ไขก๊อก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886201


นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจาย เสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เพื่อขอแสดงความรับผิดชอบ หลังการซื้อตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย-ราคาน้ำมันเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 มี.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886187


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันพุธ จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันหลังจากลดลงติดต่อกันหลายวัน ขณะที่ธนาคารสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอีกครั้ง…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 15 มี.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 112.73 จุด หรือ 0.54% ปิดที่ 20950.10 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 19.81 จุด หรือ 0.84% ปิดที่ 2385.26 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 43.23 จุด หรือ 0.74% ปิดที่ 5900.05 จุด

เมื่อวันพุธ ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นหลังจากพบว่าน้ำมันในคลังน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อย ช่วยหนุนบริษัทในกลุ่มปิโตรเลียม เช่น เอ็กซ์ซอนโมบิล และเชฟรอน ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานขึ้นอีก 0.25% เป็น 0.75%-1% แต่ไม่ส่งสัญญาณว่าจะเร่งเพิ่มอัตราดอกเบี้ย เพื่อตอบรับกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีขึ้นอย่าวต่อเนื่องแต่อย่างใด.

 

“ออมสิน” ลุยปล่อยสินเชื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886117


นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารมีความพร้อมในการเปิดลงทะเบียนประชาชน เพื่อขอรับสวัสดิการแห่งรัฐ ระหว่างวันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.นี้ คาดว่าจะมีประชาชนมาลงทะเบียน 4 ล้านรายมากกว่าครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว มีประชาชนลงทะเบียน 2.5 ล้านราย ปีนี้ ธนาคารได้เตรียมความพร้อมด้วยการนำเครื่องอ่านชิปการ์ดมาสแกนบัตรประชาชนที่ ขณะนี้มีสาขาละ 1 เครื่อง และจะเพิ่มอีก 7 เครื่องรวมเป็นสาขาละ 8 เครื่อง หรือเพิ่มขึ้นอีก 7,000 เครื่องทั่วประเทศ โดยเครื่องอ่านชิปการ์ด จะเพิ่มความสะดวกให้แก่ธนาคารและประชาชน เพราะข้อมูลที่อยู่ในบัตรประชาชน จะโอนมาอยู่ในแบบฟอร์มที่ประชาชน จะต้องกรอกอยู่แล้ว

“ข้อมูลในบัตรประชาชนจะถูกโอนมาอยู่ในแบบฟอร์มของธนาคารหลังจากเครื่องอ่านชิปการ์ดในบัตรประชาชน ส่วนข้อมูลอื่นๆ เช่น รายได้ อาชีพ และทรัพย์สิน ต้องกรอกเพิ่มเติมด้วยตัวเอง”

ขณะที่ความคืบหน้าโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อย ธนาคารได้รับลงทะเบียนจากประชาชนไปแล้ว 56,000 ราย วงเงิน สินเชื่อ 1,600 ล้านบาทในจำนวนนี้ คาดว่าจะอนุมัติสินเชื่อได้ 1,000 ล้านบาท วงเงินปล่อยกู้ 30,000 บาทต่อราย ได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ สำหรับผู้ที่มีหนี้นอกระบบ ที่ต้องการชำระหนี้ หรือปิดหนี้.

 

แพลทินัมดัน “ประตูน้ำ-ราชประสงค์” ผงาดช็อปปิ้งระดับโลก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886106


“เดอะ แพลทินัม” ฝันดันย่านประตูน้ำ-ราชประสงค์เป็นจุดหมายปลายทางของการช็อปปิ้งของโลกใน 10 ปี หลังรวมพลังกับผู้ประกอบการค้าปลีกราชประสงค์พัฒนาย่านการค้า พร้อมดันยอดรายได้สิ้นปี 60 แตะ 2,000 ล้านบาท หลังปี 59 กำไรและรายได้ทำนิวไฮนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจปีนี้เป็นปีที่ 12

นายชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศูนย์การค้าส่ง-ค้าปลีก ภายใต้ชื่อ “เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์” เปิดเผยว่า หลังประกาศแผนลงทุนใหญ่ 11,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี คือตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2563 เพื่อขยายธุรกิจและอาณาจักร “แพลทินัม” ทั้งค้าปลีก-ค้าส่ง และโรงแรมครบวงจร เพื่อให้เดอะ แพลทินัม เป็นค้าส่งของโลก และย่านประตูน้ำ-ราชประสงค์เป็นจุดหมายปลายทางของการช็อปปิ้งขนาดใหญ่ของโลกภายใน 10 ปีนับจากนี้ก็พร้อมลุยเต็มสูบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งยอดขายและผลกำไร เพราะเชื่อว่าธุรกิจศูนย์การค้า ประเภทค้าส่งดีอยู่แล้ว ได้รับอานิสงส์ทั้งในช่วงภาวะเศรษฐกิจดีและไม่ดี โดยเศรษฐกิจดีผู้บริโภคก็ออกมาช็อปปิ้งซื้อสินค้ากันปกติ ขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี ก็มาซื้อสินค้าเพื่อนำไปขายต่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์ หารายได้เพิ่มและอาชีพเสริม สวนทางกับธุรกิจศูนย์การค้า ประเภทค้าปลีกที่กำลังซื้อหดหายในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดีเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจศูนย์การค้าเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ ปัจจุบันมีลูกค้าแห่เข้ามาใช้บริการและซื้อสินค้าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 45,000-50,000 คนในวันธรรมดา และเพิ่มขึ้นเป็นวันละกว่า 60,000 คนในวันขายส่ง วันพุธและวันเสาร์ บางวันมียอดลูกค้าเข้ามาใช้บริการพุ่งสูงถึงวันละ 80,000-85,000 คน ขณะที่การใช้จ่ายต่อคนก็ไม่ลดลง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นในหลายๆ ประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา เป็นต้น จากฐานเดิมที่มีกลุ่มลูกค้าในแถบประเทศตะวันออกกลาง สิงคโปร์ มาเลเซียเป็นตลาดหลัก

สำหรับสัดส่วนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในศูนย์ฯ เป็นกลุ่มคนไทย 60% ชาวต่างชาติ 40% แต่กลุ่มคนไทยซื้อเพื่อขายต่อมีมากถึง 90% ขณะที่กลุ่มชาวต่างชาติซื้อเพื่อนำไปขายต่อมีไม่ถึง 10% แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในทุกตลาด จนทำให้มั่นใจว่าสิ้นปี 60 บริษัทและบริษัทย่อยจะมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องหรือทำได้แตะกว่า 2,000 ล้านบาท จากงวดปี 2559 ที่ทำยอดขายและผลกำไรนิวไฮหรือสูงสุดนับตั้งแต่ที่ดำเนินธุรกิจมา 12 ปี โดยมีกำไรสุทธิ 704 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 2558 และมีรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 1,863 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ 95 ล้านบาท หรือเติบโต 5% เป็นรายได้จากธุรกิจพื้นที่เช่า 65-70% โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ 20% และที่เหลือเป็นรายได้จากธุรกิจศูนย์อาหารและอื่นๆ

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินงาน การเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าเช่า ค่าบริการและโรงแรม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่มั่นคง เนื่องจากบริษัทมีการปรับขึ้นราคาค่าเช่าพื้นที่รวมทั้งค่าบริการ สำหรับสัญญาเช่าและบริการที่หมดอายุระหว่างปี และการปรับโซนพื้นที่ขายอาหารบางส่วนของศูนย์อาหารในโครงการเดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ มาบริหารเอง

“การค้าย่านประตูน้ำ ณ วันนี้ถือเป็นย่านค้าส่งที่แข็งแรงมาก และหากการรวมตัวของผู้ประกอบธุรกิจทั้ง 2 ย่าน คือ ย่านค้าปลีกราชประสงค์กับย่านค้าส่งประตูน้ำที่มีความแข็งแกร่งทั้งคู่ มีสินค้าครบครัน หลากหลาย จะทำให้ในบริเวณดังกล่าวเป็นย่านค้าปลีก-ค้าส่งที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงที่สุด และเป็นจุดหมายปลายทางช็อปปิ้งของโลกใน 10 ปีนับจากนี้แน่นอน”.

