การขนส่งทางบกรั้งท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917825


ความสามารถแข่งขันคมนาคมไทยสุดห่วย

ท่องเที่ยวยอมรับดับเบิลยูอีเอฟ จัดอันดับความสามารถแข่งขันคมนาคมไทยสุดห่วย ได้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าภูมิภาค คะแนนเทียบเท่าเวียดนามเป็นรองสิงคโปร์กว่าเท่าตัว ชี้ไทยอยู่ระหว่างพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลา พร้อมอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านแดนที่เป็นอุปสรรค

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า จากการที่เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (ดับเบิลยูอีเอฟ) จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวประจำปี 2560 ซึ่งปรากฎว่าในหมวดการขนส่งทางบกและท่าเรือ ไทย มีคะแนน 3.1 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งอยู่ที่ 3.5 และเป็นรองคู่แข่งชั้นนำในภูมิภาคทั้ง สิงคโปร์ ในอันดับ 1 ที่ได้คะแนน 6.1 มากกว่าไทยเท่าตัว และมาเลเซีย มีคะแนน 4.4 นั้น ยอมรับว่าขณะนี้ไทยยังอยู่ในช่วงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะการวางแผนระบบรางเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆที่อยู่ระหว่างดำเนินการทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับอันดับในปีต่อไป

ขณะนี้ในเชิงการทำงาน ได้เริ่มบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคมมากขึ้น มีการจัดตั้งคณะกรรมการปรับปรุงความสะดวกในการเดินทาง ที่มี ตัวแทนจากหน่วยงานในสังกัดคมนาคมเป็นองค์ประกอบ เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพการเติบโตเชิงปริมาณนักท่องเที่ยวในอนาคต และนำไปสู่การวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกันแล้ว พร้อมกับทำงานร่วมในการอำนวยความสะดวกการเดินทางผ่านแดนที่ยังเป็นอุปสรรค และมีประเด็นความอ่อนไหวด้านความมั่นคง เช่น ภาคใต้ ซึ่งมีการเข้มงวดกับการเดินรถสาธารณะจากมาเลเซียมากขึ้นนั้น ในการประชุมล่าสุดก็ได้ประสานหารือแล้วว่าจะสามารถผ่อนปรนหรือส่งเสริมภายใต้ขอบเขตที่ยังมั่นใจในระบบรักษาความปลอดภัยได้อย่างไรบ้าง

ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในการประสานงานร่วมกับคมนาคม มีการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางมาไทยในระยะ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคน หรือเติบโตราว 1 เท่าตัวเทียบกับปัจจุบัน และทำให้ผู้พัฒนาระบบขนส่งนำตัวเลขดังกล่าวไปเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการพัฒนาโครงสร้างระยะยาวให้สอดรับกับนักท่องเที่ยว แต่เชื่อว่าด้วยอันดับที่ยังต่ำในภูมิภาคขณะนี้ หากการขนส่งระบบรางเริ่มเป็นรูปธรรมใช้งานได้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันและการรองรับของไทยทยอยปรับสูงขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นไป

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของดับเบิลยูอีเอฟ พบว่า คะแนนขีดความสามารถการขนส่งทางบกและท่าเรือของไทยนั้น อยู่ในระดับ 3.1 เท่ากับเวียดนาม และนอกจากต่ำกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว ยังเป็นรองอินโดนีเซีย ที่ได้ 3.2 คะแนน และประเทศในเอเชียใต้อย่างศรีลังกา ที่ได้ 3.9 คะแนนด้วย ซึ่ง หากเทียบกับอันดับโลก ไทยรั้งอันดับที่ 72 และเมื่อเจาะลึกในรายละเอียดของประเภทโครงสร้างการขนส่งทางบกที่อยู่ในอันดับต่ำที่สุด ได้แก่ คุณภาพของระบบราง ที่อยู่อันดับ 74 ของโลก คิดเป็นคะแนนเพียง 2.5 เท่านั้น

