6 วิธีในการเลือกสินเชื่อรถแลกเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 30 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899100


ยามที่เราต้องการสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อไปซ่อมแซมบ้าน เพื่อค่าเทอมลูก หรือเพื่อใช้จ่ายยามฉุกเฉินในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเจ็บไข้ได้ป่วย อุบัติเหตุ มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว

“รถยนต์” ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ที่เราสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน แถมยังมีรถไว้ใช้ขับได้เหมือนเดิม สินเชื่อประเภทนี้เป็นที่รู้จักกันในหมวดสินเชื่อรถแลกเงิน แต่จะเลือกอย่างไรให้ดีที่สุด วันนี้เรามี 6 วิธีในการเลือกสินเชื่อรถแลกเงินแบบง่ายๆ มาให้ดูกันก่อนที่จะตัดสินใจ

1.ยอดวงเงินกู้ที่ได้รับ แม้ว่าจะเป็นรถรุ่นเดียวกันปีเดียวกันก็ตาม แต่ว่าการประเมินแต่ละธนาคารนั้นอาจจะไม่เท่ากันก็ได้ ควรเปรียบเทียบหลายๆ ที่

2 อัตราดอกเบี้ย อาจเริ่มจากการดูจากอัตราดอกเบี้ย 3 ปีแรก ว่าที่ไหนที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด

3. ระยะเวลาในการผ่อน มีให้เลือกทั้งแบบผ่อนสั้น และผ่อนยาว ง่ายๆ เราแค่เลือกให้เหมาะกับความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเองพอ

4.เอกสารในการยื่นสมัครเบื้องต้น ยิ่งเอกสารน้อย ยิ่งทำให้เรายื่นสมัครสินเชื่อได้เร็วขึ้น

5. ระยะเวลาการอนุมัติ เมื่อเราต้องการเงินด่วน แต่การอนุมัติสินเชื่อหลายที่อาจไม่ด่วนจริง ฉะนั้นต้องพิจารณาดีๆ ว่าที่ไหนที่สามารถอนุมัติเงินได้เร็วทันใจ และตอบโจทย์เรามากที่สุด

6. ระยะเวลาในการรับเงิน หลายครั้งที่สามารถอนุมัติวงเงินสินเชื่อได้เร็ว แต่ระยะเวลาในการรับเงินนั้นก็ใช้เวลาพอสมควร จึงต้องพิจารณาระยะเวลาในการรับเงินควบคู่กับระยะเวลาการอนุมัติอีกด้วย

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่คนต้องการเงินด่วนอย่างเราตามหาคงหนีไม่พ้นเรื่อง “การสมัครง่าย” และ “อนุมัติไว” ที่สำคัญคือให้ “วงเงินสูงสุด”

ตอนนี้หลายธนาคารพยายามเสนอตัวเลือกให้ลูกค้ามากมาย แต่ถ้าลองมาเปรียบเทียบกันจากเงื่อนไขต่างๆ ต้องยอมรับว่าตอนนี้ที่มาแรงสุดต้องยกให้กับสินเชื่อรถแลกเงิน หรือสินเชื่อรถกู้เงินด่วนของ ธนาคารเกียรตินาคิน ที่มาเต็ม ชนิดที่อย่ามองข้ามกันเลยทีเดียว ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 3.25% ต่อปี สมัครก็ง่าย ใช้หลักฐานเบื้องต้นแค่บัตรประชาชน และสลิปเงินเดือนเท่านั้น มาพร้อมวงเงินอนุมัติสูงสุดถึง 120% ของราคาประเมิน แถมอนุมัติไวภายในเวลาอันรวดเร็วเพียง 2 ชั่วโมง โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

ใครที่กำลังมองหาสินเชื่อรถแลกเงินที่คุ้มค่าสุดๆในนาทีนี้ แนะนำเลย สมัครง่ายๆ แค่คลิก http://www.kiatnakin.co.th/carquickcash_lifeeasy/index.php หรือโทรไปที่ KK Contact Center 02-165-5555

อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นจะต้องกู้เงินสักก้อน เราควรพิจารณาให้ดีเพื่อให้ได้สินเชื่อรถแลกเงินที่ตอบโจทย์ และที่สำคัญคือต้องอ่านรายละเอียดระเบียบการกู้ยืมเพื่อประโยชน์สูงสุดของคุณนั่นเอง

 

กสทช.อาสาจัดประชุมอาเซียน ล้อมคอกแอพพลิเคชั่นยอดนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899631


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากการเข้าร่วมประชุมผู้นำและผู้บริหารระดับสูงองค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมกับประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ หรือ ATRC Leaders ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหารือถึงแนวทางการกำกับดูแลบริการประเภท Over The Top (OTT) ซึ่งเป็นบริการสื่อสารแพร่ภาพและเสียงผ่านแอพพลิเคชั่นบนอินเตอร์เน็ต อาทิ Line, Facebook, Youtube บริการ Uber, Alibaba, Airbnb ที่เป็นปัญหาในทั่วโลกขณะนี้ ว่าควรจะมีการกำกับดูแลหรือไม่ และหากจะต้องกำกับดูแลจะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการกำกับดูแล จึงเกิดปัญหาเหมือนกรณีอูเบอร์ แท็กซี่ ในประเทศไทย

ทั้งนี้ ที่ประชุมจึงเห็นชอบตามข้อเสนอของ กสทช. โดยให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคมของประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ มีบริษัทโทรคมนาคมราว 50 ราย เนื่องจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากเป็นผู้ลงทุนสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ขณะที่ผู้ประกอบการ OTT ไม่ได้ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่ได้รับผลตอบแทนจำนวนมหาศาล และไม่มีการจ่ายภาษีให้กับประเทศนั้นเมื่อมีการทำธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องมาหารือกัน เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันประชุมที่ชัดเจน แต่คาดว่าจะต้องเร่งจัดประชุมในเร็วๆนี้

“ทั่วโลกให้ความสำคัญมากในการที่จะกำกับดูแลธุรกิจบริการ OTT แต่ก็ยังไม่มีแนวทางในการกำกับที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องหารือกัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย ซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนเห็นด้วย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้เกิดการแข่งขันในตลาดบริการออนไลน์อย่างยั่งยืน”.

 

เอกชนสนศูนย์ซ่อมเครื่องบิน ฟุ้งเตรียมเงินลงทุน 3 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899620


นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้นายสรคม มะลิอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมการบินเอเชีย จำกัด ได้เข้าพบเพื่อสอบถามถึงนโยบายเกี่ยวกับโครงการศูนย์ซ่อมและผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน โดยบริษัทสนใจที่จะลงทุนทั้ง 2 แห่ง คือสนามบินนครราชสีมา และสนามบินอู่ตะเภา ทั้งนี้ ในส่วนของสนามบินโคราชนั้น กรมท่าอากาศยานอยู่ระหว่างการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทในการพัฒนาว่าจะเป็นรูปแบบใด จะมีการพัฒนาศูนย์ซ่อมหรือไม่ คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนสนามบินอู่ตะเภาของกองทัพเรือนั้น เบื้องต้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีศูนย์ซ่อมอยู่ที่อู่ตะเภาเดิมอยู่แล้ว ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับบริษัท แอร์บัส เครื่องบินพาณิชย์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้โครงการพัฒนาธุรกิจซ่อมบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) ที่อู่ตะเภา เบื้องต้นจะเปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในรูปแบบพีพีพีอยู่แล้ว

นายสรคม มะลิอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุตสาหกรรมการบินเอเชีย จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมเงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาทไว้พร้อมสำหรับการลงทุนทันทีหากรัฐมีนโยบายชัดเจน.