 

ส.อ.ท.จับมือไต้หวันพัฒนา 4.0 นำร่องเอสเอ็มอี 300 โรงงานใน 6 อุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886090


ขัตติยา ไกรกาญจน์

นายขัตติยา ไกรกาญจน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการลงนามความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัท แอดวานซ์เทค จากไต้หวัน กับ ส.อ.ท. ว่า ขณะนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ต้องยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 เนื่องจากประเทศคู่แข่ง เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สหรัฐฯ ต่างก็เร่งยกระดับไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 แล้วทั้งสิ้น หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวก็ไม่สามารถต่อสู้ในตลาดโลกได้

ทั้งนี้ จากการสำรวจอุตสาหกรรมของไทย พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2.0 ดังนั้น ส.อ.ท.ได้นำร่องคัดเลือก 6 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องจักรกลการเกษตร, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อาหารแปรรูป, เครื่องจักรกล, ปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมสนับสนุน ในการปรับตัวไปสู่ 4.0 ในขั้นแรกตั้งแต่ปี 2559-2563 จะยกระดับไปสู่ 3.0 โดยจะปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตไปสู่ระบบอัตโนมัติให้ได้มากกว่า 75% ของเครื่องจักรการผลิตทั้งหมด และเครื่องจักรอัตโนมัตินี้จะต้องมีอุปกรณ์เซ็นเซอร์ประมวลผลข้อมูลการทำงานของเครื่องจักรไปยังส่วนกลางได้

นอกจากนี้ ส.อ.ท.ได้ประสานงานกับสถาบันไทย-เยอรมัน ในการจัดหาผู้ออกแบบระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ (เอสไอ) เข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาวางระบบให้กับผู้ประกอบการ ขณะนี้มี เอสเอ็มอีเข้ามาขึ้นทะเบียนกับ ส.อ.ท.แล้วกว่า 50 บริษัท ซึ่งจะเชิญผู้ประกอบการใน 6 กลุ่มนี้เข้ามาปรับปรุงก่อน คาดว่าจะมีจำนวน 300 ราย จากนั้นค่อยขยายวงกว้างออกไป

นายเชนนี่ โฮ ประธานกลุ่มบริษัท แอดวานซ์เทค จากไต้หวัน กล่าวว่า การลงทุนในอุตสาหกรรม 4.0 ไม่ใช่ของใหม่ เพราะหากโรงงานใดมีเครื่องจักรอัตโนมัติอยู่แล้ว ก็ใช้เงินลงทุนไม่มาก มีเพียงการติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดข้อมูลส่งเข้าระบบประมวลผล และซอฟต์แวร์ เพื่อให้เจ้าของกิจการได้รับข้อมูลกระบวนการผลิตในจุดต่างๆอย่างทันที ซึ่งจะเห็นผลได้ภายใน 3 เดือน และใช้เวลาอีก 3-5 ปีจะเห็นผลภาพใหญ่ทั้งระบบ โดยในโรงงานของตนเองสามารถเพิ่มผลผลิตได้ถึง 80% และลดต้นทุนได้ 25%.

 

“ธเรศ” ระบุ กสทช.ไม่มีปัญหา ไร้เงา “สุภิญญา” ยังทำงานได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886072


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้รับฟังคำตัดสินของศาลฎีกาแล้ว ได้โพสต์ข้อความผ่าน ทวิตเตอร์ส่วนตัว @supinya ระบุว่า จากคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีชุมนุมปีนสภาค้าน สนช. ในวันที่ 15 มี.ค.60 แม้ศาลท่านจะไม่ได้กำหนดโทษจำคุก แต่ก็พิพากษาว่าดิฉันกระทำความผิด จึงมีประเด็นทางกฎหมาย วันนี้ดิฉันจะทำบันทึกแจ้งเลขาธิการ กสทช. ถึงคำพิพากษาให้ สนง. ตีความกฎหมาย โดยตั้งแต่วันนี้ดิฉันจะยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน (ไม่รับค่าตอบแทน) ถ้าการตีความออกมาว่าไม่ขัดคุณสมบัติ ก็ค่อยกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อ แต่ถ้าขัดก็ถือว่าสิ้นสภาพการเป็น กสทช.ตามกฎหมายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปค่ะ ส่วนตัวตีความว่าขัด พ.ร.บ.กสทช. เพราะศาลฎีกาพิพากษาว่าดิฉันทำความผิดฐานชุมนุมค้าน สนช. แม้ว่าจะยังไม่มีโทษจำคุก จึงตัดสินใจขอยุติการทำหน้าที่ ดิฉันน้อมรับคำพิพากษาสูงสุดของศาลฎีกาในวันนี้ แม้จะยืนยันว่าสิ่งที่ทำเป็นสิทธิ เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจตลอดมา สรุป ก็รอให้ กสทช.ทำการตีความออกมาเป็นทางการ ระหว่างนี้ดิฉันก็หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเก็บของรอไปพลางก่อน มีเอกสารต้องเคลียร์จำนวนมาก ระหว่างการยุติการปฏิบัติหน้าที่ ดิฉันและทีมก็ไม่รับค่าตอบแทนใดตั้งแต่วันนี้ และจะทำเรื่องส่งคืนทรัพย์สินที่ถือครองในการทำงานคืนโดยเร็ว

