ้น ซึ่งมาตรการนี้เป็นมาตรการแรกๆ เพราะ ธปท.ยังมีมาตรการเพิ่มขึ้นได้ตามสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงิน ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ชัดว่า เรา “ไม่ชอบ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดอลลาร์อ่อนค่ามาก จากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนของโลก และเห็นว่าไทยเป็นแหล่งหลบภัยของเงินทุน เพราะเงินเหล่านี้สร้างความผันผวน ซึ่งไม่ดีต่อเศรษฐกิจไทย”.

 

ปลด “สระแก้ว” พ้นภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917832


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ถือว่าสิ้นสุดเร็วที่สุดในรอบ 7 ปี และกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศยกเลิกให้จังหวัดสระแก้ว ให้พ้นการเป็นเขตพิบัติภัยแล้ง ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. สาเหตุหลักที่ทำให้ปีนี้ภัยแล้งรุนแรงน้อยกว่าทุกๆปี ได้แก่ 1.แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2559 ที่สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 2,069 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้รวม 1.59 ล้านไร่ และเพิ่มการทำประปาหมู่บ้านได้ 5,911 หมู่บ้าน

2.การบริหารจัดการน้ำ ที่มีประสิทธิภาพ สามารถเก็บน้ำในแหล่งน้ำต่างๆไว้ใช้ในฤดูแล้ง อาทิ การผันน้ำเก็บในแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง บึงตะเคร็ง บึงระมาณ จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น 3.การทำฝนหลวง เน้นที่การเติมน้ำต้นทุน ในเขื่อนที่มีน้ำน้อย สามารถสร้างความชุ่มชื้นพื้นที่การเกษตรได้ 4.มาตรการป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง ปี 2559/60 จำนวน 6 มาตรการ ที่กระทรวงมหาดไทยได้ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงาน ทุกจังหวัดตามมาตรการต่างๆที่ประสบความสำเร็จ อาทิ โครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย และที่ผ่านมามีฝนตกจำนวนมาก ทำให้ภัยแล้งมีความรุนแรงลดลง จึงได้กำชับกรมชลประทานประสานกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำบาดาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่

นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำในอ่างรวมกัน 42,295 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 56% ของความจุอ่างรวมกันทั้งหมด และมีปริมาณมากกว่าปีที่ผ่านมา 7,248 ล้าน ลบ.ม. และกรมฯได้วางแผนจัดสรรน้ำในฤดูฝนปีนี้ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภคและบริโภค รักษาระบบนิเวศวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลือจะใช้วางแผนสนับสนุนการเพาะปลูกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา.

 

“ซุปเปอร์บอร์ด” วิ่งตามหารถเมล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917826


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซุปเปอร์บอร์ด ได้สั่งการให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เร่งจัดซื้อรถโดยสาร มาให้บริการประชาชน หลังจากที่ได้ยกเลิกการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ซึ่ง ขสมก.ชี้แจงว่า กระบวนการประกวดราคารอบใหม่ จะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย. และส่งมอบรถได้ในเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้ ส่วนการประมูลรถเมล์เอ็นจีวีรอบใหม่ ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะที่การจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน ขสมก.จะเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณาในเร็วๆนี้ คาดว่าปีนี้จะจัดซื้อจัดจ้างและส่งมอบรถเมล์ไฟฟ้าลอตแรกได้ 50 คัน

นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องดังกล่าวรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก.รับทราบในวันที่ 21 เม.ย.นี้ โดยการประมูลรถเมล์เอ็นจีวี ก็อยากให้ผู้ประกอบการคนไทยรวมตัวกันเข้ามาร่วมประมูล เพราะการประมูลครั้งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมเพียงรายเดียวแต่ตกในเรื่องคุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่กำหนด.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ผิดหวังรายได้ IBM-น้ำมันฉุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 เม.ย. 2560 06:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917897


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันพุธ จากความผิดหวังในผลประกอบการของบริษัท ไอบีเอ็ม และแรงฉุดจากบริษัทกลุ่มปิโตรเลียม หลังราคาน้ำมันดิ่ง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 19 เม.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 118.79 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 20404.49 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 4.02 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 2338.17 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 1356 จุด หรือ 0.23% ปิดที่ 5863.03 จุด

เมื่อวันพุธ หุ้นของบริษัท ไอบีเอ็ม ดิ่ง 4.9% หลังรายงานว่ากำไรในช่วงไตรมาสแรกปี 2017 ลดลง 13% และมีรายได้ต่อไตรมาสแบบปีต่อปีลดลงเป็นครั้งที่ 20 ติดต่อกัน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันสหรัฐฯ ลดลงอยู่ระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์ หลังมีรายงานว่าสต๊อกน้ำมันดิบสำรองสหรัฐฯ ในสัปดาห์ก่อนลดลงน้อยกว่าที่คาด ส่งผลกระทบต่อหุ้นของบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม

ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุด้วยว่า ปัจจัยลบต่อตลาดยังรวมไปถึงความกังวลในสถานการณ์โลก โดยเฉพาะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกในฝรั่งเศส ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์นี้แล้ว