สรรพากร ปรับแผนรีดภาษี-แย้มทายาทนักการเมือง จ่อเสียภาษีมรดก คนแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876096


สรรพากร ทำแผนเพิ่มความเข้มจัดเก็บภาษี ไล่บี้ผับ บาร์ ยันขายสินค้าออนไลน์ เตือนเอสเอ็มอี ทำบัญชีเดียวให้ถูกต้อง เผยมีผู้ยื่นภาษีบุคคลธรรมดาปี 59 แล้ว 3 ล้านราย แย้มทายาทนักการเมือง ประเดิมเสียภาษีมรดกรายแรกของไทย…

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ได้จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและนำเสนอให้กระทรวงการคลังได้พิจารณาแล้ว ซึ่งแผนดังกล่าวจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เช่น การส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจสถานประกอบการที่เปิดให้บริการช่วงกลางคืน ทั้งร้านอาหาร ผับ บาร์ โดยจะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปใช้บริการและขอใบกำกับภาษีจากร้านค้าต่างๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะเข้าทำการตรวจสอบการเสียภาษีให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง

นอกจากนี้ ยังเสนอแผนการเก็บภาษีการซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ (E-Commerce) ซึ่งกรมสรรพากรเพิ่งซื้อระบบมาได้ระยะหนึ่ง โดยสามารถตรวจสอบได้ว่าเว็บไซต์ใดมีคนเข้าไปดูและทำการซื้อขายมากที่สุด โดยจะเข้าไปทำการสั่งซื้อสินค้า เพื่อตรวจสอบว่ามีการออกใบกำกับภาษีและเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่ ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพนี้จะทำให้การเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2560 ได้ตามเป้าหมาย 1.86 ล้านล้านบาท จากการเก็บภาษีในรอบ 5 เดือนแรกที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมายอยู่ 6 พันล้านบาท

ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี โดยให้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียว ซึ่งช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%

พร้อมเตือนผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังไม่ทำบัญชีเดียวให้รับดำเนินการให้ถูกต้อง เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs อยู่ 2.6 ล้านราย มีการทำบัญชีเดียว 1 ใน 3 เท่านั้น ที่เหลืออีก 2 ใน 3 ยังมีหลายบัญชี ซึ่งไม่เป็นผลดีกับผู้ประกอบการ เพราะในปี 2562 ผู้ประกอบการที่ขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ต้องใช้บัญชีงบการเงินที่ยื่นให้กรมสรรพากรตรวจสอบใช้เป็นหลักฐานยื่นขอเงินกู้กับธนาคารพาณิชย์

สำหรับการขอคืนภาษีบุคคลธรรมดาของรายได้ที่เกิดขึ้นในปี 2559 คาดว่าจะสูงถึง 4 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าปีที่ผ่านมา 1 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีหลายอย่าง เช่น ภาษีช็อปช่วยชาติ ภาษีเที่ยวทั่วไทย ปัจจุบันมีผู้ยื่นภาษีมาแล้ว 3 ล้านราย มีผู้ขอคืนภาษี 1.7 ล้านราย มีการคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ไปแล้ว 7 แสนราย และคืนภาษีโดยการออกเช็ค 7 หมื่นราย และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบขอเอกสารเพิ่มเติมอีก 5 แสนราย โดยผู้ที่ยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดา 90% ยื่นทางอินเทอร์เน็ต และอีก 10% ยื่นเป็นกระดาษ

ส่วนการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2559 มีทรัพย์ 5 ประเภทที่ต้องเสียภาษีมรดก คือ อสังหาริมทรัพย์, หลักทรัพย์, เงินฝาก, ยานพาหนะ และทรัพย์สินทางการเงินอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับอัตราการเก็บภาษีมรดก หากเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานเสียภาษีอัตรา 5% จากการรับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท แต่หากไม่ใช่จะเสียภาษีอัตรา 10% จากการรับมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท

พร้อมระบุขณะนี้มีทายาทของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองคนหนึ่งที่เสียชีวิตในช่วงที่ผ่านมา ได้แจ้งกับกรมสรรพากรเพื่อจะเสียภาษีการรับมรดก ซึ่งยังไม่ทราบเม็ดเงินภาษีที่จะเก็บได้ เพราะต้องรอจนกว่ามีการรับมรดกเกิดขึ้นจริง โดยถือว่าเป็นการเก็บภาษีมรดกรายแรกของประเทศไทย.

