“เวิร์คพอยท์” เนื้อหอมบินหาเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905285


นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวี บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความสำเร็จของรายการหน้ากากนักร้องหรือ The Mask Singer ซึ่งทำเรตติ้งเฉลี่ย 7-14 ทำให้เรตติ้งรวมของเวิร์คพอยท์ ณ สิ้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ดีดขึ้นมาอยู่ที่ 1.55 เหนือกว่าเป้าหมายเรตติ้งทั้งปีของปีนี้ที่ตั้งไว้ที่ 1.4 ไปแล้ว

ความสำเร็จดังกล่าวยังจะทำให้รายได้และกำไรของธุรกิจทีวีในไตรมาส 1 ที่ ผ่านไปเติบโตได้ดี จากไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว เติบโตติดลบ

“เป้าหมายของเราคือยังจะรักษาเรตติ้งเฉลี่ยและอัตราค่าโฆษณาเอาไว้ โดยในปีนี้อัตราเฉลี่ยค่าโฆษณาของช่องจะอยู่ที่นาทีละ 62,000 บาท สูงสุดอยู่ที่นาทีละ 420,000 บาท ที่รายการหน้ากากนักร้องสามารถทำได้ ขณะที่รายได้ทั้งปีที่ตั้งไว้ 2,800 ล้านบาท ก็จะยังไม่มีการปรับเพิ่ม เพราะน่าจะเร็วเกินไปคงต้องรอเวลาอีกสักระยะ”

นายชลากรณ์กล่าวอีกว่า ภายในเดือนนี้จะเดินทางไปหารือกับเฟซบุ๊ก เพื่อดูว่าจะทำอะไรร่วมกันได้บ้าง หลังจากที่เฟซบุ๊กเริ่มให้ความสำคัญกับตลาดเมืองไทยมากขึ้น เพราะเห็นในศักยภาพไทยที่มีการใช้งานเฟซบุ๊กกันอย่างแพร่หลาย โดยปัจจุบันเฟซบุ๊กจ้างเวิร์คพอยท์ให้บริการเฟซบุ๊กไลฟ์ Live อยู่ แต่ยังไม่มีเงื่อนไขการแบ่งรายได้ระหว่างกัน ต่างจากยูทูบซึ่งเป็นของกูเกิล มีการทำงานร่วมกันและแบ่งรายได้ระหว่างกัน

ส่วนสำหรับไลน์ (Line) นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขเกี่ยวกับทำรายการเอ็กซ์คลูซีฟของเวิร์คพอยท์บนช่องไลน์ทีวี จากปัจจุบันที่ไลน์ซื้อรายการบางส่วนของเวิร์คพอยท์ไป และได้สิทธิ์ออกอากาศที่ไลน์ทีวีก่อนเป็นที่แรก ซึ่งแนวทางทั้งหมดจะช่วยเพิ่มรายได้ของช่องเวิร์คพอยท์จากทางออนไลน์ให้เติบโตมากขึ้น.

 

กสทช.กำชับค่ายมือถือรับมือ สัญญาณไม่สะดุดช่วงหยุดยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905280


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์วันที่ 13-17 เม.ย.นี้ เป็นช่วงที่มีสถิติการใช้โทรศัพท์มือถือกันมาก โดยประชาชนนิยมติดต่อสื่อสารและส่งข้อความอวยพรกันผ่านแอพพลิเคชันหรือคลิปวีดิโอสั้นจากโทรศัพท์มือถือ ทำให้ กสทช.

เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้งานในช่วงดังกล่าว จึงได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือทุกรายให้เพิ่มขีดความสามารถและระมัดระวังในการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และแก้ไขปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม เครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ที่นำมาใช้ในการให้บริการ ที่ต้องสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลาช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในการติดต่อสื่อสารผ่านบริการมือถือ และเพื่อป้องกันมิให้คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการมือถือในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง

“การดำเนินการทั้งหมดของสำนักงาน กสทช.เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับประชาชนให้สามารถใช้บริการโทรศัพท์มือถือได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาในการใช้งานในช่วงวันหยุดสงกรานต์”.