ส่วนขีดความสามารถด้านโครงสร้างขนส่งทางอากาศ มีอันดับสูงที่ 20 ของโลก หรือเฉลี่ย 4.6 คะแนน แต่จุดอ่อนที่ยังอยู่ในอันดับต่ำที่สุดที่ 67 ของโลก คือ ด้านความหนาแน่นของสนามบิน ขณะที่ขีดความสามารถอื่นๆของไทยที่จัดอยู่ในอันดับต่ำกว่า 100 เมื่อเทียบกับทั่วโลก ได้แก่ ความปลอดภัยและมั่นคง ที่ได้อันดับ 118, ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม อันดับ 122 ส่วนขีดความสามารถด้านอื่นๆ ได้แก่ สภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ซึ่งอยู่อันดับ 45 ของโลก, สุขภาพและสุขอนามัย ได้อันดับ 90, ทรัพยากรมนุษย์และตลาดแรงงาน อันดับ 40, ความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันดับ 58, การให้ความ สำคัญกับการเดินทางและท่องเที่ยว อันดับ 34 เป็นต้น.

 

DITP เปิดเจรจาการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ “BIG + BIH April 2017”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917272


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย และสมาคมผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แนวดีไซน์ จัดงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้านระดับนานาชาติ “BIG + BIH April 2017” อย่างยิ่งใหญ่ ดึงผู้ซื้อขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และผู้ซื้อกลุ่มใหม่ กว่า 45,000 รายจากทั่วโลก มาร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ตั้งเป้าเงินสะพัดในงานกว่า 800 ล้านบาท มั่นใจสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัว จะผลักดันให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ในปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% โดยได้รับเกียรติจาก นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิดงาน BIG + BIH April 2017

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สินค้าไลฟ์สไตล์นับเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความสำคัญในภาคการส่งออกของไทย โดยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าการส่งออกรวมกว่า 2,718 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีสินค้าเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน เคหะสิ่งทอ ของเล่น และเครื่องเขียน โดยประเทศที่มีการนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์จากไทยสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน สหราชอาณาจักร เวียดนาม เยอรมนี มาเลเซีย อินเดีย และเกาหลีใต้ สำหรับในปีนี้นับว่ามีปัจจัยบวกหลายประการที่จะช่วยผลักดันการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยให้เติบโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยเรื่องสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ประเมินว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น รวมทั้งกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญของสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย ขณะเดียวกัน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและผู้ประกอบการต่างก็มีความร่วมมือที่จะส่งเสริมและพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ให้มีคุณภาพ มีความสวยงามทันสมัย หลากหลาย และตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงมั่นใจว่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยในปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ 5%

“กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศตั้งเป้าหมายว่างานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน เดือนเมษายน 2560 หรือ BIG + BIH April 2017 จะมีส่วนช่วยผลักดันให้มูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งมีการประเมินว่าจะเกิดการซื้อขายในงานครั้งนี้ประมาณ 800 ล้านบาท โดยมีผู้ซื้อขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวมทั้งผู้ซื้อกลุ่มใหม่ เช่น นักออกแบบ มัณฑนากร เดินทางมาจากทั่วโลก อาทิ อเมริกา ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เยอรมนี ออสเตรเลีย เพื่อเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพรวม 456 บริษัท ซึ่งได้นำผลงานที่มีความโดดเด่นทางด้านดีไซน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีคุณภาพมาจัดแสดงอย่างครบครันรวม 1,161 คูหา อาทิ ของขวัญ ของที่ระลึก ของตกแต่งบ้านและงานหัตถกรรม ดอกไม้และต้นไม้ประดิษฐ์ เครื่องหอม เคหะสิ่งทอ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน ของเล่น ของใช้ในครัวเรือน และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