 

บสย.ติวเข้มการประเมินเทคโนโลยีค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 16:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/876032


บสย. ร่วมติวเข้มการประเมินเทคโนโลยีกับ KOTEC เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนิธิศ มนุญพร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นายวิเชษฐ วรกุล รองผู้จัดการทั่วไป สายงานธุรกิจ บสย. และคณะต้อนรับ นางสุวิภา วรรณสาธพ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ Dr. Yi Hyungseung รองผู้อำนวยการหน่วยงาน Korea Technology Finance Corporation (KOTEC) พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลี ในโอกาสเดินทางมาประเทศไทย เพื่อร่วมประชุมแนวทางการปรับปรุงเครื่องมือการประเมินเทคโนโลยี (TTRS) สำหรับนำไปสู่การพัฒนา Technology Rating Grade หรือ TRG เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ในโครงการ Knowledge Sharing Program หรือ KSP ระยะที่ 2 ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการตั้งแต่เดือน ส.ค. 2559 ถึง ก.ค. 2560

สำหรับการเดินทางมาประเทศไทยของทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเกาหลี เป็นการมาประชุมครั้งที่ 3 เพื่อแนะนำกระบวนการปรับปรุงปัจจัยในการประเมินเทคโนโลยี การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพแวดล้อมสำหรับนำไปสู่การออกเกรด TRG ร่วมกันกับ บสย. และ สวทช. รวมทั้งแนะนำรูปแบบโครงการค้ำประกันและการประเมินเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย

โครงการ KSP เป็นโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์ในการพัฒนาแนวทางการประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และแนะนำรูปแบบโครงการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดย บสย. เริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2558 โดยดำเนินการร่วมกับ สวทช. และได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้จากประเทศเกาหลีใต้ ในการพัฒนาเครื่องมือการประเมินเทคโนโลยี หรือ Thai Technology Rating System (TTRS) ซึ่งจะดำเนินการควบคู่กับโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นในอนาคต.

 

สรรพสามิต แจงรอราชกิจจาฯ ขึ้นภาษีเหล้า-บุหรี่ ชง รบ.ชี้ขาดอัตราใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 14:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875836


อธิบดี เร่งทำความเข้าใจ-ชงก.ม.ลูก 80 ฉบับ ก่อนพ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ ประกาศในราชกิจจาฯ แจงปรับอัตราภาษีน้ำเมา คิดจากราคาขายปลีก-ปริมาณแอลกอฮอล์ ชี้อัตราเท่าใด อยู่ที่รัฐบาลชี้ขาด ส่วนยาสูบ ขยายเพดานจาก 3 บาท เป็น 5 บาทต่อมวน…

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 60 นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า จะเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้ประกอบการบางส่วนที่ยังเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากการเตรียมประกาศใช้กฎหมายสรรพสามิตฉบับใหม่ จะไม่ได้ทำให้ภาระภาษีของสินค้าแต่ละชนิดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีการปรับเพิ่มเพดานภาษี และวิธีการคำนวณอัตราภาษีก็ตาม โดยกำหนดสินค้าและบริการที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตไว้ตามเดิม อาทิ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน, รถยนต์, ไนต์คลับและดิสโก้เธค, ยาสูบหรือยาเส้น, เครื่องดื่ม, สถานอาบน้ำและอบตัวและนวด และสุรา เป็นต้น

ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตยาสูบ ได้ขยายเพดานอัตราภาษีใหม่ จากเดิมจัดเก็บตามมูลค่าร้อยละ 90 หรือคิดตามปริมาณ 3 บาทต่อมวน แต่ได้เพิ่มด้านปริมาณ 5 บาทต่อมวน และยังได้ปรับคำนิยามใหม่ กรณีจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสถานบริการ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ คือ เปิดเพลง มีสถานที่เต้นรำ และต้องปิดหลังเที่ยงคืน หากเข้าข่าย 3 กรณีดังกล่าวต้องเสียภาษีสรรพสามิต และการขอใบอนุญาตจำหน่ายสุรา สถานศึกษา ศาสนสถาน หากตั้งกิจการก่อนคำสั่ง คสช.ประกาศบังคับใช้ยังจำหน่ายได้ แต่ไม่อนุญาตรายใหม่เพิ่มเติม สำหรับสถานบริการอาบอบนวด หรือสปา ต้องไม่มีห้องน้ำในห้อง หากมีห้องน้ำต้องเสียภาษีสรรพสามิตอาบอบนวด และเตรียมพิจารณานำคำสั่ง คสช.ที่สำคัญออกกฎหมายลูกเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อ พ.ร.บ.สรรพสามิตมีผลบังคับใช้หลังประกาศ 180 วัน จึงเตรียมเสนอกฎหมายลูก 80 ฉบับเพื่อประกาศบังคับในการกำหนดอัตราภาษีจริง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวรองรับการกำหนดอัตราจริง เนื่องจากกฎหมายแม่กำหนดเพดานใหม่ รองรับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอีก 20 ปี ข้างหน้า คาดว่าจะมีความชัดเจนในไม่ช้า

สำหรับการคำนวณจัดเก็บใหม่ ได้เปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษีจากฐานราคาหน้าโรงงาน ราคาขายส่งช่วงสุดท้ายสำหรับสินค้าประเภทสุรา เบียร์ และราคาสำแดงนำเข้า (CIF) เปลี่ยนมาเป็นการคำนวณจากฐานราคาขายปลีก หรือราคาแนะนำช่วงสุดท้าย ควบคู่กับการคำนวณจากปริมาณแอลกอฮอล์ จะทำให้การจัดเก็บภาษีมีความเป็นธรรมมากขึ้น ส่วนอัตราการจัดเก็บแท้จริง ต้องมาดูในรายละเอียดอีกครั้งว่าควรอยู่เท่าใด ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดให้เกิดความเหมาะสมผ่านมติ ครม. ที่จะอนุมัติประกาศกระทรวงการคลัง และในอนาคตจะมีการปรับขึ้นอัตราการจัดเก็บภาษีหรือไม่ ให้เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายพิจารณา

“ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือกับภาคเอกชนเป็นรายสินค้า รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทย เพื่อเตรียมกำหนดแผนการทำงานร่วมกันภายหลังจากร่าง พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้บังคับใช้ เพื่อทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ พร้อมทั้งจัดพิมพ์รายละเอียดของกฎหมายฉบับใหม่ที่เข้าใจง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษแจกให้กับผู้ประกอบการ พร้อมทั้งเตรียมเดินสายชี้แจงกับผู้ประกอบการทั่วประเทศด้วย”

ส่วนการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค. 59 – ก.พ. 60) มีรายได้รวมอยู่ที่ 2.19 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายราว 2 พันล้านบาท เนื่องจากภาพรวมการบริโภคเกิดความซบเซาในช่วงเดือน ต.ค. 59 ในช่วงสถานการณ์สำคัญของประเทศ อีกทั้งสถานบริการต่างๆ หยุดทำการ แต่เชื่อว่าจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะสนับสนุนให้ภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมฯ ในปีงบประมาณนี้เข้าเป้าหมายที่ 5.55 แสนล้านบาท อีกทั้งกรมฯ ได้จัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ซึ่งตั้งเป้าหมายเพิ่มการจัดเก็บรายได้ขึ้น 5-10% ด้วย.

 

ธปท.เคาะพร้อมเพย์นิติบุคคลโอนเงินค่าธรรมเนียมสูงสุด ไม่เกิน 15 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 10:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875537


ธนาคารแห่งประเทศไทย สรุปอัตราค่าธรรมเนียมโอนเงินพร้อมเพย์ ระหว่างนิติบุคคลกับนิติบุคคล เกิน 1 แสน คิดอัตราสูงสุด 15 บาท ระบุ หากเป็นบุคคลธรรมดาโอนให้นิติบุคคลให้ใช้อัตราเดียวกับบุคคลทั่วไป ย้ำ มีผลทันที

วันที่ 6 มี.ค.ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ได้ประกาศการคิดอัตราค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างนิติบุคคลผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยกำหนดให้การโอนเงินระหว่างนิติบุคคลกับนิติบุคคล หากไม่เกิน 100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ และกรณีที่โอนเงินมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไปให้คิดค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 15 บาทต่อรายการ

