สามารถเทลคอม ร่วมมือ ทาเลส นำเสนอระบบ Cyber Security Solutions ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 เม.ย. 2560 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904347


สามารถเทลคอม ร่วมมือ ทาเลส นำเสนอระบบ Cyber Security Solutions ครบวงจร นายเจริญรัฐ วิไลลักษณ์ (กลางขวา) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ กรรมการบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) และ มิสซิส ปาสคาล ชูรี่ (Mrs. Pascale Sourisse)(กลางซ้าย) รองประธานกรรมการบริหารอาวุโสฝ่ายพัฒนาระหว่างประเทศ บริษัท ทาเลส จำกัด (THALES) ร่วมลงนามสัญญาความร่วมมือระหว่าง SAMART Telcoms และ Thales พร้อมทั้งจัดสัมมนาด้าน Cyber Security Solutions ให้กับแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมเป็นสักขีพยานในงาน

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้กลุ่มบริษัทสามารถเทลคอม ผู้นำด้านเทคโนโลยีสื่อสารสารสนเทศครบวงจร ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอยู่ในธุรกิจนี้มานานกว่า 30 ปี และบริษัท Thales ผู้นำทางด้าน Security ระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันพัฒนาและนำเสนอ Cyber Security Solution แบบครบวงจร พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือ Cyber Security Operation Center โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยพิธีเซ็นสัญญาดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องพินนาเคิล โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล

 

กสทช. กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณ ช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 11:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904337


กสทช. กำชับโอเปอเรเตอร์ดูแลคุณภาพสัญญาณ พร้อมให้เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ 13-17 เม.ย.60

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย วันที่ 13-17 เม.ย. 2560 เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่มีสถิติการใช้โทรศัพท์กันมาก ประชาชนนิยมติดต่อสื่อสารและส่งข้อความอวยพรกันผ่านแอปพลิเคชัน หรือคลิปวิดีโอสั้น จากโทรศัพท์เคลื่อนที่ ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลที่ทุกคนในครอบครัวมารวมตัวกัน

สำนักงาน กสทช. เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้บริการในการติดต่อสื่อสารผ่านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเพื่อป้องกันมิให้คุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงเวลาดังกล่าวลดลง สำนักงานฯ จึงได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย ให้เพิ่มขีดความสามารถและความระมัดระวังในการดูแลบำรุงรักษา ซ่อมแซม และแก้ไขปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม เครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดระยะเวลาช่วงเทศกาลสงกรานต์

“การดำเนินการทั้งหมดของสำนักงาน กสทช. ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และไม่มีปัญหาในการใช้งานในช่วงวันหยุดสงกรานต์” นายฐากร กล่าว.

 

เลย์ สองรสในซองเดียว สานต่อกลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 10:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904270


‘เลย์’ สานต่อกลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง จับมือ ‘ณเดชน์ – ญาญ่า’ ส่งบทเพลงพิเศษรับซัมเมอร์ ผ่านแคมเปญล่าสุด ‘เลย์ ทูอินวัน (Lay’s 2IN1)’ ความสุขยกกำลัง 2 สองรสในซองเดียว…

นายเคิร์ท พรีชอว์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า เลย์ เปิดตัวแคมเปญใหม่ “เลย์ ทูอินวัน (Lay’s 2IN1)” ความสุขยกกำลัง 2 สองรสในซองเดียว รวมเอา 2 รสชาติที่ยิ่งกินคู่กันยิ่งอร่อยมาไว้ในซองเดียว ให้มีความสุขแบบยกกำลัง 2 ทั้ง “เลย์ ทูอินวัน รสกุ้งเผา+รสน้ำจิ้มซีฟู้ด” เอาใจคอซีฟู้ด ด้วยเลย์รสกุ้งเผา ส่งกลิ่นหอมกรุ่น เสิร์ฟคู่กับรสน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดเผ็ดซี๊ดจี๊ดจ๊าด บนมันฝรั่งแผ่นหยักกรุบกรอบ และ “เลย์ ทูอินวัน กลิ่นหมูย่าง+กลิ่นซอสบาร์บีคิว” เลย์กลิ่นหมูย่างที่หมักเครื่องเทศกลิ่นหอมชวนลิ้ม มาพร้อมกับเลย์กลิ่นซอสบาร์บีคิวสุดเข้มข้น บนมันฝรั่งแผ่นเรียบ ซึ่งมีวางจำหน่ายแล้วที่ร้านค้าทั่วไป ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เลย์ ยังคงเดินหน้ารุกตลาด โดยยังคงเน้นไปที่กลยุทธ์ “มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง (Music Marketing)” ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากแคมเปญ “เลย์ ซัมเมอร์” ในปีที่ผ่านๆ มา จนกลายเป็นวลีฮิตติดปากผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น “หรอย หร่อย เลย์” หรือ “รักเลย รักเลย์” โดยในปีนี้ เลย์ ได้ดึงตัวศิลปินและนักแต่งเพลงแถวหน้าอย่าง “สิงโต นำโชค” มาร่วมแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณาชุดล่าสุด ที่มีสองพรีเซ็นเตอร์คู่จิ้นตลอดกาล ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ มาร่วมร้อง เล่น เต้นจัดเต็ม โดยภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ได้เริ่มออกอากาศพร้อมกันผ่านสื่อโทรทัศน์ สื่อ ณ จุดขาย และสื่อออนไลน์ ในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านี้ “สิงโต นำโชค” ยังได้ส่งบทเพลงสุดพิเศษที่ชื่อ “ความสุขยกกำลัง 2” เวอร์ชั่นเต็ม พร้อมกับมิวสิกวีดิโอความยาว 2 นาที ในบรรยากาศของท้องทะเล สายลม แสงแดด โดยเรื่องราวเล่าถึงคนที่มีความชอบไม่เหมือนกัน แต่พอมาอยู่ร่วมกันแล้วไปด้วยกันได้ดี เหมือน “เลย์ ทูอินวัน” โดยได้จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง Joox แอปพลิเคชันฟังเพลงออนไลน์ เปิดตัวบทเพลงและมิวสิกวิดีโอ “ความสุขยกกำลัง 2” อย่างเป็นทางการ โดยบทเพลงดังกล่าวจะถูกบรรจุอยู่ในเพลย์ลิสต์ “เลย์ 2IN1 ชิลยกกำลัง 2” ที่ให้ผู้บริโภคเต็มอิ่มไปกับบทเพลงสุดชิลสำหรับซัมเมอร์นี้ นอกจากนี้ เลย์ ยังมีเตรียมจัดกิจกรรม Live Streaming โดยเปิดโอกาสให้แฟนๆ  ของเลย์ สามารถรับชมสองพรีเซ็นเตอร์ผ่านหน้าจอมือถือแบบเรียลไทม์ผ่านทาง http://www.facebook.com/LaysThailand ในวันที่ 7 เมษายน ระหว่างเวลา 14.00-15.00 น. พร้อมกันทั่วประเทศ