 

ปลื้มฝรั่งขนเงินลงทุนหุ้นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905277


4 เดือนมีบริษัทใหม่ระดมทุน 2.7 หมื่นล้านขยายกิจการ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์ว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้มีบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) รวมกัน 9 บริษัท มีมูลค่าระดมทุน รวม 27,277 ล้านบาท และคิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตแคป) ณ ราคาเสนอขายหุ้น (ไอพีโอ) รวมกว่า 93,900 ล้านบาท โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปขยายกิจการเพื่อรองรับการแข่งขันและความ ต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการนำเงินไปชำระหนี้ และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ และตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 3 เม.ย.นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้ว 7,580.48 ล้านบาท เป็นการกลับเข้ามาซื้อสุทธิอีกครั้งหลังจากช่วงที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่า สาเหตุที่ต่างชาติกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง เนื่องจากมีมุมมองที่เป็นบวกต่อ ทิศทางการเมืองไทยมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเดินตามโรดแม็ปที่รัฐบาลกำหนดไว้ ขณะที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีความน่าสนใจ โดยมีผลประกอบการที่ดีขึ้น อีกทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯมีความไม่แน่นอนด้านนโยบายสูง จึงทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ส่วนมุมมองนักวิเคราะห์ที่คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 60 จะโตในอัตราที่ต่ำกว่าปี 59 นั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เนื่องจากปี 60 กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยโตจากฐานปี 59 ที่สูง และที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆยังคงมองว่าเศรษฐกิจไทยและตัวเลขจีดีพีมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก และเชื่อว่าจากราคาน้ำมันที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากจะส่งผลเชิงบวกต่อกำไรบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ขณะราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายตัวสูงขึ้นจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น และยังมั่นใจว่าการเพิ่มมูลค่ามาร์เกตแคปปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 280,000 ล้านบาท
ด้านนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกมีบริษัทใหม่เข้าซื้อขายในตลาด
เอ็มเอไอ 5 บริษัท ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าไว้ 15 บริษัท และมีแผนหาบริษัทมาเข้าตลาดมากขึ้น โดยเตรียมเดินสายพบผู้ประกอบการ สภาอุตสาหกรรม และหอการค้าในจังหวัดต่างๆเพื่อเชิญชวนให้ธุรกิจต่างๆเข้ามาจดทะเบียน.

 

ครม.อนุมัติขยายเวลาก่อหนี้ผูกพันงบประมาณกรมเจ้าท่าอีก 3 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 20:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905116


ครม.อนุมัติขยายเวลาก่อหนี้ผูกพันงบประมาณกรมเจ้าท่าวงเงิน 340 ล้านบาท เพิ่มอีก 3 ปีเป็น 2555-2562 เพื่อจัดระบบจราจรทางน้ำ-ระบุตำแหน่งของเรือที่แล่นอยู่บนน่านน้ำไทยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันงบประมาณและขยายระยะเวลาเบิกจ่ายเงินรายการค่าก่อสร้างและจัดหาระบบตรวจจับอ่าวไทยตอนบนของกรมเจ้าท่า หรือ VTS (Vessel Traffic System) วงเงิน 340 ล้านบาท จากเดิมที่ระยะเวลาโครงการอยู่ระหว่างปี 2555-2559 แต่ได้มีความล่าช้าในการจัดหา จึงขอขยายเวลาเพิ่มอีก 3 ปี เป็นช่วงปี 2555-2562 ส่วนด้านการจัดสรรงบประมาณตามงวดงานในครั้งนี้ จะเบิกจ่ายก่อนราว 166 ล้านบาท ส่วนอีก 174 ล้านบาท จะดำเนินการจัดหาในงบประมาณงวดต่อไป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นการจัดระบบจราจรทางน้ำและระบุตำแหน่งของเรือที่แล่นอยู่บนน่านน้ำประเทศไทย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการจัดจราจรทางน้ำในเขตอ่าวไทย หลังจากที่ปริมาณการจราจรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคขนส่งสินค้าทางเรือที่ท่าเรือใหญ่อย่างแหลมฉบัง นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถสนับสนุนมาตรฐานความปลอดภัยทางการเดินเรือของประเทศ รวมถึงป้องกันเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์.

 

สรรพากร เปลี่ยนวิธีชำระอากรแสตมป์เป็นจ่ายเงินสดเอื้อผู้ประกอบการธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 20:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905107


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงนาม MOU กับกรมสรรพากร เปลี่ยนวิธีชำระอากรแสตมป์ จากเดิมที่ผู้ประกอบการธุรกิจต้องซื้อมาติดบนเอกสาร เป็นจ่ายเงินสดต่อนายทะเบียนได้เลย