ขณะที่ในส่วนของบุคคลธรรมดาหากโอนเงินให้กับนิติบุคคลที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์จะคิดค่าธรรมเนียมในอัตราเดียวกับการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล คือ กรณีโอนเงินไม่เกิน 5,000 บาท ไม่คิดค่าธรรมเนียม ส่วนกรณีที่โอนเงินระหว่าง 5,000-30,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 2 บาทต่อรายการ กรณีโอนเงินระหว่าง 30,001-100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 5 บาทต่อรายการ และกรณีที่โอนเงินมากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ

โดยอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ดังนั้นถ้านิติบุคคลดังกล่าวนำเลขทะเบียนนิติบุคคล หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักมาผูกบัญชีกับแบงก์พาณิชย์ ผู้ที่โอนเงินไม่ว่านิติบุคคลรายอื่นหรือบุคคลธรรมดา ก็จะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราใหม่ แต่หากนิติบุคคลรายนั้นยังไม่มาผูกบัญชี ผู้ที่โอนเงินมาก็จะเสียค่าธรรมเนียมในอัตราเดิม

สำหรับ ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ระหว่างธนาคารพาณิชย์ในระบบปกติ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ เรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 25-35 บาทต่อรายการ

 

ทองคำเปิดตลาดลดลง 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มี.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875506


ราคาทองวันที่ 6 มี.ค. เปิดตลาดราคาลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาลดลง 50 บาท จากเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 บาท ขายออกบาทละ 20,500 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000 บาท.

 

รัฐเร่งประมูลโครงการอีอีซีใน 8 เดือน สร้างความมั่นใจให้เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875392


“คณิศ” เลขาฯอีอีซี เผยโครงการพัฒนาอีอีซีจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องเร่งเครื่องให้เกิดการประมูล 5 โครงการสำคัญ ภายใน 8 เดือนนับจากนี้ โดยใช้วิธีการพีพีพี ฟาส แทรค เป็นการเฉพาะของพื้นที่อีอีซี ซึ่งมาตรา 44 ได้เปิดช่องไว้ให้ทำได้อยู่แล้ว

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า ภายใต้แผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุน จากทั้งหมดที่ครอบคลุม 4 โมดูล 15 โครงการ โดยจะใช้เม็ดเงินในการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปีนั้น มี 5 โครงการหลักที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของอีอีซี ที่ภาครัฐบาลจะต้องเร่งให้เริ่มมีการเปิดประมูลใน 8 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะการอนุมัติขยายสนามบินอู่ตะเภา

ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชนว่าโครงการอีอีซีจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งจะต้องมีระบบเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี ฟาส แทรค) ของพื้นที่อีอีซีโดยเฉพาะ เพราะจะใช้เวลาในการพิจารณาสั้นกว่าโครงการพีพีพี ฟาส แทรค ทั่วไป ที่ใช้เวลาในการพิจารณาราว 9 เดือน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เปิดช่องให้ดำเนินการได้ไว้แล้ว

สำหรับ 5 โครงการหลัก ที่จะต้องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ครศ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น จะประชุมครั้งแรกภายในเดือน มี.ค.นี้ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา วงเงิน 200,000 ล้านบาท ซึ่งในระยะ 5 ปีแรก จะต้องเพิ่มอัตราผู้โดยสารจาก 3 ล้านคนเป็น 15 ล้านคน และรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน ภาย 15 ปีข้างหน้า 2.โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมโยงสนามบินพาณิชย์ 3 แห่ง ได้แก่สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา วงเงินลงทุน 158,000 ล้านบาท

3.โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 วงเงิน 88,000 ล้านบาท 4.โครงการรถไฟทางคู่ เชื่อมโยงท่าเรือ 3 แห่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าทางราง วงเงิน 64,300 ล้านบาท 5.โครงการพัฒนาเมืองใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งในปีนี้จะต้องได้ข้อสรุปเรื่องพื้นที่ และการจัดรูปที่ดิน