“เลย์เชื่อว่ากลยุทธ์ “มิวสิก มาร์เก็ตติ้ง (Music Marketing)” ที่สร้างสรรค์ขึ้นในครั้งนี้ จะสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภค จนกลายเป็นที่จดจำ และยังเชื่อว่า “เลย์ ทูอินวัน (Lay’s 2IN1)” จะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ซึ่งแคมเปญนี้น่าจะช่วยปลุกตลาดขนมขบเคี้ยวในเมืองไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 3 หมื่นล้านบาท ให้มีความคึกคักตลอดช่วงซัมเมอร์นี้อีกด้วย” นายเคิร์ท กล่าว.

 

ไทยพาณิชย์เตรียมความพร้อมก้าวสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 เม.ย. 2560 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900981


ธนาคารไทยพาณิชย์ เตรียมความพร้อมบุคลากรรับมือการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการเงินในยุคดิจิทัล ระดมกูรูด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งเทคโนโลยี และกฎหมายการเงินสมัยใหม่ จัดสัมมนาหลักสูตร “FINTECH และ BLOCKCHAIN นวัตกรรมการเงินยุคดิจิทัลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” นำเสนอมุมมองตีแผ่รอบด้าน พร้อมเจาะลึกหลักเกณฑ์และกฎหมายเพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการพร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งเต็มรูปแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางวัลลยา แก้วรุ่งเรือง รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Legal and Control Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีทางการเงินในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่ม Fintech และ Blockchain ที่ปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกการเงิน อีกทั้งสามารถเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ธนาคารจึงวางแผนการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กร และเพื่อยกระดับประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งต่อให้กับลูกค้า ขณะที่หลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็นับเป็นประเด็นสำคัญที่องค์กรจำเป็นต้องก้าวตามอย่างเท่าทัน เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายใหม่ๆ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงินออกมาบังคับใช้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นธนาคารจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายและกฎระเบียบอย่างถ่องแท้ โดยจัดตั้งทีมกฎหมายดิจิทัลขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจในการเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางเงินในรูปแบบดิจิทัลแบงก์กิ้งด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบบริการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าที่หันมาใช้ธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น และเป็นไปตามหลักเกณฑ์และสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

โดยธนาคารได้จัดงานสัมมนาหลักสูตร “FINTECH และ BLOCKCHAIN นวัตกรรมการเงินยุคดิจิทัลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” ให้กับหน่วยงานภายในธนาคาร โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งเทคโนโลยี และกฎหมายการเงินสมัยใหม่ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ ประกอบด้วยนายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร Digital Ventures และรักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ บรรยายหัวข้อ แม่น้ำเปลี่ยนทิศ-การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการปรับตัว นายบัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หัวข้อ กฎเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยกับเทคโนโลยีการเงิน นางสาวอาจารีย์ ศุภพิโรจน์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเงิน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หัวข้อ ก.ล.ต. ยุค Fintech และ Blockchain ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโสบริษัท G-Able และผู้เชี่ยวชาญ Blockchain หัวข้อ Blockchain เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการเงิน นางสาวพลอย เจริญสม ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมาย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน) หัวข้อ Fintech Blockchain และกฎหมายดิจิทัล ธนาคารเชื่อมั่นว่าข้อมูลและความรู้จากมุมมองของวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการก้าวสู่ดิจิทัลแบงก์กิ้งอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในอนาคต

 

ทองเปิดตลาด ปรับขึ้น 150 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 10:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904292


ทองไทยเปิดตลาด ปรับขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายบาทละ 20,950…

เวลา 09.37 น. วันที่ 4 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 150 บาท โดยราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950

ขณะที่สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (3 เม.ย.) จากนักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลง จากการชะลอตัวของภาคการผลิตและยอดขายรถยนต์ของสหรัฐฯ ที่ร่วงลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยสัญญาทองคำตลาดโคแมกซ์ ส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 2.8 ดอลลาร์ หรือ 0.22% ปิดที่ระดับ 1,254 ดอลลาร์/ออนซ์.

