สุวรรณภูมิ จัดพื้นที่ อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ถูกหลอกเที่ยวญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 เม.ย. 2560 01:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911521


ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อำนวยความสะดวกผู้โดยสารตกค้าง จากการถูกบริษัทขายตรงหลอก พาไปเที่ยวญี่ปุ่น โดยจัดพื้นที่ให้นั่งพักคอย และประสานตำรวจ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และกองกำกับการ 6 มารับเรื่องร้องทุกข์ …

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้โดยสารจำนวน 1,000 – 1,500 คน เดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ในช่วงเวลา 19.00 น. – 20.00 น. วานนี้ (11 เม.ย.) โดยผู้โดยสารดังกล่าว ได้ให้ข้อมูลในเบื้องต้นแก่เจ้าหน้าที่ ทสภ.ว่า ได้ร่วมลงทุนกับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยบริษัทมีนโยบายในการนำผู้ลงทุนไปเที่ยวต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น และผู้โดยสารถูกนัดหมายให้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในคืนนี้ แต่เมื่อเดินทางมาถึง ทสภ. กลับไม่พบบุคคลที่จะพาไปเที่ยว จึงทราบว่าถูกหลอก กรณีดังกล่าวทำให้ในช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา มีผู้โดยสารมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดความแออัดบริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาออกชั้น 4 ในส่วนของเคาน์เตอร์เช็คอินตั้งแต่ Row A จนถึง Row J

เบื้องต้น ทสภ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทสภ. และเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกพาผู้โดยสารกลุ่มนี้ไปพักรอที่บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า ชั้น 2 แทน เพื่อลดความแออัดของห้องโถงผู้โดยสารขาออก จะได้ไม่กีดขวางการใช้บริการของผู้โดยสารที่มีเที่ยวบินปกติ พร้อมทั้งให้การดูแลแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับผู้โดยสาร และจัดจุดอำนวยความสะดวกผู้โดยสารที่บริเวณ ประตู 2 ชั้น 2 หน้าทางออก Exit A โดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังได้จัดรถบัส เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปยังท่าอากาศยานดอนเมือง บริเวณประตู 3 ชั้น 2 อีกด้วย สำหรับข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการสอบสวนของสถานีตำรวจท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นอกจากนี้ นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยม และกำชับให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ได้รับความเสียหายอย่างเต็มที่

ต่อมาเวลาประมาณ 23.30 น. ผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวได้เริ่มทยอยกลับ คงเหลือเพียงผู้โดยสารเพียงเล็กน้อย ที่รอญาติมารับหรือกำลังเดินทางกลับด้วยระบบการขนส่งสาธารณะต่อไป จากการเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความสะดวก ทสภ. จึงต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้

ทั้งนี้ ขอความกรุณาให้ผู้โดยสารทุกท่านเผื่อเวลาในการเดินมาถึง ทสภ. ล่วงหน้าก่อนเวลาเดินทางอย่างน้อย 3 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ และ อย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบิน และหากผู้โดยสารต้องการตรวจสอบเที่ยวบินที่จะเดินทาง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– สุวรรณภูมิวุ่น ลูกทัวร์ไปญี่ปุ่น ถูกลอยแพนับพัน

– รมว.ท่องเที่ยว คาดผู้โดยสารถูกหลอก ไร้เช่าเหมาลำไปญี่ปุ่น แนะแจ้งความ

 

รมว.คมนาคม ตรวจหมอชิต คาดวันนี้คนกลับภูมิลำเนา 1.3 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 23:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911467


รมว.คมนาคม ลงพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 ตรวจความพร้อมรถโดยสารก่อนเดินทางช่วงสงกรานต์ คาดวันนี้ คนกลับภูมิลำเนา 1.3 แสน ส่วน 10 วันที่ผ่านมา เดินทางไปแล้ว 1.2 ล้านคน

เมื่อวันนี้ 11 เม.ย. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมรถโดยสารสาธารณะและพนักงานประจำรถ ก่อนออกเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2

นายอาคม กล่าวว่า ประชาชนทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นจำนวนมาก โดยตั้งแต่วันที่ 1-10 เม.ย. 60 มีผู้โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนาประมาณ 1.2 ล้านคน ขณะที่วันนี้ (11 เม.ย.) คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางประมาณ 1.3 แสนคน โดย บขส. น่าจะสามารถระบายผู้โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนาได้หมดในเวลาประมาณ 23.00 น.