“ในระยะ 5 ปีนับจากนี้ไป จะต้องขยายสนามบินอู่ตะเภาให้รองรับผู้โดยสาร จาก 1.5 ล้านคน เป็น 3 ล้านคนแล้ว และรองรับได้ถึง 15 ล้านคนใน 5 ปีข้างหน้า อีกทั้งจะช่วยลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองได้ด้วย นั่นหมายความว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ที่เชื่อมต่อทั้ง 3 สนามบิน จึงจะทำให้ทั้งโครงการสนามบินอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ประสบความสำเร็จและไปด้วยกันได้ ซึ่งการพัฒนาโครงการอีอีซีจะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองใหม่ เป็นเมืองที่ทันสมัย ประชาชนมีรายได้และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างน้อย 3 พื้นที่ ในฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง”

สำหรับการลงทุนของภาคเอกชน จะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นตั้งแต่ในปีนี้เป็นต้นไป ขณะนี้เริ่มมีการติดต่อจากนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมาในรูปแบบของการเจรจากับบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมต่างๆเพื่อจูงใจให้เข้ามาลงทุน แต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน โดยจะมีการเจรจาตรงเป็นรายๆ เนื่องจากแต่ละบริษัทความต้องการและเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ขณะนี้รัฐมีเครื่องมือดึงดูดการลงทุนครบถ้วนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะมีบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก.

 

“บินไทย” ยกเครื่องระบบขายตั๋ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875387


นายธีรพล โชติชนาภิบาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยอยู่ระหว่างดำเนินโครงการ “นิว เว็บ แอนด์ โมบาย แพลทฟอร์ม” เพื่อพัฒนาระบบการซื้อขายตั๋วโดยสารผ่านระบบออนไลน์ ทั้งผ่านเว็บไซต์ ผ่านสมาร์ทโฟน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล และอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารที่ต้องการจองตั๋วการบินไทย ถือเป็นการยกระดับการบริการให้เทียบเท่ามาตรฐานสายการบินระดับโลก อีกทั้งยังจะช่วยกระตุ้นการขายตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์ ให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์การฟื้นฟูกิจการของการบินไทย โดยจะดำเนินโครงการแบบระยะยาว 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2560-2564

“การบินไทยจำเป็นต้องยกเครื่องปรับปรุงระบบขายตั๋วโดยสารผ่านช่องทางออนไลน์ครั้งใหญ่ เนื่องจากระบบเดิมไม่ทันสมัย ใช้มานานกว่า 15 ปี และเป็นระบบที่ถูกออกแบบเป็นโปรแกรมสำเร็จรูป เปลี่ยนแปลงแก้ไขเนื้อหาการให้บริการทำได้ยาก หรือหากทำได้ ก็ใช้เวลานาน และมีข้อจำกัดในการเพิ่มศักยภาพ จนมีผลทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้กับสายการบินคู่แข่ง ซึ่งขณะนี้การบินไทยอยู่ระหว่างการจัดหาผู้มาวางระบบการขายตั๋วออนไลน์ใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ รูปแบบการให้บริการ และข้อเสนอต่างๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้ลูกค้ามาใช้งาน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์การให้บริการของการบินไทยด้วย”

นายธีรพลกล่าวต่อว่า การผลักดันให้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่งตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้นั้น การพัฒนาระบบการจองตั๋วโดยสารออนไลน์ เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญมาก เพื่อให้ระบบการจองตั๋วโดยสารมีมาตรฐานทัดเทียมสายการบินระดับโลกอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาการบริหารจัดการองค์กร ขณะเดียวกันการบินไทยก็คาดหวังสิ้นปี 2560 ว่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากช่องทางการขายตั๋วโดยสารผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้นเป็น 30% ของรายได้รวม จากปัจจุบันมีรายได้จากการขายผ่านออนไลน์เพียง 20% ของรายได้รวมทั้งหมด.