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับกรมสรรพากร ในการเป็นตัวแทนจัดเก็บอากรแสตมป์แทนกรมสรรพากร สำหรับตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร ที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยต่อไปผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องซื้ออากรแสตมป์มาติดบนเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด แต่สามารถจ่ายเงินสดต่อนายทะเบียนได้ทันที ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจลดระยะเวลาในการติดต่อกับภาครัฐ และประหยัดเวลาในการทำธุรกิจได้เพิ่มขึ้น

“ปกติเวลายื่นเอกสารการจดทะเบียนนิติบุคคล กฎหมายจะกำหนดให้ต้องติดอากรแสตมป์ ทำให้เอกชนมีความยุ่งยากไปหาซื้ออากรแสตมป์มาติด ซื้อมาเกินบ้าง ขาดบ้าง ทำให้เสียเวลา แต่จากนี้ไป สามารถจ่ายเงินสดที่นายทะเบียนได้เลย ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจมีความสะดวกสบายมากขึ้น”

ทั้งนี้ ตามกฎหมายประมวลรัษฎากร ได้กำหนดให้ต้องติดอากรแสตมป์ในเอกสารบางประเภทที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลตามที่กำหนดในบัญชีอากรแสตมป์ หรือสำเนาพยานหลักฐานในคดีแพ่ง แต่การลงนามครั้งนี้ กรมฯ สามารถจัดเก็บค่าอากรแสตมป์เป็นเงินสดแทนกรมสรรพากรได้

นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าว ยังเป็นการส่งเสริมให้การเปิดดำเนินการระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) อย่างครบวงจร ซึ่งกรมจะเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในวันที่ 18 เม.ย.นี้ ประสบความสำเร็จได้ตามเป้า เพราะจะทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลออนไลน์ทำได้ตั้งแต่เริ่มต้นจัดตั้งธุรกิจ การจองชื่อ การยื่นจดทะเบียน การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงการเลิกประกอบธุรกิจ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด และทำได้ตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง

“ในส่วนของอากรแสตมป์ที่มีการลงนามกับกรมสรรพากรไปแล้ว ก็จะมาช่วยสนับสนุนระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์ เพราะในช่วงการจดทะเบียนออนไลน์ หากมีเอกสารที่จะต้องติดอากรแสตมป์ ก็สามารถจ่ายเงินผ่านช่องทางของระบบได้เลย หรือถ้าไม่สะดวก ก็ให้นำโค้ดที่ได้จากระบบไปจ่ายผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นก็ได้” น.ส.บรรจงจิตต์กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่า เมื่อเปิดให้ใช้ e-Registration อย่างสมบูรณ์แล้ว จะส่งผลให้การจดทะเบียนธุรกิจของประเทศไทยเทียบเท่าประเทศที่มีแนวปฏิบัติด้านการให้บริการจดทะเบียนธุรกิจที่เป็นเลิศของโลกจาก Best Practice เช่น นิวซีแลนด์ ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น และจะช่วยยกระดับไทยให้เป็นประเทศที่ง่ายต่อการเริ่มต้นธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยคาดว่า ผลการจัดอันดับความยาก ง่ายในการประกอบธุรกิจด้านการเริ่มต้นธุรกิจ (Starting Business) ปี 61 ไทยจะมีอันดับที่ดีขึ้นกว่าเดิมแบบก้าวกระโดดอย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น

 

USTR ติงไทยแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาช้า เล็งรายงาน ‘ทรัมป์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 20:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905067


สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ติงไทยแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล่าช้า เตรียมนำผลการประชุมรายงาน ‘ทรัมป์’

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (TIFA JC) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งถือเป็นการหารืออย่างเป็นทางการครั้งแรกภายใต้รัฐบาลของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ

สำหรับประเด็นการหารือส่วนใหญ่เป็นการติดตามความคืบหน้าการดำเนินการให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลของไทยในหลายเรื่อง เช่น การคุ้มครองและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงาน และการเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ โดยสหรัฐฯ เห็นว่าไทยยังแก้ไขปัญหาต่างๆ ล่าช้า โดยเฉพาะทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสหรัฐฯ จะนำผลการประชุมทั้งหมดไปรายงานต่อนายทรัมป์

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางความร่วมมือในแบบหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐฯ จะแจ้งรายชื่อหน่วยงาน และบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ที่ควรจัดทำความร่วมมือกับไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแบบ win-win ต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้หารือแก้ไขประเด็นเชิงเทคนิค เพื่อนำไปสู่การขยายการค้าการลงทุน โดยไทยได้เน้นถึงความคืบหน้าในการดำเนินการให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลในหลายเรื่อง อาทิ การคุ้มครองและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองสิทธิแรงงาน และการเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติ รวมทั้งผลักดันให้สหรัฐฯ พิจารณาเพิ่มเติมสิทธิทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ในสินค้าเครื่องเดินทางให้กับทุกประเทศที่ได้รับสิทธิภายใต้โครงการจีเอสพี เนื่องจากการขยายสิทธิดังกล่าวเป็นความต้องการของภาคเอกชนของสหรัฐฯ เช่นกัน