 

ไม่พลาดโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 เม.ย. 2560 07:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904212


ประชาชนทุกสาขาอาชีพที่มีรายได้น้อย ต่างนำเอกสารหลักฐานมาร่วมลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ซึ่งเปิดเป็นวันแรก ที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ย่านสะพานควาย เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หลังจากรัฐบาลได้เปิดให้ลงทะเบียนคนจนรอบที่สอง ระหว่างวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.นี้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วงเล็กน้อย จากแรงฉุดกลุ่มยานยนต์-กังขานโยบายทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 06:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904180


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ จากการลดลงของหุ้นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการออกนโยบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 3 เม.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 13.01 จุด หรือ 0.06% ปิดที่ 20650.21 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.88 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 2358.84 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 17.06 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 5894.68 จุด

เมื่อวันจันทร์ หุ้นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น ฟอร์ด และ เจเนอรัล มอเตอร์ส ลดลง 1.8% และ 3.2% ตามลำดับ เพราะยอดขายรถยนต์ประจำเดือนมี.ค.ที่น่าผิดหวัง เว้นเพียง เทสลา มอเตอร์ส ที่หุ้นพุ่ง 7.4% หลังพวกเขาทำยอดส่งมอบรถยนต์และยอดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของพวกเขาในช่วงไตรมาสที่ 1 มากเป็นสถิติใหม่ ทำให้มูลค่าตามราคาตลาดแซงหน้าคู่แข่งตลอดกาลอย่างฟอร์ด กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์หมายเลข 2 ของสหรัฐฯ รองจาก เจเนอรัล มอเตอร์ส

ขณะที่นักวิเคราะห์ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ จะสามารถผ่านกฎหมายลดภาษีและอื่นๆ ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นความสงสัยที่หน่วงตลาดโดยรวมมาตลอดหลายสัปดาห์

 

แค่จะกลับบ้านยังมีเรื่อง! แท็กซี่ VS อูเบอร์ ถึงเวลาสางหรือยัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903851


“เดี๋ยวเราเรียกอูเบอร์ก็ได้ เพราะเรารีบจะกลับบ้าน”

“พ่อ…อูเบอร์มันผิดกฎหมายนะ”

“งั้นเราเรียกแท็กซี่แล้วกัน”

โบก…คันแรก…ไม่ไป
โบก…คันที่สอง..ขับผ่าน…

ด้วยอารมณ์ที่สะสมมาว่าทำไมแท็กซี่ถึงตอกย้ำเรื่องภาพลักษณ์บริการแย่ๆ ด้วยเหตุนี้ “บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” จึงใช้เท้าเตะไปที่รถแท็กซี่ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าอาจจะเป็นการบันดาลโทสะจนเกิดข้อถกเถียงกันอย่างในคลิป กระทั่งมีวลีเด็ด “มายิงกันสักนัดไหม…?” ออกมาจากปากของแท็กซี่…

“เรื่องใหญ่ของเรื่องนี้คือ ไม่ใช่ “บอย ถกลเกียรติ” ทะเลาะกับแท็กซี่ แต่เราทั้งสองคนเป็นเหยื่อของระบบ ซึ่งแท้ที่จริงเราจะใช้บริการอะไรก็ได้ แต่กฎหมายกำลังจำกัดทางเลือกของประชาชน…สิ่งที่อยากตั้งคำถามคือ ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้ ระบบมันคืออะไร ตัวกฎหมายกำลังจำกัดตัวเลือกหรือไม่

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสองคนกล่าวขอโทษกันและกัน และมีหลายเรื่องคลาดเคลื่อนจากข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่เชื่อว่าประเด็นเหล่านี้ยังคงค้างคาและไม่หมดไป

ทั้งหมดคือ ความรู้สึกของ “บอย ถกลเกียรติ” ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ใช้บริการสาธารณะพื้นฐานของประเทศ แต่กลับต้องมามีเรื่องมีราวถึงขั้นขึ้นโรงพักแถลงข่าวใหญ่โต

ใช่แล้ว…วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอนำประเด็นร้อน “แท็กซี่สาธารณะ” VS “อูเบอร์” มากล่าวถึงกันอีกครั้ง…

ถูกใจผู้ใช้ แต่ไม่ถูกกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 “อูเบอร์” (Uber) ยังคงทำผิดกฎหมายเนื่องจากใช้รถยนต์ผิดประเภท ฐานนำรถส่วนบุคคลมาใช้รับจ้างบรรทุกผู้โดยสารมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท…

ที่ผ่านมา “อูเบอร์” เจอ “ตอ” เพราะถูกล่อซื้อจับไปแล้วทั้งเชียงใหม่ กรุงเทพฯ แต่ อูเบอร์ก็ยังยืนกรานจะให้บริการต่อไป ซึ่งทางอูเบอร์ อ้างว่าไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับเองต่างหาก

ขณะที่ตัวอูเบอร์เองก็มองตัวเองว่า ไม่ใช่คู่แข่งกับบริการรถแท็กซี่ แต่เป็นระบบร่วมเดินทาง (Ridesharing) ซึ่งนับว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินทางที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้บนสมาร์ทโฟน มาให้บริการแท็กซี่ เป็นทางเลือกใหม่ของผู้เดินทาง

ตามประวัติชาตกาลของอูเบอร์นั้น เป็นแอปพลิเคชันที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ ปี 2552 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีรถสามารถรับผู้โดยสารผ่านการนัดหมายด้วยแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ

อูเบอร์เปิดให้บริการมากกว่า 450 เมืองใน 74 ประเทศทั่วโลก ให้บริการรับส่งผู้โดยสารครบ 1 พันล้านเที่ยวในเดือนธันวาคม 2558 และครบ 2 พันล้านเที่ยวในเดือนมิถุนายน 2559 อูเบอร์ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารเฉลี่ยมากกว่า 5 ล้านเที่ยวต่อวัน มีผู้โดยสารมากกว่า 40 ล้านคนที่เรียกใช้บริการต่อเดือน มีพาร์ตเนอร์อูเบอร์ มากกว่า 1.5 ล้านคนทั่วโลกที่ยังให้บริการ

ในประเทศไทยมีผู้ร่วมขับที่เป็นผู้หญิง 12% ซึ่งสูงที่สุดในเอเชีย

“เราขอขอบคุณกระทรวงคมนาคมที่ได้ให้โอกาสหารือในประเด็นระบบการร่วมเดินทาง (Ridesharing) และเทคโนโลยีจะมีบทบาทช่วยให้การเดินทางของผู้คนมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ในที่ประชุมอูเบอร์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณากฎระเบียบใหม่ที่รองรับ Ridesharing ในประเทศไทยโดยเสนอให้ปรับแก้ พ.ร.บ.รถยนต์ (Motor Vehicle Act) ที่ใช้อยู่ 