นางมาลี โชคล่ำเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะมีการจัดแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อเจรจาการค้าแล้ว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังจัดให้มีนิทรรศการและผลงานต้นแบบด้านความคิดสร้างสรรค์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมงาน เพื่อนำไปต่อยอดหรือขยายผลในเชิงธุรกิจ อาทิ นิทรรศการ DEmark จัดแสดงผลงานการออกแบบยอดเยี่ยมที่ได้รับรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดีปี 2559, TOP of OTOP Lifestyle Pavilion จัดแสดงสินค้าโอทอปในกลุ่มไลฟ์สไตล์ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้, I+D Style Café ร้านคาเฟ่ต้นแบบที่มีการตกแต่งด้วยสินค้าที่มีนวัตกรรมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งจัดแสดงสินค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์คุณภาพ Thailand Trust Mark (T Mark), นิทรรศการ Pet Parade จัดแสดงสินค้านวัตกรรมและไอเดียใหม่ที่ตอบโจทย์คนรักสัตว์เลี้ยง นิทรรศการ Thai Herbs นำเสนอสมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสมุนไพรไทยที่ใช้ภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์ และนิทรรศการ Mc Smart จัดแสดงผลงานศิลปะ งานออกแบบ และงานแฟชั่น จากเศษผ้ายีนส์และวัสดุเหลือใช้จากการผลิตยีนส์ นอกจากนี้ ยังมีบริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจรในโซน DITP Logistics Pavilion ด้วย

ทั้งนี้ งาน BIG + BIH April 2017 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 เมษายน 2560 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 100-103 วันเจรจาธุรกิจวันที่ 19-21 เมษายน เวลา 10.00-18.00 น. และวันจำหน่ายปลีกวันที่ 22-23 เมษายน เวลา 10.00-21.00 น.

 

ลุ้นไทยขึ้นแท่นอันดับ 2 อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917822


“วิษณุ” แก้กฎหมายอำนวยความสะดวกนักธุรกิจ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน “การปฏิรูปภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ” ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการประเมินและจัดอันดับไทยในด้านต่างๆจากหน่วยงานภายนอกโดยเฉพาะ ในการจัดอันดับการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease doing business) ของธนาคารโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของนักลงทุนจากทั่วโลกที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ โดยในปัจจุบันไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ที่ 46 จาก 190 ประเทศ เป็นอันดับ 9 ของเอเชีย และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งไทยได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยับอันดับ ให้แซงหน้ามาเลเซียหรือขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 2 ของอาเซียนภายในปี 2563

สำหรับแนวทางในการยกระดับการอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้นของไทยที่ได้ดำเนินการแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินการแบ่งเป็น 4 ขั้นส่วนสำคัญได้แก่ 1.การออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันทางธุรกิจ และ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการ พ.ศ.2558 ซึ่งทำให้สามารถลดขั้นตอน ต้นทุนและระยะเวลาในการประกอบธุรกิจได้ 2.ในการประเมินของธนาคารโลก ซึ่งจะมีขึ้นในเดือน พ.ค.นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างผลักดันกฎหมายสำคัญตามคำแนะนำของธนาคารโลกได้แก่ ร่างพระราชกฤษฎีกาการกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตชำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตแทนการยื่นขอใบอนุญาต พ.ศ. …ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในช่วงต้นเดือน พ.ค.นี้ และเมื่อผ่าน ครม.จะมีผลบังคับใช้ได้ทันทีเนื่องจากเป็นกฎหมายลูกตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการ พ.ศ.2558

3.การสร้างความเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อสนับสนุนการค้า การลงทุน และการอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ โดยพยายามทำให้การเชื่อมโยงธุรกรรมระหว่างภาครัฐกับเอกชนในด้านต่างๆให้อยู่ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดตั้งแต่การจดทะเบียนนิติบุคคล การขออนุญาตติดตั้งระบบน้ำประปา ไฟฟ้า และประกันสังคม และ 4.การลดข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาตทางราชการ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของกฎหมายในมาตรา 77 ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่.

 

แบงก์กรุงไทยเร่งแก้ปัญหาหนี้เน่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917817


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารกรุงไทย แจ้งผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ปี 60 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 59 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน 18,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 144 ล้านบาท หรือ 0.79% ภายหลังหักสำรองหนี้สูญและภาษีเงินได้ มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร 8,532 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท หรือ 13.16% ทั้งนี้รายได้หลักยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 479 ล้านบาท และธนาคารมีการบริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี ภาคการส่งออกสินค้าฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวขยายตัว การใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ในไตรมาส 1 ปี 60 ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อ 1.91 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,198 ล้านบาท จากลูกค้าภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ มีเงินฝาก 1.99 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,040 ล้านบาทจากสิ้นปี 2559 ธนาคารและบริษัทย่อยได้กันสำรองหนี้สูญ และขาดทุนจากการด้อยค่าจำนวน 7,460 ล้านบาท ลดลง 1,163 ล้านบาท และมีอัตราส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ เท่ากับ 112.11% ลดลงจาก 121.57% ณ 31 ธ.ค.59

สำหรับสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ NPL ณ 31 มี.ค.60 จำนวน 100,382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,254 ล้านบาท หรือ 10.15% จากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และลูกค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบางอุตสาหกรรม อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ NPL Ratio (Net) เท่ากับ 1.94% และ NPL Ratio (Gross) เท่ากับ 4.36% ทั้งนี้ธนาคารได้ดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด มีความระมัดระวังในการพิจารณาสินเชื่อ รวมทั้งให้ความสำคัญในการติดตามหนี้อย่างรวดเร็ว และปรับโครงสร้างหนี้ตามความเหมาะสม.

 

กสทช.เท 3 พันล.ยกเครื่อง 191

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917812


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.อนุมัติงบประมาณ 3,140 ล้านบาท ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ไปจัดทำระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 ให้ประชาชนสามารถโทรศัพท์ร้องเรียนได้ทั่วประเทศ จากปัจจุบันระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 รองรับได้เฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ทั้งนี้ เมื่อ สตช.ปรับปรุงระบบแล้ว จะทำให้ระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 เป็นระบบเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการบูรณาการข้อมูลร้องเรียนของประเทศ โดย กสทช.จะใช้เงินงบประมาณดังกล่าวจากเงินกองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เป็นระยะเวลา 5 ปี (2560-2564)

สำหรับโครงการปรับปรุงระบบร้องเรียนผ่านโทร.191 ของ สตช.นั้น ทาง สตช.ได้ยื่นเรื่องขออนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) วงเงิน 6,200 ล้านบาท แต่ ครม.ได้ส่งเรื่องมาสอบถามความเห็นจาก กสทช. ซึ่ง กสทช.ได้พิจารณาแล้ว เห็นควรให้การสนับสนุนเงินงบประมาณแก่ สตช.เพียง. 3,140 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่เหลือ สตช.ต้องไปขอวงเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเอง.

 

ชี้ผู้บริหาร “บจ.” ไทยอาวุโสสุด ต้องพึ่งคนเกษียณช่วยทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917802


นางพรอนงค์ บุษราตระกูล หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยงานวิจัย การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างค่าตอบแทนกรรมการ ระดับของการกำกับดูแลกิจการที่ดี และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดเอ็มเอไอ ว่า ค่าเฉลี่ยอายุของผู้ที่เป็นกรรมการของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) หรือบอร์ดอยู่ที่ 67 ปี โดยอายุต่ำสุด 32 ปี และอายุมากสุด 96 ปี ถือเป็นค่าเฉลี่ยสูงสุดในภูมิภาคที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 50 ปีกว่าๆ แสดงให้เห็นว่าบริษัทไทยยังต้องพึ่งพาบุคลากรที่เกษียณอายุจากองค์กรต่างๆ เข้ามาช่วยวางนโยบายและวางแผนในการพัฒนา ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียต่อตลาดทุน