ขณะที่ ประเด็นนโยบายการเจรจาความตกลงการค้าระหว่างประเทศ หลังจากสหรัฐฯ ประกาศยุติการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) นั้น เบื้องต้น ยังอยู่ระหว่างกำหนดนโยบายและการแต่งตั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งจะมีความชัดเจนหลังจากนี้

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงได้ประชุมระดับบริหาร เพื่อวางมาตรการรองรับต่อคำสั่งของนายทรัมป์ ซึ่งทุกฝ่ายเร่งจัดเตรียมข้อมูล เพื่อจัดหมวดหมู่สินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ ก่อนจะนัดหารือกับภาคเอกชนเจาะรายอุตสาหกรรมในช่วงวันที่ 10-11 เม.ย.นี้

อย่างไรก็ดี ในการประชุม TIFA ทั้ง 2 ประเทศได้กำหนดวันที่จะประชุมร่วมกันมานานแล้ว ไม่ได้เป็นการหารือในเรื่องของคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อคู่ค้า 16 ประเทศ ที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ แต่อย่างใด.

 

บอร์ดรถไฟจ่อเคาะทีโออาร์ทางคู่ หัวหิน-ประจวบฯ เป็นเส้นแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 19:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905097


บอร์ดรถไฟจ่อเคาะทีโออาร์ทางคู่ บอร์ดรถไฟเตรียมเคาะทีโออาร์รถไฟทางคู่หัวหิน-ประจวบฯ เป็นเส้นทางแรก คาดเปิดประมูลได้ช่วงปลายเดือน เม.ย.

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ กรรมการและรักษาการ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า วันที่ 6 เม.ย.นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. จะมีการพิจารณายกเลิกเงื่อนไขการประมูลหรือ ทีโออาร์ (TOR) รถไฟทางคู่ 5 เส้นทางในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 11/2560 และจะพิจารณา TOR ใหม่ให้สอดคล้องกับมติของคณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) ที่มี นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธาน

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งนี้จะเสนอทีโออาร์ใหม่ของรถไฟทางคู่ ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กิโลเมตร ให้บอร์ดเห็นชอบเป็นโครงการแรก เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมูลค่าต่ำที่สุดและไม่ต้องแบ่งสัญญางานโยธาเหมือนโครงการอื่น โดยเมื่อแยกสัญญาระบบอาณัติสัญญาณออกไปแล้ว เส้นทางช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์จะเหลือสัญญางานโยธาและระบบราง 1 สัญญาเท่าเดิม แต่มูลค่าสัญญางานโยธาจะลดลงจาก 9,800 ล้านบาท เหลือประมาณ 8,500 ล้านบาท ทั้งนี้ ทีโออาร์ เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ จะเป็นต้นแบบของอีก 4 โครงการที่เหลือ

ดังนั้น ถ้าบอร์ด รฟท. เห็นชอบทีโออาร์เส้นทางแรกแล้ว ก็จะทำให้โครงการอื่นๆ จัดทำทีโออาร์ใหม่ได้ง่าย ขณะเดียวกัน ถ้าเห็นว่าทีโออาร์โครงการอื่นไม่แตกต่างจากเส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก ก็จะขอให้บอร์ด รฟท. เห็นชอบหลักการ TOR ใหม่ในคราวเดียวกัน เพื่อความรวดเร็ว โดยส่วนตัวตั้งเป้าว่าจะผลักดัน ทีโออาร์ รถไฟทางคู่ใหม่สัปดาห์ละ 1 เส้นทาง

“ถ้าบอร์ดเห็นชอบ ทีโออาร์เส้นทางรถไฟทางคู่หัวหิน-ประจวบฯ ก็เปิดรับฟังความคิดเห็นก่อนช่วงสงกรานต์ หากทุกอย่างราบรื่นก็จะประกาศเชิญชวนเอกชนให้ร่วมประมูลได้ช่วงปลายเดือน เม.ย. และคาดว่าจะได้ตัวในเดือน มิ.ย. ตามเป้าหมายของรัฐบาล ส่วนโครงการอื่นๆ จะทยอยตามมาไล่เลี่ยกัน”

นอกจากนี้ ต้องเสนอให้บอร์ด รฟท. ทบทวนโครงการรถไฟทางคู่ 9 เส้นทาง ระยะทาง 2,217 กิโลเมตร มูลค่ารวม 390,000 ล้านบาท ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (Action Plan) ปี 2560 เพื่อให้โครงการรถไฟทางคู่ทั้งหมดสอดคล้องกับความเห็นของซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง.