อย่างไรก็ดี คาดว่าในวันพรุ่งนี้ (12 เม.ย.) จะมีผู้โดยสารเดินทางมากที่สุด ประมาณ 1.8 แสนคน ซึ่ง บขส. ได้จัดรถโดยสารบริการเพียงพอ จึงมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาผู้โดยสารตกค้าง นอกจากนั้น ยังได้กำชับ 3 มาตรการ ให้กับ พนักงานขับรถ เน้นความปลอดภัย ขับช้า เปิดไฟหน้ารถ และคาดเข็มขัดนิรภัย เพื่อความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน และขอให้ผู้ประกอบการอย่าขายตั๋วเกินราคา มิเช่นนั้น จะระงับการเดินรถทันที โดยผู้โดยสารที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องเรียนมาที่ Call Center 1490 เรียก บขส. หรือ สายด่วน 1584 ของกรมการขนส่งทางบกได้.

 

หุ้นไทย 11 เม.ย.ปิดตลาด บวก 1.59 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.78 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911270


หุ้นไทยวันที่ 11 เม.ย.2560 ปิดตลาดปรับเพิ่ม 1.59 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.78 จุด มูลค่าการซื้อขายกว่า 4 หมื่นล้านบาท…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 11 เม.ย. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.59 จุด เปลี่ยนแปลง +0.10% ดัชนีอยู่ที่ 1,582.78 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,658.33 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,585.93 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,579.96 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

ก้าวไปอีกขั้นกับความสุขรับสงกรานต์ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ออกเงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน ดอกเบี้ย 1.6%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 11 เม.ย. 2560 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911262


นายอดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เสนอโปรแกรมเงินฝากประจำพิเศษ 6 เดือน อัตราดอกเบี้ย 1.6% ต่อปี สำหรับลูกค้า CIMB Preferred (ลูกค้าบุคคลธนกิจที่มีเงินฝากหรือเงินลงทุน 1 ล้านบาทขึ้นไป) ฝากขั้นต่ำ 50,000 บาท สามารถเลือกรับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดหรือเลือกรับดอกเบี้ยรายเดือนก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เม.ย.60 โปรแกรมเงินฝากนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญชุ่มฉ่ำซัมเมอร์ ซึ่งยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายทั้ง Wealth และสินเชื่อ ที่มาพร้อมโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์ดีๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2626 7777 หรือ www.cimbthai.com

 

คาด 12 เม.ย.พีคสุด โดยสารรถไฟกลับสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 16:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911232


“พิชิต” กำชับเจ้าหน้าที่รถไฟ-ตำรวจรถไฟ ลงพื้นที่สถานี รองรับประชาชนเดินทางกลับบ้านเกิด หวังสร้างความมั่นใจเดินทางด้วยรถไฟไทยปลอดภัยหายห่วง มั่นใจขนคนหมดไม่ตกค้าง…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานสงกรานต์ร่วมทำความดี ขับขี่ปลอดภัย ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ และภาคีเครือข่ายรณรงค์ลดอุบัติเหตุเมาไม่ขับ ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลสำคัญ และสร้างความมั่นใจในการเดินทางแก่ผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ว่า กระทรวงคมนาคมได้ให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางให้กับประชาชน จึงได้กำหนดเป็นนโยบายให้พนักงานที่ขับรถโดยสารสาธารณะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และเข้มงวดกวดขัน

