กยท. แจง ระบายยางในสต๊อกรัฐ ยัน ไม่กระทบราคาในตลาดมากเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 เม.ย. 2560 23:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/902937


กยท. แจง การระบายยางในสต๊อกของรัฐบาลยันไม่กระทบราคายางในตลาดมากจนเกินไป  ชี้ แนวโน้มราคายางเดือนเมษายน 2560 มั่นใจรักษาระดับไว้ได้ที่ กก.ละ 60-70 บาท

วันที่ 2 เม.ย. ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การระบายยางในโครงการของรัฐบาล เป็นยางเก่ามาจากการรับซื้อจากเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรจำนวน ประมาณ 3.1 แสนตัน ในโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรฯ และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนฯ ด้วยใช้วิธีการประมูลขายผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์แบบ Auction Forward และการกำหนดราคาทุกครั้งจะอ้างอิงจากราคาตลาดในช่วงที่มีการประมูล และหักด้วยค่าเสื่อมสภาพ และค่าดำเนินการอื่นๆ ซึ่งยางในโครงการของรัฐบาลเป็นยางเก่า จึงนำไปเปรียบเทียบราคาและคุณภาพกับยางที่ออกมาใหม่ของเกษตรกรไม่ได้ โดยการขายแต่ละครั้งจะคำนึงถึงช่วงที่เหมาะสม เช่น เดือนมกราคม เป็นช่วงที่ภาคใต้น้ำท่วม จึงทำให้ปริมาณผลผลิตยางลดลง และช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นฤดูกาลปิดกรีดยาง และ มีแนวโน้มผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลพบว่า หากจัดการปัญหายางค้างสต็อกได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาการกดดันราคาและการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า รวมทั้งทำให้การซื้อขายยางในอนาคตเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษายางพาราในโครงการ ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาลอีกด้วย

ทั้งนี้ ในการประมูลยางทุกครั้ง จะดำเนินการตามกระบวนการซื้อขายที่โปร่งใส โดยมีมีตัวแทนเกษตรกร ตัวแทนกระทรวงการคลัง ตัวแทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และจากสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมเป็นคณะกรรมการฯ เพื่อให้การดำเนินการทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม ตามที่รัฐบาลมอบหมายภารกิจ

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่แนวโน้มราคายางพาราเดือนมีนาคม – เมษายน 2560 มีผลจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่ของโลกที่ขยายตัวในอัตราคงที่ และเป็นช่วง low session ของการนำเข้ายางของจีนซึ่งสอดรับกับเป็นช่วงฤดูกาลปิดกรีดของประเทศไทย ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงและอัตราแลกเปลี่ยนที่คาดว่าจะแข็งค่าขึ้น ดังนั้น คาดว่า ราคายางในเดือนหน้า จะมีแนวโน้มปรับตัวเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงรักษาระดับราคายางไว้ที่ 60 – 70 บาท/กก. ซึ่งเป็นราคายางที่สูงกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ส่วนปัจจัยในเรื่องมาตรการระบายสต็อกยางของรัฐบาล ที่ส่งผลให้ลดแรงกดดันด้านราคายางในระยะยาว

“เมื่อเปรียบเทียบราคายางแผ่นดิบในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงที่ กยท.มีการระบายยางในสต๊อกกับราคายางแผ่นดิบในช่วงเดือนเดียวกันในปี 2558 และ 2559 จะเห็นได้ชัดเจนว่า ราคายางในของปี 2560 มีราคาสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้การระบายสต๊อกยางจะมีผลต่อราคายางบ้างแต่ก็ไม่ทำให้ราคายางตกต่ำไปกว่าอดีตที่ผ่านมา และราคายางยังคงรักษาระดับไม่ต่ำกว่า 60 – 70 บาท/กิโลกรัม”
 

เตะตัดขาเก็งกำไรค่าบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901616


ธปท.งัดมาตรการสกัดเงินร้อนต่างประเทศ

ธปท.ออกมาตรการสกัดเงินร้อนจากต่างประเทศหวังเก็งกำไรค่าบาท ประกาศลดวงเงินออกพันธบัตร ธปท.ระยะสั้น 3 เดือน และ 6 เดือน ลงประเภทละ 10,000 ล้านบาท คุยลั่นทุ่ง! ยังมีเครื่องมืออีกเพียบ พร้อมงัดมาใช้เมื่อเหมาะสม

