ปฏิรูปมาตรฐานเทียบชั้นแบงก์ ล้อมคอกทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877797


กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ครม.เห็นชอบปฏิรูป “สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน” เทียบเท่าสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เข้มดูแลธรรมาภิบาล ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ แก้ปัญหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นอยู่ระหว่างการทำแผนฟื้นฟู

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียน ไปออกระเบียบเพื่อให้มีการบริหารและการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ให้เทียบเท่าการกำกับดูแลสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เนื่องจากเห็นว่ากิจการสหกรณ์ฯในปัจจุบันมีความสำคัญต่อระบบสถาบันการเงินไทยโดยรวม มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดมีสินทรัพย์รวม 2.5 ล้านล้านบาท โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ 1,448 แห่ง มีทรัพย์สินรวม 2.06 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้มีทรัพย์สินเกิน 5,000 ล้านบาท 113 แห่ง มีสินทรัพย์รวม 1.4 ล้านล้านบาท หรือ 70% ของสินทรัพย์ทั้งสิ้น เทียบเท่ากับสินทรัพย์ของธนาคารใหญ่ที่สุดในประเทศ ส่วนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมี 558 แห่ง

สำหรับแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้กำหนดหลักเกณฑ์ 4 ด้าน คือ ด้านธรรมาภิบาล ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ โดยหลักเกณฑ์สำคัญที่สหกรณ์ทุกขนาดต้องดำเนินการ ในด้านธรรมาภิบาล ให้มีการถ่วงดุลอำนาจ โดยการปล่อยสินเชื่อให้แยกการวิเคราะห์สินเชื่อ และการอนุมัติสินเชื่อออกจากกัน ไม่ควรจ่ายเงินปันผลเกิน 80% ของกำไรสุทธิ งบการเงินต้องเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีไทย

ส่วนความเสี่ยงด้านเครดิต ให้ปรับปรุงแนวทางการจัดชั้นสินเชื่อหรือสินทรัพย์ให้สะท้อนความสามารถในการชำระหนี้อย่างแท้จริง และมีการกันสำรองหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด การพิจารณาเงินกู้ให้สมาชิกสมทบต้องไม่เกินมูลค่าเงินฝากและเงินค่าหุ้นของสมาชิกสมทบ ขณะที่ภาระหนี้ต่อรายได้รวมสุทธิของสมาชิกรายใดรายหนึ่งต้องไม่เกิน 70% และให้จำกัดประเภทและปริมาณหลักทรัพย์ที่สหกรณ์สามารถฝากหรือลงทุนต้องไม่เกิน 10% ของส่วนของผู้ถือหุ้น และการลงทุนในหุ้นกู้ของแต่ละบริษัทต้องมีมูลค่าไม่เกิน 5% ของปริมาณหุ้นกู้ของบริษัทนั้น ห้ามสหกรณ์ซื้อหรือมีไว้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์เว้นแต่ใช้เป็นสถานที่ดำเนินกิจการ

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดความสามารถในการก่อหนี้ของสหกรณ์อัตราส่วนหนี้ต่อทุนไม่เกิน 1.5 เท่า โดยให้นำเงินรับฝากทั้งหมดมาคำนวณเป็นหนี้สินเพื่อควบคุมปริมาณการทำธุรกรรมทางการเงินให้เหมาะสมกับระดับทุน และการปรับโครงสร้างหนี้ต้องเป็นไปเพื่อแก้ไขหนี้เพื่อให้มีโอกาสได้รับเงินต้นคืนได้มากขึ้น ส่วนความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องขั้นต่ำ ไม่ต่ำกว่า 60% ของเงินรับฝากและเงินกู้ยืม รวมทั้งแก้ไขนิยามสินทรัพย์ที่สามารถนับเป็นสภาพคล่องที่เปลี่ยนเป็นเงินสดภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ส่วนความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เป็นการกำหนดแนวทางควบคุมภายในที่ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากความผิดพลาดจากการดำเนินงานและการทุจริตของคณะกรรมการและผู้อำนวยการสหกรณ์เป็นหลัก