ผู้ขับขี่ต้องปลอดจากแอลกอฮอล์ ตรวจเข้มในเรื่องการเมาสุรา การขับรถเร็ว การโทรแล้วขับ โดยเฉพาะรถสาธารณะแอลกอฮอล์จะต้องเป็น 0 มิลลิกรัม หากตรวจพบว่าพนักงานขับรถมีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 0 มิลลิกรัม ลงโทษสถานหนักถึงขั้นไล่ออก ให้ออก ตัดเงินเดือนหรือพักงาน ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของการรถไฟและตำรวจรถไฟตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการโดยสารรถไฟมีความปลอดภัยแน่นอน ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือประชาชนทั่วไปในกรณีที่ดื่มสุราจะต้องไม่ขับขี่ยานพาหนะ เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมการเดินทางโดยรถไฟเพื่อกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์ การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้จัดเพิ่มเที่ยวรถเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งวันนี้วันแรกเพิ่มขาไปจำนวน 9 ขบวน และขากลับอีก 15 ขบวน นอกเหนือจากการเพิ่มโบกี้ในเที่ยวรถปกติในทุกเส้นทาง รองรับประชาชนได้เพิ่มอีก 30% คาดว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการรถไฟรวมทั้งสิ้นกว่า 200,000-300,000 คน ซึ่งในวันที่ 12 เม.ย. จะเป็นวันที่มีผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดประมาณ 130,000 คน แต่คาดว่าปริมาณคนต่อวันจะลดลง เนื่องจากประชาชนต่างเริ่มทยอยเดินทางกันตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว เพื่อลดความแออัด จึงมั่นใจว่าในปีนี้จะไม่มีผู้โดยสารตกค้างอย่างแน่นอน.

 

นักวิจัย TDRI แนะรัฐแก้ลดอุบัติเหตุ บังคับใช้แต่ ก.ม.ไม่น่าจะมาถูกทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 14:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911140


นักวิจัย TDRI ชี้รัฐถอยคำสั่ง ‘ห้ามนั่งท้ายกระบะ’ ย้ำบังคับและใช้ก.ม.ไม่ช่วยแก้ปัญหา ทั้งยังมีแรงต้านจากสาธารณะ สถิติอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ตั้งแต่ปี 57 ไม่ลดลง แนะเพิ่มทางเลือกให้ ปชช. เพิ่มรถสาธารณะที่ควบคุมความปลอดภัยได้…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 นางสาวณัชชา โอเจริญ และ นางสาวณิชมน ทองพัฒน์ นักวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้มุมมองต่อกรณีการถอยคำสั่ง มาตรา 44 ห้ามนั่งท้ายกระบะช่วงสงกรานต์ ว่า ได้รับแรงต้านจากสาธารณะ เพราะผู้กำหนดนโยบายเน้นที่การบังคับใช้กฎหมาย โดยประชาชนและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นยังไม่พร้อม อีกทั้งขาดการดำเนินกลยุทธ์สร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน และถึงแม้ประชาชนจะตระหนักถึงความเสี่ยงอันตรายหากนั่งและใช้รถผิดประเภท แต่ประชาชนก็ยังขาดทางเลือกอื่นในการเดินทาง โดยเฉพาะรถโดยสารสาธารณะที่ปลอดภัยและเพียงพอ

ถึงแม้ว่าภาครัฐจะระบุว่า มาตรา 44 นี้ เป็นเพียงแค่การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว แต่จะเห็นได้ว่า การที่ภาครัฐไม่ได้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง และมีการอะลุ่มอล่วยให้มีการนั่งท้ายกระบะหลังมาเป็นเวลานาน อีกทั้งภาครัฐมีการอนุญาตให้ใช้งานรถที่มีลักษณะเช่นเดียวกัน เช่น รถสองแถว ซึ่งมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ไม่แตกต่างจากการนั่งท้ายกระบะหลังเท่าไรนัก ทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยกับการดำเนินนโยบายของรัฐ ทั้งนี้รัฐต้องสื่อสารต่อสาธารณะถึงข้อเท็จจริงของอันตรายจากการใช้รถผิดประเภท หรือการนั่งท้ายและนั่งเบาะหลังกระบะ (บางรุ่น) เพราะไม่มีเข็มขัดนิรภัย ควบคู่กับการเน้นให้ข้อมูลความรู้ถึงความคุ้มค่าในการเลือกใช้รถที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันและลดความสูญเสียในอนาคต

นางสาวณิชมน ทองพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ภาครัฐควรคำนึงถึงและพิจารณาอีกประการคือ ความจำเป็นหรือข้อจำกัดของประชาชนบางส่วนที่ต้องเลือกใช้รถกระบะ เพราะอาจตอบสนองการใช้งานได้ทั้งการเดินทางและประกอบอาชีพ เป็นต้น ดังนั้น การเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน โดยการจัดให้มีรถโดยสารสาธารณะที่เพียงพอ และรัฐสามารถควบคุม ยืนยันความปลอดภัยได้ จะช่วยให้ประชาชนลดความเสี่ยงจากการใช้รถส่วนตัว