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.พ.ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. แต่ข้อดีของเศรษฐกิจในเดือน ก.พ.คือ มีความชัดเจนของแนวโน้มการขยายตัวของการส่งออก ซึ่งมาจากการฟื้นตัวของการค้าโลก ซึ่งในปีนี้กลับมาขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และเห็นได้ชัดว่า การส่งออกของไทยดีขึ้นในทุกหมวด โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 26.6% ทำให้เริ่มเห็นแนวโน้มการส่งออกที่จะดีขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่การนำเข้าเดือน ก.พ.ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยในเดือน ก.พ.ขยายตัวเพิ่มขึ้น 13.4% และเริ่มเห็นการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในสินค้าวัตถุดิบและสินค้าทุน

สำหรับภาคการผลิตอุตสาหกรรมในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ยังคงไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ใช้วิธีส่งสินค้าจากสต๊อกที่มีอยู่ก่อน ทำให้ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ.ขยายตัวติดลบ 1.5% แต่คาดว่าในช่วงต่อไปจะเริ่มเห็นการผลิตสินค้ากลับมาเพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชนในเดือน ก.พ.ก็ปรับตัวดีขึ้น โดยดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% และเริ่มเห็นการขยายตัวของสินค้าคงทนต่อเนื่องจากเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งเห็นการซื้อสินค้ากึ่งคงทนอีกครั้งหลังชะลอไปในเดือนที่ผ่านมาหลังจากหมดมาตรการช็อปช่วยชาติ

“รายได้เกษตรกรในเดือน ก.พ.ขยายตัวเพิ่มขึ้น 21.8% ดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ของปี แต่รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้นยังไม่กระจายตัวมากนัก เพราะเป็นการเพิ่มจากราคายางที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก ราคาข้าวแม้ผลผลิตดีขึ้นแต่ราคายังไม่ขึ้น แต่ยังเชื่อว่าจะช่วยขับเคลื่อนการใช้จ่ายของประเทศในอนาคตได้ ประกอบกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เริ่มทรงตัว โดยล่าสุดลดลงมาที่ 79% ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา ลดลงจาก 83% ในไตรมาสที่ 3 ถือว่าหนี้ครัวเรือนยังสูงอยู่ แต่เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น”

นายดอน กล่าวต่อว่า ส่วนที่ ธปท.ยังคงเป็นห่วงคือ การลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวติดลบ 0.5% กลับมาขยายตัวลดลงเป็นเดือนที่ 2 ในปีนี้ หลังจากดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา อย่างไร ก็ตาม คาดว่าเมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มขยายตัวได้ดีขึ้นจากการส่งออก และการบริโภคในครึ่งหลังของปี ประกอบกับการลงทุนภาครัฐที่จะเห็นเม็ดเงินลงไปเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปีเช่นกัน จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนเริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นได้

ขณะที่ภาวะตลาดการเงินของประเทศนั้นพบว่ามีเงินทุนไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในเดือน ก.พ.และ มี.ค.2560 โดยเกินดุลบัญชีเดิน สะพัด 5,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. มาจากดุลการค้าที่เกินดุล 4,000 ล้านเหรียญฯ และดุลบริการบริจาคที่เกินดุล 1,700 ล้านเหรียญฯ ซึ่ง ธปท.ประมาณการว่า ทั้งปีนี้จะมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 36,900 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเงินส่วนนี้จะกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป นอกจากนั้น ในระยะหลังนักลงทุนต่างประเทศได้ให้ความสนใจลงทุนในตลาดการเงินของไทยอย่างต่อเนื่อง โดย 2 เดือนแรกของปีนี้ มีเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในพันธบัตรไทย 1,790 ล้านเหรียญฯ ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับตัวเลข 2,503 ล้านเหรียญฯในครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้อีก

ทั้งนี้ เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท และลดโอกาส และแรงจูงใจการเข้าเก็งกำไรค่าเงินของนักลงทุนต่างชาติ ที่เอาเงินระยะสั้นเข้ามาพักในตลาดพันธบัตรระยะสั้นของไทย นายดอนกล่าวว่า ธปท.โดยฝ่ายตลาดการเงิน ได้ปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้นของ ธปท.ในเดือน เม.ย.อายุ 3 เดือน และ 6 เดือนลง โดยจากเดิมจะมีการออกพันธบัตร ธปท.อายุ 3 เดือน และ 6 เดือน ในวงเงินประเภทละ 40,000 ล้านบาท ลดลงประเภทละ 10,000 ล้านบาท เหลือวงเงินการออกพันธบัตร ธปท.อายุ 3 เดือน 30,000 ล้านบาท พันธบัตรอายุ 6 เดือน 30,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการลดสินค้าในตลาดเงินระยะสั้นของไทยลง ซึ่งจะช่วยลดเงินระยะสั้นจากต่างประเทศที่เข้ามาพักในตลาดการเงินไทยได้ทางหนึ่ง ทั้งนี้ ธปท.จะจับตาทิศทางของค่าเงินบาทต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออก โดยยังมีเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ดูแลความผันผวนของค่าเงินบาทอีกหลายเครื่องมือ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนำมาใช้ในเวลาที่เหมาะสม.

 

กฟน.จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการจัดทำมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน Energy Mind Award 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 1 เม.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/900935



http://www.thairath.co.th/clip/114615

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 นายรุจ เหราบัตย์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลการจัดทำมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน ประจำปี 2559 Energy Mind Award 2016 แก่โรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในระดับ 1 – 5 ดาว รวมทั้งรางวัลบุคลากรดีเด่นด้านพลังงาน Energy Master Award นักเรียนแกนนำดีเด่นด้านพลังงาน Young Energy Master Award และ Energy Mind Team Award สำหรับคณะทำงานดีเด่นด้านพลังงาน โดยมีคณะผู้บริหาร กฟน. ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ ห้องคอนเวนชั่น A-D โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ

รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า การจัดทำมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน เป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการ Energy Mind Award ที่การไฟฟ้านครหลวงดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 ด้วยความตระหนักถึงแนวทางการใช้พลังงานของประเทศ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน โดยการบูรณาการเพื่อสร้างแนวทางการป้องกันและบรรเทาปัญหาอย่างยั่งยืน ด้วยการปลูกจิตสำนึก สร้างความรู้ความเข้าใจ ให้เยาวชนมีทัศนคติที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของบุคลากรในสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะส่งผลโดยตรงต่อการลดภาวะโลกร้อนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือค่าไฟฟ้าในสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการลดลง แสดงให้เห็นว่านักเรียนและบุคลากรทางการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวต่อไปว่า จากความสำเร็จของโครงการ Energy Mind Award ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา มีโรงเรียนในพื้นที่จำหน่ายเข้าร่วมโครงการฯ แล้วทั้งสิ้น 200 โรงเรียน จำนวนนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ 435,097 คน บุคลากรทางการศึกษา 19,659 คน โดยมีสถานศึกษาที่สามารถเป็นสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงานในระดับ 5 ดาว จำนวน 43 โรงเรียน นอกจากนี้ กฟน. ยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานของโครงการ โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นสถานศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาขึ้นไปทุกโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และส่งเสริมให้มีการบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละสถาบันในการก้าวสู่ความเป็นเลิศของการเป็นสถานศึกษาดีเด่นด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นตัวเร่งในการพัฒนาโครงการผ่านนโยบายของโรงเรียน ตลอดจนการหล่อหลอมเยาวชนนักอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสร้างความเคยชินแก่เยาวชนที่จะกลายเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงเรียน ขยายสู่บ้านเรือน ชุมชน และสังคม ได้อย่างยั่งยืนถาวรสืบต่อไป

ในปี 2559 ที่ผ่านมา โครงการ Energy Mind Award มีโรงเรียนในเขตพื้นที่จำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 93 โรงเรียน ซึ่งมีโรงเรียนที่ได้รับรางวัลมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน รางวัล Energy Mind Award มีทั้งสิ้น 55 โรงเรียน โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ ระดับ 1 – 5 ดาว ซึ่งโรงเรียนที่ได้มาตรฐานฯ ระดับ 2 – 5 ดาว จะได้รับเงินรางวัลพร้อมใบประกาศและโล่เกียรติคุณ ส่วนโรงเรียนที่ได้มาตรฐานฯ ระดับ 1 ดาว จะได้ใบประกาศและโล่เกียรติคุณ และมีการมอบรางวัล Energy Master Award จำนวน 6 โรงเรียน และ Young Energy Master Award จำนวน 10 โรงเรียน ให้แก่อาจารย์และนักเรียนที่มีความโดดเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม มีการดำเนินกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างดีเยี่ยม โดยในปีนี้ได้มีการมอบรางวัล Energy Mind Team Award สำหรับคณะทำงานดีเด่นด้านพลังงานในสถานศึกษาอีกด้วย

สำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลมาตรฐานสถานศึกษาดีเด่น ด้านพลังงาน รางวัล Energy Mind Award ระดับ 5 ดาว ประจำปี 2559 มีทั้งสิ้น 9 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเกษมพิทยา, ประภามนตรี 2, มหาภาพกระจาดทองอุปถัมภ์, ซางตาครู้สคอนแวนท์, บางประกอกวิทยาคม, อัสสัมชัญศึกษา, นนทบุรีวิทยาลัย, บ้านหนองบอน (นัยนานนท์อนุสรณ์) และแจงร้อนวิทยาคม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรม “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก้าวสู่การอนุรักษ์พลังงาน” โดยคุณครู Energy Master Award และเยาวชน Young Energy Master Award เพื่อให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงแนวทางการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานในโรงเรียนของตนเองไปจนถึงในชีวิตประจำวัน ให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานอีกด้วย

โครงการ Energy Mind Award ได้ดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 10 โดยในปี 2559 มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการฯ 93 โรงเรียน ซึ่งมากที่สุดตั้งแต่ดำเนินโครงการฯ มา โดยในปีนี้ได้นำโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการฯ ไปเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ศูนย์รวมตะวัน จ.กาญจนบุรี เหมือนที่ผ่านมา และในช่วงเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นช่วงสัปดาห์วิทยาศาสตร์ ได้มีหลายโรงเรียนแจ้งความประสงค์ขอให้ไปจัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีนี้เป็นปีแรกที่ทางโครงการฯ ได้นำวิทยากรอาสา EMA เข้าไปดำเนินกิจกรรมในโรงเรียนต่างๆ ที่แจ้งความประสงค์มา ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในด้านความห่วงใยสังคมและเป็นการนำพนักงาน กฟน. ที่ได้รับการอบรมเพื่อเป็นวิทยากร มาให้ความรู้แก่บุคคลภายนอกและชุมชน นอกจากนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 1 (สพม.) ได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับโครงการฯ จึงได้ขอให้การไฟฟ้านครหลวง โครงการ Energy Mind Award จัดการบรรยายให้ความรู้เรื่องพลังงานและแนะนำโครงการฯ ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 จำนวน 67 โรงเรียน อีกด้วย

สำหรับสถานศึกษาใดสนใจเข้าร่วมโครงการ Energy Mind Award 2017 สามารถดูรายละเอียดและสมัครได้ทาง www.energymindaward.com จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 (รับสมัครจำนวนจำกัด) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้านครหลวง 30 ซอยชิดลม ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โทร 0-2254-9550 ต่อ 3944 หรือ 4592

 

รถไฟฟ้ามาเร็วกว่ากำหนดนะเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901612


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ระหว่างการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ว่าได้ขอให้บีอีเอ็มเร่งรัดการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค ให้เปิดได้ก่อนกำหนดในปี 2562 ส่วนช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ให้เร่งรัดเปิดบริการให้ได้ก่อนกำหนดในปี 2563 ด้วย ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) นั้น คาดว่าจะ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน เม.ย. ให้พิจารณาเห็นชอบผลการประมูลและร่างสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชน ตามรูปแบบการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน หรือพีพีพี ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 193.5 กม. วงเงินลงทุน 152,000 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในปีนี้

ด้านนายอาคม พิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า มีความมั่นใจที่รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแคจะสามารถเปิดให้บริการได้ก่อนเป้าหมายในปี 2562 ทั้งนี้ เมื่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดครบวงจรจะเชื่อมกันเป็นวงกลมจากฝั่งธนบุรีมาฝั่งกรุงเทพมหานคร ส่วนเรื่องค่าโดยสารจะไม่มีค่าแรกเข้าใหม่ แต่จะเป็นระบบเดียวกับที่เริ่มเก็บที่ 16-42 บาท/คน/เที่ยว ซึ่งภายในเดือน มิ.ย.2560 นี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. จะเริ่มเปิดใช้บัตรแมงมุมกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสายฉลองรัชธรรม (เอ็มอาร์ที) ซึ่งจะทำให้ระบบการขนส่งสามารถเชื่อมต่อกันได้ด้วยบัตรเดียว

“หากเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินครบ 3 ช่วง คือ บางซื่อ-หัวลำโพง, หัวลำโพง-บางแค, บางซื่อ-ท่าพระ จะมีปริมาณผู้โดยสารมาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการที่ 300,000 คน/วัน เพิ่มเป็น 800,000 คน/วันทันที ซึ่งหากในอนาคตมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ สายสีส้มตะวันออก และตะวันตก เข้ามาเชื่อมก็จะทำให้ระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น”

ด้านนายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหารบีอีเอ็ม กล่าวว่า บีอีเอ็มจะพยายามเจรจาจัดซื้อรถให้ได้โดยเร็วเพื่อเปิดให้บริการให้ได้เร็วกว่ากำหนด ส่วนความคืบหน้าในการเปิดเดินรถ 1 สถานี ช่วงเตาปูน-บางซื่อนั้นกำลังเร่งรัดการติดตั้งระบบเพื่อให้เปิดเดินรถได้เร็วขึ้น โดยอาจจะเปิดเดินรถได้ก่อนเดือน ส.ค.ตามที่กำหนดไว้.

 

“อาลีบาบา” หยอดคำหวานยันลงทุนในอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901607


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังผู้บริหารระดับสูงของ ลาซาด้า กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซ จากประเทศจีน เข้าพบหารือ ว่า ลาซาด้าได้ยืนยันความสนใจการเข้ามาลงทุนตั้งเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ (เจน 5 อี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ในภูมิภาคซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม) และเป็นจุดเชื่อมต่อตลาดโลก โดยลาซาด้า ยืนยันว่าสนใจที่จะลงทุนอีอีซีจริงๆ เพราะได้ศึกษาแล้วพบว่า การตั้งอี-คอมเมิร์ซ ปาร์คในไทย มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งที่ตั้งขนาดของตลาด รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับด้วย

“ขณะนี้ลาซาด้ากำลังหาพื้นที่ในการลงทุนที่มีอยู่ 5 แห่ง ภายในพื้นที่อีอีซี ซึ่งภายในเดือน พ.ค.นี้ จะมีข้อสรุปว่าจะเลือกพื้นที่ใด คาดว่าภายในปีนี้ จะเริ่มทยอยลงทุนและเต็มรูปแบบใน 2-3 ปีข้างหน้า และลาซาด้าได้ยืนยันว่ารูปแบบการลงทุนนั้น ได้ประสบความสำเร็จมาแล้วในจีน และรูปแบบการลงทุนนี้ เป็นคนละรูปแบบกับลงทุนในมาเลเซีย เนื่องจากมาเลเซียเน้นทำในรูปแบบของการเป็นแพลตฟอร์ม จึงทำให้ไม่ทับซ้อนกัน”

ทั้งนี้ ภายในเมืองอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซ ปาร์ค จะมีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ ที่จะหนุนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ให้เข้าถึงธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โดยมีทั้งศูนย์แสดงและกระจายสินค้า (ดิสซิบิวชั่น) ศูนย์ฝึกอบรม (เทรนนิ่ง) และอาจมีการผลิตสินค้าบางประเภทเพื่อจำหน่าย ซึ่งลาซาด้ายังจะขยายความร่วมมือในการช่วยฝึกอบรมพัฒนาเอสเอ็มอี ให้เข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้นด้วย.

 

“ทุเรียน” ปัง! อัพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901605


นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ทุเรียนนอกฤดูเป็นสินค้าที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูง แต่ปีนี้มีปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลกระทบต่อการออกดอกและติดผลของทุเรียน จึงคาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนนอกฤดูที่ออกสู่ตลาดจะน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้นและชาวสวนขายได้ราคาดี ซึ่งขณะนี้เริ่มเปิดตลาดส่งออกทุเรียนนอกฤดูไปต่างประเทศแล้ว โดยช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2560 ไทยส่งออกทุเรียนสดแล้วกว่า 5,723.8 ตัน มูลค่าประมาณ 155.3 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งออกไปยังตลาดจีน และเวียดนาม เป็นต้น และคาดว่าจะส่งออกมากในช่วงเดือน เม.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีศัตรูพืชกัดกินติดไปกับทุเรียนส่งออกและไม่ให้ทุเรียนด้อยคุณภาพหรือไม่ได้มาตรฐาน เช่น ทุเรียนอ่อน หลุดออกไปสู่ประเทศปลายทาง กรมวิชาการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และออกใบรับรองสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกทุเรียนสดไปต่างประเทศ โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชดำเนินการตรวจสอบทุเรียนนอกฤดูส่งออกเข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสอบโรงคัดบรรจุที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนมาตรฐานการผลิต (จีเอ็มพี) หากพบไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดจะดำเนินการลงโทษตามลำดับคือ แจ้งเตือน พักใช้ และเพิกถอนใบอนุญาตทันที.

 

ปตท.โชว์ป๋า!ฟิตปั๋งลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901596


นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้ ปตท.ได้เตรียมงบลงทุนในส่วนของธุรกิจน้ำมันไว้วงเงิน 14,000 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาทในการขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 130 แห่ง แบ่ง เป็นสถานีบริการน้ำมันขนาดเล็ก 80 แห่ง ขนาดใหญ่ 50 แห่ง ซึ่งขณะนี้ ปตท.มีปั๊มน้ำมันรวมทั้งสิ้น 1,535 แห่ง ส่วนงบที่เหลือจะใช้ในการปรับปรุงและขยายคลังเก็บน้ำมันที่พระโขนง สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ พร้อมสร้างคลังเก็บน้ำมันใหม่ที่ลำปาง

ขณะที่การปรับโครงสร้างบริษัท โดยการแยกหน่วยธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาให้อยู่ในความดูแลของบริษัทลูก พีทีทีโออาร์ จำกัดนั้น ล่าสุดได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้บรรจุเรื่องดังกล่าวลงในวาระการประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 เม.ย.นี้ เพื่อขอมติของผู้ถือหุ้น ซึ่งการแยกธุรกิจครั้งนี้ ทำให้มีความชัดเจนเรื่องธุรกิจที่ต้องมีการแข่งขัน และการดูแลด้านความมั่นคงของพลังงาน ช่วยให้สามารถขยายธุรกิจไปลงทุนในต่างประเทศได้คล่องตัว และเมื่อแยกออกมาชัดเจนแล้วในส่วนการขายน้ำมันให้หน่วยงานรัฐ ก็จะเป็นการเปิดให้แข่งขันเสรี ช่วยเพิ่มความชัดเจน โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม ปตท.ในสายตาสาธารณชน ส่วนความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขและรูปแบบธุรกิจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในกลางปีนี้

ด้านนางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 เม.ย.นี้ กรมจะนำร่องเปิดร้านหนูณิชย์ พาชิม จำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ ราคาไม่เกินจานละ 35 บาท ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน และเพิ่มทางเลือกในการบริโภคอาหารปรุงสำเร็จในราคาประหยัด โดยในเบื้องต้นจะเปิด 158 ร้านในปั๊ม ปตท.ทั่วประเทศ.

 

‘ออฟฟิศเมท’ ตั้งเป้าปีนี้โต 15% รุกขายออนไลน์ ปักธงลุยฐานลูกค้า SME

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 เม.ย. 2560 03:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901466


‘ออฟฟิศเมท’ ตั้งเป้าปีนี้โต 15% คิดเป็นมูลค่ายอดขาย 7,500 ล้านบาท รุกขายออนไลน์เพิ่มยอดอีก 50% คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท ปักธงขายฐานลูกค้า SMEs เพิ่ม

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 60 นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) กล่าววา ภาพรวมธุรกิจปี 2559 ของกลุ่มบริษัทในเครือซีโอแอล มีรายได้รวมทั้งสิ้น 11,000 ล้านบาท เติบโต 9% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ รวมถึงการเพิ่มปริมาณสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะการปรับปรุงการค้าปลีกและระบบค้าปลีกออนไลน์ ให้มีประสิทธิภาพ

โดยในปี 2560 นี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตเพิ่มอีก 10% หรือคิดเป็นรายได้จำนวน 12,000 บาท โดยเตรียมขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรักษาตำแหน่งการเป็นผู้นำในตลาดด้านการจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน สินค้าเพื่อการเรียนรู้และบันเทิง รวมถึงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจออนไลน์ให้แก่กลุ่มธุรกิจเซ็นทรัล

นอกจากนี้บริษัทวางเป้าหมายที่จะขยายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการขยายธุรกิจประเภทอุปกรณ์สำนักงาน ไอที สินค้าสำหรับไลฟ์สไตล์อื่นๆ ไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยร้านสาขาแรกได้เปิดดำเนินการแล้วในประเทศเวียดนาม อีกทั้งยังลงทุนในการก่อสร้างคลังสินค้าอัจฉริยะแห่งใหม่ ด้วยงบลงทุนกว่าพันล้านบาท เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าครบครัน ถูกต้องตามรายการสั่งซื้อ ในเวลาที่รวดเร็วขึ้น

ด้านนางสาววิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจออฟฟิศเมท กล่าวว่า ปีนี้ยอดขายออฟฟิศเมทยังคงสดใส โดยคาดว่าจะติบโตอีก 15% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ายอดขาย 7,500 ล้านบาท และจะเติบโตต่อเนื่องทะลุ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2563 โดยปักธงให้ ออฟฟิศเมท เป็น One Stop Business Solutions ที่เดียวครบ ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ พร้อมขยายฐานลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ และรองรับการขยายเติบโตของ SMEs ในประเทศไทยอีกด้วย

นอกจากนี้ ออฟฟิศเมทได้ปรับโฉมและรูปลักษณ์ของร้านออฟฟิศเมทให้ทันสมัย น่าเดิน มีการจัดวางสินค้าอย่างเป็นระบบและหมวดหมู่ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความสุขในการเลือกซื้อสินค้า ขณะเดียวกันการขายสินค้าผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซก็เติบโตกว่า 30% และในปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 50% คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาทอีกด้วย

 

ล้มแผนเลิกขายโซฮอล์ 91 ยังคงมาตรการให้ราคาใกล้เคียงโซฮอล์ 95

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 19:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901345


กรมธุรกิจพลังงาน ยกเลิกแนวคิดเลิกขายโซฮอล์ 91 หลังปริมาณผลิตเอทานอลยังไม่แน่นอน หวั่นกระทบผู้ใช้ พบยอดใช้เบนซินไตรมาสแรกปีนี้ พุ่ง 3.1% อยู่ที่ 29.1 ล้านลิตร/วัน ส่วนดีเซล เพิ่ม 1.3% ที่ 65.3 ล้านลิตร/วัน…

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า ได้ยกเลิกแนวคิดการออกประกาศเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ในประเทศ ซึ่งเดิมจะให้มีผลบังคับใช้ต้นปี 61 หลังพบว่าปริมาณการผลิตเอทานอลที่จะนำมาผสมในน้ำมันเบนซินนั้นยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากผู้ค้าเอทานอลหันไปส่งออกวัตถุดิบกากน้ำตาล (โมลาส) ไปต่างประเทศ เพราะได้ราคาดีกว่า โดยไม่สนใจนโยบายรัฐที่ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้เอทานอลในประเทศมากขึ้น ดังนั้นหากยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 คาดว่าจะมีผลกระทบต่อการใช้น้ำมันของประชาชน เพราะผู้บริโภคจะหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ E20 มากขึ้น ส่งผลให้มีการใช้เอทานอลมากขึ้น

เบื้องต้นทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ. ) เตรียมนัดหารือกับผู้ประกอบการเอทานอลในสัปดาห์หน้า เพื่อวางมาตรการแก้ไขปัญหาปริมาณเอทานอลในอนาคต และเตรียมหามาตรการรองรับปัญหาในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.นี้เช่นกัน เนื่องจากเป็นช่วงหมดฤดูหีบอ้อย ปริมาณโมลาสจะน้อยลงอีก

ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการใช้เอทานอลของไทยทั้งปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ไทยมีกำลังการผลิตเอทานอลรวมอยู่ที่ 5.5 ล้านลิตร/วัน แต่การผลิตจริงจะประสบปัญหาหากขาดวัตถุดิบโมลาส เพราะปัจจุบันการผลิตเอทานอลจากโมลาสมีเพียง 3.1 ล้านลิตร/วันเท่านั้น แต่เป็นจังหวะดีที่โรงงานเอทานอลที่ผลิตจากมันสำปะหลังเปิดใหม่ 2 โรงและโรงงานเอทานอลของบริษัทมิตรผลได้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้น ทำให้มีปริมาณเอทานอลจากมันสำปะหลังมาเสริมระบบได้อีก 6.3 แสนลิตร/วัน

อย่างไรก็ตาม จะยังคงใช้มาตรการด้านราคาเป็นกลไกให้เกิดการยกเลิกแก๊สโซฮอล์ 91 ในประเทศต่อไป แทนการออกกฎหมาย โดยขณะนี้ได้ขยับราคาแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ให้มีราคาใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อให้ผู้บริโภคหันไปใช้แก๊สโซฮอล์ 95 จนนำไปสู่การยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ในที่สุด

สำหรับปัจจุบันราคาแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 26.28 บาท/ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 26.55 บาท/ลิตร และมาตรการต่อไปจะเพิ่มการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 แทนการใช้แก๊สโซฮอล์ 95 ด้วยการเพิ่มส่วนต่างราคาของแก๊สโซฮอล์ E20 และแก๊สโซฮอล์ 91 ให้ต่างกันมากกว่า 5% โดยมาตรการด้านราคาดังกล่าวเริ่มเห็นผลแล้ว โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่ายอดใช้แก๊สโซฮอล์ 91 ลดลง 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 10.7 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ยอดใช้แก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้น 9.1% มาอยู่ที่ 11.3 ล้านลิตร/วัน และแนวโน้มการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 จะลดลง 10% ต่อเดือน ทำให้เชื่อว่าการใช้กลไกราคาจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการยกเลิกจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ 91 ต่อไป

ส่วนยอดการใช้น้ำมันช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มน้ำมันเบนซินใช้เพิ่มขึ้น 3.1% มาอยู่ที่ 29.1 ล้านลิตร/วัน โดยการใช้แก๊สโซฮอล์ E85 เพิ่มถึง 20.7% มาอยู่ที่ 1 ล้านลิตร/วัน เพราะรถยนต์ผลิตใหม่รองรับแก๊สโซฮอล์ E85 เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.3% มาอยู่ที่ 65.3 ล้านลิตร/วัน ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและปริมาณรถยนต์ดีเซลมีเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ด้านการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) พบว่าปรับลดลง 2.1% มาอยู่ที่ 16.1 ล้านกิโลกรัม/วัน โดยเป็นการลดลงในภาคครัวเรือน 0.7% ภาคขนส่งลดลง 8.9% และภาคปิโตรเคมีลดลง 0.4% ยกเว้นภาคอุตสาหกรรมปรับเพิ่มขึ้น 4.1% เพราะรัฐบาลส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ LPG ในการผลิตสินค้าเป็นหลัก ขณะที่ยอดการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลดลง 14.3% เฉลี่ยอยู่ที่ 7 ล้านกิโลกรัม/วัน.

 

พนักงาน ธอส. เฮลั่น! โบนัสปีนี้ ได้ 6 เท่าของเงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 มี.ค. 2560 19:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/901361


พนักงาน ธอส.มีเฮ! โบนัสปีนี้ ได้ 6 เท่าของเงินเดือน ผลประเมินประจำปี 59 ได้คะแนน 4.4810…

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. มีรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ได้แจ้งการอนุมัติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี 2559 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตามที่คณะกรรมการประเมินผลงานรัฐวิสาหกิจ (PAC) เห็นชอบผลการประเมินประจำปี 2559 ที่ระดับคะแนน 4.4810 ส่งผลให้ธนาคารสามารถจ่ายโบนัสให้พนักงานได้ 6 เท่าของเงินเดือน

ทั้งนี้ธนาคารได้โอนเงินโบนัสประจำปี 2559 เข้าบัญชีเงินเดือนของพนักงานที่ผูกไว้กับบริการพร้อมเพย์ เพื่อเป็นการสนับสนุนยุทธศาสตร์ National e-Payment ของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์.