ขณะนี้อูเบอร์มีความยินดีที่รัฐบาลเห็นด้วยกับการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับดูแล Ridesharing และประโยชน์ที่จะนำมาสู่ประเทศไทย เช่นเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาคที่ได้รับผลประโยชน์อยู่ในเวลานี้

รัฐบาลเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 6-12 เดือน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีโอกาสให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และแนวทางปฏิบัติในเวลาอันเร็ว เราขอขอบคุณผู้โดยสารและคนขับที่ให้การสนับสนุนเราอย่างท่วมท้นในเวลานี้ และเรายังยืนยันให้บริการต่อไปตามปกติ และมุ่งมั่นในการนำเสนอพันธกิจหลักที่ให้การเดินทางที่ทุกคนมั่นใจและเชื่อถือได้

นางเอมี่ กุลโรจน์ปัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายรัฐสัมพันธ์สื่อสารองค์กร ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (อูเบอร์) ยืนยันเจตนารมณ์เดิมกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ตามที่แจ้งในการประชุมหารือกับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา

ทางฝั่งอูเบอร์ เขาหวังจะดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แล้วกรมการขนส่งทางบกว่าอย่างไร…

นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีฝ่ายปฏิบัติการ กรมการขนส่งทางบกยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปกับอูเบอร์ พร้อมดูแลหากอูเบอร์ทำถูกต้องตามกฎหมายโดยนำรถในเครือข่ายสมาชิกมาจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือและกำลังว่าจ้างสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือเพื่อพัฒนาแท็กซี่ไทยให้ตรงใจประชาชน และไม่มีใครเสียประโยชน์

“หากไม่มีแท็กซี่รับจ้าง อูเบอร์เข้ามาคงไม่ผิดมากมาย เพราะไม่มีผู้เดือดร้อน ไม่มีผู้เสียหาย แต่ตอนนี้มีแท็กซี่ 1 แสนกว่าคันที่ทำถูกกฎหมายและเดือดร้อน จึงต้องนัดมาหาทางออกร่วมกัน…

ถ้ามีเหตุและผลที่รับกันได้ทั้ง 2 ฝ่ายก็จะมีข้อสรุปที่ชัดเจน ถ้าแก้กฎหมายก็ต้องมาดูกันในรายละเอียดอีกที ซึ่งจะนัดประชุมอีกครั้งไม่นานนี้”

นี่คือเสียงของ “กรรมการ” ระหว่างศึกป้ายเหลือง VS ป้ายดำ ที่คงต้องรำพันรอคำตอบกันต่อไป…

คนไทยในต่างแดนหนุนใช้ “อูเบอร์” ในประเทศไทย

ฟังจากเสียงแล้ว…พบว่าคนไทยส่วนใหญ่นั้นให้การสนับสนุน แต่… “อูเบอร์” มันดีเด่ขนาดนั้นจริงๆ หรือ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์โทร.ข้ามแดนสอบถาม ข้าราชการระดับสูงคนหนึ่ง ที่ทำงานมาแล้วหลายประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ประจำในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเขาบอกกับเราว่า…ตนเห็นด้วยที่ไทยมีอูเบอร์ เพราะทั่วโลกเขาก็ตอบรับ ยิ่งประเทศที่เน้นเรื่องการท่องเที่ยวยิ่งควรตอบรับ ในเมื่อแท็กซี่ทำไม่ดีก็ควรให้มีคนมาแข่ง ควรดำเนินไปตามแนวกระแสโลก เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชน

“ผมว่าควรแก้กฎหมายให้รองรับอูเบอร์ กฎหมายสามารถแก้ไขได้ อยู่ที่จะแก้ไหม…สิ่งที่รัฐควรทำ คือ การเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย อะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์ต้องไปทำระเบียบมารองรับ อย่างสิงคโปร์ที่ผมอยู่ เขาก็มีกฎหมายรองรับแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา

ผมนั่งอูเบอร์ 2-3 ครั้ง จริงๆ ผมมีรถประจำตำแหน่งใช้ แต่ใช้อูเบอร์ในวันหยุด ตั้งใจใช้ด้วย เพราะอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร อย่างแท็กซี่ในสิงคโปร์ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการรับ ไม่รับผู้โดยสาร แต่ว่าแท็กซี่สิงคโปร์เรียกยากมาก 15-30 นาที เป็นเรื่องปกติ การเรียกแท็กซี่ในสิงคโปร์มีทุกระบบ โทร.เรียก หรือไปยืนเรียกในจุดที่ให้แท็กซี่จอดรับผู้โดยสาร”

ขนส่งฯ ยันเร่งปราบแท็กซี่ปฏิเสธรับคนไทย ยันเจอปัญหาร้องเรียน-เร่งแก้ไข

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในช่วงท้ายว่า ปัญหาแท็กซี่ไม่รับคนไทย ยังสุ่มตรวจจับอยู่ ถ้าผู้โดยสารพบเห็น โทร.มาร้องเรียนที่ 1584 ที่นี่รับร้องเรียนเรื่องราว 24 ชั่วโมง สามารถตรวจตรา ติดตาม ลงโทษดำเนินคดี และแจ้งผลไปกับผู้ร้องเรียนทางโทรศัพท์และ SMS ด้วยว่าดำเนินการไปอย่างไร ถึงขั้นไหนแล้ว

“ส่วนเรื่องพฤติกรรมการขับที่ไม่ดีของแท็กซี่ที่มีข่าวอยู่เรื่อยๆ อันนี้เป็นสิ่งนอกเหนือที่เราจะทำได้ เพราะขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละบุคคล ถ้าเราได้รับร้องเรียนก็จะรีบลงโทษทันที”

สิ่งที่รัฐบาลควรตระหนัก ณ เวลานี้ก็คือ ไม่มีประชาชนคนไหนอยากที่จะทำผิดกฎหมาย หรือกระทั่งไปสนับสนุนบริการที่กฎหมายไม่รองรับ แต่ในความเป็นจริง …

