รัฐยึดเงินคืน 1.1 หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911600


ใส่เข้าหีบงบกลางทำโครงการจำเป็นเร่งด่วน

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายวงเงิน 11,866 ล้านบาท หลังจากที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นได้รับงบประมาณเพื่อการลงทุนไปแล้วไม่ดำเนินการ รัฐบาลจึงยึดคืนมา แล้วนำไปใส่ไว้ในงบกลางรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจัดสรรให้กับหน่วยงานอื่นไปทำโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแทน ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้จะเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในวันที่ 21 เม.ย.นี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงบประมาณได้ตรวจสอบข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560 รายการงบลงทุนในทุกงบรายจ่าย ตาม พ.ร.บ.งบประมาณปี 2560 ไม่รวมงบกลางของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จากระบบบริหารเงิน การเงินการคลังภาครัฐ ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึง 31 มี.ค.2560 และข้อมูลหลักฐานการดำเนินงานตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และแผนก่อหนี้รายจ่ายการลงทุนที่ได้รับจากหน่วยงาน โดยสรุปผลการพิจารณาออกมาเป็นงบประมาณที่ต้องเข้าสู่ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายรวม 11,866 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในบางรายการที่มีความสำคัญกับหน่วยงาน และเกิดประโยชน์ต่อประชาชน จะให้หน่วยงานนั้นๆทำเรื่องอุทธรณ์ขอรับการจัดสรรงบประมาณคืน เพื่อไปทำการจัดซื้อจัดจ้างให้เสร็จ ส่วนบางรายการที่ทราบผลการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว แต่อยู่ในกระบวนการลงนามในสัญญาและสามารถลงนามได้ภายใน 28 เม.ย.2560 ก็ให้ยกเว้นการดึงงบประมาณคืนเอาไว้ก่อน ขณะนี้พบว่างบในส่วนดังกล่าวมีอยู่ 2,024 ล้านบาท

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2560 ในส่วนของงบกลางรายการค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศซึ่งมีวงเงินรวม 19,942 ล้านบาท ให้กับ 9 หน่วยงาน 33 โครงการ วงเงิน 6,281 ล้านบาท จุดประสงค์ของงบประมาณดังกล่าว ก็เพื่อจัดสรรให้กับโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจการค้า การลงทุนของกลุ่มจังหวัด โดยที่ผ่านมายังไม่สามารถทำรายละเอียดของโครงการได้ เพราะมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาเตรียมการ จึงเพิ่งเสนอโครงการได้ในรอบแรก 33 โครงการ เป็นการคัดเลือกโครงการขนาดใหญ่ สามารถดำเนินการได้ครบวงจร โดยวงเงินที่เหลืออีก 13,661 ล้านบาท จะขอให้หน่วยงานต่างๆ ส่งรายละเอียด ข้อเสนอมาที่สำนักงบประมาณภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้.

 

รัฐไฟเขียวแผนข้าวครบวงจร 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911597


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรปี 2560/2561 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินงาน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2564 รวม 25,871 ล้านบาท เพื่อดำเนินการ 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการแรก คือ โครงการส่งเสริมการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีวงเงิน 57 ล้านบาท เพื่อเพิ่มผลผลิตให้เกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่ปัจจุบันชาวนาใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพไม่ดี ทำให้ผลผลิตตกต่ำ กรมการข้าวจะจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีในราคากิโลกรัม (กก.) ละ 10 บาทให้ชาวนา โดยรัฐบาลสมทบให้อีก กก.ละ 12 บาท เกษตรกรเข้าร่วมโครงการรายละไม่เกิน 5 ไร่ ไร่ละไม่เกิน 15 กก. มีกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวนาใน 21 จังหวัด รวม 60,000 ครัวเรือน พื้นที่ 300,000 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการ ต.ค.-มี.ค.2560

สำหรับโครงการที่ 2 คือ โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่วงเงิน 411 ล้านบาท จะสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่ม โดยจัดการเกษตรร่วมกัน มีกลุ่มเป้าหมายใน 70 จังหวัด จำนวน 1.5 ล้านราย พื้นที่ 19 ล้านไร่ ซึ่งเกษตรกรต้องรวมตัวกัน 30 คนขึ้นไป พื้นที่รวมกัน 300 ไร่ขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องมีแปลงติดกันเป็นผืนเดียว แต่ควรอยู่ในชุมชนเดียวกัน สำหรับวิธีการดำเนินการจะมีการจัดทำข้อมูลในการผลิต พัฒนาผู้จัดการแปลง พัฒนาการผลิตข้าว สนับสนุนเมล็ดพันธุ์เครื่องจักรกลการเกษตร สนับสนุนการปรับระดับพื้นที่นา ส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ การจัดการศัตรูพืช ถ่ายทอดความรู้ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี วงเงินรวม 16,117 ล้านบาท