 

ออมสิน ผุด ‘ธนาคารผู้สูงวัย’ ออกเงินฝากเผื่อเรียกประชารัฐ ดอก 1% ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/905015


ออมสิน เปิดตัว “ธนาคารผู้สูงวัย” ออกผลิตภัณฑ์สำหรับคนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เงินฝากเผื่อเรียก เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100 ไม่เกิน 1 ล้าน จำกัดคนละ 1 บัญชี ดอกเบี้ย 1% ต่อปี จ่อคลอดสินเชื่อที่อยู่อาศัย นำบ้าน-ที่ดินมาค้ำประกัน…

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้พัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินที่จะให้บริการสำหรับผู้สูงวัยในชื่อ “ธนาคารผู้สูงวัย” เพื่อให้ได้รับบริการที่เหมาะสมพร้อมการดูแลเป็นอย่างดี โดยพร้อมที่จะให้บริการแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งธนาคารออมสินได้เลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินและกิจกรรมต่อเนื่องสำหรับผู้สูงวัยโดยเฉพาะ อีกทั้งเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยให้ยังคงสามารถดำเนินชีวิตโดยมีสถานะการเงินที่มีความมั่นคงในอนาคตที่จะมาถึงอีกไม่นานจากนี้

สำหรับธนาคารผู้สูงวัยนี้ ประกอบด้วย 1. บริการทางการเงินเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ได้แก่ เงินฝากเผื่อเรียกประชารัฐผู้สูงวัย รับฝากเฉพาะบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 100 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี (ดอกเบี้ยเพิ่ม 100% จากเงินฝากเผื่อเรียกปกติของธนาคารฯ อยู่ที่ 0.50% ต่อปี)

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษผู้สูงวัย รับฝากเฉพาะบุคคลธรรมดาอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท รับฝากสูงสุดรายละไม่เกิน 1 ล้านบาท เปิดได้คนละ 1 บัญชี ระยะเวลารับฝาก 24 เดือน อัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (Step Up) คือ เดือนที่ 1-6 = 1.00% ต่อปี เดือนที่ 7-12 = 1.50% ต่อปี เดือนที่ 13-18 = 2.00% ต่อปี และเดือนที่ 19-24 = 3.00% ต่อปี คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.875% ต่อปี (เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.206% ต่อปี)

2. ผลิตภัณฑ์สินเชื่อและสิทธิพิเศษสำหรับผู้สูงวัย ได้แก่ สินเชื่อประชารัฐเพื่อผู้สูงวัย ผู้กู้อายุ 60-70 ปี วงเงินกู้ 200,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน (Flat Rate) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าเมื่อสมัครถือบัตรออมสิน GSB VISA Debit Smart Life และยกเว้นค่าเบี้ยประกันชีวิตเพื่อประกันสินเชื่อ โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยรับประกันสินเชื่อ นอกเหนือจากใช้บุคคลค้ำประกัน และยังได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น “โครงการชีวิตดี มีธรรมะ กินอย่างไร ไร้โรคา” เป็นต้น

ทั้งนี้ ธนาคารฯ ได้เปิดให้บริการสินเชื่อประเภทนี้เมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่าได้รับความสนใจมีผู้ใช้บริการแล้ว 245 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 17.73 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2560) ขณะเดียวกัน ยังมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage) เงินกู้สำหรับนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพ โดยนำที่อยู่อาศัยของตนเองมาค้ำประกันสินเชื่อ คุณสมบัติผู้กู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ธนาคารฯ ให้วงเงินกู้ 70% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ กรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคารค้ำประกัน และให้วงเงินกู้ 60% กรณีใช้ห้องชุดค้ำประกัน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 6% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้อีก 2 เดือน จะเปิดตัวสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเรื่องเงื่อนไขการให้สินเชื่อ โดยเบื้องต้นจะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สามารถนำสินทรัพย์ที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ ระยะเวลาให้สินเชื่อ 25 ปี ทยอยจ่ายเป็นรายเดือน จนครบอายุ 85 ปี โดยผู้กู้สามารถเลือกจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายเดือน หรือให้ธนาคารหักในวงเงินที่ทยอยจ่ายให้ก็ได้