หากเมื่อต้องทำถูกกฎหมายแล้ว แต่กลับต้องมาทนรับการให้บริการที่แย่ๆ หรือ ต้องเอาชีวิตตัวเอง และลูกเมียไปเสี่ยงแบบนี้… พวกเราประชาชน ควรทำเช่นไร

นี่คือคำถามสำคัญที่ประชาชนอยากจะถามดังๆ ไปถึงรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเช่นกัน นั่นเป็นเพราะบริการขนส่งมวลชน คือ สิทธิพื้นฐานที่รัฐบาลต้องตอบโจทย์ให้กับประชาชนทุกคนในประเทศนี้

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลคงไม่คิดทิ้งประชาชนไว้กลางทางเหมือนแท็กซี่ (บางคัน) ที่หลายคนประสบพบเจอ…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์รายงาน

 

หมูปิ้งเฮียนพ EP.1 หมดตัว ติดบูโร ไร้บ้าน สู่หมูปิ้งร้อยล้าน วันละแสนไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/894557


เพียงแค่พูดว่า ทำธุรกิจขายหมูปิ้งวันละ 1 แสนไม้ ใช่แล้ว “หนึ่งแสนไม้” ยังต้องเงี่ยหูฟังแล้วฟังอีก ด้วยความประหลาดใจในปริมาณ ยิ่งถ้าบอกว่า หมูปิ้งที่ขายนั้น ทำในโรงงานได้มาตรฐานตามหลักวิชาการและควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ตรวจสอบย้อนกลับได้ในราคาขายที่ไม่ได้แตกต่างไปจากหมูปิ้งเสียบไม้ขายกันทั่วไปทำกันง่ายๆ และไม่ปิ้งหมูขายเองด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่

ใช่แล้ววันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์”​ จะพาไปศึกษาความสำเร็จของ ธุรกิจหมูปิ้งนมสด “เฮียนพ หมูนุ่ม” ในนามบริษัท หมูนุ่ม จำกัด จากการพูดคุยกับเจ้าของและผู้บริหารหนุ่มใหญ่ “นายชวพจน์ ชูหิรัญ” ซึ่งกว่าจะมีและพาธุรกิจมาถึงวันนี้ บอกได้เลยว่า ไม่ง่าย ต้องต่อสู้ดิ้นรนฝ่าฟันมาเกือบทั้งชีวิต เรื่องราวน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

“นายชวพจน์” หรือ เฮียนพ ตัวจริงเสียงจริง

อาภัพพ่อด่วนจาก ต้องสู้ชีวิตตั้งแต่ ม.3 

จุดเร่ิมต้นไม่ได้ตั้งใจขายหมูปิ้งตั้งแต่แรก มีความรู้แค่ ม.3 เป็นคนนครสวรรค์พี่น้อง 4 คน พ่อตายตั้งแต่อายุ 11 ปี ต้องออกจากโรงเรียนตอน ม.3 เพราะมีน้องอีก 2 คน ถ้าไม่ออกน้องไม่ได้เรียน แม่อาชีพขายผักไม่มีไร่นามีแต่ที่ดินปลูกบ้าน เริ่มทำงานรับจ้างหิ้วปูนตั้งแต่ ม.2 และทำงานก่อสร้างเรื่อยมา อายุถึงประมาณ 17-18 ปี เปลี่ยนไปทำงานทาสี เพราะหิ้วปูนตัวเปื้อน ถึงอายุ 18-19 ปี มีช่างรับเหมาในกรุงเทพฯ ไปหาคนงานก็มาทำงานกับผู้รับเหมาทาสีที่ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 3-4 เดือน งานหมดแล้วไม่รู้จะไปไหนเลยขอทำงานต่อยาวจนอายุ 21 ปี กลับไปคัดเลือกทหารและบวช ประมาณปี 2528-2529

จากนั้น ก็กลับมาทำงานกับผู้รับเหมาเป็นช่างทาสีจนอยู่มาหลายปีรู้สึกว่า มีข้อเสีย ไม่มีความมั่นคง ประกอบกับมีคำถามทำไมไม่ไปทำงานโรงงาน เพราะอายุยังน้อย ก็เลยไปสมัครทำงานโรงงานของบริษัทญี่ปุ่นที่นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี จ.ปทุมธานี ค่าแรงและสวัสดิการค่อนข้างดีทำไปเรื่อยๆ มีลูก มีบ้าน 1 หลัง มีรถเก๋ง 1 คัน กระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง มีการเทกโอเวอร์โรงงาน เริ่มมีการเลิกจ้างจึงเข้าโครงการสมัครใจลาออกอายุประมาณ 30 ต้นๆ กับเงินก้อนหนึ่ง

ตกงานทำสารพัด แต่ลืมตาอ้าปากไม่ได้

เมื่อออกจากโรงงานไม่มีงานอะไรทำ เพราะจบแค่ ม.3 ก็มาขายต้นไม้เนื่องจากชอบต้นไม้ทำอยู่ 3-4 เดือน ไปไม่รอด ต่อมาไปรับเสื้อผ้าโหลมาขายก็ไม่ค่อยดี จึงไปเหมาถุงเท้าโหลมาคัดขายไปไม่รอดอีก จนวันหนึ่งขับรถผ่านแยกศรีสมานเห็นคนจับกลุ่มที่มูลนิธิลุงขาวไขอาชีพ ทำเพื่อสังคมสอนอาชีพเลยมาเรียนทำน้ำยาล้างจานและกรอบรูปวิทยาศาสตร์ของใหม่สมัยนั้น แม้เงินไม่ค่อยมี แต่ยังมีเงินหมุนเวียนก็ทำน้ำยาล้างจานไปเสนอตามร้านหมูกระทะไม่ซื้อทำอยู่ 3-4 เดือน พยายามยังไงก็ไปไม่รอด มาทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ก็ไม่รอด จากนั้น เพื่อนชวนขับแท็กซี่ตัดสินใจทำเช่าแท็กซี่ขับยังไงคนก็ไม่ขึ้น เหมือนดวงไม่ดีเป็นโชคไม่ดี ทนทำไปเป็นเดือนๆ ติดค่าเช่าเจ้าของเริ่มไม่ไว้ใจจึงตัดสินใจเลิกทำ