“ข้อดีเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการช่วยพัฒนาองค์กร ข้อเสียคือเรื่องสภาพร่างกาย และไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ เหมือนกับบางประเทศที่บอร์ดของบริษัทต้องทำหน้าที่แบบเต็มเวลา ดังนั้น ในอนาคตหากต้องการให้ตลาดทุนและ บจ.มีการพัฒนาสอดคล้องกับระบบการค้าโลกมากขึ้น น่าจะมีบุคคลที่เป็นคนรุ่นใหม่ๆและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหลากหลายเข้ามาเป็นกรรมการของ บจ.ไทยมากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีหาผู้ที่เข้ามาเป็นบอร์ดของบริษัทได้ยากมาก เพราะไม่มีแรงจูงใจเพียงพอทั้งด้านค่าตอบแทน รวมถึงเรื่องของเกียรติยศที่สู้บริษัทใหญ่ไม่ได้ เนื่องจากเอสเอ็มอีหลายบริษัทยังมีความไม่แน่นอนของธุรกิจ จึงทำให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่โดดเด่นไม่กล้าที่จะเสี่ยงไปนั่งในตำแหน่งกรรมการ สำหรับค่าตอบแทนกรรมการที่ไม่ได้ควบตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของบริษัทพบว่ามีค่าตอบแทนเฉลี่ยที่ 730,000 บาทต่อปี ซึ่งต่ำกว่าค่าตอบแทนของกรรมการบริษัทที่ควบตำแหน่งผู้บริหารที่มีค่าตอบแทนเฉลี่ย 4,600,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ ค่าตอบแทนของกรรมการของ บจ.ไทยก็ยังต่ำกว่าบริษัท บจ.ในหลายๆประเทศด้วย.

 

“โออิชิ” ปรับลุคร้านในเครือใหม่ ส่ง “นิกุยะ” เอาใจคอเนื้อคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917800


นายไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทได้เดินหน้าลุย “Brand Revamp” เต็มกำลัง พร้อมปรับภาพลักษณ์ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิให้สดใหม่และทันสมัยยิ่งขึ้น โดยล่าสุดได้รุกปรับภาพลักษณ์ร้านปิ้งย่างตามแบบฉบับต้นตำรับโอซากาแท้ๆกับ “นิกุยะ บาย โออิชิ” ยากินิกุตำรับโอซากาแท้ ที่จะมาส่งมอบประสบการณ์ผ่านความอร่อย

สำหรับการปรับภาพลักษณ์ร้านนิกุยะคือจะนำเสนอวัตถุดิบคุณภาพมีทั้ง เนื้อวากิวนำเข้าจากญี่ปุ่น, เนื้อโจ-คารูบิ จากออสเตรเลีย และเนื้อฮารามิ จากสหรัฐอเมริกา เป็นต้น อีกทั้งยังมีหมู ไก่ กุ้ง ปลาแซลมอนนอร์เวย์ และอีกมากมายรวมกว่า 70 รายการ สามารถเลือกอร่อยได้ทั้งแบบ “บุฟเฟ่ต์” แบ่งเป็น 2 ระดับราคา เริ่มต้นที่พรีเมี่ยมบุฟเฟ่ต์ 399++บาท และซุปเปอร์พรีเมี่ยมบุฟเฟ่ต์ 539++บาท (ไม่รวมเครื่องดื่ม) ใช้บริการได้ 2 ชั่วโมงเต็ม หรือแบบ “อา ลา คาร์ท” อร่อยได้ตามชอบกับเมนูอาหารชุดพิเศษ และ “เมนูเดี่ยว”.

 

ยอดคนเดินทางรถไฟช่วงสงกรานต์ 11-18 เม.ย. เกือบ 9 แสนราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 19:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917562


รฟท.สรุปจำนวนผู้โดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยอดเดินทางหนาแน่นสูงเกือบ 9 แสนคน ลดลงจากปีที่แล้ว 8.6% เนื่องจากประชาชนทยอยเดินทางตั้งแต่ 6 เม.ย….

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้จัดเดินขบวนรถและพ่วงตู้โดยสารเพิ่มจนเต็มหน่วยลากจูงในขบวนรถที่มีการวิ่งให้บริการเป็นประจำ จำนวน 244 ขบวนต่อวัน นอกจากนี้ ได้มีการเพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร ตั้งแต่วันที่ 11-18 เม.ย. 2560 จำนวน 24 ขบวน เพื่อให้บริการประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน จึงไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้าง

สำหรับสรุปยอดจำนวนผู้ใช้บริการในช่วง 8 วันที่ผ่านมา (11-18 เม.ย.) มีผู้ใช้บริการรถไฟรวมทั้งสิ้น จำนวน 898,392 คน ซึ่งลดลงจากปีที่แล้ว 8.6% เนื่องจากประชาชนได้มีการทยอยเดินทางตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.เป็นต้นมา สำหรับเส้นทางที่ผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้โดยสาร จำนวน 281,625 คน ถัดมาคือ สายใต้ สายเหนือ และสายตะวันออก โดยในวันที่ 12 เม.ย. มีผู้โดยสารเดินทางสูงสุด 124,220 คน

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากกองบังคับการตำรวจรถไฟ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสารวัตรทหารบกจากกรมทหารราบที่ 11 ในการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประจำสถานีและบนขบวนรถ เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนในสถานีและบนขบวนรถ รวมถึงการจัดระเบียบในการใช้บริการ และร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ รณรงค์ให้คนไทยไม่ขับรถเมื่อเมาสุรา มีการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ ตรวจหาสารเสพติดให้กับพนักงานขับรถ เจ้าหน้าที่ประจำขบวนรถ และประจำสถานี ก่อนปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการห้ามจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารเสพติดบนขบวนรถ และบริเวณสถานีรถไฟ ซึ่งไม่พบปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลดังกล่าว

นอกจากนี้ ได้ประสานความร่วมมือกับกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ จัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเฝ้าระวังป้องกันการเกิดอุบัติเหตุระหว่างจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟกับรถยนต์ให้กับประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมาให้ได้รับความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอีก โดยสรุปภาพรวมการให้บริการทั้งหมดในปีนี้ถือว่าบรรลุตามเป้าหมายและเป็นที่น่าพอใจ.

 

นบข. ไฟเขียวขายข้าวเสื่อมสต๊อกรัฐ 1.62 ล้านตัน ให้เอกชน 13 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917542


กรมการค้าต่างประเทศ เผย นบข. ไฟเขียวขายข้าวสต๊อกรัฐ อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คนบริโภค 1.62 ล้านตัน ยันขายตามราคาเสนอซื้อสูงสุด เหมาะสมกับสภาพ พร้อมเปิดประมูลข้าวเสื่อมเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คน-สัตว์บริโภคอีกล้านตัน 28 เม.ย.

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบอนุมัติขายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 1.62 ล้านตัน มูลค่าเสนอซื้อ 7,929.58 ล้านบาท ให้กับผู้เสนอซื้อราคาสูงสุด 13 ราย ที่เข้าร่วมการประมูลซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ครั้งที่ 1/60 เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นสัดส่วน 44.32% ของปริมาณที่นำมาเปิดประมูลทั้งสิ้น 3.66 ล้านตัน

สำหรับราคาที่เสนอซื้อนั้น คณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นราคาเสนอซื้อสูงสุด ที่เหมาะสมกับสภาพข้าว โดยใช้เกณฑ์เรื่องภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการเก็บรักษาข้าวหากไม่ขายตามที่มีการเสนอซื้อ รวมถึงผลกระทบต่อตลาดข้าว และธัญพืชอื่นๆ มาพิจารณาประกอบกันด้วย โดยกรมได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ชนะการประมูลมาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใน 15 วันทำการแล้ว

ทั้งนี้ ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ สามารถระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาลไปได้แล้วกว่า 11 ล้านตัน มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท จากปริมาณที่รับภาระมาจากรัฐบาลชุดก่อนประมาณ 18 ล้านตัน โดยกระทรวงตั้งเป้าหมายระบายข้าวในสต๊อกให้หมดภายในปีนี้

นอกจากนี้ นบข. ยังได้เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาการระบายข้าว ออกประกาศการจำหน่ายข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/60 ปริมาณ 1.03 ล้าน โดยเปิดให้ผู้สนใจดูสภาพข้าวในคลังสินค้า วันที่ 19–25 เม.ย.นี้ และเปิดรับฟังการชี้แจงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการออกประกาศประมูล (ทีโออาร์) วันที่ 20 เม.ย. จากนั้นวันที่ 26 เม.ย. จะเปิดให้ผู้สนใจยื่นซองคุณสมบัติ และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ พร้อมเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาซื้อวันเดียวกันในวันที่ 28 เม.ย.นี้

“นบข.ให้ความสำคัญกับการจัดระบบมาตรการการตรวจสอบ การกำกับดูแล และการติดตามการนำข้าวดังกล่าวไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์อย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวรั่วไหลเข้าสู่ระบบการค้าปกติ เพราะข้าวลอตนี้ไม่เหมาะกับการบริโภคทั้งของคน และสัตว์”.

 

‘ทอมโชกุน’ จุดประกาย จับตา 4 ธุรกิจเสี่ยง หลังประชาชนแห่ร้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 19 เม.ย. 2560 17:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/917476


13 หน่วยงานผนึกกำลังร่วมจับตา 4 ธุรกิจเสี่ยง ทั้งขายตรง/การตลาดแบบตรง-ท่องเที่ยว-อีคอมเมิร์ซ-อาหารเสริม หลังพบได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก เตรียมแชร์ข้อมูลกันอย่างใกล้ชิด…

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วม 13 หน่วยงานรัฐ เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2560 เพื่อหามาตรการดูแลและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน จากการดำเนินธุรกิจของบริษัทต่างๆ หลังจากบริษัท เวลท์ เอเวอร์ จำกัด หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก จนได้รับความเดือดร้อนว่า ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันว่า ควรเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลและบุคคลที่ต้องติดตามเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (Watch List) โดยจะเน้นในธุรกิจ 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจขายตรง/การตลาดแบบตรง ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และธุรกิจจำหน่ายอาหารเสริม เพราะพบข้อร้องเรียนจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น เช่น หลอกขายสินค้า ไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างที่ตกลงกันไว้ เป็นต้น รวมทั้งเป็นการนำร่องในการเริ่มต้นบูรณาการการทำงานร่วมกัน โดยดูจากข้อร้องเรียนของประชาชนเป็นหลัก

ทั้งนี้ ขณะนี้แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลของ 4 ธุรกิจ ที่ต้องเฝ้าระวังอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กรมการท่องเที่ยว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ทำให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ทันทีก่อนออกใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยง ป้องกันความเสียหายของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงสามารถใช้ตรวจสอบนิติบุคคล หรือบุคคลต้องสงสัยที่จะกระทำความผิดในธุรกิจอื่นๆ ได้อีกด้วย

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีธุรกิจขายตรง/การตลาดแบบตรง ที่จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมแล้ว 1,150 ราย แต่ขออนุญาตจาก สคบ. เพียง 789 ราย ธุรกิจท่องเที่ยว จดทะเบียนกับกรม 7,114 ราย ขออนุญาตกับกรมการท่องเที่ยว 12,400 ราย ธุรกิจอาหารเสริม ทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก จดทะเบียนกับกรม 4,900 ราย และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจดทะเบียนกับกรม 3,564 ราย ไม่รวมบุคคลที่ค้าขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และเว็บไซต์อื่นๆ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเฉพาะกิจในการตรวจสอบเชิงลึกธุรกิจดังกล่าว เพื่อเป็นการป้องกันการหลอกลวงประชาชนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าจะแต่งตั้งคณะทำงานดังกล่าวได้ภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ขณะเดียวกันแต่ละหน่วยงานจะเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรับรู้ให้กับประชาชน ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทที่จะซื้อสินค้าและบริการ หรือร่วมทำธุรกิจด้วย เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ต้องตรวจสอบการได้รับอนุญาตทำธุรกิจจากกรมการท่องเที่ยว และ ธุรกิจขายตรง ต้องตรวจสอบกับ สคบ. เป็นต้น รวมถึงจะจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่เป็นหน่วยงานกลาง กรณีที่ประชาชนถูกฉ้อโกงหรือหลอกลวง แต่เบื้องต้นเห็นว่าจะให้ประชาชนร้องเรียนไปที่ศูนย์ดำรงธรรม โทร.สายด่วน 1111 ไปก่อน

อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะขยายความร่วมมือในการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป เช่น กรมสรรพากร และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นต้น.