สำหรับวงเงินกู้ ธนาคารจะให้วงเงินกู้ 70% ของราคาประเมินหลักทรัพย์ กรณีใช้ที่ดินพร้อมอาคารเป็นหลักประกัน และให้วงเงินกู้ 60% กรณีใช้ห้องชุดค้ำประกัน โดยผู้กู้หรือญาติสามารถมาซื้อคืนได้ก่อนครบสัญญาหรือในกรณีที่ผู้กู้เสียชีวิต แต่หากไม่ต้องการซื้อคืนสามารถฝากขายกับธนาคารได้ โดยกำไรส่วนต่างจากการขายจะโอนให้ผู้กู้หรือญาติ เบื้องต้นกำหนดวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท แต่หากเต็มจำนวนก็สามารถเพิ่มวงเงินได้ โดยปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าสินเชื่อที่อยู่อาศัยกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งหากผ่อนชำระหมดสามารถนำมาเข้าโครงการได้ โดยในระยะนำร่องโครงการ จะเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ขอกู้ที่อยู่อาศัยเป็นโครงการหมู่บ้านจัดสรร หรือคอนโดมิเนียมก่อน เพราะสามารถขายได้ง่าย ส่วนบ้านนอกโครงการ เช่น ที่อยู่ใกล้ชุมชนแออัด จะพิจารณาในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเคหะลูกกตัญญูดูแลบุพการี สำหรับผู้กู้อายุ 20 ปีขึ้นไป มีอาชีพมีรายได้แน่นอน มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกันและดูแลอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายทั้งของตนเองหรือของคู่สมรส โดยมีหลักฐานการใช้สิทธิ์หักลดหย่อนภาษีประจำปีจากกรมสรรพากรไม่น้อยกว่า 1 ปีภาษี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในปีแรก 0% ปีที่ 2 = MRR-2.75% ปีที่ 3 = MRR-1.50% และปีที่ 4 = MRR-0.75% ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ให้แก่ธนาคารฯ 25 ปี โดยจะพิจารณาหลักประกันจากต้องเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้กู้ ต้องเป็นโครงการบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม

นอกจากเหนือจากบริการทางการเงินดังกล่าวแล้ว ยังได้จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลผู้สูงวัยในชุมชนประชารัฐสีชมพู ที่ได้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในสังคมชุมชนตัวเองอย่างมีคุณค่าด้วยการสร้างเสริมศักยภาพของชุมชน ได้แก่ โครงการดูแลสุขภาพผู้สูงวัย โครงการพัฒนาอาชีพสำหรับผู้สูงวัยหลังเกษียณอายุ เป็นต้น โดยจะดำเนินการโครงการต่างๆ เพิ่มเติมอีกต่อไปอย่างต่อเนื่อง.

 

ครม.เห็นชอบเปิดทางผู้สิ้นสภาพทำประกันสังคมได้ ไม่ต้องจ่ายเงินย้อนหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 18:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904957


ครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน เปิดโอกาสให้ผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เพราะไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินประกันสังคม มีโอกาสกลับเป็นผู้ประกันตนอีกครั้ง โดยไม่จ่ายเงินสมทบย้อนหลัง

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 60 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน โดยให้ผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เพราะไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินประกันสังคม มีโอกาสกลับเป็นผู้ประกันตนอีกได้ เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนผู้เป็นหลักประกันตน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากำหนดให้ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม เมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หากมีความประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อ ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 6 เดือน นับตั้งแต่วันสิ้นสุดการเป็นผู้ประกัน

นายณัฐพร กล่าวอีกว่า หากผู้ประกันตนที่ขอต่ออายุขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือน จะสิ้นสภาพทันที ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีผู้สิ้นสภาพสูงถึง 950,000 ราย ทำให้กระทรวงแรงงานเสนอกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสามารถกลับมาเป็นผู้ประกันตนได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังแม้ขาดส่งเป็นระยะเวลา 20 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีทุพพลภาพ กรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ

 

ปตท. ชวนตรวจสภาพรถฟรี เพื่อความปลอดภัยรับสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 เม.ย. 2560 18:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904937


บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการลดใช้พลังงาน และเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่ง ปตท. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) บริการตรวจเช็กเครื่องยนต์ฟรี 25 รายการในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. PTT Fit Auto และ ProCheck รวม 138 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันนี้ – 10 เมษายนนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pttplc.com และ PTT Contact Center โทร.1365