หมดตัว บ้านถูกยึด แต่ไม่คิดเดินทางผิด

โชคดีสมัยทำงานโรงงานรู้จักรอง ผกก.คนหนึ่งที่ปทุมฯ และทำบริษัทยาม จึงสมัครทำ เพราะใช้แต่แรงไม่ต้องใช้ทุนประกอบกับอายุมาก เป็นยามถ้าจำไม่ผิดทำ 12 ชั่วโมง ไม่เคยรับเป็นเงินเดือน ขอเบิกตลอด เพราะไม่มีเงิน ลูกต้องไปโรงเรียนทุกวันและไม่มีจะกิน บ้านก็ไม่มีเงินส่ง จะถูกยึดธนาคารเรียกไปเตือนหลายรอบให้โอกาสหลายครั้งจนมาเป็นยามถึงได้รู้ว่า บ้านถูกยึดแล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกไล่ ทำอยู่เกือบ 1 ปี มีโซ่และกุญแจมาล็อกบ้านพบว่า เจ้าของใหม่ซื้อ ยังไม่ได้เอาเสื้อผ้า และของเก่าๆ ออก สุดท้ายเจรจากันได้เงิน 2 พันบาท แลกกับการโอนมิเตอร์น้ำไฟและได้เข้าไปขนของต้องหันไปอาศัยนอนป้อมยามที่ทำงานจนเกิดการเข้าใจผิดว่า หลับยามทั้งที่ความจริงออกเวรแล้ว แต่ไม่มีบ้านอยู่ต้องเลิกนอนที่ป้อมยามจึงไปหาน้องสาว ซึ่งได้แฟนเป็นตำรวจ และขายอาหารตามสั่งแถวโรงพักปากเกร็ด

กลางวันช่วยน้อง ส่วนกลางคืนเป็นยาม เวลานอนต้องใช้เปลขึงนอนที่ร้านน้อง คราวนี้ที่หน้าโรงพักมีโรงเรียนหอวัง ปรากฏว่ามีเด็กวัยรุ่นตั้งวินมอเตอร์ไซค์ได้เสื้อมา 10 ตัว แต่วินต้องตั้งหน้าร้านน้องสาวจึงได้เสื้อวินมา 1 ตัว จึงเร่ิมวิ่งวินรอเวลาอยู่เป็นเดือนจึงเร่ิมทำ เพราะมีมอเตอร์ไซค์เก่าและกลัวจะพาลูกชาวบ้านไปล้ม แต่ด้วยความไม่ค่อยจะมีกินแล้ว จึงทำเงินจากเป็นยามส่งให้ลูกเกือบทั้งหมด ตอนนั้น ต้องบอกว่าว้าวุ่นไปหมด ด้วยความที่นับถือหลวงปู่ทวดสวดมนต์ไหว้พระตลอดก็บอกท่านว่า ขอให้สิ่งที่เราทำก้าวข้ามไปให้ได้ เนื่องจากไม่ได้ทำผิดศีลธรรม

ด้วยความที่ขับวินมอเตอร์ไซค์เงินได้มาง่ายๆ หาเงินคล่องคราวนี้ ก็ไม่ค่อยไปทำงานยาม นำเงินไปหยอดให้ลูก โดยขับวินอยู่เป็นปีจนกระทั่งกลุ่มแม่บ้านโรงพักปากเกร็ดพวกเมียตำรวจทำหมูปิ้งขายกัน แรกๆ ขายหน้าโรงพัก บางครั้งมีพรรคพวกมารับไปขาย อาชีพขายหมูปิ้งเร่ิมมาจากกลุ่มแม่บ้านโรงพักปากเกร็ด โดยบางครั้งเขาก็มาเรียกเราขับวินไปส่งของไปตามที่ต่างๆ มีคนรับไปขายตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร

เหมือนน้องมาโปรดชวนเร่ิมอาชีพหมูปิ้ง

ต่อมากระทั่งน้องสาวคนเล็ก ซึ่งก็ได้สามีเป็นตำรวจ โดยทำอาชีพเย็บเสื้อผ้าโหล แต่เมื่อสามีตายไม่มีใครช่วยไปขนผ้าเลยมาหาหัวหน้ากลุ่มแม่บ้านโรงพักปากเกร็ดชื่อ คุณอั้ว อักษร ซึ่งคุณอั้วนี่ดีมาก จะมีป้ายติดไว้ตลอดจนกระทั่งปัจจุบัน ที่เขียนป้ายสูตรคุณอั้วชุบชีวิต เพราะสำนึกในบุญคุณโดยคุณอั้วได้ให้สูตรหมูปิ้งน้องสาวไป แต่เรายังไม่รู้ จากนั้นน้องก็ไปทำหมูปิ้งขายอยู่ประมาณ 3-4 เดือน แล้วมาหาเราและชวนทำช่วย เพราะทำเองคนเดียวไม่ไหว จึงถามว่า ใช้ทุนเยอะไหม น้องบอกว่าไม่เยอะ หมู 1 กิโลกรัม 70-80 บาท ทำเพียง 5 กิโลกรัม ก็ได้

ใจเราไม่เคยทำ แต่ที่อยากทำเนื่องจากอยากรู้ว่า ทำแล้วมีคนขายแน่ๆ และใช้เงินไม่มาก 500 บาท เลยทำส่งน้องสาว น้องมาสอนสูตรก็ทำ ทำวันเว้นวัน มีคนมาช่วยเสียบหมู 2 คน รวมตัวเองก็ 3 คน แต่ยังขับวินอยู่มีคนมาเรียกก็วางมือเสียบหมูไปขับวินสลับกันไป ช่วงนั้นน้องขายหมูปิ้งหน้าโรงเรียนปากเกร็ด ขายดีวันละ 200-300 ไม้ และมีคนมารับต่อ บางช่วงก็สั่งเพิ่มมาที่เรา จึงเริ่มหมักหมูเพิ่มขึ้นเป็นครั้งละ 10 กิโลกรัม