 

15 แบงก์ร่วมลงนามจรรยาบรรณฉบับแรก “ธปท.” เห็นด้วยแนะให้นำไปใช้ปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899617


นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์ พัฒนาเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ที่ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารสมาชิกสมาคมธนาคารไทย 15 แห่งร่วมลงนามพร้อมนำไปปฏิบัติทันที ถือเป็นจรรยาบรรณดี ครอบคุมมากกว่าจรรยาบรรณของ ธปท. ที่ดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์การเงิน และธุรกรรมทางการเงิน ขณะที่จรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์ครอบคุมไปถึง 1.จรรยาบรรณด้านการประกอบธุรกิจ 2.บทบาทของกรรมการและผู้บริหาร 3.มาตรฐานการให้บริการ 4.พนักงานและสภาพแวดล้อมในการทำงาน 5.ความรับผิดชอบต่อลูกค้า 6.ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ 7.การจัดการข้อมูล 8.การกำกับดูแลโดยรวม และ 9.การแข่งขันทางการค้าและการระงับข้อพิพาท

“สิ่งสำคัญที่สุด ความไว้วางใจจะต้องเริ่มจากพฤติกรรมของธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องแสดงให้เห็นในทุกระดับ ตั้งแต่คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ตลอดจนวิธีการสื่อสารรูปแบบต่างๆ ความท้าทายต่อจากนี้ไปคือ จะต้องเร่งทำหลักการในจรรยาบรรณให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ ให้ประชาชนผู้ใช้บริการสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง”

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะ CEO Sponsor แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีสมาคมธนาคารไทย ด้าน Banking Industry Code of Conduct กล่าวว่าการจัดทำจรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์ฉบับใหม่นี้ คณะทำงานได้ยึดหลักการใหญ่ๆ 3 ประการ ได้แก่ การประกอบธุรกิจอย่างมีความซื่อสัตย์สุจริต การให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย และการมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

“หลังจากที่ทุกธนาคารได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้แล้ว แต่ละธนาคารก็จะได้นำจรรยาบรรณของธนาคารพาณิชย์ฉบับนี้ ไปกำหนดเป็นมาตรฐานในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินธุรกิจของตนเองต่อไป รวมถึงสื่อสาร และอบรมให้พนักงานธนาคารทุกคนเข้าใจและปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”.

 

ตั้งเป้า “สปอร์ตฮับ” ภายใน 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899611


สร้างแบรนด์ดึงรายการระดับโลกเข้ามาจัดในไทย

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ได้วางยุทธศาสตร์ใช้กีฬานำการท่องเที่ยวเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายใหญ่ให้ไทยเป็น “สปอร์ตฮับ” หรือศูนย์กลางด้านกีฬาชั้นนำระดับโลก ภายในระยะเวลา 10 ปี

โดยจะเริ่มเห็นภาพการเป็นผู้นำได้ใน 1-3 ปี โดยวางกลยุทธ์ 5 ด้านไว้เป็นฐานการรองรับ ได้แก่ 1.การนำอีเวนต์กีฬาระดับโลกมาจัดแข่งขันในไทย 2.จัดอีเวนต์กีฬาแห่งมวลชนระดับโลกที่มีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมาก เช่น มาราธอน จักรยาน 3.การส่งเสริมสถานที่จัดการแข่งขันที่ดีระดับโลก 4.ส่งเสริมการเป็นศูนย์ฝึกกีฬาระดับโลก 5.การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสัมมนาด้านกีฬาระดับโลก

“มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการว่า ปัจจุบันทุกอีเวนต์กีฬาในไทย มีนักกีฬาเข้าร่วมราว 1 ล้านคนต่อปี และคิดเป็นชาวต่างชาติ 20% แต่หากสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง จะทำให้นักกีฬาต่างชาติเพิ่มสัดส่วนเป็น 30% รวมถึงกระตุ้นค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวด้านกีฬาได้อีก 10-20% เป็นอย่างต่ำ”

ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว นอกจากจะเริ่มดึงอีเวนต์ใหญ่ของโลก เช่น โมโตจีพี เข้ามาเป็นเจ้าภาพ ดังที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีไปแล้ว จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์การแข่งขันที่ไทยริเริ่มขึ้นมาเองให้เป็นรายการมีชื่อเสียงระดับโลกด้วย ขณะนี้มองไปที่ 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ มาราธอน เจ็ตสกี และมวยไทย โดยเฉพาะกีฬามาราธอน ได้จัดตั้งคณะทำงานทำแผนการจัด “ไทยแลนด์ มาราธอน” ซึ่งจะเป็นอีเวนต์ใหญ่ระดับประเทศ และมีเป้าหมายระยะยาวเป็นรายการอันดับ 1 ในเอเชีย เทียบชั้นโตเกียว มาราธอน คาดว่าจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมได้ในปี 2561 ส่วนการแข่งขันเวิลด์เจ็ตสกี แชมเปียนชิพ ที่พัทยา อยู่ระหว่างการให้ผู้จัดทำแผนระยะ 5 ปี โดยมีเป้าหมายขยายฐานผู้ชมสู่ระดับมวลชน ส่วนกีฬามวยไทย จะผลักดันให้เป็นกีฬาที่บรรจุในโอลิมปิกเกมส์ปี 2024 ให้ได้