เปิดตัวเลขสถิติสงกรานต์ย้อนหลัง ตั้งแต่ 2557 เพิ่มขึ้น ตั้งข้อสังเกตมาตรการที่ใช้ยังไม่ตรงจุด จากสถิติของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในปี 2559 พบว่า ดัชนีความรุนแรงของอุบัติเหตุ (จำนวนผู้เสียชีวิตต่อจำนวนอุบัติเหตุ 100 ครั้ง) ในช่วงสงกรานต์อยู่ที่ 12.8 เพิ่มขึ้นจาก 10.8 ในปี 2557 และ 2558 กล่าวคืออุบัติเหตุทางถนนทุก 100 ครั้ง ในปี 2559 มีคนเสียชีวิต เพิ่มขึ้นจากเดิม 2 คน

“จากสถิติเห็นได้ว่า อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ คือ พาหนะที่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุดในช่วงสงกรานต์ ซึ่งคำสั่งมาตรา 44 (ม.44) โดย คสช. ที่ออกมานั้นมีเรื่องการบังคับใช้เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง การเพิ่มความปลอดภัยของรถตู้โดยสารสาธารณะ การลงโทษหากไม่เสียค่าปรับเมื่อได้รับใบสั่ง รวมทั้งกรณีห้ามนั่งท้ายรถกระบะนั้น ทั้งหมดไม่ได้ครอบคลุมหรือเน้นป้องกันอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์” นางสาวณัชชา โอเจริญ ตั้งข้อสังเกต

เผยสาเหตุอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ ต่างจากช่วง ก่อน/หลัง 7 วันอันตราย แนะออกแบบมาตรการความปลอดภัยให้เหมาะสม
แม้อุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์จะสร้างความสูญเสียไม่น้อย แต่นักวิจัยเห็นว่า การดำเนินมาตรการต่างๆ ไม่ควรมุ่งเน้นที่ช่วงเทศกาลอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากจำนวนอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์มีสัดส่วนร้อยละ 5 ของอุบัติเหตุทางถนนทั้งปี และการออกมาตรการต่างๆ ควรทบทวนไปถึงสาเหตุของอุบัติเหตุที่ครอบคลุมทั้ง 3 ปัจจัย คือ “คน-รถ-ถนน” ปัจจัยด้านคนต้องบังคับใช้กฎหมายที่ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงให้ได้ผลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพฤติกรรมเมาแล้วขับ การขับขี่เร็วเกินกำหนด การใช้รถผิดวิธี และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย

“ปัจจัยด้านถนน มีความสำคัญมาก จึงควรออกแบบจัดการให้มีความปลอดภัยตั้งแต่ต้น และแจ้งเตือนการใช้เส้นทางจุดเสี่ยงด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ จะเห็นว่าประสิทธิผลของมาตรการในช่วงต้นหรือปลายของช่วง 7 วันอันตรายนั้น ขึ้นอยู่กับการสร้างระบบความปลอดภัยในช่วงเวลาปกติเป็นสำคัญ” นางสาวณัชชากล่าว

นางสาวณิชมน กล่าวด้วยว่า นอกจากการป้องกันและแก้ปัญหา คน รถ ถนน แล้ว หนทางสำคัญที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตประชาชนที่ดีอย่างยั่งยืน คือ การปรับปรุงบริการรถโดยสาธารณะให้มีมาตรฐานและมีเพียงพอ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน และช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้รถส่วนตัวที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือผู้ขับอยู่ในสภาพไม่พร้อม

โดยภาครัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันของผู้ประกอบการรถสาธารณะด้านคุณภาพ และสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการให้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครื่องยนต์และคนขับ ผ่านระบบบันทึกประวัติผู้ประกอบการที่สามารถเปิดเผยข้อมูลผู้ให้บริการสาธารณะที่ได้มาตรฐานแก่ประชาชน.