ถึงจุดพีคเจอลูกค้ารายใหญ่ออร์เดอร์เพิ่ม

จุดพลิกผันจริงๆ ที่ทำให้มีกำลังใจมากๆ คือ ป้าคนหนึ่งขายไอติมหลอดอยู่ตรงที่ขับวิน ซึ่งเราไปถามว่าป้าขายไอติมหลอดอย่างเดียวเอาหมูปิ้งไปขายไหม แม้จะมีกลุ่มแม่บ้านตำรวจขายอยู่ แต่เป็นคนละจุดและไกลกันป้าเลยขายหมูปิ้งเพิ่ม ซึ่งจุดพลิกผันจริงๆ อยู่ที่มีผู้ปกครองมารับลูกเยอะแล้วมากินหมูปิ้งกับไอติม ปรากฏว่า ผู้ปกครองรายหนึ่งขายอาหารอยู่ที่วัดเชิงหวายมากินแล้วติดใจถามหาคนทำ ป้าเลยเรียกเราไปเจอกันแล้วสั่งเลย 1,000 ไม้ วันนั้น ต้องระดมทำกันจนถึงตี 3 กว่า เพราะไม่เคยทำขนาดนี้มาก่อนมากสุด 500-600 ไม้ แล้วไปส่งตี 4 ได้เงินมา 4,000 บาท ตั้งแต่บ้านถูกยึดไม่เคยมีเงินมากขนาดนี้มาก่อน

กลับมาก็ยังไม่ได้คิดอะไรจนบ่ายอีกวัน ผู้ปกครองรายเดิมโทร.มาสั่งอีกว่า ให้เอาหมูมาส่งอีก 1,000 ไม้ ขายหน้าโรงเรียนซอยวัดเชิงหวายนักเรียนเยอะ วางไม่นานหมด ต่อไปให้ทำส่งวันละ 1,000 ไม้เลย วันที่สองวันที่สามได้เงินมา เงินสด คราวนี้ เร่ิมคิดในใจบ้านก็ไม่มีอยู่ ที่ดินของแม่และพี่น้องร่วมกันที่นครสวรรค์ก็ถูกยึดจากสวนต่างหนี้ บ้านถูกยึดไปแล้วใช้หนี้ไม่หมด ถ้ามีเงินวันละ 4,000 บาท ส่งวันละ 10 ราย รวยแน่เลย ใจคิดแบบนี้ตลอด

ขยันอดทน สู้ไม่ถอย บากหน้าหาลูกค้าต่อ

วันต่อๆ มาก็เอาหมูปิ้งที่เสียบไม้ไว้พร้อมย่างประมาณ 50 ไม้ติดรถไปด้วย ระหว่างทางวัดเชิงหวายตั้งแต่ตลาดเตาปูน แยกธุรกิจบัณฑิต ประชาชื่นจอดหมดตามร้านขายลูกชิ้น ไส้กรอก ถามเอาหมูไว้ขายไหม พร้อมแนะนำหมูกำไรไม้ละ 1 บาท แต่ได้กำไรจากข้าวเหนียวมาก ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม แช่น้ำแล้วจะพองเป็น 1 กิโลกรัมครึ่ง จากนั้น เอาข้าวใส่ห่อ ห่อละ 1 ขีด ได้ 15 ห่อ ขายห่อละ 5 บาท ได้ 75 บาท ต้นทุน 35 บาท ก็เอาตรงนี้ ที่น้องบอกมาไปบอกกับร้านต่างๆ ว่า ถ้าขายหมูปิ้ง ยังขายหมูปิ้งได้ด้วยนะ กำไรดีนะ บางคนเชื่อก็สั่งเราก็โชคดี เมื่อนำไปขายที่ต่างๆ เริ่มมีการบอกต่อ ขายแล้วได้เงินขายง่าย

อาหารเช้าของไทยมีไม่กี่อย่าง มีโจ๊ก ปาท่องโก๋และข้าวเหนียวหมูปิ้ง ซึ่งคนกิน ประกอบกับเป็นช่วงซื้อง่ายขายคล่อง หรืออาจจะเป็นเพราะดวงเรากลับมา อาจจะเป็นเพราะว่าเราไม่เดินในทางผิด คือ ยังไหว้พระสวดมนต์ กราบไหว้หลวงปู่ทวด องค์จตุคาม ที่นับถือตลอด ทำให้ดลจิตดลใจว่า ไม่ทำผิดศีลธรรม ไม่ทำในสิ่งผิดกฎหมาย

จากหมูปิ้งบ้านๆ ตัดสินใจเปิดโรงงาน

จากนั้น รวบรวมเงินที่มีประมาณ 4,000,000-5,000,000 บาท มาซื้อที่ดินจะสร้างโรงงานหมด หลายคนตั้งคำถาม หมูปิ้งจะไปถึงไหนทำทำไมไม่กลัวเจ็บป่วยหรือไง อายุมากแล้วน่าจะเก็บเงินไว้ หมูปิ้งมีคนทำเยอะเสียบตรงไหนก็ได้ จึงบอกว่า เราจะทำโรงงานจะทำให้ดี ตอนนั้น เร่ิมมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามา โดยเป็นลูกค้าตลาดเกี่ยวกับปั๊มน้ำมัน มีจุดกระจายสินค้าจำนวนมาก แต่เรายังขายไม่ได้ เพราะไม่ใช่บริษัท ตนได้ความรู้จากลูกค้ารายนี้เยอะมากๆ มีทุกวันนี้ ต่างๆ เพราะเขา เราไม่เคยรู้เรื่องเศรษฐกิจขายแบบตาสีตาสา โดยมาสอนเราตลอด ทั้งเรื่องมาตรฐานอะไรต่างๆ สุดท้ายสั่งหมูปิ้งทีละ 30,000-40,000 ไม้ นำไปกระจายสู่ลูกค้า