ด้าน พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. กล่าวว่า ได้รับทราบเบื้องต้นถึงกรณีดังกล่าว ทาง กสทช.จะนำเรื่องดังกล่าวหารือในที่ประชุมบอร์ด กสทช.ในวันที่ 22 มี.ค.60 อย่างไรก็ตาม กรรมการ กสทช.ยังคงเหลือ 8 คน และยังคงทำหน้าที่ต่อไปได้ โดยบอร์ดชุดดังกล่าวจะครบวาระในเดือน ต.ค.60 นี้ เช่นเดียวกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งเป็นบอร์ดชุดเล็ก จะเหลือกรรมการเพียง 3 คนนั้น ก็ยังคงประชุมบอร์ด กสท.ต่อไปได้.

 

ซีพีเอฟได้ฤกษ์ส่งไก่ไปเยอรมนี ตั้งเป้าทำยอดขาย “อียู” หมื่น ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886060


นายวีรชัย รัตนบานชื่น ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจไก่เนื้อ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้ฤกษ์ปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ไก่สดและผลิตภัณฑ์ไก่ส่งไปประเทศเยอรมนีเป็นลอตแรก หลังจากที่กระบวนการผลิตไก่ของบริษัทได้รับรองมาตรฐานการผลิตอาหารคุณภาพปลอดภัย (QS Standard) จากประเทศเยอรมนี นับเป็นบริษัทแรกของไทย และเป็นบริษัทเดียวนอกกลุ่มสหภาพยุโรป ที่ได้มาตรฐานการผลิตระดับสูงของโลก ตอกย้ำคุณภาพและความปลอดภัยไก่ซีพีเอฟได้มาตรฐานสูงสุด เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในสหภาพยุโรป (อียู) อย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้ทำการส่งออกไก่สดไปเยอรมนีในปริมาณ 23,000 กิโลกรัม และตลอดทั้งปี 2560 คาดว่าซีพีเอฟจะมีเป้าส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ไปกลุ่มอียู รวมประมาณ 70,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 10,000 ล้านบาท

“มาตรฐาน QS จะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนไทยได้ในอีกระดับหนึ่งว่า ผู้บริโภคจะได้บริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ CP ที่ผ่านกระบวนการผลิตอย่างมีคุณภาพและความปลอดภัยในระดับเดียวกับชาวเยอรมันและสหภาพยุโรป ที่สำคัญการได้รับมาตรฐาน QS จะช่วยให้ซีพีเอฟมียอดสั่งซื้อจากกลุ่มลูกค้าชาวเยอรมันและ EU เพิ่มมากขึ้น”.

 

“ฐากร” ชน “ทีโอที” ได้คลื่นสมใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886057


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้อนุมัติแผนการใช้คลื่นความถี่ 2300 เมกะวัตต์ ให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นที่เรียบร้อย ทีโอทีสามารถนำไปประกอบธุรกิจได้ ขณะเดียวกัน กสทช.จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบการใช้คลื่นนั้น เป็นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้องหรือไม่

“เรื่องคลื่น 2300 ของทีโอที ผมเข้าประชุมด้วยตัวเอง เพื่อผลักดันให้ทีโอทีได้ใช้คลื่นตามสิทธิ์” นายฐากรกล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการคิดค่าใช้คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย.2556-ปี 2558 ตามข้อเสนอของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดย สตง.ให้ความสนใจประเด็นการคิดค่าใช้คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ หลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย.2556-ปี 2558 ที่ใช้เวลานานเกือบ 4 ปีแล้ว ที่การคำนวณค่าใช้คลื่นก็ยังไม่มีข้อยุติแต่อย่างใด ซึ่งรายได้ในส่วนนี้จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป โดย กสทช.จะสรุปเรื่องดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.60 นี้

ขณะเดียวกันบอร์ด กทค.ยังปลดการเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดของบริษัท ทรู อินเตอร์เน็ต จำกัด ออกจากประกาศ กสทช.ด้วย เพราะปัจจุบันสัดส่วนแบ่งการตลาดของทรูลดลง เพราะมีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตมากรายยิ่งขึ้น จากอดีตมีเพียง 2-3 รายเท่านั้น.