ทั้งนี้ สำหรับสหกรณ์ขนาดใหญ่ยังมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติม เช่น คณะกรรมการต้องมีไม่น้อยกว่า 3 คน และผู้จัดการต้องเชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงินและการบัญชี ให้กำหนดอัตราส่วนการให้สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับกรรมการหรือผู้บริหารระดับสูงของสหกรณ์เพื่อจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการให้สินเชื่อในลักษณะเพื่อประโยชน์ เช่น ให้สินเชื่อได้ไม่เกิน 10% ของยอดรวมของหุ้นได้เงินสำรองของสหกรณ์หรือไม่เกิน 15 ล้านบาท เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มเติมการกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของพอร์ตสินเชื่อ โดยกำหนดอัตราส่วนการให้สินเชื่อลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายสินเชื่อแก่บุคคลหรือโครงการใดโครงการหนึ่งต้องไม่เกิน 100 เท่าของรายได้ หรือการให้กู้แก่สหกรณ์ใดสหกรณ์หนึ่งต้องไม่เกิน 10% ของส่วนผู้ถือหุ้นหรือไม่เกิน 15 ล้านบาท

“ครม.ยังสั่งให้กระทรวงเกษตรฯจัดทำประชาพิจารณ์ก่อนจะนำร่างระเบียบนายทะเบียนดังกล่าวมาบังคับใช้ โดยอาจทยอยนำเกณฑ์ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินการของสหกรณ์ไม่มากมาบังคับใช้ก่อน ส่วนกรณีปัญหาของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทางกระทรวงการคลังรายงานโครงว่าอยู่ระหว่างการจัดทำแผนการฟื้นฟูซึ่งจะนำเสนอ ครม.ในระยะต่อไป”.

 

ท่องเที่ยวเผย 32 ตำแหน่งงาน ย้ายเสรีข้ามประเทศอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877771


แม่บ้าน-พ่อครัวเฮ! ทำงานอินเตอร์

นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายรองรับข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน หรือ ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professionals เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยวของไทยให้มีมาตรฐานรองรับการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานในสาขาการบริการและการท่องเที่ยวของประเทศอาเซียน

ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงนี้ บุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่จะสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในอาเซียนมี 32 ตำแหน่ง ใน 6 แผนก 2 สาขา คือ สาขาที่พักและสาขาการเดินทาง โดยสาขาที่พัก มี 23 ตำแหน่ง แบ่งเป็น 1.แผนกแม่บ้าน 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการแผนกแม่บ้าน ผู้จัดการส่วนซักรีด หัวหน้าพนักงานทำความสะอาดห้องพัก พนักงานซักรีด พนักงานทำความสะอาดห้องพัก และพนักงานทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ 2. แผนกต้อนรับส่วนหน้า 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการฝ่ายต้อนรับส่วนหน้า ผู้ควบคุมดูแลฝ่ายต้อนรับส่วนหน้า พนักงานต้อนรับ พนักงานรับโทรศัพท์ และพนักงานดูแลสัมภาระ 3.แผนกประกอบอาหาร 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้บริหารงานครัว หัวหน้าพ่อครัว พ่อครัวแต่ละงาน ผู้ช่วยพ่อครัวฝ่ายอาหาร ผู้ช่วยพ่อครัวขนมหวาน พนักงานทำขนมปัง และพนักงานแล่เนื้อ 4.แผนกบริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้อำนวยการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จัดการหัวหน้าอาหาร หัวหน้าพนักงานบริการ พนักงานผสมเครื่องดื่ม และพนักงานบริกร

สาขาการเดินทาง 9 ตำแหน่ง แบ่งเป็น 1. แผนกธุรกิจท่องเที่ยว 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ให้คำปรึกษาอาวุโสด้านการเดินทางท่องเที่ยว และผู้แนะนำการเดินทางท่องเที่ยว 2. แผนกบริหารธุรกิจท่องเที่ยว 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการธุรกิจ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจท่องเที่ยว ผู้จัดการฝ่ายบัตรโดยสาร และผู้จัดการฝ่ายท่องเที่ยว.

 

รถไฟฟ้าสีทองมาแน่!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877741


ภาพจาก:วิกิพีเดีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ระบบขนส่งมวลชน (รถไฟฟ้า) โครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดรองสายสีทอง สถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรี-สำนักงานเขตคลองสาน-ประชาธิปก เป็นระบบบนดินได้ จากเดิมกำหนดให้ต้องเป็นระบบใต้ดิน และให้กรุงเทพมหานครเร่งรัดการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับสมบูรณ์ เสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังให้กรุงเทพมหานครบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนในการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางทั้งขนาดใหญ่และขนาดรอง ให้สามารถเชื่อมโยงกันได้ โดยคำนึงถึงเส้นทางและระยะทางที่จะพัฒนาให้เหมาะสม เพื่อให้การลงทุนเกิดความประหยัด รวมทั้งการพิจารณาใช้โครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมกันได้ ทั้งนี้ รูปแบบการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดรองสายสีทอง ได้ออกแบบให้เชื่อมต่อการเดินทางกับรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงหัวลำโพง-มหาชัย บริเวณสถานีคลองสาน ระยะทาง 2.72 กิโลเมตร จำนวน 4 สถานี เปิดบริการปี 2561 ปริมาณผู้โดยสาร 47,300 คนต่อวัน.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง จากแรงฉุดกลุ่มเภสัชฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 มี.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877821


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันอังคาร เหตุหุ้นของบริษัทในกลุ่มเภสัชกรรมและบริษัทโรงพยาบาลลดลง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะเพิ่มการแข่งขันด้านราคายา…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 7 มี.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 29.58 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 20927.76 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 6.92 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 2368.39 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 15.25 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 5833.93 จุด

advertisement

เมื่อวันอังคารพรรครีพับลิกันเสนอแผนประกันสุขภาพใหม่ต่อสภาคองเกรส โดยแผนดังกล่าวจะรื้อข้อบังคับหลายอย่างของกฎหมายประกันสุขภาพของอดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มหัวก้าวหน้าและกลุ่มหัวอนุรักษ์บางคน จนเกิดคำถามว่า แผนการนี้จะผ่านความเห็นชอบจากสภาหรือไม่

หุ้นของบริษัทกลุ่มเภสัชกรรมลดลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขากำลังวางแผนเรื่องระบบที่จะเพิ่มการแข่งขันด้านราคายาในท้องตลาด หุ้นของหลายบริษัทอย่าง ไฟเซอร์, ไมแลน และ เซลจีน ลดลงอย่างน้อย 1%.

 

ครม.ขยายขอบเขตบริษัทบริหารสินทรัพย์ รับหนี้เสียนอนแบงก์-นาโน-พิโคไฟแนนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877736


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ขยายขอบเขตใน 2 เรื่องได้แก่ ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับสินทรัพย์ของหน่วยงานของรัฐมาบริหารได้ รวมถึงสินทรัพย์ของนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจทางการเงิน หรือนอนแบงก์ ได้แก่ ธุรกิจบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล เช่น อิออน ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ หรือนาโนไฟแนนซ์ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ หรือพิโคไฟแนนซ์ รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและลิสซิ่ง ทำให้ธุรกิจเหล่านี้จะมีช่องทางถ่ายโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

นอกจากนี้ ยังให้ขยายขอบเขตหน้าที่ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถทำงานเป็นที่ปรึกษาในงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสินทรัพย์ได้ เช่น การเป็นที่ปรึกษาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และการไกล่เกลี่ยหนี้ เป็นต้น

“ลูกหนี้ที่มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบ สมัยก่อนบริษัทเครดิตการ์ดแต่ละแห่งไม่สามารถไกล่เกลี่ยหนี้แบบรวมก้อนได้ แต่พอหนี้เหล่านั้นถูกโอนมาที่บริษัทบริหารสินทรัพย์จะรวมหนี้จากบัตรเครดิตหลายๆใบมาไกล่เกลี่ยหนี้รอบเดียว ทั้งนี้ ครัวเรือนไทยมีปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น การเพิ่มให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และรับชำระหนี้ที่เกี่ยวเนื่อง ทำให้ช่วยแก้ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้นอกระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

มูลค่าทะลักถึงเวลาต้องเสียภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877731


นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. (เอ็ตด้า) เปิดเผยว่า สพธอ.กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือแผนอี-คอมเมิร์ซ เพื่อนำเสนอกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นแนวทางต่อไป โดยในแผนอี-คอมเมิร์ซ จะมีการกำหนดเรื่องการเสียภาษีสรรพสามิตด้วย เพราะปัจจุบันยังไม่มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการปรับปรุงอัตราการจัดเก็บภาษี ซึ่งคาดว่าจะชัดเจนในเร็วๆนี้ “ขณะนี้ถือว่าถึงเวลาที่จะจัดเก็บภาษีการค้าขายออนไลน์แล้ว แต่จะจัดเก็บในอัตราเท่าใดนั้น ภาครัฐต้องคำนวณและวิเคราะห์ให้ดี เพื่อชักชวนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ แต่หากกำหนดอัตราที่สูงมาก ก็จะทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใดเข้าสู่ระบบ ดังนั้นต้องรับฟังข้อมูลจากภาคเอกชนด้วย เพื่อความรอบคอบ รวมถึงต้องส่งเสริมการค้าขายออนไลน์ด้วย เพราะตลาดค้าขายออนไลน์มีมูลค่ามากถึง 2 ล้านล้านบาท และอัตราเติบโตปีละ 6-10% ดังนั้นภาครัฐ จะต้องจัดทำระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นหลักฐานและป้องกันการปลอมแปลงด้วย ซึ่ง สพธอ.กำลังเร่งพัฒนาระบบดังกล่าว เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในอนาคตอันใกล้”

นางสุรางคณากล่าวต่อว่า ปัจจุบันการค้าขายออนไลน์มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งรูปแบบอี-มาร์เก็ต หรือตลาดออนไลน์ ที่ปัจจุบันมีการซื้อขายกันหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น สื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ ซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างมาก แต่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีใดๆได้เลย เพราะสำนักงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเป็นเพียงการดูแลลูกค้าเท่านั้น สาเหตุที่ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้นั้น เพราะไม่มีรายได้เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องดึงดูดให้ผู้ประกอบการสื่อออนไลน์เข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้ได้.

 

ทุจริตจัดซื้อภัยคุกคามธุรกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877726


นายวรพงษ์ สุธานนท์ หุ้นส่วนสายงาน Forensic services บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยในงานสัมมนา PwC Forensics Summit ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในองค์กร จากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของภาครัฐและภาคเอกชนว่า จากการสำรวจผู้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้พบว่า ผู้ถูกสำรวจมากถึง 93% ระบุว่า มีโอกาสเกิดการทุจริตจากการจัดซื้อ กับธุรกิจที่ดำเนินการในไทยในช่วงปี 60-61 ซึ่งการทุจริตในการจัดซื้อนี้ ถือเป็นปัญหาและภัยร้ายแรงที่ตรวจพบมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ

ทั้งในไทยและระดับโลก สอดคล้องกับผลสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจปี 59 ของ PwC ประเทศไทย ซึ่งสำรวจองค์กรภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐในไทยพบว่า การทุจริตจัดซื้อจะเป็นปัญหาการทุจริตที่ตรวจพบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของไทยในปีนี้ รองจากการยักยอกสินทรัพย์และการรับสินบนและคอร์รัปชัน “ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจล้วนเกิดจากพนักงานภายในองค์กร ทำให้ยากต่อการตรวจสอบการทุจริต โดยผลสำรวจปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ดี เพราะผู้ถูกสำรวจเกือบ 80% ยอมรับว่าการทุจริตเกิดจากคนในทั้งสิ้น”

นายวรพงษ์กล่าวต่อว่า สาเหตุของการทุจริตจัดซื้อที่พบส่วนใหญ่ เกิดจากการที่พนักงานสมรู้ร่วมคิดกับคู่ค้า และบ่อยครั้งก็มีการฮั้วในขั้นตอนการเลือกผู้ค้า ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่องค์กรต่างๆจะต้องมีการตรวจสอบวิเคราะห์คุณสมบัติพื้นฐานของพนักงานและคู่ค้า ครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับบุคคลที่สามที่เป็นผู้ค้าของบริษัท โดยหากบริษัทมีการประเมินความพร้อม และตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ค้า จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดทุจริตในขั้นตอนการประกวดราคา การจัดซื้อจัดจ้าง และการชำระเงินได้

สำหรับประเทศไทยนั้นนายวรพงษ์กล่าวว่า ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งนี้ จากผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 59 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ พบว่าไทยตกมาอยู่ที่อันดับ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ ถือเป็นลำดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี นับจากปี 56 “ค่าคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยถือว่ารั้งท้ายประเทศกลุ่มเศรษฐกิจบริคส์ และคิวบาที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ให้ดีกว่านี้ หากต้องการให้ไทยเป็นประเทศที่น่าดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ”.

 

ขสมก.ตั้งการ์ดเบสท์ริน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877722


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงปัญหาส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีจากบริษัท เบสท์ริน ให้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.ว่า จะไม่ไปแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการ ขสมก. ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 22 มี.ค.นี้ ว่าจะดำเนินการกับการรับมอบรถเมล์เอ็นจีวีจากเบสท์รินอย่างไร โดยเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจของบอร์ดสามารถทำได้เลย และถ้ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นตามสัญญาหรือตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องไปฟ้องร้องกันที่ศาล เพื่อหาข้อยุติ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารถเมล์เอ็นจีวีจะมีปัญหา แต่การจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้าก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ไม่มีปัญหา

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดจะมีการหารือว่า ขสมก.จะมีทางออกอื่นในการหาข้อยุติเรื่องของรถเมล์เอ็นจีวีที่ยืดเยื้ออยู่ในขณะนี้อย่างไร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำเสนอทางเลือกให้บอร์ดพิจารณา ในระหว่างที่ ขสมก.ยังไม่ได้รับเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนจากกรมศุลกากรว่ารถเมล์ที่เบสท์รินนำเข้ามานั้นมาจากจีนไม่ใช่มาเลเซีย ตามที่เบสท์รินระบุเพื่อขอรับสิทธิพิเศษภาษีภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน

“เรามีหลายทางเลือก แต่ยังบอกไม่ได้ต้องรอหารือบอร์ด ขสมก.ก่อน ส่วนทางเลือกในการขอยกเลิกสัญญากับเบสท์รินนั้น เป็น 1 ในทางเลือกมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่จะต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้ไม่ถูกฟ้องร้อง”.

 

กกร.คงกรอบเศรษฐกิจโต 3.5% ปัจจัยเสี่ยงทั้งใน-นอกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877720


นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า ที่ประชุม กกร.มีความเห็นว่า ให้คงกรอบประมาณการตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ตามเดิมที่ 3.5-4% และการส่งออกเติบโต 1-3% และอัตราเงินเฟ้อที่ 1-2% เพราะขณะนี้ยังมีปัจจัยลบหลายด้านที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และปัจจัยนอกคือเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มฟื้นตัว ท่ามกลางปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง “เศรษฐกิจไทยปีนี้ แรงขับเคลื่อนยังมาจากการฟื้นตัวของการส่งออก การใช้จ่ายภาครัฐ และการขยายตัวต่อเนื่องของการท่องเที่ยว แม้อัตราเงินเฟ้อและภาระหนี้ครัวเรือนจะอยู่ในระดับสูง แต่มีแนวโน้มลดลง จึงคาดว่าจะทำให้กำลังซื้อในประเทศเริ่มกลับมาในช่วงครึ่งปีหลัง และอาจมีการปรับประมาณการใหม่อีกครั้งได้”

ปัจจัยภายนอกประเทศที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งเอกชนเฝ้าระวังใกล้ชิดคือความผันผวนของค่าเงิน การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีผลกว้างและลึก ซึ่งอาจมีผลต่อค่าเงินสกุลยูโร เช่นเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯโดยเฉพาะมาตรการทางการค้ากับจีนและเม็กซิโก หากสหรัฐฯขึ้นภาษี 45% กับจีนจริง เชื่อว่าจีนตอบโต้กลับแน่นอน นอกจากนี้ยังต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด วันที่ 14-15 มี.ค.นี้ มีความเป็นไปได้ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 0.25-0.5% หากขึ้นดอกเบี้ย 0.5% จะทำให้เงินทุนไหลกลับสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น และเงินบาทอ่อนค่าลง จึงต้องมาดูว่าจะส่งผลดีหรือเสียต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่ากัน เพราะการที่เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.5% แสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวแข็งแรง ดีต่อการส่งออกไทย ขณะเดียวกันจะทำให้เงินทุนจากสหรัฐฯไหลกลับ ส่งผลต่อเงินทุนสำรองของประเทศที่อาจลดลง.

 

กสิกรไทยเร่งปั๊มเดบิตล้านใบ รั้งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/877681


นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการผลักดันการใช้บัตรเดบิตและการเพิ่มจุดรับชำระด้วยบัตรเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบรับแนวนโยบายของภาครัฐ ภายใต้โครงการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ส่งผลให้ปี 59 ที่ผ่านมาจำนวนบัตรเดบิตในไทยเติบโตขึ้น 6% มีจำนวนบัตรประมาณ 50 ล้านบัตร มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตเพิ่มมากขึ้นจากปี 58 ราว 20% ขณะที่บัตรเดบิตกสิกรไทย มีฐานบัตรเดบิต 11 ล้านบัตร มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวมเป็นอันดับ 1 มูลค่า 53,300 ล้านบาท สำหรับปี 60 นี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายออกบัตรเดบิตใหม่ได้ 1 ล้านบัตร มีฐานบัตรเดบิตเป็น 12 ล้านบัตร มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรรวมมูลค่า 71,000 ล้านบาท โต 33% ครองอันดับ 1 ด้านยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตต่อเนื่อง

สำหรับกลยุทธ์ธุรกิจบัตรเดบิตกสิกรไทยปีนี้ ยังคงแนวคิดการเป็น “ไลฟ์สไตล์ เดบิต การ์ด” ใช้บัตรเดบิตเพียงบัตรเดียวได้ในทุกที่และทุกเรื่อง ทั้งธุรกรรมการเงิน การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ล่าสุด ธนาคารได้เพิ่มความสะดวกในการออกบัตรเดบิตกสิกรไทย โดยลูกค้าสามารถสมัครบัตรเดบิตกสิกรไทยผ่านแอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking PLUS โดยไม่ต้องไปสมัครที่สาขา ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ที่ประสงค์จะสมัครบัตรใหม่ ต่ออายุบัตร หรือบัตรสูญหาย สามารถทำได้ทันที โดยธนาคารจะจัดส่งบัตรเดบิตทางไปรษณีย์ถึงลูกค้าภายใน 7 วันทำการ.