นอกจากนั้น ในเดือน เม.ย.2561 ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสปอร์ต แอคคอร์ด คอนเวนชั่น 2018 ที่กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นผู้นำระดับสูงขององค์กรกีฬาระดับโลกรวมกว่า 2,000 คน ตั้งเป้าให้เป็นรายการที่ประกาศศักยภาพของไทยในด้านการเป็นสปอร์ตสฮับอย่างเป็นทางการด้วย.

 

สั่ง ‘อคส.’ ขายข้าวโพดเน่า 8.4 หมื่นตัน จากโครงการแทรกแซงราคาปี 51-52

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2560 20:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899472


นบขพ. สั่ง ‘อคส.’ ขายข้าวโพดเน่าในสต๊อก 8.4 หมื่นตัน จากโครงการแทรกแซงราคาปี 51/52 หวังรัฐไม่ต้องจ่ายค่าเก็บเดือนละ 7 ล้านบาท ส่วนอีก 1 หมื่นตัน ให้เร่งเคลียร์คดีให้จบก่อนนำออกขาย พร้อมลดสัดส่วนนำเข้าข้าวสาลีต่อการซื้อข้าวโพดในประเทศเหลือ 1 ต่อ 2 ให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ 1 ราย และยกเลิกคุมปริมาณนำเข้าข้าวสาลีให้ผู้ผลิตอาหารกุ้ง

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาอนุมัติในหลักการให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในสต๊อกรัฐบาล จากโครงการแทรกแซงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 51/52 ปริมาณ 84,134.73 ตัน จากปริมาณที่เหลือในสต๊อก 94,168.98 ตัน เพื่อลดภาระค่าเก็บรักษาเดือนละราว 7 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 10,034.25 ตัน ที่ประชุมมีมติให้ อคส. หาข้อยุติในส่วนของคดีความโดยเร็ว เพื่อให้นำมาระบายให้หมดต่อไป

“ข้าวโพด 84,134 ตัน ที่จะเปิดระบายในเร็วๆ นี้ จะขายตามสภาพ เพราะเก็บมานานเกือบ 10 ปี คุณภาพไม่ได้แล้ว โดยให้ อคส.เจรจากับเจ้าของคลังสินค้า หรือผู้ซื้อที่เสนอราคาซื้อสูงสุดในแต่ละคลัง แล้วนำเสนอประธาน นบขพ.พิจารณาอนุมัติขายต่อไป โดย อคส.ต้องกำหนดมาตรการไม่ให้นำข้าวโพดลอตนี้กลับเข้าสู่วงจรตลาดปกติด้วย”

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ปรับลดอัตราการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ อัตราส่วน 1 ต่อ 3 เป็น 1 ต่อ 2 สำหรับผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีบริษัทในเครือรองรับการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์อื่น หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้ผลิตอาหารสัตว์รายหนึ่งว่า จำเป็นต้องนำเข้าข้าวสาลีคุณภาพสูงมาใช้ ด้วยเหตุผลทางโภชนาการและการควบคุมการผลิต ซึ่งการกำหนดสัดส่วน 1 ต่อ 3 ทำให้บริษัทต้องซื้อข้าวโพดในประเทศเพิ่มขึ้น และไม่ได้นำมาใช้ เพราะไม่มีบริษัทในเครือที่จะนำข้าวโพดส่วนเกินมาใช้ได้ จึงทำให้ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวของรัฐ

“ที่ประชุมลดสัดส่วนจาก 1 ต่อ 3 เหลือ 1 ต่อ 2 เฉพาะกับผู้ผลิตอาหารสัตว์เพียง 1 ราย ที่ต้องใช้ข้าวสาลีคุณภาพดีมากๆ และไม่มีบริษัทลูกที่จะใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนเกิน ตามที่ได้ร้องเรียนเข้ามา ส่วนผู้ผลิตอาหารสัตว์รายอื่นๆ ยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการกำหนดสัดส่วน 1 ต่อ 3 เช่นเดิม”

ขณะเดียวกัน ยังมีมติให้ผู้ผลิตอาหารกุ้งได้รับการยกเว้น โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีของภาครัฐ และให้นำเข้าข้าวสาลีได้ 10% ของกำลังการผลิตอาหารกุ้งตามสูตรของกรมประมง หรือประมาณ 110,000 ตัน โดยกำหนดให้กรมประมงติดตามดูแลแผนการนำเข้า และแผนการผลิตอย่างใกล้ชิด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการกำหนดสัดส่วน 1 ต่อ 3 ที่ นบขพ.อนุมัติให้ดำเนินการตั้งแต่ปลายปี 59 ถือเป็นมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ ที่นำเข้าข้าวสาลี มาใช้เป็นวัตถุดิบ ต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ เช่น นำเข้า 1 ตัน ต้องซื้อข้าวโพด 3 ตัน หากไม่กำหนดเช่นนี้ ผู้ผลิตอาหารสัตว์จะนำเข้าข้าวสาลีในปริมาณมาก และไม่ซื้อข้าวโพดในประเทศ เพราะการนำเข้าข้าวสาลีต้นทุนต่ำกว่ามาก เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า และนำเข้าแบบไม่จำกัดปริมาณ ทำให้ราคาข้าวโพดในประเทศตกต่ำ และเกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก

 

ยามาฮ่าเขย่าวงการรถจักรยานยนต์ไทยสุดยิ่งใหญ่!! เปิดตัว Yamaha QBIX ครั้งแรกในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 29 มี.ค. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899072


เนรมิต “Yamaha – Beyond The Limits” กลาง Motor Show พร้อมเปิดตัว Yamaha QBIX ครั้งแรกในโลก และ Yamaha YZF-R6 ด้วยราคาสุดเร้าใจ

มร.ชิเงโอะ ฮายาคาวะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (คนที่ 4 จากซ้าย) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมทำพิธีเปิดบูธยามาฮ่า ภายใต้ “Yamaha – Beyond The Limits” ภายในงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานการจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 (คนที่ 5 จากซ้าย) พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติระดับวีไอพีเข้าร่วมเปิดบูธยามาฮ่าอย่างเป็นทางการ โดยในปีนี้ยามาฮ่าเนรมิตบูธจัดแสดงภายใต้คอนเซปต์ “Yamaha – Beyond The Limits” ตอกย้ำแนวคิดองค์กรในการสรรค์สร้างยนตรกรรม เพื่อก้าวข้ามทุกขีดจำกัด พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์สุดล้ำครั้งแรกในโลก Yamaha QBIX และ New YZF-R6 สุดยอดรถสปอร์ตคลาส 600 ซีซี ที่ทุกคนรอคอยด้วยราคาสุดเร้าใจ และพร้อมให้ชาวไทยได้สัมผัสก่อนใคร ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

หุ้นไทยปิดตลาดปรับลดลง 1.75 ดัชนีอยู่ที่ 1,574 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2560 17:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899340


ปิดตลาดภาคบ่าย หุ้นไทยปรับลดลง 1.75 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,574.97 จุด มูลค่าการซื้อขาย 36,802.28 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 29 มี.ค. 60 พบว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลง 1.75 จุด เปลี่ยนแปลง -0.11 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,574.97 จุด มูลค่าการซื้อขาย 36,802.28 ล้าน โดยระหว่างวันดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,579.59 จุด ต่ำสุดอยู่ที่ 1,573.06 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท เอเพ็กซ์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

 

ตามคาด กนง. คงดอกเบี้ย 1.5% เอื้อขยายตัวศก. ขยับจีดีพี ปีนี้โต 3.4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2560 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/899311