 

ส.ป.ก.สรุปคดีวินด์ฟาร์มเดือนนี้ ชง “ฉัตรชัย” ชี้ขาดเอกชนบุกที่รัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/886126


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์

การันตีเกษตรกรค้านล้มโครงการ

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การตรวจสอบข้อมูลเอกชนทั้ง 15 ราย ที่ติดตั้งกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า (วินด์ฟาร์ม) บนพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินที่ จ.ชัยภูมิ และ จ.นครราชสีมา เพื่อพิจารณาว่า ดำเนินการตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วนหรือไม่ตามคำสั่งของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ภายใน 45 วัน เสร็จเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างสรุปข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะส่งให้ พล.อ.ฉัตรชัยพิจารณาได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้

สำหรับการตรวจสอบข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัด 2 จังหวัด คือ จ.ชัยภูมิและ จ.นครราชสีมา 2.จากผู้ประกอบการทั้ง 15 รายและ 3.จากเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยการดำเนินการทั้งหมดยืนยันว่าเป็นไปด้วยความรอบคอบ

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ชอบโครงการติดตั้งกังหันลมฯ มาก เนื่องจากได้รับเงินโดยตรงจากภาคเอกชน ถนนในหมู่บ้านได้รับการปรับปรุง นอกจากนี้ผลตอบแทนที่ ส.ป.ก.ได้รับต่อปียังนำเข้ากองทุนช่วยเหลือด้านสวัสดิการแก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถทำการเกษตรบนที่ดินได้เช่นเดิม โดยที่วิถีชีวิตไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่เห็นด้วยหากมีการยกเลิกโครงการไป

“ผมสั่งให้เจ้าหน้าที่ลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ถึง 2 ครั้ง เพื่อรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนทุกด้าน เกษตรกรบางรายถึงกับร้องไห้ ไม่อยากให้ยกเลิกโครงการดังกล่าว เพราะผลตอบแทนที่ได้ต่อไร่ สูงถึง 35,000 บาทต่อปี กังหันลม 1 อันใช้พื้นที่กว้างกว่า 3 ไร่ ผลตอบแทนดังกล่าวเกษตรกรใช้ในการส่งบุตรหลานเรียนหนังสือหากยกเลิกโครงการไปจะเกิดความลำบาก เพราะรายได้จากภาคการเกษตรยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา โดยข้อมูลทั้งหมด ส.ป.ก.จะส่งให้ พล.อ.ฉัตรชัยเป็นผู้พิจารณา ซึ่งถ้าผิดก็ว่ากันไปตามผิด แต่ถ้าไม่ผิดก็เดินหน้าต่อไป”

นอกจากนี้ ส.ป.ก.ได้ทำหนังสือถึงศาลปกครองสูงสุดขอคำจำกัดความถึงคำพิพากษา กรณีไม่ได้ให้ประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง ซึ่งทำให้ ส.ป.ก.ต้องยกเลิกสัญญาของบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์มในการติดตั้งกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าบนพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ จ.ชัยภูมิว่า จะให้ ส.ป.ก.ปฏิบัติอย่างไร ซึ่งศาลปกครองสูงสุดตอบกลับว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของศาลฯ จึงส่งเรื่องดังกล่าวให้ศาลปกครอง จ.นครราชสีมาพิจารณาต่อไป.

 

แตะเบรก คมนาคมแจงกฎออกใบขับขี่ใหม่เริ่มใช้ปี 61จ่อลดค่าเรียนช่วยปชช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มี.ค. 2560 22:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/885970


คมนาคมแจงด่วนนโยบายปรับหลักเกณฑ์ออกใบขับขี่ ยืนยันพุ่งเป้าหมายไปที่ความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนถนนที่มาจากปัญหาความไม่พร้อมของบุคคล ด้านขนส่งทางบก ธาตุไฟแตก ขอเลื่อน บังคับใช้ กฎกระทรวงใบขับขี่ใหม่เป็นปี 61 เล็งปรับลดค่าเรียนโรงเรียนเอกชนหลัง ปชช.ร้องจ๊าก! ค่าเรียนขับรถแพงหูฉี่

เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจาก คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.มีมติปรับหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาตขับขี่ โดยให้ประชาชนต้องไปเรียนและอบรมที่โรงเรียนสอนขับรถเอกชนก่อนจะมีการแจ้งขอออกใบขับขี่ โดยกำหนดเพดานอัตราค่าอบรมไม่เกิน 6,000 บาท สำหรับโรงเรียนสอนขับรถเอกชน 95 แห่ง ซึ่งหลังจากมีมติ ครม.ดังกล่าวเกิดการวิพากษ์วิจารณ์วงกว้าง ทั้งประชาชนผู้ต้องการขอใบอนุญาตและโซเชียลมีเดีย ทำให้กระทรวงคมนาคมต้องออกมาชี้แจงด่วน ถึงข้อสงสัยหลายประเด็น (คาดกฎใหม่ สอบใบขับขี่ผ่านรร. เพิ่มอบรม 15 ชม.ค่าใช้จ่ายพุ่งเกือบ 6 พัน)

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การผลักดันนโยบายปรับหลักเกณฑ์ออกใบอนุญาตขับขี่เป็นเรื่องที่กรมการขนส่งทางบกศึกษาข้อมูลมานานและพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนของอุบัติเหตุที่มีสถิติสูงทุกปีมาจาก 3 ปัจจัย คือ

1.สภาพถนน ซึ่งขณะนี้กระทรวงคมนาคมมีนโยบายปรับปรุงให้ถนนมีคุณภาพ ปลอดภัยสูง

2.คุณภาพรถ รัฐบาลพยายามควบคุมยกระดับคุณภาพรถโดยสารสาธารณะต่าง ๆ

3.ความไม่พร้อมของผู้ขับรถ พบว่าปัจจัยเรื่องของคนเป็นปัจจัยสำคัญกว่า 80% ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยกระดับการออกใบอนุญาตขับขี่ให้เข้มข้น

ทั้งนี้โรงเรียนที่จะเข้ามาสอนและอบรมจะต้องทำให้ผู้ขับขี่มีความสามารถในการขับรถ มีวัฒนธรรมและจริยธรรมในการขับขี่ ส่วนประเด็นข้อสงสัยทำไมต้องอบรม 15 ชั่วโมงนั้น เป็นการดำเนินการตามกรอบปฏิญญามอสโคทุกประเทศทั่วโลกฝึกอบรมผู้ขับขี่ตามชั่วโมงดังกล่าว ถือเป็นเวลามาตรฐาน

ส่วนกฎหมายดังกล่าวจะมีการบังคับเมื่อใด ยืนยันหลังจากมีมติ ครม.ทางกรมการขนส่งทางบกจะต้องศึกษาแผนรายละเอียดการเตรียมความพร้อมของโรงเรียนเอกชนและผ่านการพิจาณาตามข้อกฎหมายจากกฤษฎีกา คาดว่าจะใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าจะประกาศใช้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการอบรมไม่เกิน 6,000 บาทนั้น เป็นเพดานสูงสุด และเชื่อว่ากรมการขนส่งทางบกจะศึกษาอัตราที่เหมาะสมก่อนบังคับใช้กฎหมายต่อไป อัตราที่ออกมาจะคำนึงถึงความพร้อมของประชาชนเป็นหลัก

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า สำหรับความพร้อมของโรงเรียนเอกชนสอนขับรถ ยืนยันในอนาคตจะเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากขณะนี้มีโรงเรียนที่มีมาตรฐานได้รับอนุญาตแล้ว 95 แห่ง และอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต ซึ่งผ่านการพิจารณาแล้ว 43 แห่ง เชื่อว่าเอกชนที่เปิดโรงเรียนสอนขับรถแต่ละรายจะต้องลงทุนไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อแห่ง ซึ่งก็ต้องรักษาคุณภาพ

โดยขนส่งทางบกขีดเส้นชัดเจนว่า การควบคุมคุณภาพแต่ละแห่งจะใช้ระบบ E-Classroom ระบบดังกล่าวจะมีการออนไลน์ข้อมูลตั้งแต่ผู้เข้าเรียนมาแสดงตนที่โรงเรียนด้วยระบบสแกนนิ้ว การทำข้อสอบที่มีการคีย์ข้อมูลเข้ามาในระบบจนถึงการสอบปฏิบัติ ข้อมูลทั้งหมดจะส่งมาที่กรมการขนส่งทางบกด้วย

ทั้งนี้หากพบว่ามีการนำใบอนุญาตขับขี่ไปหาประโยชน์ จะถูกลงโทษสถานหนัก ปิดสถานประกอบการทันที นอกจากนี้ เพื่อให้โรงเรียนสอนขับรถเอกชนมีเพียงพอต่อความต้องการ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีแนวทางให้สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมสามารถเปิดโรงเรียนสอนขับรถและบรรจุเป็นสถานประกอบการเพิ่มในอนาคต