 

ทองไทยราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 12:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911001


ราคาทองไทยโดยสมาคมค้าทองคำประจำวันที่ 11 เม.ย. คงที่จากวันที่ผ่านมา โดยทองรูปพรรณขายออกบาทละ 21,100 บาท…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองคำประจำวัน โดยครั้งแรกราคาคงที่จากวันที่ผ่านมา ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 บาท ขายออกบาทละ 20,600 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 บาท ขายออกบาทละ 21,100 บาท.

 

บขส.แน่น! คนแห่กลับต่างจังหวัด ฉลองสงกรานต์ ทะลักกว่า1.2ล้านแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 เม.ย. 2560 09:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910845


บขส. เผยช่วง 10 วัน ประชาชนหลั่งไหลเดินทางกลับต่างจังหวัด ฉลองสงกรานต์ที่บ้านเกิดกันเนืองแน่น ใช้บริการรถบขส.แล้วกว่า 1.2 ล้านคน คาด 11 เม.ย. คนยังเดินทางทะลักไม่ต่ำ 1.5 แสนคน

ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. วันที่ 11 เม.ย.60 เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัดหรือ บขส.เผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์มีประชาชนได้เดินทางมาใช้บริการที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก โดยในวันที่ 10 เม.ย 60 มีผู้โดยสารใช้บริการรถ บขส. และรถร่วม บขส. จำนวน 134,025 คนโดย บขส.ได้เสริมเที่ยววื่ง จำนวน 1,369 เที่ยว จากเที่ยววิ่งปกติ จำนวน 6,455 เที่ยว รวมเที่ยววิ่ง 7,866 เที่ยว ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-10 เม.ย. ที่ผ่านมา  บขส.ได้ให้บริการผู้โดยสารเดินทางทั้งทางรถบขส.และรถร่วมบขส. ไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน และคาดว่า ในวันนี้ (11 เม.ย.60) จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการถึงประมาณ 150,000 คน

 

นักลงทุนเชื่อมั่นหุ้นไทยลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910706


ชี้ซีเรีย-เกาหลีเหนือปัจจัยเสี่ยงใหม่โลก

สภาธุรกิจตลาดทุน เผยดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้า ลดลง 18.06% เหตุกังวลกระแสเงินทุนผันผวน จากนโยบายการเงินสหรัฐฯ จับตาความตึงเครียดในซีเรีย และคาบสมุทรเกาหลี ปัจจัยเสี่ยงใหม่เศรษฐกิจโลก ด้านคลัง-พาณิชย์ ยอมรับ ราคาน้ำมัน-ทองคำพุ่งรับสหรัฐฯบุกซีเรีย แต่ยังไม่กระทบไทย

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนว่า ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีอยู่ที่ 90.33 ลดลง 18.06% จากการสำรวจครั้งก่อนที่อยู่ที่ 110.24 เพราะนักลงทุนกังวลกระแสเงินทุน (ฟันด์ โฟลว์) ที่ยังผันผวน โดยพบว่า กลุ่มนักลงทุนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีความเชื่อมั่นลดลงจากระดับร้อนแรง มาอยู่ที่ระดับซบเซา ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวจากระดับร้อนแรง มาอยู่ที่ระดับทรงตัว สำหรับปัจจัยที่ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่น มาจากการไหลเข้า-ออกของเงินทุน, นโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ และการเมืองทั้งในและต่างประเทศ ส่วนปัจจัยบวก คือนโยบายการลงทุนภาครัฐ และการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ

สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าลงทุนมากที่สุด ได้แก่ หมวดธนาคาร เพราะราคาหุ้นยังต่ำ และได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐ รองลงมาคือ รับเหมาก่อสร้างและพลังงาน ขณะที่หมวดที่ไม่น่าลงทุนคือ เงินทุนและหลักทรัพย์ เพราะปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ซบเซา โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนตลาดทุน น่าจะมาจากการที่ผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 1 ที่เริ่มฟื้นตัว, มาตรการการคลัง, การลงทุนภาครัฐ, เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เริ่มไหลเข้า และการส่งออกที่ฟื้นตัว ส่วนปัจจัยที่ต้องระวังคือ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีเหนือ ที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบภาคส่งออกของไทย และปัจจัยในประเทศ เช่น ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบลงทุน “ความตึงเครียดคาบสมุทรเกาหลี และการโจมตีซีเรียอาจเป็นความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก ที่ต้องระมัดระวัง และจับตา”
ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CLSA กล่าวว่า ครึ่งหลังของปีนี้ ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะระดับ 1,700 จุด เพราะนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาลงทุนในไทย หลังนโยบายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้หลายประเด็น ส่งผลให้นักลงทุนไร้ความเชื่อมั่น และที่ผ่านมา ต่างชาติขายหุ้นไทยพอสมควรแล้ว ขณะนี้ถึงเวลากลับเข้ามาลงทุน “ไตรมาส 3 และ 4 กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่จะมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และราคาหุ้นที่ไม่แพงเกินไป จะทำให้มีการเข้าซื้อหุ้นมากขึ้น ขณะที่ความรุนแรงในซีเรีย เบื้องต้น จะทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น กระตุ้นความน่าสนใจหุ้นกลุ่มพลังงาน”