ตามคาด กนง.มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น จากส่งออก-ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว รวมถึงใช้จ่ายภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อน พร้อมปรับจีดีพี ปีนี้ โต 3.4%…

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปีตามตลาดคาดการณ์ เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เพราะแม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นและดีกว่าที่ประเมินไว้เดิม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีแนวโน้มทยอยปรับตัวสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงอีกมาก โดยเฉพาะจากด้านต่างประเทศ

ทั้งนี้กนง.เห็นว่าเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นจากการส่งออกสินค้าที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มฟื้นตัว และการใช้จ่ายของภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด ทั้งผลของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ปัญหาเสถียรภาพการเงินจีน รวมถึงพัฒนาการทางการเมืองและปัญหาภาคการเงินในยุโรป

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น แต่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางของสาธารณชนอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมาย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอาจผันผวนในระยะสั้นจากผลของฐาน และมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากพัฒนาการราคาน้ำมันในตลาดโลก สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ผ่านมาปรับลดลงบ้าง ส่วนหนึ่งจากฐานภาษีสรรพสามิตที่สูงในปีก่อน แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สะท้อนจากสภาพคล่องในระบบการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ดีเงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้นบ้างเมื่อเทียบกับสกุลคู่ค้าคู่แข่งสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยเท่าที่ควร กนง.มองว่าในระยะข้างหน้าอัตราแลกเปลี่ยนอาจผันผวนสูงขึ้นได้จากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามแม้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยชัดเจนมากขึ้น แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนอยู่มากโดยเฉพาะจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ กนง.จึงเห็นว่านโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อเนื่อง และพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาวะการเงินโดยรวมเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ

พร้อมกันนี้ ได้ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 3.4% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้ในเดือน ธ.ค.59 ที่ 3.2% เนื่องจากมองว่าการส่งออกเริ่มฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยได้ประมาณการ GDP ในปี 61 ว่าจะเติบโตได้ 3.6% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องและมีแรงขับเคลื่อนที่สมดุลมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 60 จากทั้งการใช้จ่ายในประเทศ และภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

ส่วนประมาณการอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าในปี 60 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.2% ส่วนในปี 61 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.9% โดยเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น และค่อยๆ กลับเข้าสู่ค่ากลางของเป้าหมายแม้จะต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้จากข้อมูลจริง โดยความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจโน้มไปด้านต่ำมากขึ้นจากด้านต่างประเทศเป็นสำคัญ ขณะที่ความเสี่ยงต่อประมาณการเงินเฟ้อโน้มไปด้านต่ำเช่นกัน ตามความเสี่ยงของเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่อาจต่ำกว่าคาด.

 

ม.ค.-ก.พ. ยอดโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ พุ่ง! ระดับสูง 200 ล้านรายการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 มี.ค. 2560 11:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/898970


ผู้ว่าแบงก์ชาติ เผย เดือน ม.ค.-ก.พ. ยอดทำธุรกรรมพร้อมเพย์ในการโอนเงิน พุ่งระดับสูง 200 ล้านรายการ เชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยอมรับส่งผลกระทบรายได้ค่าธรรมเนียมแบงก์พาณิชย์ลดลง…

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.พ.) พบปริมาณธุรกรรมจากการให้บริการพร้อมเพย์มียอดทำรายการ 200 ล้านรายการ ซึ่งเป็นการโอนเงินระหว่างภาครัฐต่อภาครัฐ และเป็นการโอนเงินระหว่างประชาชนต่อประชาชน โดยตัวเลขปริมาณการทำธุรกรรมดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับสูง ซึ่งเชื่อมั่นว่าการใช้บริการพร้อมเพย์จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าใด เพราะธุรกรรมพร้อมเพย์เป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้บริการว่าจะใช้มากหรือน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ยอมรับว่าการเปิดใช้บริการพร้อมเพย์อย่างเป็นทางการ มีผลกระทบไปถึงรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์ที่ลดลงไปบ้าง แต่เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคารจะพยายามหารายได้ในส่วนอื่นเข้ามามาชดเชยกับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมการโอนเงินที่สูญเสียไป.