การขายกับลูกค้ารายนี้ วัดใจกับตนในหลายๆ เรื่อง เร่ิมสั่งหมูปิ้งยังไงก็ต้องทำให้ทัน รักษาสัจจะต้องเอาให้ได้ ตอนนั้น ยังไม่ดังมาก ถือว่า รายนี้ เป็นลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งลูกค้ายังแนะนำอีกว่า หากอยากมีมาตรฐานจะต้องสร้างโรงงาน ต้องทำเป็นบริษัท เวลาซื้อขายจะได้มีแวตมีภาษีจะต้องเดินหน้าเข้าหากฎหมาย ต้องทำให้ถูกต้องเป็นสากลไม่เช่นนั้นจะไปขายตามห้างไม่ได้ ฟังแล้วคิดตามก็จริง จึงบอกไปว่า จะสร้างโรงงานแล้ว

ติดบูโรกู้ไม่ได้ ทยอยใช้เงินสดทำโรงงาน

เมื่อเร่ิมทำโรงงานเงินยังไม่มี เรียกผู้รับเหมามาก็บอกไปตรงๆ ว่า ไม่มีเงิน แต่มีเงินแล้วจะทำจึงทยอยทำเป็นส่วนๆ พยายามหาเงินหมุนให้เร็วที่สุด แต่ไม่ได้ เพราะกู้เงินอะไรไม่ได้เนื่องจากติดแบล็กลิสต์ ไปคุยกับแบงก์จะขอกู้ทำโรงงาน แต่ก็ไม่ได้ เจ้าหน้าที่บอกไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่เพราะไม่มีเครดิต ตรงนี้ ก็เป็นผลจากการทำไม่ถูก ติดเครดิตบูโร ซึ่งก็จำตั้งแต่นั้นมา ไปบรรยายก็จะบอกทุกคนว่า จะทำให้เสียโอกาส ได้รับคำแนะนำให้รีบไปปิด ได้เงินมาก็ไปปิด เพิ่งจะหลุดปีนี้

ใครได้ยินก็ขำ คิดทำโรงงานเสียบหมูปิ้ง

การสร้างโรงงานเมื่อปี 2556 ต้องใช้เงินสดทั้งหมดเลย ก็ไปจดทะเบียนบริษัท ขอแบบ เมื่อไปยื่นเจ้าหน้าที่ก็ขำกันว่า จะทำไปทำไมโรงงานหมูปิ้งไม่ใช่อาหารควบคุม ไปเสียบตรงไหนก็ได้ ทำโรงงานยุ่งยากเฉยๆ ต้องเสียภาษีอะไรต่างๆ แต่ตนเป็นรายแรกทำเป็นโรงงาน เขาตั้งชื่อให้ว่า โรงงานหมูเสียบไม้ ตอนขอแบบ

ฝ่าฟันสำเร็จ เป็นรายแรกทำโรงงานหมูปิ้ง

ตนเป็นรายแรกในประเทศไทยทำโรงงานหมูปิ้ง เพราะหมูปิ้งไม่มีใครทำเป็นโรงงาน โดยจดทะเบียนเมื่อปี 2556 เสร็จปี 2557 ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง เพราะไม่มีเงิน สร้างด้วยเงินสดทั้งหมด โชคดีได้ลูกค้าดีแนะนำเยอะมาก โชคดีได้หน่วยงานราชการที่ดี อะไรไม่รู้ไปสอบถามเลย เทศบาลปากเกร็ดให้ความร่วมมือดี.

***หมายเหตุ เรื่องราวของธุรกิจหมูปิ้งนมสด โดย “เฮียนพ หมูนุ่ม” ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ครั้งต่อไปมาติดตามอ่านกันต่อ โฟกัสประเด็นทางธุรกิจและสูตรการทำหมูปิ้งจนร่ำรวยที่นี่ที่เดียว สนใจข้อมูลเพิ่มเติมโทรสอบถาม 085 083 6681.***

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 20 เดือน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 เม.ย. 2560 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/904120


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (3 เม.ย.) ถือเป็นวันแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับแผนการออกพันธบัตรระยะสั้นของ ธปท.ในเดือน เม.ย.60 ลง โดยลดวงเงินออกพันธบัตร (บอนด์) ระยะสั้นอายุ 3 เดือน และ 6 เดือน ลงจากการประมูลในรอบเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อายุละ 40,000 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ลงเหลืออายุละ 30,000 ล้านบาทต่อสัปดาห์ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทจากการเข้ามาลงทุนระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรไทย อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทยังคงมีทิศทางแข็งค่าขึ้น โดยในช่วงเช้าอยู่ที่ 34.31 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นการแข็งค่าที่สุดในรอบ 20 เดือน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า มาตรการดูแลค่าเงินบาท ธปท.ต้องทำหลายๆมาตรการ คงไม่ใช่แค่การลดการออกพันธบัตรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว สำหรับการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทขณะนี้ ถือว่ามีไม่มาก และอยู่ในวิสัยที่ ธปท.ดูแลได้ดีพอสมควร ซึ่งการที่มีเงินไหลเข้ามาอาจจะไม่ใช่เงินร้อน แต่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เกินดุลการค้า และส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไทยมีการลงทุนน้อยด้วย โดยการที่ไทยเกินดุลเดือนละประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการเติมเงินเข้าไปในระบบ ทำให้รู้สึกว่าไทยมีเงินตราต่างประเทศจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องปกติของการค้า

ด้านนางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่า การปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรของ ธปท. เป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยลดแรงจูงใจของนักลงทุนต่างชาติที่จะนำเงินเข้ามาพักในระยะสั้นได้บ้าง แต่ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผล เนื่องจาก ธปท.เพิ่งเริ่มปรับลดวงเงินในการประมูลพันธบัตรระยะสั้นลง อีกทั้งการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะปัจจัยในต่างประเทศ แต่ ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมแนวทางอื่นรองรับไว้ด้วย โดยจะประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะดำเนินการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม.