อภินิหารทรัมป์! พาณิชย์ถกเอกชน รับมือคำสั่งสอบขาดดุลการค้า 16 ประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903656


รมว.พาณิชย์ เผยเตรียมถกผู้ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ผู้นำเข้า นักลงทุนไทยในสหรัฐฯ และนักธุรกิจสหรัฐฯ ในไทย ในสัปดาห์นี้รับมือผล กระทบหลัง ‘ทรัมป์’ ลงนามคำสั่งสอบขาดดุลการค้า 16 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้จะเชิญผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ รวมถึงภาคเอกชนที่ลงทุนในสหรัฐฯ และนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในไทย มาหารือเพื่อประเมินผลกระทบหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีสหรัฐฯ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย โดยขณะนี้ยังไม่สามารถระบุถึงผลกระทบในระยะยาวได้ ต้องรอการหารือก่อน แต่กระทรวงยังคงยืนยันเป้าหมายมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยปี 60 ขยายตัว 5% จากปี 59 ไว้ก่อน

“เราได้รับข้อมูลจากคำสั่ง 2 ฉบับที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนาม ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดก่อนว่ามีสินค้าอะไรที่ส่งออกไปสหรัฐฯ และนำเข้าจากสหรัฐฯ บ้าง แต่ส่วนใหญ่สินค้าที่ส่งออกจะเป็นขั้นกลาง หรือนำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปอีกที ซึ่งจะมีการหารือกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยในด้านการค้าไทยยืนยันว่า ทำการค้ากับประเทศทั่วโลก ไม่เฉพาะสหรัฐฯ แต่สิ่งที่ชัดเจนสุดคือ ไทยไม่มีการแทรกแซงค่าเงิน ที่ผ่านมา ไทยมักถูกบ่นว่าค่าเงินแข็งค่าสุดในภูมิภาค เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่าไทยไม่มีการแทรกแซงค่าเงิน”

อย่างไรก็ตาม ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นในเรื่องการค้าการลงทุน ซึ่งทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่จะร่วมมือด้านพันธมิตรทางการค้า ใช้ความเข้มแข็งที่สหรัฐฯ มีในสาขาวิจัย และพัฒนามาร่วมมือกับไทยและส่งออกไปประเทศที่ 3 และไทยก็สนับสนุนให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศรวมถึงสหรัฐฯ เช่น อาหาร ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ซื้อกิจการอาหารในสหรัฐฯ กระทรวงมองว่าไทยและสหรัฐฯ ยังมีความร่วมมือต่อกันในหลายด้านได้.

 

พาณิชย์กังวล’ทรัมป์’สอบขาดดุลการค้า16 ชาติ ไทยโดนด้วย ซ้ำไม่ปลดบัญชีดำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 15:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903510


(ภาพ : AP)

พาณิชย์ ยอมรับ กังวล ‘ทรัมป์’ ออกคำสั่งสอบเหตุขาดดุลการค้า 16 ชาติ รวมทั้งไทย เหตุเป็นตลาดใหญ่ เรียกร้องก่อนใช้มาตรการใดๆ ขอให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ทุกมิติที่มีอย่างยาวนาน เผยจุดอ่อนไทยมีหลายเรื่อง ทั้งทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน จีเอสพี หวั่นมะกันหาเหตุซ้ำเติม และไม่ปลดจากบัญชีดำ

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษประธานาธิบดีสหรัฐฯ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยว่า ไทยอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดของคำสั่งดังกล่าว ซึ่งในเร็วๆ นี้ กระทรวงจะเชิญผู้ประกอบการ และภาคเอกชน ที่อาจได้รับผลกระทบมาหารือเพื่อหาแนวทางการรับมือมาตรการต่างๆ ที่สหรัฐฯอาจนำมาใช้กับไทย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯจะดำเนินมาตรการใดๆ กับไทย ขอเรียกร้องให้คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกมิติ ที่มีมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน ความมั่นคง การศึกษา วัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ ไทยยังยืนยันว่า ไม่มีนโยบายปั่นค่าเงิน หรือใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนค่า เพื่อหวังผลทางการค้ากับสหรัฐฯ แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไก และตามธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยไม่ได้มีนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในไทยแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่มีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“เข้าใจดีกว่า สหรัฐฯอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านนโยบายการค้า และนโยบายต่างๆ แต่กระทรวงพาณิชย์ จะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และรัฐบาลสหรัฐฯต่อไป อย่างไรก็ตาม การลงนามคำสั่งของประธานาธิบดี ทำให้ไทยติดร่างแห เพราะไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯเป็นอันดับที่ 11 ซึ่งสร้างความกังวลให้กับไทย เพราะสหรัฐฯเป็นตลาดหลักในการส่งออก”

สำหรับจุดอ่อนของไทย ที่เป็นปัญหากับสหรัฐฯขณะนี้ และสหรัฐฯอาจหยิบยกมากำหนดเป็นมาตรการใช้กับไทย หรือไม่ปลดไทยออกจากการถูกขึ้นบัญชี เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การใช้แรงงานผิดกฎหมาย ในสินค้าประมง อ้อย สิ่งทอ การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ที่อาจตัดสิทธิสินค้าไทยบางรายการ สินค้าไทยบางรายการถูกสหรัฐฯใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการอุดหนุนการทุ่มตลาด (AD/CVD) เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 มี.ค.60 USTR ได้เผยแพร่รายงานการประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐฯที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 60 (2017 National Trade Estimate Report on Foreign Trade) โดยระบุว่า ปี 59 สหรัฐฯขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 18,900 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 8.7% หรือ 1,500 ล้านเหรียญฯจากปี 58 โดยสหรัฐฯส่งออกสินค้ามาไทยมูลค่า 10,600 ล้านเหรียญฯ ลดลง 5.9% หรือลดลง 658 ล้านเหรียญฯ ขณะที่นำเข้าจากไทย 29,500 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 3%

 

มหากาพย์รถเมล์ NGV! ขสมก.ถกฝ่ายกฎหมายเครียด จ่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903502


ขสมก.ถกฝ่ายกฎหมายเครียด เตรียมยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล แง้มอาจต้องยอมเซ็นรับรถเมล์เอ็นจีวี ถ้าศาลตัดสิน พร้อมเดินหน้าตามโรดแม็ปบอกเลิกสัญญา ชี้ 11 เม.ย.รู้ผล

จากกรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวโดยให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ดำเนินการตรวจรับรถยนต์โดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ที่กรมศุลกากรอนุญาตให้นำออกมาจากท่าเรือแหลมฉบังไว้ชั่วคราว ก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และภายหลังการดำเนินการตรวจรับรถยนต์โดยสารตามข้อสัญญาอื่นๆ แล้ว ให้ ขสมก.ดำเนินการตามสัญญาต่อไป

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 60 นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. เปิดเผยว่า เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการด้านกฎหมายเพื่อพิจารณาแนวทางการเตรียมข้อมูลในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง และเข้าชี้แจงศาลปกครองสูงสุดภายใน 15 วัน ทั้งนี้ถ้าศาลสูงสุดยังยืนตามศาลชั้นตนคือให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ก็จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ถึงแม้ว่าทาง ขสมก.จะบอกเลิกสัญญาไปแล้วก็ตาม

ส่วนสาเหตุที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เซ็นสัญญารับรถเมล์เอ็นจีวี เนื่องจากผู้บริหาร ขสมก. ซึ่งรวมถึงอดีตผู้อำนวยการ ขสมก.ที่ได้เข้าชี้แจงต่อศาลก่อนหน้านี้นั้นระบุไว้สองประเด็นคือ 1.ไม่ได้ชี้ชัดว่าแหล่งกำเนิดรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญเพื่อบอกเลิกสัญญาเบสท์ริน 2.ไม่ได้ชี้ชัดว่าคุณสมบัติของตัวรถเมล์เอ็นจีวีเป็นสาระสำคัญในการบอกเลิกสัญญา แต่อย่างไรก็ตามตนจะเร่งหารือกับฝ่ายกฎหมายเพื่อต่อสู้ต่อไป

“มองว่าท่านอดีต ผอ.สุระชัยเป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้จึงพูดได้ไม่เต็มปาก ไม่เหมือนกับผมที่เป็นคนนอกจึงสามารถพูดชี้แจงต่อศาลได้มากกว่า”

เมื่อถูกถามว่า มีผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้สามารถสั่งศาลเพื่อบังคับให้ ขสมก.รับรถเมล์เอ็นจีวีหรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ตนคิดว่าศาลมองตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงทำให้ประเด็นดังกล่าวไม่น่าจะมีมูลความจริง อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการบอร์ด ขสมก.จะได้ข้อสรุปเพื่อจัดการปัญหาของโครงการนี้ในวันที่ 11 เมษายน ตามที่กรอบเวลา 15 วันที่เคยกำหนดไว้ และจะดำเนินการตามมติ ขสมก.ทันทีโดยไม่ยึดโยงคำสั่งศาล.

 

ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903315


ทองไทยเปิดตลาดร่วง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 ขายบาทละ 20,800…

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับลดลง 50 บาท โดยราคาทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 ขายออกบาทละ 20,800.

 

ดีเดย์! ลงทะเบียนทั่วประเทศผู้มีรายได้น้อยรอบสอง ประชาชนทยอยมาแต่เช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 เม.ย. 2560 09:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903226


ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบสอง เพื่อรับสวัสดิการของรัฐคึกคัก คนทยอยเดินทางมาขอลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 พ.ค.60


http://www.thairath.co.th/clip/115400

เมื่อวันที่ 3 เมษายน เป็นวันแรกเปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียนรอบที่สอง เพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐปี 2560 ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันนี้ – 15 พฤษภาคม 2560 โดยบรรยากาศทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเดินทางมายังธนาคารของรัฐ 3 แห่งที่เปิดรับลงทะเบียน ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) รวมถึงคลังจังหวัด 76 จังหวัด และที่สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ทั้ง 50 เขต

ขณะที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ เจ้าหน้าที่ธนาคารได้จัดเตรียมจุดที่เปิดให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมาลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ รอบที่ 2 โดยนำป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบ เอกสาร และคุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียน ซึ่งก็มีประชาชนทยอยมารอลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้า บางคนเก็บเอกสารแบบฟอร์มเพื่อนำไปให้ลูกหลานช่วยกรอกรายละเอียดให้ และจะนำมาส่งอีกทีภายหลัง เพราะสามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คาดว่า ในการเปิดลงทะเบียนรอบ 2 ธนาคารได้จ้างลูกจ้างชั่วคราวเพิ่ม 2,000 คน ประจำตามสาขา 1,070 สาขาทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ที่มาลงทะเบียน และไม่กระจุกตัวตามสาขาต่างๆ คาดว่าวันแรกจะมีคนมาลงทะเบียนไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน และตลอดการเปิดรับลงทะเบียน 42 วัน จะมีผู้มาลงทะเบียนประมาณ 4-5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากรอบแรกที่มีผู้ลงทะเบียน 2.5 ล้านคน แต่มีผู้ที่ได้รับสวัสดิการ 2.3 ล้านคน

ส่วนผู้ที่ต้องการจะยื่นเพื่อขอแก้หนี้นอกระบบ สามารถแจ้งความจำนงให้เจ้าหน้าที่ บันทึกเป็นข้อมูลมูลหนี้ของผู้มีรายได้น้อยและเข้าไปช่วยเหลือ

ขณะที่นายวิชัย พฤกษ์วัฒนาชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. คาดว่า วันแรกจะมีผู้มาลงทะเบียนประมาณ 3,500 คน จากผู้ที่มีรายชื่อผู้มีรายได้น้อยจากกระทรวงมหาดไทย 15,000-20,000 คน ซึ่งทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 23 ตำบล มีผู้มีรายชื่อ 90,000 คน โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้มาลงทะเบียนกับธ.ก.ส.ทั้งหมด 10-12 ล้านคน แต่ธ.ก.ส.มั่นใจว่าจะรับลงทะเบียนได้ครบในวันที่ 15 พ.ค.นี้ และรวบรวมข้อมูล เพื่อส่งข้อมูลให้กับกระทรวงการคลังตรวจสอบได้ภายในเดือนมิ.ย.โดยผู้ลงทะเบียนจะสามารถตรวจสอบรายได้ว่ามีสิทธิ์รับสวัสดิการหรือไม่ ในวันที่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ธนาคารที่กำหนด และเทศบาลที่อยู่ แต่ในส่วนของธ.ก.ส.จะให้บริการส่ง SMS แจ้งกับผู้ได้รับสิทธิ์ด้วย

สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ต้องมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี, มีเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาท, มีที่อยู่อาศัย บ้านพร้อมที่ดิน ทาวน์เฮาส์ไม่เกิน 25 ตารางวา, ห้องชุดไม่เกิน 35 ตารางเมตร, กรณีที่อยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อการเกษตรต้องไม่เกิน 10 ไร่ และเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่การเกษตรไม่เกิน 1 ไร่ ส่วนเอกสารสำคัญที่จะต้องนำมาด้วยคือบัตรประชาชนที่เป็นแบบสมาร์ทการ์ด

ส่วนที่จ.อ่างทองบรรยากาศลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐคึกคักเช่นกัน โดยบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาอ่างทอง ต.ตลาดหลวง อ.เมือง จ.อ่างทอง มีประชาชนจำนวนมากมารอเข้าคิวเพื่อลงทะเบียนตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนธนาคารเปิดทำการ และทันทีเมื่อธนาคารเปิดได้มีประชาชนต่างกรูเข้าไปรับบัตรคิวเพื่อรอลงทะเบียน

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแม่ชีได้เดินทางมาลงทะเบียนดังกล่าว แต่ต้องผิดหวังหลังได้รับคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่าผู้ที่ทำการบวชอยู่ในสมณเพศ ไม่สามารถลงทะเบียนได้ แต่หากลาสิกขาแล้วสามารถมายื่นลงทะเบียนตามสิทธิได้.

คลังย้ำความพร้อมเปิดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ อย่าลืม!! 3 เม.ย.-15 พ.ค.

 

ติดเขี้ยวฟันอำนาจเหนือตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903066


กฎหมายแข่งขันการค้าฉบับใหม่ใช้ ก.ย.นี้

“พาณิชย์” คาดกฎหมายแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เดือน ก.ย.นี้ หลัง สนช.ผ่านร่าง 3 วาระแล้ว ลั่นเพิ่มเขี้ยวเล็บ บอร์ดแข่งขัน หลังมีอำนาจใช้โทษทางปกครอง หยุดพฤติกรรมแข่งขันไม่เป็นธรรม

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ ร่างปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้ง 3 วาระแล้ว คาดว่า ภายในเดือน เม.ย.นี้ สนช.จะส่งร่างแก้ไขกลับมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามขั้นตอนทั้งหมดคาดว่า กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ก.ย.60 อย่างไรก็ตาม เตรียมจัดทำกฎหมายลูก ซึ่งจะกำหนดหลักเกณฑ์พฤติกรรมทางการค้า และแยกสำนักงานแข่งขันทางการค้าออกมาเป็นองค์กรอิสระ รวมถึงคัดเลือกคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (บอร์ด) ชุดใหม่ ซึ่งเมื่อได้บอร์ดแล้วจะมีการตั้งคณะกรรมการสรรหาเลขาสำนักงานแข่งขันทางการค้าต่อไป โดยการสรรหาบอร์ดและเลขา ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 270 วัน หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้

สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าวคือ การแยกสำนักงานแข่งขันทางการค้า ภายใต้กรมการค้าภายใน ออกมาเป็นองค์กรอิสระ โดยรวมหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจทั้งหมดเข้ามาอยู่ในความดูแลของกฎหมาย แต่จะยกเว้นการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ที่ปฏิบัติตามมติ ครม.เพื่อประโยชน์สาธารณชนเท่านั้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังได้ปรับปรุง 5 พฤติกรรม ได้แก่ 1.พฤติกรรมการใช้อำนาจเหนือตลาด โดยเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดยังใช้เกณฑ์เดิม คือ ธุรกิจ 1 ราย ที่มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50% และยอดขายเกิน 1,000 ล้านบาท และธุรกิจ 3 รายแรกในตลาด มีส่วนแบ่งตลาดเกิน 75% และมียอดขายในตลาดแต่ละรายเกิน 1,000 ล้านบาท จะเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด หากมีการใช้อำนาจเหนือตลาดกลั่นแกล้งธุรกิจรายอื่น จะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 10% ของรายได้ ในปีที่กระทำผิด จากเดิมจำคุก 3 ปี ปรับ 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.พฤติกรรมการควบรวมธุรกิจ กฎหมายใหม่จะกำหนดให้ธุรกิจที่ผูกขาด หรือมีอำนาจเหนือตลาดต้องมาขออนุญาตการควบรวมกิจการจากสำนักงานแข่งขันทางการค้า ไม่เช่นนั้นจะมีโทษทางปกครองคือ ปรับ 0.5% ของมูลค่าธุรกิจ

3.พฤติกรรมการตกลงร่วมกัน แบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ธุรกิจแข่งขันกันอยู่แล้ว แต่ต่อมากลับไม่แข่งขันกัน และมีการฮั้วกันในด้านต่างๆ ซึ่งกฎหมายใหม่ห้ามคู่แข่งในตลาดตกลงราคา ปริมาณ แบ่งพื้นที่การขาย ยกเว้นธุรกิจในเครือ หากมีพฤติกรรม ดังกล่าว จะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด และกรณีที่เป็นคู่ค้ากัน และฮั้วกันจนส่งผลกระทบต่อตลาด จะมีโทษ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด

4.พฤติกรรมแข่งขันไม่เป็นธรรม โดยมีพฤติกรรม กีดกันคู่แข่ง ใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่า กำหนดเงื่อนไขไม่เป็นธรรม จะมีโทษ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด และ 5.พฤติกรรมตกลงกับต่างประเทศที่ส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากพฤติกรรม เช่น การตกลงกับต่างประเทศดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ ทำให้เศรษฐกิจเสียหายร้ายแรง ผู้บริโภคโดยรวมเสียประโยชน์ เป็นต้น จะมีโทษปรับ 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด

“กฎหมายที่ปรับปรุงใหม่ จะส่งผลดีต่อการกำกับดูแลธุรกิจ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์การค้าที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมกฎหมายจะใช้โทษอาญาในการสั่งจำคุก ทำให้การดำเนินการต้องใช้เวลานาน แต่กฎหมายใหม่ได้เพิ่มโทษทางปกครอง ทำให้บอร์ดแข่งขัน มีอำนาจสั่งหยุดพฤติกรรมได้ทันที และสั่งปรับโทษทางปกครอง ซึ่งจะหยุดความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่หากธุรกิจไม่เห็นด้วย สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้”.

 

พาณิชย์ขู่! ห้ามขึ้นราคาชุดนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903062


นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้ กรมจะเชิญผู้ผลิตเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน มาหารือถึงต้นทุนการผลิต และราคาจำหน่าย รวมถึงขอความร่วมมือในการจัดแคมเปญ แบ็ค ทู สคูล ร่วมกับห้างสรรพสินค้า โดยนำสินค้าดังกล่าวมาขายในราคาประหยัดเพื่อช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้ผู้ปกครอง ในช่วงเปิดเทอมการศึกษา ที่จะถึงในเดือน พ.ค.นี้ สำหรับสินค้าเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน ถือเป็นรายการสินค้าที่ต้องจับตาเป็นพิเศษในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ เพราะช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครอง ต้องซื้อให้บุตรหลาน จึงอาจมีสินค้าบางรายการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาขายได้ แม้ต้นทุนการผลิตไม่ได้ปรับขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบโครงสร้าง ต้นทุนการผลิตชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ยังไม่พบสินค้าใดปรับขึ้นราคา นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ปริมาณผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน หรือฉวยโอกาสขายเกินราคา

“ตอนนี้ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังทรงตัว แม้อากาศแปรปรวน แต่ยังไม่กระทบต่อปริมาณผลผลิตเนื้อสัตว์และสินค้าเกษตรหลัก ถือว่าสถานการณ์ยังปกติ สินค้าบางชนิดผลผลิตสูงเกินความต้องการด้วยซ้ำ เช่น เนื้อหมู ไข่ไก่ ส่วนสินค้าที่น่าจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในปีนี้ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมานั้น กรมจับตาอย่างใกล้ชิด แต่คาดว่าราคาขายไม่น่าปรับขึ้นเพราะราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นในปีนี้ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาที่เคยปรับขึ้นไปสูงสุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ราคาสินค้ายังไม่ปรับขึ้นแน่นอน”

นางนันทวัลย์กล่าวต่อถึงกรณีที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ (สปสช.) ขอให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลราคายาที่ให้บริการในโรงพยาบาล ที่พบว่าราคาสูงเกินจริงนั้น กรมได้เคยหารือกับสถานพยาบาลในเรื่องการกำหนดค่าบริการทางการแพทย์ หรือราคายา ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลมีต้นทุนต่างกัน จะกำหนดราคาเดียวกันคงไม่ได้ อีกทั้งโรงพยาบาลเอกชน เป็นทางเลือกของประชาชน แต่หากประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้บริการของสถานพยาบาล หรือซื้อยา สามารถร้องมาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมาย”.

 

ธอส.ขายสลาก 5 หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903060


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ฉบับที่..) พ.ศ…. เพื่อขยายขอบเขตการทำธุรกิจและแก้ไขข้อขัดข้องในการดำเนินกิจการของ ธอส. เช่น ธอส.สามารถจำหน่ายสลากออมทรัพย์เหมือนกับธนาคารออมสิน ล่าสุด ธอส.จะทำสลากออมทรัพย์วงเงิน 50,000 ล้านบาท กำหนดขายเป็นหน่วยลงทุนเหมือนกับธนาคารออมสิน จำหน่ายตั้งแต่ราคาหน่วยละ 50 บาท ไปจนถึง 500 บาท มีอายุ 3 ปีและ 5 ปี มีเงินรางวัลสูงสุดถึง 10 ล้านบาท แต่สลาก ธอส.จะมีการเพิ่มลูกเล่น ด้วยการเพิ่มแรงจูงใจจากรางวัล ให้สามารถนำไปลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้บ้านได้ เช่น อัตราดอกเบี้ย 0% ในช่วง 5 ปีแรก เป็นต้น ลูกเล่นเหล่านี้ จะออกมาในลักษณะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มแรงจูงใจเรื่องของลูกค้า นอกเหนือจากเงินรางวัล

“ธอส.ยังสามารถเข้าไปซื้อหุ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การรับจัดทำสัญญา การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน การประกันวินาศภัย ประกันอัคคีภัย เป็นต้น เพื่อให้ภาระเบี้ยประกันของลูกค้าและค่าบริการถูกลง เพื่อสามารถให้บริการประชาชน ได้อย่างครบวงจร รวมทั้งการให้บริการทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้ ธอส.เป็นกลไกสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยได้อย่างทั่วถึง”.

 

คุมพื้นที่สร้างโรงแรมแก้ปมราคาวูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903056


น.ส.ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า ภายในเดือน มิ.ย.นี้ สมาคมฯจะเสนอแนวทางการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบ การจัดแบ่งพื้นที่ หรือการจัดโซนนิ่งควบคุมการลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์ ในกลุ่มโรงแรม ให้กระทรวงมหาดไทย ควบคุมเรื่องการออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรม พิจารณา เนื่องจากพบปัญหาจำนวนห้องพักล้นตลาด และมีโรงแรมผิดกฎหมายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีโรงแรมถูกกฎหมาย 25% จากจำนวนโรงแรมทั้งหมดในไทย ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ราคาห้องพักตกต่ำลง

สำหรับพื้นที่นำร่องที่จะเสนอให้ทำการจัดโซนนิ่ง คือ กรุงเทพฯ ในทำเลแถบสุขุมวิท และเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยในทำเลสุขุมวิท มองว่าเป็นพื้นที่ที่มีการก่อสร้างโรงแรมเป็นจำนวนมากจนล้นตลาด

ขณะที่เกาะสมุยกำลังประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งเรื่องขยะ เรื่องน้ำเสีย เนื่องจากการก่อสร้างโรงแรมที่ไปขวางทางการบำบัดน้ำเสีย และเรื่องดังกล่าวต้องหารือกับในหลายหน่วยงานของภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน่วยงานในสังกัด คือกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างโรงแรม และกระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติด้วย หากแนวคิดดังกล่าวได้รับการเห็นชอบ ก็ต้องมีการร่างเป็นกฎกระทรวง ที่ใช้เวลาดำเนินการนานพอสมควร จึงไม่กระทบกับกลุ่มนักลงทุน ที่มีแผนลงทุนโรงแรมเดิมอยู่แล้ว

“สมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมฯ ก็เห็นด้วยหากมีการจัดระเบียบเรื่องนี้ เพราะในอนาคตกระแสการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเองเพิ่มขึ้น มีการหาข้อมูล จองห้องพักเองผ่านเว็บไซต์ ออนไลน์ ทราเวล เอเจนต์ หรือโอทีเอ ซึ่งก็มีโรงแรมผิดกฎหมายอยู่ในลิสต์ของเว็บไซต์ การควบคุมก็เป็นไปได้ยาก”.

 

“ฐากร” จ่อกำกับแอพพลิเคชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/903052


บริการซื้อขายสินค้าในไทยต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลการประกอบกิจการแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ให้บริการบนโครงข่ายโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาของทั่วโลก เพราะไม่มีการกำกับดูแล ดังนั้นเชื่อว่าทั่วโลก กำลังหาแนวทางในการกำกับดูแลเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะไม่ได้นำมาใช้ในเร็วๆนี้ แต่ กสทช.ก็ต้องกำหนดแนวทางกำกับดูแลที่ดี ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและมิให้เกิดปัญหาในอนาคต
ขณะเดียวกัน กสทช.จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ให้ บริการโทรคมนาคมด้วย ว่ามีความเห็นอย่างไร โดยจะเปิดเวทีรับฟัง ความคิดเห็นจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน 10 ประเทศ ราว 50 บริษัท ซึ่งจะได้กำหนดประชุมร่วมกันในวันที่ 12-13 ก.ย.2560 นี้ ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม

“กสทช.คงต้องฟังความเห็นจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมว่า มีความเห็นอย่างไร ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ 50 บริษัท ในวันที่ 12-13 ก.ย.60 นี้ แต่ในมุมมองของผม เมื่อธุรกิจแอพพลิเคชั่นนั้นๆ เปิดบริการขายสินค้าในไทย ก็ควรเสียภาษีในประเทศ โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มทุกครั้ง เมื่อมีการซื้อขายสินค้าในไทยผ่านบัตรเครดิต ซึ่งผมไม่สนใจว่าบริษัทนั้นจะจดทะเบียนอยู่ที่ไหน หรือจะมีผลประกอบการขาดทุน แต่เมื่อให้บริการซื้อขายในไทยแล้ว ก็ควรต้องจ่ายภาษีให้กับประเทศ เหมือนกับการซื้อขายสินค้าอื่นๆ ซึ่งวิธีนี้น่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการจัดระเบียบค้าขายออนไลน์ด้วย”

อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในธุรกิจแอพพลิเคชั่นนั้น ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและเหมาะสมด้วย ว่าเมื่อมีการจัดเก็บแล้ว ผู้ค้าจะผลักภาระให้ผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งต้องมีการศึกษากันอย่างละเอียดและรอบคอบ แต่หากไม่จัดเก็บ ธุรกิจแอพพลิเคชั่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติ ก็ต้องนำเงินออกนอกประเทศ ดังนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันหาแนวทางในการกำกับดูแลธุรกิจแอพพลิเคชั่น เพื่อความเหมาะสมต่อไป.