และโครงการสุดท้าย คือ โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์วงเงิน 9,696 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี กลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกร 66,700 ราย พื้นที่ 1 ล้านไร่ โดยจะคัดเลือกเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป พื้นที่รวมไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ ขณะที่รัฐบาลสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 15 กก.ต่อไร่ และอุดหนุนเงินให้เกษตรกรเพื่อชดเชยรายได้รายละไม่เกิน 15 ไร่ ไร่ละ 9,000 บาท แบ่งจ่าย 3 ปี ปีแรก 2,000 บาท ปีที่ 2 จำนวน 3,000 บาท และปีที่ 3 จำนวน 4,000 บาท ซึ่งจะประเมินผลทุกปี โดยในวงเงิน 25,871 ล้านบาท ในระยะ 5 ปีนั้น ส่วนหนึ่งจะใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2560 วงเงิน 1,087 ล้านบาท “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับว่า โครงการข้าวครบวงจร จะต้องมีการประเมินผลการดำเนินงานทุกปี หากผลงานออกมาไม่ดีจะหยุดโครงการทันที”.

 

ขาดทุนสวนกระแสอยู่คนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911627


ไปรษณีย์ไทยไล่จี้บริษัทลูกเจ๊งสะสม 200 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด บริษัทในเครือบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ได้ประสบปัญหาขาดทุนสะสมราว 200 ล้านบาทนั้น ทำให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ไปรษณีย์ไทย ต้องเข้าไปช่วยฟื้นฟูกิจการ โดยมอบหมายให้นายฐิติพงศ์ นันทาภิวัฒน์ กรรมการไปรษณีย์ไทย ไปเป็นรักษาการกรรมการผู้จัดการบริษัทไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นอีกตำแหน่ง เพื่อไม่ให้มีการขาดทุนสะสมมากขึ้น เพราะถือว่าสวนกระแสกับการเติบโตของธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์รับกระแสอีคอมเมิร์ซ ซึ่งคู่แข่งทุกรายเติบโตมีรายได้เพิ่ม

โดยนายฐิติพงศ์กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการของไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น คาดว่าปีนี้จะมีรายได้ราว 500- 600 ล้านบาท สามารถลดการขาดทุนได้แน่นอน โดยได้เร่งหาลูกค้ามาใช้บริการศูนย์กระจายสินค้าเพิ่มเติม ล่าสุดร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเพิ่มศักยภาพในด้านการบริการขนส่งและกระจายสินค้า รวมทั้งบริหารจัดการคลังสินค้าครบวงจรตามมาตรฐานสากล เตรียมพร้อมเป็นทางเลือกที่สำคัญของธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศกลุ่มอินโดจีน ภายในปี 2562

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อจัดส่งยาและเวชภัณฑ์จากห้องยา ไปยังบ้านผู้ป่วย/หน่วยบริการ เป็นบริการด้วยความสมัครใจ อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วย ภายหลังเข้ารับการตรวจรักษา สามารถรอรับยาได้ที่บ้านตนเอง ผ่านโรงพยาบาลในสังกัด 19 แห่ง คือ รพ.บุรีรัมย์ รพ.สงขลา รพ.สุรินทร์ รพ.สุราษฎร์ธานี รพ.ศรีสะเกษ รพ.กาฬสินธุ์ รพ.แพร่ รพ.นครพิงค์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช รพ.ขอนแก่น รพ.ร้อยเอ็ด รพ.ลำปาง รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ รพ.พุทธ-ชินราช รพ.หาดใหญ่ รพ.อุดรธานี รพ.มหาสารคาม และ รพ.อุตรดิตถ์ เป็นต้น และในอนาคตอาจจะขยายการส่งยาและเวชภัณฑ์ให้โรงพยาบาลอื่นๆด้วย

ทั้งนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น ตั้งขึ้นเมื่อเดือน ม.ค.2557 ด้วยทุนจดทะเบียน 350 ล้านบาท เพื่อให้บริการศูนย์ขนส่งและกระจายสินค้าแบบครบวงจร.

 

เร่งเต็มที่ “ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911596


ครม.ถอดร่าง พ.ร.บ.อีอีซีเป็น ม.44 ประเดิมจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษา

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.เป็นประธาน เห็นชอบให้ หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในระหว่างที่ร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ยังไม่มีผลบังคับใช้ เพื่อให้การเดินหน้าโครงการอีอีซีเป็นไปอย่างรวดเร็ว จูงใจนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ทางทีมกฎหมายของรัฐบาลและ คสช. จะถอดประเด็นที่มีความสำคัญที่อยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.อีอีซี ออกมาเป็นคำสั่งตามมาตรา 44 เป็นเรื่องๆไป เพื่อให้ดำเนินการเกิดความคล่องตัวก่อนที่ร่างกฎหมายจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เรื่องแรกที่จะออกเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช. คือการส่งเสริมการจัดการศึกษา เรื่องสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศในพื้นที่อีอีซี โดยให้มีคณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีหน้าที่และอำนาจกำหนดศาสตร์วิทยาการและสาขาวิชาที่เป็นประโยชน์และมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ที่สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ จะเข้ามาจัดการศึกษาในไทย และจะได้รับการยกเว้นปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎที่ ครม.กำหนด

ด้านนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ….ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้เสนอ ครม.อีกครั้งภายใน 1 เดือน โดยประเด็นที่ให้เพิ่มเติม คือขอบเขตอำนาจและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโครงการอีอีซี ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการอีอีซี โดยให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการในรูปแบบซุปเปอร์บอร์ดอีอีซี รวมทั้งมีการแก้ไขชื่อจากร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รองรับการขยายพื้นที่ไปยังจังหวัดใกล้เคียง จากปัจจุบัน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง.

 

ร้อนอบอ้าวตลาดแป้งเย็นปะทุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911617


“ตรางู”ยึดที่ตั้งยืนหยัดอันดับ 2

นายอนุรุธ ว่องวานิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บริทิช ดิสเพนซารี่ คอนซูมเมอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายแป้งเย็น “ตรางู” เปิดเผยว่า เมืองไทยเป็นเมืองร้อน จึงเป็นโอกาสของแป้งเย็นที่ขายได้ตลอดทั้งปี ทำให้ยอดขายของแป้งเย็นมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 2-4% แต่แป้งเย็นตรางูของบริษัทมียอดขายเติบโตปีละ 10% ต่อเนื่อง ซึ่งสินค้าใหม่มีผลอย่างมากในการช่วยผลักดันให้ตลาดโดยรวมเติบโต โดยตลาดแป้งเย็นมีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท “เพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดหน้าร้อนปีนี้บริษัทจึงเปิดตัวแป้งเย็นตรางู “ไวลด์ ทานาคา” สูตรผสมจากสมุนไพรทานาคา ไม่มีสารเคมี และให้ความเย็นในระดับเย็นสบายผิว โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ คือ กลุ่มชาย-หญิงที่อยากให้ผิวหน้าและผิวกายขาว เนียนใส ไร้สิว” ตั้งเป้าปีแรกทำยอดขายได้ 100 ล้านบาท หรือดันยอดขายแป้งเย็นตรางูสิ้นปี 60 เติบโต 10% เพิ่มส่วนแบ่งตลาดแป้งเย็นตรางูเป็น 30% จากที่มีอยู่ 25% เป็นเบอร์2 ในตลาดแป้งเย็น.

 

สุดทึ่ง “เบสท์ริน” หนังเหนียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911612


บอร์ด ขสมก.ฝืดเลิกสัญญาไม่ได้สักที

บอร์ด ขสมก.ลากยาว ยกเลิกสัญญาเบสท์รินไม่ได้สักที เลื่อนแล้วเลื่อนอีกเป็น 26 เม.ย.นี้ ด้านศุลกากรแจ้งดำเนินคดีกรณีแจ้งแหล่งกำเนิดรถเป็นเท็จต่อดีเอสไอแล้ว นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ ขสมก.ดำเนินการตรวจรับรถเมล์เอ็นจีวี จากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ตามที่เบสท์รินได้ร้องขอนั้น ขสมก.ได้ทำหนังสือยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางแล้ว หลังได้หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด ส่วนขั้นตอนการดำเนินการในสัญญาจัดซื้อดังกล่าว ในหลักการจะต้องยึดตามหลักของสัญญาที่กำหนดให้มีการส่งมอบรถทั้ง 489 คัน ภายในวันที่ 29 ธ.ค.2559

ส่วนที่ว่าหากจะมีการบอกเลิกสัญญานั้น ใครจะมีอำนาจระหว่าง ผอ.ขสมก.กับบอร์ด ขสมก. ในการประชุมบอร์ดวันที่ 26 เม.ย.นี้จะมีความชัดเจน ซึ่งเดิมมีกำหนดประชุมวันที่ 11 เม.ย.แต่เลื่อนออกไป เนื่องจาก พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ประธานบอร์ดติดภารกิจในต่างประเทศ

โดยผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาแนวทางตามสัญญา ถือว่าเบสท์รินกรุ๊ปกระทำผิด ไม่ได้ส่งมอบรถตามกำหนดให้ครบถ้วน ส่วนข้อต่อสู้ที่ทางบริษัทเบสท์รินอ้างเหตุสุดวิสัย ในการไม่สามารถส่งมอบรถได้ตามกำหนดนั้น มีการพิจารณาเห็นว่า ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย และไม่มีหลักฐานว่า ขสมก.ยินยอมให้มีการผ่อนผันการส่งมอบ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา มีข้อสังเกตจากสำนักงานอัยการสูงสุด เรื่องความชัดเจนของแหล่งที่มาหรือแหล่งกำเนิดของรถ หลังจากที่กรมศุลกากรตั้งข้อสังเกตว่าเบสท์รินแจ้งแหล่งกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ เพื่อหวังได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งเป็นเหตุทำให้ ขสมก.ไม่สามารถรับมอบรถบางส่วนได้

ด้านนายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร ยืนยันว่า ขณะนี้กรมศุลกากรได้ดำเนินคดีกับบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด บริษัทลูกของเบสท์ริน ในฐานะผู้นำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว เนื่องจากการนำเข้ามีการแจ้งแหล่งกำเนิดของรถอันเป็นเท็จ โดยระบุเป็นรถที่ประกอบในโรงงานในประเทศมาเลเซีย แต่มีหลักฐานว่าเป็นรถประกอบสำเร็จรูปทั้งคันจากเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีการขนส่งจากท่าเรือเมืองเซี่ยงไฮ้ ไปพักที่ท่าเรือประเทศมาเลเซีย ก่อนที่จะส่งมายังท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ส่วน 100 คันแรกที่มีการยื่นเอกสารใบขนสินค้า Form D จากมาเลเซีย จะมีความผิดในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีอากรเพิ่มอีก 1 ข้อหาด้วย

นายชัยวัฒน์ระบุว่า บริษัทซุปเปอร์ซาร่า นำเข้ารถเมล์ 489 คันแบ่งออกเป็น 5 ลอต คือลอตแรก 1 คัน ลอตที่ 2 จำนวน 99 ตัน และลอตที่ 3-5 รวม 389 คัน ใน 3 ลอตหลัง แม้จะมีการเสียภาษีนำเข้า 40% แต่ก็มีความผิดในเรื่องของการแสดงแหล่งกำเนิดของรถเป็นเท็จ ถือว่ากระทำผิด

รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการส่งเรื่องให้ศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังเป็นผู้พิจารณาคดี และเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าได้โต้แย้งแล้ว เมื่อผู้นำเข้ายังเห็นว่าดำเนินการถูกต้อง กรมศุลกากรก็ต้องดำเนินการส่งเรื่องไปยังพนักงานสอบสวน โดยกรมศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ส่งเรื่องให้ดีเอสไอดำเนินการต่อไป

ส่วนที่ ขสมก.ขอเอกสารหลักฐานว่ารถเมล์ลอตดังกล่าว มีแหล่งกำเนิดจากจีนไม่ได้ประกอบในมาเลเซียนั้น นายชัยวัฒน์กล่าวว่า การที่กรมศุลกากรฟ้องร้องดำเนินคดีกับทางบริษัทซุปเปอร์ซาร่า ถือเป็นหลักฐานอย่างหนึ่ง เนื่องจากคู่กรณีของกรมศุลกากรคือบริษัทซุปเปอร์ซาร่า แต่ ขสมก.มีสัญญาผูกพันกับเบสท์ริน กรุ๊ป ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคล จึงคงไม่สามารถจัดส่งเอกสารได้ จึงจะต้องทำหนังสือชี้แจงกลับไป ส่วนการตัดสินใจจะรับมอบรถเมล์หรือการยกเลิกสัญญา ถือเป็นดุลพินิจของ ขสมก.เอง ไม่เกี่ยวกับกรมศุลกากร.

 

จี้ยกระดับราคาไข่ไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911592


หวัง“พาณิชย์”ช่วยดันหน้าฟาร์มขึ้นอีกนิด

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) ให้จัดประชุมเพื่อแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาตก เนื่องจากราคาไข่หน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้ต่ำกว่าต้นทุน 2.90 บาทต่อฟอง จนทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่รายย่อยได้รับความเดือดร้อน และเรื่องนี้จะต้องหารือกับกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานสำคัญที่จะช่วยยกระดับราคาหน้าฟาร์มให้กับผู้เลี้ยง เพื่อหาทางออกร่วมกัน ทั้งการใช้กลไกราคา ทำให้ราคาไข่ของรายย่อยปรับตัวดีขึ้น และหาตลาดใหม่เพื่อระบายผลผลิตที่ล้นอยู่

“จะให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยเสนอราคาไข่หน้าฟาร์ม เพื่อช่วยเหลือผู้เลี้ยง และหาตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการผลิตที่ขณะนี้ผลผลิตออกมามากกว่าการบริโภค กระทรวงเกษตรฯจะให้เอ้กบอร์ด เป็นผู้ดูแล เพื่อดูว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร เนื่องจากราคาตกลงไปมากกว่าราคาที่ควรจะเป็น”

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวว่า ราคาไข่ตกต่ำมา 7 เดือนต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 40,000 ราย ประสบปัญหาด้านการเงินและสภาพคล่อง จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูแล เรื่องกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย โดยขณะนี้ราคาไข่อยู่ที่ 2.10 บาทต่อฟอง จึงอยากให้ภาครัฐระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เสรี ที่ขณะนี้มีรายใหญ่ 16 ราย นำเข้ามาทุบราคารายย่อย

ด้านนายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปศุสัตว์เตรียมรวบรวมปัญหาและอุปสรรค พร้อมตั้งกองทุนไก่ไข่ เพื่อแก้ปัญหาราคาไข่ตกต่ำกว่าราคาต้นทุน แต่ก็เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้น.

 

ม.44 ยาสามัญรักษาสารพัดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911590


“พาณิชย์” เตรียมชง “บิ๊กตู่” แก้สิทธิบัตรเก่าค้างปี

หลังเที่ยวสงกรานต์ “พาณิชย์” ยืนยันชง ใช้ ม.44 แก้ปัญหาคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรล่าช้าแต่จะใช้กับเฉพาะคำขอที่ยื่นขอมาเกิน 5 ปีเท่านั้น และกำลังพิจารณาไม่ใช้กับสิทธิบัตรยา หลังเอ็นจีโอกังวลจะทำให้ยาแพง ชี้สิทธิบัตรล่าช้า เป็นส่วนหนึ่งในความกังวลเรื่องละเมิดทรัพย์สินทางปัญหาของสหรัฐฯ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในช่วงหลังสงกรานต์ กระทรวงพาณิชย์ จะเสนอให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกประกาศคำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรา 265 ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 60 เพื่อแก้ปัญหาการอนุมัติจดทะเบียนสิทธิบัตร ที่ผู้ประกอบการยื่นขอมายังกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ยังล่าช้าอยู่ และมีจำนวนหลายหมื่นคำขอ ซึ่งการพิจารณาที่ล่าช้านี้ จะส่งผลให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสในการทำธุรกิจจากสิทธิบัตรที่รอการอนุมัติ โดยช่วงก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เคยเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาใช้มาตรา 44 มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ถูกภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) คัดค้านหนัก จนนายกรัฐมนตรีต้องสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์กลับมาพิจารณาผลดี ผลเสียอย่างรอบด้านที่สุด

อย่างไรก็ตาม หลังจากการพิจารณาแล้ว เห็นว่า การใช้มาตรา 44 จะพิจารณาใช้กับเฉพาะสิทธิบัตรที่ยื่นคำขอจดทะเบียนมานานเกินกว่า 5 ปีแล้วเท่านั้น ส่วนประเด็นที่ภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) กังวล เฉพาะในส่วนของสิทธิบัตรยานั้น ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพในการพิจารณาสิทธิบัตรยา และยังจะช่วยส่งเสริมให้นักประดิษฐ์สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ตามนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยนวัตกรรม หรือไทยแลนด์ 4.0

“ขณะนี้ยังพิจารณาอยู่ว่าจะแยกสิทธิบัตรยา ไม่ต้องใช้มาตรา 44 หรือไม่ เพราะภาคประชาสังคมกังวลเรื่องนี้ว่าถ้าสิทธิบัตรยาได้รับการพิจารณาอนุมัติเร็วแล้ว อาจทำให้ราคายาแพงขึ้น เพราะเจ้าของสิทธิบัตรจะผูกขาดยาได้”

ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรณีการพิจารณาคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรที่ยังล่าช้าอยู่มากนั้น เป็นเพราะกรมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิบัตรไม่เพียงพอ และบางคนที่มีอยู่ก็ไม่ตรงกับสิทธิบัตรที่ขอมา เช่น ไม่มีเภสัชกรที่จะตรวจสอบสิทธิบัตรยา เป็นต้น ซึ่งได้แก้ปัญหาโดยได้ขอเพิ่มกำลังคน ขณะนี้ได้มาจำนวนหนึ่งแล้ว โดยต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เหล่านี้ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้สถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะมีการจัดทำคู่มือตรวจสอบเป็นไกด์ไลน์ให้เจ้าหน้าที่ว่าจะต้องใช้ดุลพินิจอย่างไร

ส่วน น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน กล่าวว่า กลุ่มเตรียมขอเข้าพบกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อขอทราบความชัดเจนในเรื่องการใช้มาตรา 44 เร็วๆนี้ เพราะถึงแม้ว่าจะมีการออกรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 แต่ยังมีมาตรา 265 ซึ่งรับรองให้ คสช.สามารถใช้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้ ซึ่งกลุ่มเป็นห่วงเฉพาะในประเด็นการจดสิทธิบัตรยา ที่อาจทำให้มีการจดสิทธิบัตรยาที่ไม่ได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น หากรัฐบาลใช้มาตรา 44 ควรแยกสิทธิบัตรยาประมาณ 3,000 รายการออกมา แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเคยบอกว่าแยกไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค.60 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เผยแพร่รายงานการประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐฯที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 60 (2017 National Trade Estimate Report on Foreign Trade) โดยระบุว่า ในปี 59 มีความกังวลปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย แม้ว่าสหรัฐฯกำหนดให้มีการทบทวนนอกรอบ (Out of Cycle Review) ในพื้นที่ที่มีการขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก (Notorious Markets) แต่ปรากฏว่า ยังมีจำนวนสินค้าละเมิดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบการละเมิดผ่านระบบออนไลน์ และผ่านโทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการละเมิดซอฟต์แวร์ในหน่วยงานราชการ และภาคเอกชนของไทย พบการลักลอบใช้สัญญาณเคเบิล และที่สำคัญยังกังวลเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิบัตรล่าช้า (แบ็กล็อก) ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ประเด็นนี้อาจมีผลต่อการประกาศการทบทวนสถานะประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ ตามกฎหมายการค้า มาตรา 301 พิเศษ ซึ่งไทยถูกจัดให้อยู่ในบัญชีประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษด้านทรัพย์สินทางปัญญา (PWL) มาเกือบ 10 ปีแล้ว.

 

การบินไทย ย้ำ! ไม่มีบ.ทัวร์เช่าเหมาลำไปญี่ปุ่นช่วงนี้ จ่อฟ้องคนแอบอ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 เม.ย. 2560 03:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911632


การบินไทย ยืนยัน ไม่เคยได้รับการประสานขอเช่าเหมาลำจากบริษัททัวร์ใดๆ ที่จะไปญี่ปุ่นช่วง 11-12 เม.ย. นี้ ย้ำชัด ไม่เกี่ยวข้อง เตรียมดำเนินคดีหากนำชื่อไปแอบอ้างทำเสียชื่อเสียง

เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 12 เม.ย. 60 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า ตามที่เกิดกรณีมีกลุ่มผู้โดยสารที่เป็นสมาชิกขายตรงสินค้าประเภทอาหารเสริมจำนวนมากไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ออกเดินทางในช่วงวันที่ 11-12 เมษายน 2560 โดยมีการแอบอ้างว่าผู้โดยสารบางส่วนจะได้เดินทางไปกับการบินไทยนั้น

นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขอยืนยันว่าบริษัทไม่เคยได้รับการติดต่อประสานงาน หรือมีการจองบัตรโดยสารล่วงหน้าเป็นหมู่คณะ หรือติดต่อขอเช่าเหมาลำจากบริษัททัวร์ใดๆ เพื่อเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในช่วงดังกล่าว และบริษัทมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีนี้แต่อย่างใด ดังนั้น จึงขอให้ผู้โดยสารโปรดระมัดระวังอย่าได้หลงเชื่อการแอบอ้างใดๆ และหากมีผู้นำชื่อบริษัท การบินไทย ไปแอบอ้าง และทำให้บริษัทเสียหายหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง บริษัทจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แอบอ้างต่อไป

ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบการสำรองที่นั่งของท่านได้ทางเว็บไซต์ thaiairways.com หรือที่ THAI Contact Center โทร.02-356-1111 ตลอด 24 ชั่วโมง.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คลิปเสียงอ้างเป็นซินแสดัง เผยเหตุยกเลิกทัวร์ญี่ปุ่น ขอทุกคนสลายตัว

ตอกชัด! สคบ. ยัน บ.Wealth Ever ไม่ได้รับอนุญาตจดทะเบียนธุรกิจขายตรง

สุวรรณภูมิ จัดพื้นที่ อำนวยความสะดวกผู้โดยสาร ถูกหลอกเที่ยวญี่ปุ่น

รมว.ท่องเที่ยว คาดผู้โดยสารถูกหลอก ไร้เช่าเหมาลำไปญี่ปุ่น แนะแจ้งความ

สุวรรณภูมิวุ่น ลูกทัวร์ไปญี่ปุ่น ถูกลอยแพนับพัน

 

รมว.พาณิชย์ เผยชาติอาเซียน ได้ดุลการค้ามะกัน จ่อถกรับมือคำสั่งทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 เม.ย. 2560 01:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/911447


‘อภิรดี’ เผย สมาชิกอาเซียนได้ดุลการค้ามะกัน ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และญี่ปุ่น เตรียมหารือภาคเอกชน-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ รับมือผลกระทบจากคำสั่งพิเศษ “ทรัมป์” แล้ว พร้อมเดินหน้าดัน “อาร์เซพ” จบในปีนี้…

เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2560 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) เดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเออีเอ็ม และรัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมีโอกาสหารือกันในกรอบกว้างๆ ถึงประเด็นที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ออกคำสั่งพิเศษให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศในปี 59 ซึ่งในอาเซียน นอกจากไทย ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯมูลค่า 18,920 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แล้ว ยังมีเวียดนาม ได้ดุล 31,958 ล้านเหรียญฯ มาเลเซีย 24,820 ล้านเหรียญฯ อินโดนีเซีย 13,166 ล้านเหรียญฯ ส่วนญี่ปุ่น 68,938 ล้านเหรียญฯ

“เออีเอ็ม และรัฐมนตรีเศรษฐกิจญี่ปุ่น เห็นตรงกันว่า การค้าในอนาคตมีแนวโน้มปกป้องมากขึ้น ดังนั้น อาเซียน และประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ต้องเร่งเจรจาอาร์เซพ (ความตกลงทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ให้เสร็จภายในปีนี้ เพื่อทำให้การค้าระหว่างกันเปิดเสรีมากขึ้น ไม่ใช่หันมาปกป้องการค้า” รมว.พาณิชย์ กล่าว

นางอภิรดี กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และไทย ต่างได้เตรียมหารือกับผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศ เพื่อเตรียมข้อมูล และหามาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า แต่จากการประเมินเบื้องต้น สินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จะเป็นสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทของสหรัฐฯที่ลงทุนในไทย คาดว่า สหรัฐฯไม่น่าใช้มาตรการอะไรกับไทยรุนแรง เพราะไทยไม่ใช่ประเทศเป้าหมาย และไม่ใช่ประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯมากๆ.