พฤกษารุกคอนโดไฮเอนด์จับลูกค้ากระเป๋าหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 09:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899786


กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียมตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดพรีเมียมมากขึ้น ลุยเปิดตัวโครงการแรก “เดอะรีเซิร์ฟ ทองหล่อ” คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์…

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท-พรีเมียม กล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดพรีเมียมมากขึ้น โดยเปิดตัวโครงการแรกชื่อเดอะรีเซิร์ฟ ทองหล่อ ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์มีแนวคิดการออกแบบสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ดีที่สุด ซึ่งมีแบบห้อง 3 แบบ คือ ขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ 43.94-58.15 ตารางเมตร ขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ 70.86 -76.77 ตารางเมตร และ Penthouse พื้นที่ 121.71 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 250,000 บาท/ตารางเมตร ราคาขนาด 2 ห้องนอนเริ่มต้น 17 ล้านบาท

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ยังมีแผนพัฒนาแบรนด์ชื่อ เดอะ รีเซิร์ฟ ในอีกหลายทำเล อาทิ พญาไท ประดิพัทธ์ และสุขุมวิท 61.

 

เข็นโครงการยักษ์ลงทุนปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899666


มูลค่า 6 แสนล้านบาทโอสถทิพย์ฟื้นเศรษฐกิจ

คณะกรรมการพีพีพี อนุมัติ 6 โครงการลงทุนมูลค่ารวม 6 แสนล้านบาทเข้าสู่พีพีพี ฟาสต์ แทร็ก (PPP Fast Track) มั่นใจโครงการลงทุนจะอนุมัติได้ภายในปีนี้ พร้อมไฟเขียวแก้ไขกฎหมายร่วมทุนเอกชน เพื่อเร่งรัดกระบวนการลงทุนร่วม เอกชนสามารถทำได้ภายใน 9 เดือน “สมคิด” ยันอาลีบาบายังลงทุนในไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบโครงการที่จะดำเนินการตามมาตรการพีพีพี ฟาสต์ แทร็ก (PPP Fast Track) เพิ่มเติม 6 โครงการ ซึ่งจะอนุมัติโครงการลงทุนได้ภายในปีนี้ ได้แก่ 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก มูลค่าโครงการ 131,172 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันตกและช่วงตะวันออก มูลค่าโครงการ 195,642 ล้านบาท 3.โครงการรถไฟฟ้าสายภูเก็ต ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง มูลค่าโครงการ 39,406 ล้านบาท

4.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายนครปฐม-ชะอำ (ทล.) มูลค่าโครงการ 80,060 ล้านบาท 5.โครง การรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง (ร.ฟ.ท.) มูลค่าโครงการ 152,488 ล้านบาท และ 6.โครงการรถไฟฟ้าสายเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ถึงกรอบวงเงินลงทุนที่ชัดเจน โดยทั้ง 6 โครงการ จะมีมูลค่าการลงทุนรวม 600,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังรับทราบความคืบหน้าของโครงการภายใต้มาตรการ PPP Fast Track จำนวน 5 โครงการในปัจจุบัน ซึ่งมีผลดำเนินการดังนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ) โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (ช่วงแคราย-มีนบุรี) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) ได้ดำเนินการตามขั้นตอนภายใต้มาตรการ PPP Fast Track เรียบร้อยแล้ว

สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน-นครราชสีมาและสายบางใหญ่-กาญจนบุรี กรมทางหลวงได้ปรับปรุงรายงานผลการศึกษาให้สอดคล้องกับความชัดเจนด้านกฎหมายเพิ่มเติม และเสนอโครงการต่อ รมว.คมนาคมแล้ว และส่งกลับมายังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อีกครั้งภายในเดือน เม.ย.60

นายสมคิด กล่าวว่า เม็ดเงินลงทุนในโครงการ PPP ดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่า โครงการรัฐกำลังเดินหน้า หวังว่าการพูดถึงเศรษฐกิจในเชิงลบจะลดลง เพราะเศรษฐกิจไทยจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของคนไทยเองด้วย ซึ่งเมื่อช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีข่าวเรื่องอาลีบาบาถอนการลงทุนจากไทย ทั้งๆที่อาลีบาบาลงทุนหลายประเทศทั้งไทยและมาเลเซีย ซึ่งในการลงทุนในแต่ละประเทศแตกต่างกัน อาลีบาบาลง ทุนที่มาเลเซียเป็นเรื่องทรานฟอร์ม แต่การลงทุนของไทยอาลีบาบาเน้นเรื่องอีคอมเมิร์ซ และลงทุนที่ไทยมีขนาดใหญ่กว่าในมาเลเซีย

“ในโซเชียลมีเดีย โดยใครไม่รู้ ทำเพื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ปั่นป่วน เขาใช้คำว่าอาลีบาบาทิ้งไทยไปมาเลเซียซึ่งนายวิบูลย์ คูสกุล เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน โทรศัพท์คุยกับทางอาลีบาบาโดยตรงอาลีบาบายืนยันว่า มาไทยแน่นอน ตรงนี้เป็นความจริง ผมประหลาดใจต่างประเทศพยายามช่วยเหลือไทย แต่มีข่าวอย่างนี้ออกมาเรื่อยๆ”

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบสรุปประเด็นจากการรับฟังปัญหา และข้อจำกัดฯ รวมถึงข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทบทวนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในเดือน ก.ค.60

“สคร.จะแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้การลงทุนร่วมกับเอกชนมีความรวดเร็วมากขึ้น โดยจะใช้หลักในการแก้ไขคือ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนอย่างโปร่งใส ซึ่งกฎหมายปัจจุบันยังมีข้อติดขัดในเรื่องขั้นตอนการลงทุนที่มีขั้นตอนจำนวนมาก ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายนี้จะช่วยให้การลงทุนรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่า กระบวนการอนุมัติโครงการลงทุนจะดำเนินการใน 9 เดือน ตามกระบวนการของพีพีพี ฟาสต์ แทร็ก”

นอกจากนี้ คณะกรรมการ PPP ได้อนุมัติให้บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เช่าที่ดินราชพัสดุบริเวณถนนสุขุมวิท ตำบลบางพระ และตำบลทุ่ง-สุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และเห็นชอบให้กระทรวงการคลังนำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ กท.3275 เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ของกรมธนารักษ์เพื่อดำเนินการก่อสร้างหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานครซึ่งสามารถคัดเลือกให้เอกชนเช่าโดยไม่ใช้วิธีประมูล.

 

เกษตรฯลั่นไม่ยกเลิก “วินด์ฟาร์ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899665


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เนื้อที่ 39 ไร่ เนื่องจากกิจการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า (วินด์ฟาร์ม) ของบริษัทฯไม่ได้ให้ประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกรในเขตพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นั้น ส่งผลกระทบต่อบริษัทอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการอาจจะถูกเพิกถอนการอนุญาตด้วยหรือไม่ กระทรวง เกษตรฯ จึงให้ ส.ป.ก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดของบริษัท วินด์ฟาร์ม จำนวน 16 บริษัท 17 โครงการ ให้แล้วเสร็จ ภายใน 45 วัน ใน 4 ประเด็น คือ 1. ส.ป.ก. มีอำนาจตามกฎหมายในการอนุญาตให้เอกชนใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่

2.ผู้ประกอบกิจการกังหันลม ดำเนินการขออนุญาตถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนด 3.ผู้ประกอบการกังหันลมทั้งหมดไม่ได้กระทำผิดสัญญาเช่า คือ ผู้ประกอบกิจการต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินให้ ส.ป.ก. 35,000 บาทต่อปีต่อไร่ ตามมติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กำหนด และปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาเช่ากับ ส.ป.ก. และ 4.เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินได้รับประโยชน์จริง อาทิ ได้รับค่าชดเชยในพื้นที่ตั้งกังหันลม ค่าชดเชยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่รัศมีโครงการ เป็นต้น

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ ตรวจสอบข้อเท็จจริงผลสรุปคือ ผู้ประกอบกิจการกังหันลมทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการสามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ผูกพันเฉพาะคู่กรณีเท่านั้น และทั้ง 16 บริษัทก็ให้ประโยชน์กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างมาก จากพื้นที่ใช้ประโยชน์ 580 ไร่ มีสัญญาเช่า 22-27 ปี มีการจ่ายเงินให้เกษตรกร 19 ล้านบาทต่อปีและยังมีการจ่ายอื่นๆ ให้แก่เกษตรกรด้วย โดยสัญญาเช่ารวม 27 ปี เกษตรกรจะได้รับเงิน 521 ล้านบาท จากค่าเช่า พื้นที่ 1 ไร่ จะได้รับค่าเช่า 30,000-35,000 บาทต่อไร่ต่อปี พื้นที่ห่างจากเสารัศมีไม่เกิน 6 เมตร ได้ค่าเช่า 5,000 บาท เป็นต้น

“เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จากวินด์ฟาร์มหลายแสนบาทต่อปี โดยเงินเหล่านี้ใช้ส่งบุตรหลานเรียนหนังสือ ซึ่งบางรายระบุว่าอนาคตการศึกษาขึ้นอยู่กับวินด์ฟาร์ม เนื่องจากเมื่อมีโครงการฯ เกษตรกรมีรายได้มากกว่าเดิมที่ส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง นอกจากนี้เงินที่ได้มายังสามารถนำไปต่อยอดการลงทุนภาคการเกษตรได้ด้วย”.

 

สินค้าเกษตรราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899657


นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงผลคาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงเดือน เม.ย.60 ว่าสินค้าเกษตรที่จะมีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ขายได้จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.50-3% อยู่ที่ราคา 6.58-6.67 บาท/กก. 2.น้ำตาลทรายดิบจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 2-5% อยู่ที่ราคา 19.46-20.07 เซนต์/ปอนด์ หรือ 15.11-15.48 บาท/กก. 3.มันสำปะหลัง เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.97-5.26% อยู่ที่ราคา 1.55-1.60 บาท/กก. เนื่องจากเป็นช่วงที่ปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดลดลง

4.ยางพาราจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 5.26-9.00% อยู่ที่ราคา 76.88-79.61 บาท เนื่องจากเข้าสู่ฤดูยางผลัดใบ ทำให้ผลผลิตบางส่วนหายไปจากตลาด 5.ปาล์มน้ำมัน จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย 1.21-5.26% อยู่ที่ราคา 5-5.20 บาท/กก. และ 6.สุกรจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 2-5% อยู่ที่ราคา 59.66-61.41 บาท/กก. เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรจะเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเทศกาลเช็งเม้ง

ส่วนราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงได้แก่ 1.ข้าวราคาเฉลี่ยข้าวเปลือกเจ้า 5% ที่เกษตรกรขายได้จะลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7,200-7,400 บาท/ตัน ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่เกษตรกรขายได้ 9,000-9,200 บาท/ตัน และราคาข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาวจะขายได้ 11,000-11,200 บาท/ตัน และ 2.กุ้งโดยกุ้งขาวแวนนาไมที่เกษตรกรขายได้จะลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย 0.29-4.71% อยู่ที่ราคา 215-225 บาท/กก.

 

บัญชีกลางคุมเข้มข้าราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899655


“สุทธิรัตน์” แจงทุกขั้นตอนลดทุจริตเบิกจ่ายยา

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า เนื่องจากการเบิกจ่ายค่ายาในบัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชี จ (2) บางกรณีไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติง่ายขึ้นกรมบัญชีกลางจึงปรับปรุงการเบิกจ่ายค่ายาบัญชียาหลักแห่งชาติบัญชี จ (2) ให้มีความชัดเจน และถูกต้อง รวมทั้งการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ดังนั้น จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์และซ้อมความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ บัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นรายการยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในโรงพยาบาลและสถานบริการสาธารณสุข ประกอบด้วยบัญชีย่อย 5 บัญชี ได้แก่ บัญชี ก จนถึงบัญชี จ และในบัญชี จ ยังแบ่งเป็นบัญชี จ (1) และบัญชี จ (2) โดยยาในบัญชี จ (2) จะต้องเป็นยาที่จำเป็นต้องใช้สำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย มีความเหมาะสมที่จะใช้เพียงบางข้อบ่งใช้ (บางโรค) เช่น ยา Botulinum A toxin หรือโบท็อกซ์ สำหรับรักษาโรคคอบิด (cervical dystonia) ชนิดไม่ทราบสาเหตุ โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกชนิดไม่ทราบสาเหตุ และโรค spasmodic dysphonia เป็นต้น พร้อมทั้งกำหนดแนวทางในการกำกับการใช้ยาดังกล่าว เช่น กำหนดคุณสมบัติของสถานพยาบาล คุณสมบัติของแพทย์ผู้ทำการรักษา เกณฑ์การอนุมัติการใช้ยา และขนาดยาที่แนะนำและวิธีการใช้ยา เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางกำหนดขั้นตอนดังนี้ 1.กรณีที่แพทย์สั่งใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชี จ (2) แต่ไม่เป็นไปตามแนวทางกำกับการใช้ยา เนื่องจากเหตุที่เป็นข้อจำกัดทางการแพทย์บางประการทำให้ปฏิบัติตามแนวทางกำกับการใช้ยาที่ จ (2) กำหนดไว้ไม่ได้ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าว แพทย์ผู้ทำการรักษาจะต้องระบุเหตุผลในการกำกับการใช้ยาไว้ในเวชระเบียน และ 2.กรณีที่แพทย์สั่งใช้ยาในบัญชีหลักแห่งชาติ บัญชี จ (2) ซึ่งไม่ตรงตามข้อบ่งชี้ ที่กำหนดไว้ในบัญชียาดังกล่าว แต่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ผู้มีสิทธิขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขออนุมัติการเบิกจ่ายค่ายาเป็นรายกรณี.

 

เตือนภัยเปิบปลาสลิดแถมดีดีที สคบ.ผวาสุ่มตรวจแหล่งผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899650


นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสุ่มเก็บตัวอย่าง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ในตลาด มาทดสอบหาสารที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น ยาฆ่าแมลง หากพบว่ามีสารที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จะสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขหรือให้ตลาดระงับการขาย ซึ่งขณะนี้พบว่ามีการใช้ยาฆ่าแมลง (ดีดีที) ฉีดกันแมลงมาตอมปลาสลิดตากแห้ง และใช้สารฟอร์มาลินเพื่อป้องกันไม่ให้ปลาสลิดเน่า ซึ่งเจ้าหน้าที่จะสุ่มเก็บตัวอย่างปลาสลิดมาทดสอบ หากพบว่ามีสารดีดีทีหรือฟอร์มาลินปนเปื้อน ก็จะสอบสวนตั้งแต่ผู้ขายไปจนถึงต้นตอผู้ผลิต เพราะมีผู้ที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการขายหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลาง ที่ซื้อปลาสลิดจากผู้เลี้ยงนำมาแปรรูป เพราะขั้นตอนนี้ อาจมีการฉีดดีดีทีหรือฟอร์มาลิน

“สคบ.ได้รายงานการรับเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 (เดือน ต.ค.-ธ.ค.2559) โดยมีเรื่องร้องทุกข์จากผู้บริโภค 1,649 ราย แบ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสินค้าอุปโภคและบริโภค 658 เรื่อง เรื่องอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย 498 เรื่อง เรื่องการให้บริการ 493 เรื่อง ขณะที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.)ก็ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ เช่น ธุรกิจเสริมความงาม ฟิตเนส ท่องเที่ยวรวม 10 เรื่อง ดำเนินคดีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม) รวม 5 เรื่องเป็นต้น”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม หลัง UK เริ่มเบร็กซิตอย่างเป็นทางการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 06:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899732


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพุธ จากแรงหนุนกลุ่มปิโตรเลียม หลังราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลังจากสหราชอาณาจักรเริ่มกระบวนการออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 29 มี.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 42.18 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 20659.32 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 2.56 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 2361.13 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 22.41 จุด หรือ 0.38% ปิดที่ 5897.55 จุด

เมื่อวันพุธ หุ้นของบริษัทในกลุ่มผู้ผลิตปิโตรเลียมและซัพพลายเออร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หลังมีการเปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ อย่างไรก็ตาม ดัชนีขยับขึ้นไม่มากเท่าที่ควรจากความไม่สบายใจหลังสหราชอาณาจักรเริ่มกระบวนการออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ แม้จะมีการคาดการณ์เอาไว้แล้วก็ตาม

 

ชี้ส่งออก-ท่องเที่ยวดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899645


กนง.ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจเป็น 3.4%

“กนง.” ขยับคาดการณ์เศรษฐกิจเพิ่มเป็น 3.4% หลังจากมองเห็นการส่งออกดีขึ้น และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเพิ่มขึ้นพร้อมคงดอกเบี้ยนโยบายอีกรอบ ยอมรับว่าคนไทยยังรู้สึกจนอยู่ จึงชะลอการใช้จ่ายอยู่ ขณะที่ปัจจัยความผันผวนของนโยบายจากต่างประเทศเป็นความเสี่ยงหลักอยู่ จับตาค่าบาทแข็งป่วนเศรษฐกิจในอนาคต

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ในการประชุมที่ผ่านมาวันที่ 29 มี.ค. กนง.ยังคงมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรอายุ 1 วันไว้ที่ 1.5% เช่นเดิม แม้ว่าจะมองว่าเศรษฐกิจไทยแนวโน้มการขยายตัวที่ดีขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อน เพราะยังมีความเสี่ยงที่จะบั่นทอนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากต่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจึงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมากกว่า

อย่างไรก็ตาม จากภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวชัดเจน และการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นบ้างจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนหลังจากที่จีนมีปัญหากับเกาหลีใต้ ทำให้ ธปท.ตัดสินใจปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.2% จากระยะเดียวกันของปีก่อน เป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.4% นอกจากนั้น ยังได้ประมาณการการขยายตัวของปีหน้าว่าจะขยายตัวดีขึ้นจากปีนี้ที่ 3.6%

ทั้งนี้ ธปท.ได้ปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกปีนี้เป็น 2.2% จากคาดว่าจะขยายตัว 0% ในการประมาณการครั้งก่อน และเพิ่มประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในปีนี้เป็น 34.5 ล้านคน จากเดิม 34.1 ล้านคน และเพิ่มจำนวนของปีหน้าเป็น 37.1 ล้านคน โดยการลงทุนภาครัฐยังคงเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ต่อเนื่อง โดยคาดว่าการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐปีนี้ไว้ที่ 11.8% ใกล้เคียงกับการประมาณการครั้งก่อน ขณะที่ปีหน้าการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวลดลงเล็กน้อยที่ 7.5%

ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า การใช้จ่ายของคนไทยที่ยังชะลอตัวอยู่อาจจะมาจากหลายปัจจัย โดยส่วนหนึ่งอาจจะมีจากความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจด้วย โดยตอนนี้คนไทยยังรู้สึกว่าจนอยู่ แต่ ธปท.เชื่อว่า การใช้จ่ายของคนไทยจะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี เพราะเม็ดเงินจากการส่งออกที่ดีขึ้นจะเริ่มกระจายเข้าสู่ระบบและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นชัดเจนในภาคใต้ ซึ่งได้ผลดีจากราคายางที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนในภาคใต้เริ่มมีการใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่ในภาคเหนือและภาคอีสานการใช้จ่ายยังอยู่ในระดับเดิม

สำหรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย กราฟ ยังคงเบ้ไปทางต่ำลงได้ เนื่องจากยังต้องจับตาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีความแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าการขยายตัวของประเทศ จี 3 น่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ เช่นเดียวกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและการเงินของประเทศอุตสาห กรรมหลัก ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงในประเทศคือ ความ สามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน และประชาชนที่ด้อยลง อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานที่ทำให้เกิดการลงทุนเสี่ยงขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนสูงๆ รวมทั้ง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่จะเพิ่มขึ้นอีกระยะหนึ่ง จากผลของการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังไม่เป็นผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเท่าที่ควร สิ่งที่ กนง.เป็นห่วงคือความผันผวนขึ้นลงที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อตลาดตลอดเวลาในช่วงต่อไป ทำให้ ธปท.และเอกชนจะต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินอย่างต่อเนื่อง.

 

“สยามพิวรรธน์” ชูพันธมิตรระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899637


นางสาวชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านส่งเสริมการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ พาราไดซ์ พาร์ค และ หนึ่งในพันธมิตรโครงการ &ldquldquo;ไอคอนสยาม” เปิดเผยว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นศูนย์การค้าอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บริษัทจึงเน้นจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์ ในรูปของปรากฏการณ์ครั้งแรกในไทยหรือในระดับโลก การบริการที่สร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ พร้อมหาพันธมิตรค้าปลีกรายใหญ่จากต่างประเทศร่วมต่อยอดแคมเปญ “Global Privilege Partnership” ที่ให้สิทธิประโยชน์เหนือระดับในประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วโลก

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีพันธมิตรรวมกว่า 10 ราย อาทิ ฮ่องกง ไทม์สแควร์, ห้างฯซัปโปโรปาร์คโก ประเทศญี่ปุ่น, ห้างฯแกลเลอรี ลาฟาแยต ประเทศฝรั่งเศส, ห้างฯแฮร์รอดส์ ประเทศอังกฤษ, ห้างฯไทเป 101 ประเทศไต้หวัน, ศูนย์การค้าไอออน ออร์ชาร์ด ประเทศสิงคโปร์, ห้างฯกุม ประเทศรัสเซีย เป็นต้น และเครือข่ายโรงแรมและรีสอร์ตหรูอีกกว่า 1,270 แห่ง ใน 100 ประเทศทั่วโลก โดยปีนี้มีแผนขยายพันธมิตรค้าปลีกรายใหญ่ในต่างประเทศเพิ่มอีก 5 ราย เพื่อรองรับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มนักช็อปที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว

“ที่ผ่านมาแคมเปญดังกล่าว ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด มีกลุ่มลูกค้าทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลกให้การตอบรับเป็นจำนวนมาก และศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์มีฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์หลักของสยามพิวรรธน์ และตอกย้ำความเป็นศูนย์การค้าอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค ที่มอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับสำหรับขาช็อป”.

 

ยุ่นสนใจลงทุนโครงการ “อีอีซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899632


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 เม.ย.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเดินทางลงพื้นที่ตรวจโครงการ พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ จ.ระยอง และเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม จะนำคณะนักลงทุนเข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีด้วย และยืนยันว่าทุกโครงการของอีอีซีไม่ได้มีความล่าช้า รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยองจะออกมาภายในปีนี้แน่นอน

ขณะเดียวกัน ในการหารือกับนายฮิโระคิ มิสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ทางประธานเจโทรระบุว่า กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) ได้แสดงความสนใจแนวทางการจัดทำแผนแม่บทของกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และประเทศไทย และสอบถามว่าหน่วยงานหลักของไทยที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือหน่วยงานใด จึงได้แนะนำให้ติดตามความคืบหน้ากับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงต่างประเทศซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องนี้

นอกจากนี้ ทางประธานเจโทรยังย้ำด้วยว่า ทางญี่ปุ่นยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในอีอีซี โดยได้เชิญให้ตนไปปาฐกถาในงาน “Thailand towards Asian Hub” ในวันที่ 6-7 มิ.ย.นี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางเจโทต้องการให้ไปกล่าวในหัวข้อ “The Future of Asia” ให้แก่นักลงทุนชาวญี่ปุ่นที่สนใจจะมาลงทุนในไทย.