ส่วนนายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร กล่าวว่า หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยวันที่ 16-31 มี.ค.กว่า 18,000 ล้านบาท หลังจากวันที่ 1-14 มี.ค. ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 12,000 ล้านบาท ทำให้ ณ สิ้นไตรมาสแรก ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 6,371 ล้านบาท ส่วนความตึงเครียดในซีเรียและทะเลจีนใต้ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า จะกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การส่งออกหรือไม่อย่างไร

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯและซีเรีย ขณะนี้ยังไม่กระทบโดยตรงกับไทย แต่ยอมรับว่ามีผลทางจิตวิทยา แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังเข้มแข็ง รองรับปัญหาจากปัจจัยภายนอกได้ เห็นได้จากค่าเงินบาทยังแข็งค่าเมื่อเทียบเงินสกุลอื่น และดุลการค้ายังเกินดุล โดย ณ วันที่ 10 เม.ย. ค่าเงินบาทปิดตลาดที่ 34.63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จะทำให้ราคาน้ำมันและทองคำสูงขึ้น ซึ่งราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันของไทยจะสูงขึ้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ การค้า การลงทุนโลกจะชะลอตัว.

 

ปลดล็อกเกณฑ์บ้านประชารัฐ หวังประชาชนพาเหรดจับจอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 เม.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/910702


นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่าขณะนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับหลักเกณฑ์โครงการบ้านประชารัฐ ธนารักษ์ โดยจะเสนอให้ ครม.ยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดว่า ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นการซื้อบ้านหลังแรกเท่านั้น แต่ยังคงเงื่อนไขเดิมคือ ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการต้องมีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน หาก ครม.เห็นชอบ จะทำให้ประชาชนที่จองบ้านประชารัฐ ธนารักษ์เฟสแรก 600 ยูนิต ที่จังหวัดเพชรบุรี ได้รับประโยชน์ด้วย ซึ่งปัจจุบันมียอดจองโครงการมากถึง 1,000-2,000 ราย แต่เมื่อตรวจสอบสิทธิ์บ้านหลังแรกแล้ว มีผู้ผ่านคุณสมบัติประมาณ 100 ราย

“โครงการบ้านประชารัฐ ธนารักษ์ อนุมัติสินเชื่อไปเพียง 100 ราย ส่วนที่เหลือ ได้ขอให้ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชะลอการพิจารณา เพื่อรอมติ ครม. หากปลดล็อกไม่ต้องเป็นบ้านหลังแรกได้แล้ว ธนาคารทั้ง 2 แห่งจะเริ่มพิจารณาสินเชื่ออีกครั้ง และที่สำคัญ กรมอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมโครงการบ้านประชารัฐ ธนารักษ์เฟส 2 อีก 3 แห่งคือ บนถนนพระราม 3 กรุงเทพฯ ปทุมธานี และเชียงใหม่ คาดว่า จะเสนอเข้า ครม.หลังจากแก้ไขหลักเกณฑ์บ้านหลังแรกแล้ว สาเหตุที่ สศค. แก้ไขหลักเกณฑ์บ้านหลังแรก เพราะประชาชนส่วนใหญ่มีบ้านของตนเองอยู่แล้ว แต่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เป็นเจ้าบ้านบนที่เช่า หรือบ้านอยู่ในชุมชนแออัดเป็นต้น จึงต้องการมีบ้านหลังใหม่”.