บริษัทในตลาดหุ้นกำไร 9 แสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876522


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้รายงานกำไรสุทธิปีที่ผ่านมาว่ามีจำนวนรวม 909,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.41% จากปี 2558 เป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 5 ปี เพราะได้ปัจจัยบวกจากต้นทุนการผลิตลดลง การฟื้นตัวของหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมี โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลดีจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ คือหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง หมวดพาณิชย์ หมวดการแพทย์ ฯลฯ

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 567 บริษัท หรือ 96.10% จากทั้งหมด 590 บริษัท (รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) หรือ PF&REIT และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (IFF) นำส่งผลการดำเนินงาน งวดปี 2559 สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมา บจ.มีกำไรสุทธิ 461 บริษัท คิดเป็น 81.31% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด โดยมีผลกำไร 908,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30.41% เมื่อเทียบกับปี 2558 เนื่องจาก บจ.มีต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง ทำให้มีกำไรขั้นต้น 2.5 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.37% ประกอบกับไม่มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ

“บจ.ทั้งหมดมียอดขายรวม 10,125,805 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย เป็นผลจากหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มียอดขายลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบจากระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกโดยเฉลี่ยปีที่ผ่านมาลดลง 20% จากปี 2558 และหากไม่รวมธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ฯลฯ ในปีที่ผ่านมา ภาพรวมของกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ยังคงมีผลประกอบการดีขึ้น โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 4.15% มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 7.42% เมื่อเทียบกับปี 2558”

สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4 ปี 2559 บจ.มีกำไร 204,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.15% จากไตรมาส 4 ปี 2558 และลดลง 1.47% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ส่วนผลการดำเนินงานของ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปีที่ผ่านมา มีกำไร 3,890 ล้านบาท ลดลง 8.73% เมื่อเทียบกับปี 2558 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายการพิเศษ ในบริษัทขนาดใหญ่บางแห่ง และเมื่อไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา มีผลขาดทุน 472 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 4 ปี 2558 ที่ขาดทุน 233 ล้านบาท.

 

รถไฟรางคู่รอวัดใจ “ซุปเปอร์บอร์ด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876517


นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ได้นำรายละเอียดผลการประชุม เกี่ยวกับการพิจารณาเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) รถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทาง นำเสนอให้คณะกรรมการกำกับการจัดซื้อจัดจ้าง (ซุปเปอร์บอร์ดจัดซื้อจัดจ้าง) ที่มีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เป็นประธาน เพื่อพิจารณา ประกอบด้วย 1.เส้นทางช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 169 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 19,000 ล้านบาท 2.ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 116 กม. วงเงิน 23,000 ล้านบาท 3.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 132 กม. วงเงิน 28,000 ล้านบาท 4.ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 84 กม. วงเงิน 9,800 ล้านบาท 5.ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 16,000 ล้านบาท ซึ่งภายหลังซุปเปอร์บอร์ดได้พิจารณาได้ให้ รฟท.กลับมาดูรายละเอียดเงื่อนไขทีโออาร์รถไฟทางคู่ทั้ง 5 เส้นทางให้ละเอียดมากขึ้น ว่าจะมีทางเลือกอะไรอีกบ้าง เพื่อให้รอบคอบมากขึ้น

“หัวข้อหลักๆที่ซุปเปอร์บอร์ดให้มาปรับแก้ไขมีเพียง 2-3 หัวข้อ โดย รฟท.กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการในแนวทางใด ยังไม่สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนได้ ต้องรอส่งให้ซุปเปอร์บอร์ดเห็นชอบก่อน”

สำหรับเรื่องดังกล่าว กรรมการในซุปเปอร์บอร์ดมีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับทีโออาร์ที่เพิ่มเติมเข้ามา จึงให้บอร์ด รฟท.กลับมาหารือกันใหม่ ดังนั้น ในวันที่ 8 มี.ค.นี้ บอร์ด รฟท.จะมีการประชุมโดยจะนำรายละเอียดที่พิจารณาไว้แล้ว และข้อแนะนำของซุปเปอร์บอร์ดมาพิจารณาร่วมกัน จึงคาดว่า ในวันที่ 8 มี.ค.นี้จะได้สรุปรายละเอียดของทีโออาร์ แต่เมื่อสรุปได้แล้วซุปเปอร์บอร์ดจะอนุมัติหรือไม่ ยังไม่ขอตอบในเรื่องนี้.

 

ช้อปปี้ รุกหนักช้อปปิ้งออนไลน์ปี 60 เพิ่มกลุ่มอุปกรณ์มือถือ-ไอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876575


ช้อปปี้ ประเทศไทย เผยยอดดาวน์โหลดปี 59 กว่า 5 ล้านครั้ง ปี 60 วางกลยุทธ์สำหรับตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ เพื่อคงการเติบโตในอัตราเลข 2 หลักโดยจัดแคมเปญใหม่ Mobile & Electronics Madness เอาใจนักช้อปสินค้าไฮเทค…

ช้อปปี้ ผู้นำอันดับหนึ่งตลาดซื้อขายบนมือถือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ประกาศผลประกอบการประจำปี พ.ศ. 2559  โดยบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตสูงในทุกตลาดทั่วภูมิภาคซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายสินค้า (Gross Merchandise Value หรือ GMV) ต่อปีสูงถึง 1,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมการเติบโตแบบเดือนต่อเดือนที่อัตรา 43% นอกจากนี้ แอพลิเคชั่นช้อปปี้ยังมียอดการดาวน์โหลดสูงถึง 25 ล้านครั้ง และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายรวมกันมากถึง 65 ล้านรายการ สำหรับตลาดประเทศไทยในปัจจุบัน ช้อปปี้มียอดการดาวน์โหลดแล้วกว่า 5 ล้านครั้ง

นายเทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ เมื่อพิจารณาจากอัตราการเข้าถึงอุปกรณ์มือถือที่สูง และยังมีโอกาสในการเติบโตมากมาย ในปี 2559 ถือว่าเป็นปีที่ดีมากของเรา นับถึง เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มียอดการสั่งซื้อสินค้าแล้วกว่า 1 ล้านรายการต่อเดือน ในขณะที่เราก้าวสู่ปี 2560 นั้น ช้อปปี้คาดหวังว่าจะรักษาการเติบโตของช้อปปี้ให้อยู่ในอัตราตัวเลขสองหลักเหมือนปีที่ผ่านมา โดยเราจะมุ่งพัฒนาทั้งแอพพลิเคชั่นและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เพื่อช่วยเป็นอีกแรงในการผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตในการทำธุรกิจออนไลน์ รวมไปถึงการเป็นพันธมิตรกับแบรนด์หรือผู้ขายรายใหญ่ที่จะนำเสนอทางเลือกให้กับผู้ใช้ได้มากขึ้น

“ผู้ขายทุกคนเป็นเสมือนพันธมิตรที่สำคัญของเราและเรามีความตั้งใจช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาเติบโตยิ่งขึ้น โดยช้อปปี้พร้อมส่งเสริมความเชี่ยวชาญให้ผู้ขายด้วยกิจกรรม Shopee University ที่เป็นเวิร์คช็อปที่จะช่วยให้ความรู้ผู้ขาย และผู้ที่สนใจการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีกิจกรรมในด้านการตลาดและการบริการความสัมพันธ์กับลูกค้า ณ ปัจจุบัน เราจัดกิจกรรมดังกล่าวไปแล้วกว่า 10 จังหวัดทั่วประเทศ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กิจกรรมของช้อปปี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาและเลือกสรรกิจกรรมอื่นๆ สำหรับผู้ขายเพื่อให้ผู้ขายมีความเข้าใจในการขายสินค้าออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ กล่าว

นายเทเรนซ์  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ช้อปปี้ ประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับการขยายการบริการให้กับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้นรวมถึงประเภทของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเปิดช่องทางให้กับผู้ขายสินค้ารายใหญ่ที่เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง (Official Shops) เพื่อให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้น

ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ช้อปปี้มุ่งมั่นที่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยการที่เราได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการซื้อผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภค อีกทั้งยังเอื้อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในคุณภาพที่ดีของผลิตภัณฑ์อีกด้วย ผู้ขายรายใหญ่จำนวนมากชื่นชอบช้อปปี้ เพราะเป็นช่องทางที่ช่วยให้พวกเขาเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ในยุคที่การใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นที่นิยม เชื่อมั่นในการยกระดับประสบการณ์การจับจ่ายพร้อมๆ กับการช่วยให้สมาชิกผู้ขายสินค้ากับช้อปปี้เติบโตยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

มร.เทเรนซ์ กล่าวด้วยว่า ช้อปปี้เล็งเห็นความต้องการในสินค้ากลุ่มโทรศัพท์มือถือ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เติบโตขึ้นอย่างมากตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา จึงได้จัดโปรโมชั่นพิเศษในชื่อ ‘Mobile & Electronics Madness’ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเติบโตของช้อปปี้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ที่ประกอบไปด้วยโปรโมชั่นและส่วนลดมากมาย ทั้งส่วนลดสูงสุดถึงร้อยละ 90 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไอที คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริม รวมถึงอุปกรณ์ถ่ายภาพ โดยมีแบรนด์ชั้นนำ อย่าง สกูลแคนดี้ ดับเบิ้ลยูดี จาบร้า เบลคิน และแพลนโทรนิคส์ เข้าร่วมแคมเปญ ทั้งนี้ช้อปปี้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ขายเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมอบราคาที่ดีและคุ้มค่า มีความหลากหลายเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้.

 

เทรนด์โลกเปลี่ยน เมืองไทยประกันชีวิต จับมือพาร์ตเนอร์หนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876530


เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ ดีแทคแอคเซอเลอเรท ร่วมผลักดันให้สตาร์ทอัพสัญชาติไทยเติบโต เพิ่มขีดการแข่งขันสตาร์ทอัพในระดับโลก

เมื่อวันที่ 7 มี.ค.60 นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจประกันชีวิตกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเป็นยุคที่มีเจเนอเรชั่นของคนที่หลากหลาย และความต้องการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาทกับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะมีเครื่องมือ ผ่านทาง Internet of Things (IoT) ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้วงการประกันภัยต้องตื่นตัวเพิ่มมากขึ้น

“เราไม่สามารถที่จะเติบโตในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่เราต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้บุคลากร ของเราเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ซึ่งบริษัทได้เปิดตัว Fuchsia Innovation Centre ในต้นปีที่ผ่านมา เพื่อปรับวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นองค์กรแห่งความสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด Out of the Box เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ให้กับบริษัท ทั้งด้านสินค้าและบริการแก่ลูกค้าของเราภายใต้นโยบายที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”

สำหรับความร่วมมือกับดีแทคแอคเซอเลอเรท ในการจัดโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 5 ที่จะจัดขึ้นในปี 2560 นั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกันในการร่วมผลักดันให้สตาร์ทอัพประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสตาร์ทอัพในระดับโลกได้

นายสาระ กล่าวอีกว่า บริษัทมีความได้เปรียบในด้านฐานตลาดลูกค้าขนาดใหญ่ ที่จะสามารถช่วยเรื่องการเข้าถึงและการพัฒนาสตาร์ทอัพไทยให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งจุดนี้เรามองว่าเป็นความร่วมมือกันทางธุรกิจที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการยกระดับมาตรฐานในการบริการ ตลอดจนทำให้สินค้าและบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจแก่ทีมที่ผ่านเข้าสู่ boot camp ของ batch 5 ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทให้การสนับสนุนความคุ้มครองการประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่ม ด้วยทุนประกันรวมถึง 10 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ผู้เข้ารอบเกิดความอุ่นใจและมั่นใจในการร่วมกิจกรรมอย่างเต็มที่

สำหรับทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันในวัน demo day นั้น บริษัทสนับสนุนการส่งเข้าร่วม Tech Event ระดับโลก เพื่อเปิดการเปิดรับความรู้และประสบการณ์จากสตาร์ทอัพทั่วโลก พร้อมนำมาพัฒนาและสร้างสรรค์สินค้าและบริการให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในยุคดิจิตอล

 

สศช.เตือน “ภัยแล้ง” จ่อถล่มประเทศไทย เปิดโผอาชีพรอวันตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876516


สศช.ห่วงบางพื้นที่ยังไม่พ้นบ่วงกรรมภัยแล้งปีนี้ เหตุน้ำต้นทุนในเขื่อนน้อย หวั่นตลาดแรงงานยุคดิจิทัล 4.0 ปั่นป่วน ผู้ประกอบการพึ่งเทคโนโลยี ทำแรงงานมนุษย์หมดความหมาย พนักงานแบงก์ ธุรกิจค้าปลีกจ่อปากเหว ขณะที่มาตรการสนับสนุน คนไทยออมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณยังห่างเป้า

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 4 และภาพรวมปีที่ผ่านมา ว่า การว่างงานไตรมาสที่ 4 ปี 2559 อยู่ที่ 0.97% และตลอดทั้งปีที่ผ่านมา มีอัตราว่างงาน 0.99% คิดเป็น 377,466 คน เพิ่มสูงขึ้นจาก 0.88% ในปี 2558 โดยปีที่ผ่านมาผู้มีงานทำในภาคเกษตรลดลง 4.3% เนื่องจากผลกระทบจากภัยแล้ง และครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาก็เกิดความเสียหายจากอุทกภัยในภาคใต้ ทำให้เกษตรกรต้อง เลื่อนการเพาะปลูกจนส่งผลกระทบถึงการว่างงานในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.2% ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 0.8% ในสาขาก่อสร้าง ขายส่ง ขายปลีก สาขาโรงแรม ภัตตาคาร

ทั้งนี้ แม้ว่าปีนี้สภาพอากาศได้คลี่คลายลง แต่ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในเดือน ธ.ค.2559-ม.ค.2560 ทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชนและเกษตรกร มีพื้นที่ปลูกพืชเสียหาย 1,095,302 ไร่ ด้านประมง 96,114 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ 8,882,014 ตัว แม้ว่าภาพรวมของปีนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งประเทศ ที่เป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในฤดูแล้ง มีปริมาณมากกว่าปี 2556 แต่น้ำในเขื่อนบางแห่ง มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ เช่น เขื่อนลำปาว เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งอาจส่งผลให้มีน้ำไม่พอใช้ในฤดูแล้งปีนี้ในบางพื้นที่

“ภาพรวมการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตรปีนี้ คาดว่าจะเป็นบวก เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรเริ่มดีขึ้น โดยเดือน ม.ค.ดัชนีผลผลิตทางการเกษตรขยายตัว 3.4% ดัชนีราคาขยายตัว 15.6% ส่งผลให้รายได้เกษตรกรในเดือน ม.ค.เพิ่มขึ้น 19.5% และตลอดปีนี้ คาดว่าดัชนีผลผลิตภาคเกษตรจะขยายตัว 2-3% ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น 5-6% รายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้น 10% แม้ยังมีเกษตรกรบางพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เพราะน้ำต้นทุนอยู่น้อยมากในบางเขื่อน”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของแรงงานในอนาคตคือ การปรับตัวของตลาดแรงงานเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 มีผลให้ผู้ประกอบการปรับตัว เช่น การนำเครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต และลดการใช้กำลังแรงงานคน ซึ่งขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ว่าผลกระทบจากการปรับตัวเข้าสู่ยุค 4.0 ที่จะใช้เครื่องมือ เครื่องจักรมาทดแทนแรงงานมนุษย์จะกระทบต่อตลาดแรงงานเท่าใด โดยเฉพาะผลกระทบต่อแรงงานภาคธนาคาร ธุรกิจค้าปลีก จะเป็นกลุ่มแรกๆที่มีผลกระทบ และในอนาคตจะมีผลกระทบอีกหลายๆด้าน อาทิ รถยนต์ที่ไม่ใช้คนขับ การใช้โดรนขนส่งสินค้า คลังสินค้าอัจฉริยะ

“ภาครัฐควรส่งเสริมให้คนไทยออมเงิน เพื่อเป็นรายได้เลี้ยงดูตัวเองในวัยเกษียณอายุ ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าภาครัฐจะขยายช่องทางการออมเงินผ่านระบบประกันสังคม และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อให้แรงงานนอกระบบมีหลักประกันทางสังคม แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ผู้ไม่ประกอบอาชีพ เพราะปีที่ผ่านมา กอช.มีสมาชิก 524,317 คน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1 ล้านคน คาดว่าเป็นเพราะแรงจูงใจให้คนมาเป็นสมาชิกยังไม่เพียงพอ”.

 

ไม่ยึดติดตัวบุคคล “ดิ เอราวัณ กรุ๊ป” มาถึงวันนี้ เน้นบริหารเป็นระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/870831


เครือดิ เอราวัณ กรุ๊ป นับเป็นผู้พัฒนา ลงทุน ตลอดจนให้บริการด้านโรงแรมและรีสอร์ตรายใหญ่ในประเทศ โดยมีเครือข่ายโรงแรมหลายแบรนด์หลายระดับราคาและอยู่ในเส้นทางธุรกิจนี้ มายาวนาน  ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงนับได้ว่า เป็นอีกเครื่องยนต์เศรษฐกิจหนึ่งช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีอัตราเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

อะไรทำให้เครือดิ เอราวัณ กรุ๊ป ประสบความสำเร็จในธุรกิจยืนหยัดอยู่ในเส้นทางมาได้ยาวนานถึง 35 ปี มีหลักการดำเนินธุรกิจอย่างไรตลอดจนมุมมองที่มีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ในวันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปหาคำตอบจาก “นางกมลวรรณ วิปุลากร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 

“กมลวรรณ วิปุลากร”

กว่า 35 ปี ในธุรกิจโรงแรม-รีสอร์ต

บริษัทฯ เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2525 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2537 จนปัจจุบันเป็นผู้นำธุรกิจการพัฒนาและการลงทุนโรงแรม ตลอดจนรีสอร์ตในประเทศไทย โดยมีเครือข่ายโรงแรมและรีสอร์ตระดับราคาที่หลากหลาย ตั้งแต่ 5 ดาว ไปจนถึงระดับกลาง ระดับชั้นประหยัด และระดับบัดเจ็ท ซึ่งครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

ทำงานเป็นระบบสู่ความสำเร็จยั่งยืน

เราจะเน้นการบริหารจัดการทุกอย่างเป็นระบบให้มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ยึดติดกับตัวบุคคล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนบุคลากรที่มีทักษะและความชำนาญให้มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้วย

แนวโน้มดี อุตฯ ท่องเที่ยวยังโตได้!

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2560 จำนวนจะมากกว่า 9,000,000 คน อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีต่อธุรกิจบริษัทฯ หลังจากที่เมื่อช่วงปลายปี 2559 มีการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจากสถานการณ์ไม่ปกติของประเทศ รวมทั้งผลกระทบจากปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่สิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงผลในระยะสั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าของโรงแรมในเครือบริษัทฯ ไม่ใช่กลุ่มทัวร์จีนอยู่แล้วจึงไม่ได้รับผลกระทบ

ขยายธุรกิจ 5 ปี ทุ่มลงทุนหมื่นล้าน

สำหรับแผนธุรกิจช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2559-2563 นั้น บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนไว้ที่ 10,000,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายธุรกิจโรงแรมในเครือให้เพิ่มจำนวนเป็น 95 แห่ง จากสิ้นปี 2559 ที่มีจำนวน 41 แห่ง โดยในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดโรงแรมแบรนด์ฮ็อปอินน์ทั้งหมด 9 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศ 8 แห่ง และอีก 1 แห่ง ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งจะส่งผลให้มีจำนวนห้องพักรวมเพิ่มขึ้นเป็น 7,153 ห้อง จากในปัจจุบัน 6,385 ห้อง

หวังธุรกิจโตตามนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

ตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะเติบโต 10% จากปี 2559 ที่มีรายได้ประมาณ 5,663.95 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตทั้งจากธุรกิจอาหารและธุรกิจโรงแรม โดยวางเป้าหมายผลักดันอัตราการเข้าพักให้เพิ่มขึ้นเป็น 80% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 79% และมีอัตราค่าห้องพักเติบโตขึ้นประมาณ 7% จากปีก่อน ภายใต้คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่ 34.4 ล้านคน หรือเติบโต 6% จากปีก่อน

มองไกลสยายปีกลงทุนประเทศ AEC

หลังจากบริษัทฯ ได้เริ่มไปขยายธุรกิจโรงแรมไปในประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศต่อไปที่บริษัทฯ ได้มองโอกาสไว้นั่นคือ เวียดนาม เนื่องจากเป็นประเทศที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมาก และเศรษฐกิจเริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้น แต่การจะเข้าไปลงทุนนั้นคงจะไม่ใช่ระยะเวลาอันใกล้คงต้องรอระยะเวลาที่เหมาะสมก่อน

เชื่อมั่นศักยภาพท่องเที่ยวประเทศไทย

ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในด้านการเดินทางและท่องเที่ยว รวมทั้งเชื่อมั่นในตัวเรา เองที่จะมุ่งการขยายงาน เพื่อคงความเป็นผู้นำในการเป็นผู้พัฒนาและผู้ลงทุนในกิจการโรงแรมของประเทศไทยและอาเซียนพร้อมตอบสนองลูกค้าในทุกระดับ.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

“โชห่วย” ไม่สะเทือนซาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876511


น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากกรณีที่ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. ….ฉบับใหม่ ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วนั้น มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าของร้านค้าปลีกดั้งเดิม (โชห่วย) ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ กำหนดห้ามมีการแบ่งบุหรี่ขาย ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าขอยืนยันว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าขายและรายได้หลักของร้านโชห่วย เนื่องจากรายได้ ของร้านโชห่วยมาจากการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพเป็นหลัก

“การซื้อสินค้าของผู้บริโภคในท้องถิ่นมาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของร้านกับลูกค้า พฤติกรรมจะเป็นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเป็นหลัก ซื้อแต่ละครั้งจำนวนน้อย แต่ซื้อบ่อยครั้ง อีกทั้งผู้บริโภคในปัจจุบันต่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยหันมาสนใจเรื่องความเป็นอยู่และสุขภาพของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มที่จะลดการซื้อสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ อาทิ สุรา และยาสูบ ดังนั้น ข้อกังวลเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยาสูบฯฉบับใหม่ จะส่งผลกระทบต่อร้านโชห่วย จึงไม่น่าเกิดขึ้น และไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อร้านค้าขนาดใหญ่ด้วย”

น.ส.บรรจงจิตต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาและยกระดับมาตรฐานการประกอบธุรกิจการค้าส่ง-ค้าปลีกไทย ให้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยกรมฯได้ลงพื้นที่จัดอบรมเทคนิคการบริหารจัดการค้าส่ง-ค้าปลีกอย่างมืออาชีพ โดยเป็นกิจกรรมที่ร่วมกับร้านค้าส่งต้นแบบ ในลักษณะพี่ช่วยน้อง และเชิญชวนร้านค้าปลีกเครือข่ายในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยปี 2560 มีเป้าหมายที่จะพัฒนาร้านค้าปลีกกว่า 5,000 ร้าน ซึ่งจะส่งผลให้ร้านโชห่วยสามารถพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจให้แข่งขันได้ มียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้น และเป็นกลไกช่วยยกระดับเศรษฐกิจและชุมชนให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวและมีเสถียรภาพ.

 

เอสเอ็มอีอัจฉริยะ ปู๊นๆไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875707


ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เชื่อว่า…จะเป็นส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

การศึกษาพบว่า เหตุผลที่ทำให้ธุรกิจชุมชนเกิดความล้มเหลวเกิดมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ

1.ปัญหาด้านการดำเนินธุรกิจที่ยังมีการบริหารที่ไม่เป็นระบบ เช่น เงินทุนหมุนเวียน ต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสม และ 2.ปัญหาด้านการขาย เช่น การขาดทักษะในการตั้งราคา ปัญหา การหาช่องทางการขาย และการกระจายสินค้า

ปัจจุบันจากการเปลี่ยนแปลงของระบบอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยการก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับบทบาท… โครงสร้างให้สอดคล้อง พร้อมเดินหน้าไปกับนโยบายรัฐบาล

ขับเคลื่อนประเทศไทย…“ไทยแลนด์ 4.0” สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

พร้อมที่จะผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคเศรษฐกิจ…จากเดิมที่เน้นการใช้แรงงาน มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่การเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนบนฐาน “ความรู้” และ “นวัตกรรม” ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม

สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า การปรับตัว ของภาคอุตสาหกรรมให้สามารถยกระดับไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ถือเป็นโจทย์สำคัญของกระทรวง ต้องให้ความสำคัญเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและวิสาหกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ

ตั้งยุทธศาสตร์ในแต่ละระดับการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสตาร์ตอัพเอสเอ็มอี มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ ฝึกปฏิบัติในการจัดทำแผนธุรกิจ บ่มเพาะ จัดกิจกรรมนำเสนอแผนธุรกิจของผู้ประกอบการ เป้าหมายเพื่อแสวงหาโอกาสทางการเงิน…การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มศักยภาพให้สูงขึ้นไปอีกระดับ

ถัดมา…กลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต จะต้องสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มผลิตภาพให้กับผู้ประกอบการ ด้วยนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าให้กับ “สินค้า” และ “บริการ” รวมทั้งส่งเสริม ให้ใช้ระบบอัตโนมัติ การใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต

สุดท้าย…กลุ่ม SMEs ที่ต้องการความช่วยเหลือหรืออยู่ในช่วงฟื้นตัว ภาครัฐจะให้การสนับสนุนจัดอบรมการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ให้คำปรึกษาแนะนำในด้านต่างๆ รวมถึงเชื่อมโยงกับธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในแต่ละสาขา บูรณาการร่วมกันระหว่างนักธุรกิจที่เป็นภาคเอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถขยับสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2579

“การที่จะผลักดันการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอย่างก้าวกระโดด วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

เดินหน้าไปสู่การเป็น SMEs 4.0

ปัญหามีว่า จะทำอย่างไรจึงจะยกระดับอุตสาหกรรมและวิสาหกิจไทยให้ก้าวเดินหน้าต่อไปได้…พร้อมเติบโตไปในกระแสเศรษฐกิจยุคใหม่ ได้อย่างมีศักยภาพ?

สมชาย ย้ำว่า เรามีแนวคิดเรื่อง Intelligent SMEs หรือเอสเอ็มอีอัจฉริยะพยายามใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วย ซึ่งจะมีสองส่วนด้วยกันคือกับกลุ่มเอสเอ็มอีอัจฉริยะที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องไอทีกับเอสเอ็มอีในส่วนที่ใช้นวัตกรรมต่างๆเป็นตัวช่วยในเรื่องของการดำเนินการ นับตั้งแต่เรื่องการตลาด การผลิต หรือการจัดการเกี่ยวกับเรื่องวัตถุดิบ “เวลาที่ติดต่อซื้อขายวัตถุดิบเราก็สามารถบอกได้ว่าความต้องการของลูกค้าที่มาต้องการสินค้าประเภทใด ลูกค้าก็สามารถเข้ามาติดต่อบอกผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สั่งตรงไปยังบริษัทผู้ผลิตวัตถุดิบนั้นๆทันทีว่ามีความต้องการสีไหน แบบไหน อย่างไร”

เสร็จแล้ว…กระบวนการผลิตก็ทำการควบคุมโดยระบบอัตโนมัติต่างๆ เสริมด้วยระบบไอทีเข้ามาจัดการ หัวใจสำคัญก็คือ ไม่ต้องใช้คนมาก ลงลึกไปถึงการติดต่อกับซัพพลายเออร์จะมีการผลิตสินค้าประเภทนี้อย่างนี้…ฉะนั้นวัตถุดิบจะต้องมีอะไรบ้าง เป็นการบริหารจัดการภายใต้ระบบอัตโนมัติ

เป็นการติดต่อกันระหว่างลูกค้า ผู้ผลิต แหล่งวัตถุดิบ…

อีกหัวใจสำคัญที่ต้องพูดถึง “การจัดการบริหารภายใน” เช่น การสั่งซื้อ ระบบสินค้าคงคลัง การจัดการบัญชี ก็จะมีซอฟต์แวร์ โปรแกรมต่างๆเข้ามาช่วยดูแล ถึงวันนี้มีซอฟต์แวร์ตัวช่วยเข้ามาเยอะมาก ไม่ว่า จะเป็นแอพพลิเคชั่นต่างๆที่กระทรวงอุตสาหกรรมนำมาดาวน์โหลดให้ใช้กันแล้ว 6-7 แอพ โหลดใช้ได้ฟรีทั้งหมด

โครงการ Intelligent SMEs หรือ เอสเอ็มอีอัจฉริยะ จำนวน 125 รายที่ถูกคัดเลือก จะได้รับการติดอาวุธนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ดำเนินการจัดการในธุรกิจของตัวเอง ถอดบทเรียนจากประสบการณ์จริง นำมาถ่ายทอดกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ ในการทำธุรกิจ สร้าง…SMEs เลือดใหม่

“วันนี้เรามองการเติบโตผลกระทบจากโลกออนไลน์ สิ่งสำคัญอย่างแรกเลยก็คือโอกาสที่เปิดกว้าง เชื่อมการผลิต การติดต่อ การตลาดออนไลน์…ผู้ประกอบการเองต้องเข้าใจ เข้าร่วม เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเอง มีความพร้อมไหม และพร้อมขนาดไหน”

ขายได้แล้ว ต้องรู้ด้วยว่าจะส่งอย่างไร ทุกอย่างมีต้นทุน ที่สำคัญ …ต้องมีสินค้าพร้อมส่ง ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องเข้าใจ สำหรับเอสเอ็มอีอัจฉริยะก็ต้องพร้อมเรื่องการฝึกอบรมการใช้ระบบไอทีต่างๆเพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพที่หลากหลาย ติดตามเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม www.dip.go.th

ในอดีตที่ผ่านมาเอสเอ็มอีไทยมีจุดอ่อนอย่างไร วันนี้ต้องเพิ่มจุดแข็ง ปรับตัวให้ดำรงคงอยู่ได้ในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง สมชาย มองว่า เอสเอ็มอีบ้านเราโดยทั่วไปจะมีหลายส่วน ที่ค่อนข้างทันสมัย ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมรอบด้านจะปรับตัวเองได้ดีอยู่แล้ว เอาตัวรอด ได้ไม่ยากปรับตัวได้เร็ว

“หลายคนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่ว่าเขาเก่งอย่างเดียว หากแต่มีความขยันมาก รู้จักหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ รู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับตัว ส่วนที่มีปัญหา…ข้อติดขัดบางทีเขาอาจจะไม่รู้เรื่องในตัวธุรกิจทั้งหมดก็ได้ แม้ว่าตัวสินค้าผลิตดี แต่อาจไม่ถูกตลาด”

ที่เห็นๆกันอยู่ ธุรกิจสตาร์ตอัพ ราว 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จผลิตสินค้าดี ถูกต้องตามตลาด ที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่ว่าตัวผู้ประกอบการไม่ดี หากแต่การตลาดยังเป็นปัญหา

“สินค้าดี แต่ขายไม่ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจ เข้าถึง…การตลาดเป็นเรื่องใหญ่ของธุรกิจเอสเอ็มอี รองลงมาก็เป็นเรื่องการบริหารระบบจัดการภายใน บางที่แยกไม่ออกระหว่างเงินส่วนตัว…เงินธุรกิจ…เงินหมุน ระบบบัญชีไม่รู้ต้นทุนตัวเองที่แท้จริงเป็นเท่าไหร่ ไม่มีข้อมูลประเมินจุดตัดสินใจทางธุรกิจได้ว่าต้องหยุดหรือว่าไปต่อ”

เอสเอ็มอีอัจฉริยะ (Intelligent SMEs) ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจาก “ตัวผู้ประกอบการ” ต้องเข้าใจในเรื่องธุรกิจ …มีใจเป็นนักธุรกิจให้ได้ ต้องรู้อะไร ทำอย่างไรบ้าง ที่สำคัญในยุคโลกหมุนเร็วอย่างวันนี้ ต้องรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นก็อยู่ยาก.

 

ดันไทยศูนย์กลางอากาศยานภูมิภาค ทุ่ม 4 แสนล้านท้าชนสิงคโปร์-ฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876507


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ได้แถลงข่าวพร้อมนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานของไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอากาศยานของภูมิภาคได้จริง ทั้งด้านการขนส่งคน ขนส่งสินค้า และการซ่อมสร้างชิ้นส่วนอากาศยานโดยให้มีคณะกรรมการนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยาน ขึ้นมาขับเคลื่อนการทำงานอย่างเป็นระบบและบูรณาการระหว่างหน่วยงาน

ด้านนายกอบศักดิ์เปิดเผยว่าแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. การพัฒนาสนามบินไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินไม่น้อยหน้าสิงคโปร์และฮ่องกง 2.การพัฒนาอุตสาหกรรมขนส่งสินค้า 3. การพัฒนาอุตสาหกรรมซ่อมสร้างอากาศยาน เนื่องจากมีความสำคัญกับประเทศอย่างมาก โดยการพัฒนาสนามบินในระยะ 10 ปีจากนี้ มีแผนลงทุนรวม 406,000 ล้านบาท ใช้ทั้งงบประมาณ และเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐภายใต้ระบบ PPP เพื่อขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารของสนามบินในประเทศ 39 สนามบิน จากปัจจุบันที่ 130 ล้านคนต่อปี เป็น 277 ล้านคน แบ่งเป็นการลงทุนในสนามบินหลัก 320,000 ล้านบาท เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 78 ล้านคนต่อปี เป็น 160 ล้านคน โดยสนามบินสุวรรณภูมิจะมีการลงทุน 130,000 ล้านบาท เพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคน เป็น 90 ล้านคน สนามบินอู่ตะเภาลงทุน 140,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านคน เป็น 30 ล้านคน และสนามบินดอนเมืองจาก 30 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน

รวมทั้งลงทุนสนามบินขนาดกลาง 70,000 ล้านบาท และลงทุนสนามบินขนาดเล็ก 16,000 ล้านบาท ทั้งนี้จะให้เอกชนเข้ามาลงทุนในสนามบินภูมิภาค 11 แห่ง ส่วนการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้า เพื่อเพิ่มการขนส่งสินค้าจาก 1.3 ล้านตันต่อปีให้เป็น 3 ล้านตัน เนื่องจากธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ โตถึง 36% จึงจะเร่งทำเขตปลอดอากรและปลดล็อกกฎหมายที่ทำให้ไทยสู้กับฮ่องกงและสิงคโปร์ไม่ได้ ส่วนการเป็นศูนย์ซ่อมสร้างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอากาศยาน จะใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภากว่า 600 ไร่ ใหญ่กว่าศูนย์ซ่อมสร้างอากาศยานของสิงคโปร์ ซึ่งจะให้ต่างชาติถือหุ้นได้มากกว่า 51% และมีอำนาจบริหารด้วย จากปัจจุบันให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น.

 

กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย หุ้นไทยปิดร่วง 12.59 จุด ซื้อขาย 38,747.80 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 18:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876115


หุ้นไทยปิดร่วง 12.59 จุด สวนตลาดในภูมิภาค ที่ระดับ 1,553.61 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,747.80 ล้าน คาดกังวลเฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในแดนลบ สวนตลาดภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับขึ้น โดยร่วงลง 12.59 จุด หรือ 0.80% ปิดที่ 1,553.61 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,747.80 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันดัชนีหุ้นไทยแกว่งไซด์เวย์ในกรอบแคบ แตะระดับสูงสุดที่ 1,564.89 จุด และต่ำสุดที่ 1,550.98 จุด คาดนักลงทุนกังวลธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 14-15 มี.ค.นี้

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).