 

สรรพสามิตแจงปรับขึ้นภาษีเหล้า-เบียร์ ชี้อัตราบนโลกออนไลน์ใช้อีก 20 ปีข้างหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/875386


สมชาย พูลสวัสดิ์

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สรรพสามิต พ.ศ….ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว และอยู่ระหว่างรอลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน หรืออีก 6 เดือนข้างหน้า โดยในระหว่างนี้กรมสรรพสามิตจะเชิญผู้ประกอบการมาหารือ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่นี้

สำหรับกระแสข่าวที่ว่า กรมสรรพสามิตจะปรับขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ สุรา และเบียร์นั้น ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน เพราะ พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ ซึ่งแน่นอนว่า วิธีการจัดเก็บภาษีใหม่นี้ จะส่งผลให้ราคาสินค้าแพง แต่เนื่องจากหลักการของกฎหมาย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเพิ่มการจัดเก็บรายได้ จึงระบุไว้ในบทแนบท้ายว่า การเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษี จะไม่ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนอัตราภาษีใหม่ที่ปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์นั้น เป็นอัตราภาษีสูงสุดที่วางแผนจะจัดเก็บในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งไม่ใช่อัตราที่จัดเก็บจริง เช่น ปัจจุบันภาษีบุหรี่จัดเก็บในอัตราสูงสุดอยู่แล้วที่ 90% ขณะที่อัตราภาษีใหม่ ก็จะจัดเก็บที่ 90% แต่เมื่อเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษี และมีการเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผู้ประกอบการจะเสียภาษีแพง ซึ่งกรมสรรพสามิตจะลดอัตราภาษีลง เพื่อไม่ให้เกิดภาระภาษีมากเกินไป.

 

กสร. เร่งช่วยเหลือ 107 ชีวิตบริษัทเอกชน ถูกเลิกจ้าง นัดคุย 6 มี.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มี.ค. 2560 16:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874996


กสร. เร่งช่วยเหลือ 107 ลูกจ้างบริษัท บริติช-ไทยซินเทติคเท็กสไทล์ อ้อมน้อย สมุทรสาคร ถูกเลิกจ้าง นัดเจรจานายจ้าง 6 มี.ค.

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีลูกจ้างบริษัท บริติช-ไทยซินเทติคเท็กสไทล์ จำกัด ต.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ซึ่งประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้า จำนวน 107 คน สัญชาติไทย 85 คน เมียนมา 22 คน มาร้องทุกข์ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 60 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ ได้ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – พ.ค. 60 และจะจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย โดยแบ่งจ่าย 8 งวด เริ่มจ่าย 1 ต.ค. 60 เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงข้อกฎหมายและแนะนำให้ลูกจ้าง ยื่นคำร้อง คร. 7 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

นายสุเมธ กล่าวว่า กสร. ได้ประสานจัดหางานจังหวัดและประกันสังคมจังหวัดมาร่วมชี้แจงสิทธิประโยชน์และขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิ ซึ่งลูกจ้างยังไม่ได้ยื่นคำร้อง แต่ขอให้พนักงานตรวจแรงงานติดตามนายจ้างมาเพื่อเจรจาหาข้อยุติร่วมกันก่อน ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว ไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้ จึงได้ออกหนังสือให้นายจ้าง มาพบในวันจันทร์ที่ 6 มี.ค. 60 ซึ่งจากการประสานกับผู้แทนนายจ้าง ได้แจ้งว่า จะมาพบพนักงานตรวจแรงงาน ในวันดังกล่าวตามนัดหมาย กสร.จะเร่งดำเนินการติดตามเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้กับลูกจ้างทุกคน โดย บริษัท บริติช-ไทยซินเทติคเท็กสไทล์ จำกัด ได้เลิกจ้างลูกจ้างมาแล้ว 2 ครั้ง จำนวน 300 คน มีการจ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับลูกจ้างทั้งหมดแล้ว ซึ่งก็ได้แบ่งจ่ายเป็นงวดเช่นกัน

 

ก.แรงงาน ฝึก ‘บริการบนเรือ’ สร้างอาชีพเป็นลูกเรือสำราญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 21:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874347


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน จัดสอนหลักสูตร Cruise Ship Academy พนักงานบนเรือสำราญ เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานและมีรายได้ที่ดี นำร่องที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า อาชีพงานบริการบนเรือสำราญ เป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจทั้งด้านรายได้และประสบการณ์ อีกทั้งได้ท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ผู้ให้บริการจะต้องมีความรู้ความสามารถ ทักษะและทัศนคติในงานบริการ ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้ตรงกับอุปนิสัยของคนไทยที่มีความสุภาพอ่อนโยน ยิ้มแย้มแจ่มใส ปัจจุบันแรงงานด้านนี้ยังขาดแคลนเป็นจำนวนมาก ภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในทุกๆ ด้าน และเป็นไปตาม 8 วาระเร่งด่วน ด้านการส่งเสริมการมีงานทำ และการเพิ่มผลิตภาพแรงงานสู่ไทยแลนด์ 4.0 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงเปิดฝึกอบรมหลักสูตรพนักงานบนเรือสำราญ นำร่องที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์ ท่องเที่ยวและบริการ

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากกระแสการท่องเที่ยวทางเรือกำลังเป็นที่นิยม และมีความต้องการแรงงานด้านนี้เป็นจำนวนมาก กพร.ได้จัดทำหลักสูตร พนักงานบนเรือสำราญ สำหรับการเตรียมตัวเป็นลูกเรือในเรือสำราญ โดยดำเนินการนำร่องที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ ทั้งนี้เป็นไปตามจุดเน้นของภูมิภาค ตลอดจนเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมทั้งสถานที่ วิทยากรฝึก และมีเครือข่ายความร่วมมือ อาทิ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ประกอบการด้านโรงแรม นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจาก นายสมรัชนะ มูลสาย ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานบนเรือสำราญมากว่า 15 ปี มาเป็นที่ปรึกษาจัดทำหลักสูตรและเป็นวิทยากรฝึก การนำร่องฝึกอบรม 10 คนรุ่นแรกนั้น เริ่มฝึกอบรมระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2560 เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้เข้าฝึกให้มีความรู้และทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ การบริการอาหารและเครื่องดื่ม การเป็นผู้ช่วยกุ๊ก และการทำความสะอาด โดยใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารตลอดการฝึกอบรม หลังจากนั้นจะเข้าฝึกงานในโรงแรมอีก 4 เดือน ณ โรงแรมในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ จะเข้าฝึกงานระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2560 ผู้ผ่านการประเมินทั้ง 2 ส่วนจึงจะได้รับใบวุฒิบัตร และสามารถนำไปเป็นหลักฐานในการสมัครงานและสอบเข้าทำงานบนเรือสำราญต่อไป

นายสมรัชนะ กล่าวถึงอาชีพพนักงานบริการบนเรือสำราญว่า อาชีพการทำงานบนเรือสำราญเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีความเป็นสากลสูงพอๆ กับการทำงานบริการบนเครื่องบินเพราะมีเพื่อนร่วมงานมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมีรายได้ค่อนข้างสูง ประมาณ 30,000-50,000 บาท แถมยังได้โอกาสท่องเที่ยวทั่วโลกฟรี ได้ประสบการณ์ สัมผัสวิถีชีวิต ผู้คน สถานที่ วัฒนธรรมทั่วโลก การจะเข้าสู่อาชีพนี้ ต้องมีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาษาอังกฤษ ความรู้ ความสามารถในสาขาในงานที่ทำ รวมทั้งสุขภาพพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดระยะเวลาสัญญา ปัจจุบัน ต้องการถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ถ่ายทอดให้ผู้ที่สนใจในอาชีพงานบริการบนเรือสำราญ เพื่อสร้างโอกาสในการทำงานและมีรายได้ที่ดี จึงได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานนานาชาติ เปิดหลักสูตร Cruise Ship Academy ขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้สนใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย

นายณัฐกรณ์ แก้วหล้า อายุ 31 ปี จากจังหวัดลำปาง ปัจจุบันยังว่างงาน กล่าวว่า ตนเองเดินทางมาฝึกอบรม เพราะตั้งใจที่จะไปทำงานบนเรือสำราญ การฝึกอบรมที่ผ่านมา ได้รับความรู้จากวิทยากร และความเอาใจใส่ของของหน่วยงานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่อำนวยความสะดวกทั้งที่พักและวัสดุอุปกรณ์การฝึก และได้กล่าวขอบคุณที่เปิดฝึกอบรมในหลักสูตรนี้ เพราะเปิดโอกาสให้แรงงานมีงานทำ มีรายได้ที่สูงขึ้น และต้องการให้มีการขยายผลการฝึก เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้สนใจในภูมิภาคอื่นต่อไปด้วย ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีเป้าหมายที่จะขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นๆ เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