อธิบดี พช.ควงคณะทำงานขึ้นเหนือ กระตุ้น ขรก.ลุยพัฒนาศก.ฐานราก-ประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 19:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874260


อธิบดีพัฒนาชุมชน ยกคณะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐชุดใหญ่ บุกภาคเหนือเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายสานพลังประชารัฐปี 2560 อย่างเข้มข้นเต็มรูปแบบ ปลื้มผลงานบูรณาการประสบความสำเร็จอย่างมาก ตั้งเป้า ก.ย.60 ขยายผลกลุ่มเป้าหมายทะลุ 2,000 กลุ่ม ชูสูตร 1-3-5-76-1 นำไปสู่ความสำเร็จการสร้างเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

วันนี้ 4 มี.ค.60 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหาร รวมทั้งคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ซึ่งนำโดย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน พร้อมคณะทำงาน เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประชุมหารือคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐของพื้นที่ 13 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมรับฟังผลการดำเนินงานจากตัวแทน บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีจังหวัด โดยมีนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

นายอภิชาติ กล่าวว่า ในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ เป็นการ ติดตามการดำเนินงานคณะทำงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐของพื้นที่ 13 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยขณะนี้มีชุมชนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายกว่า 1,200 ชุมชน พร้อมตั้งเป้าภายในสิ้นเดือนกันยายน 2560 จะขยายผลเพิ่มเป็น 2,000 กลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ สิ่งที่พยายามทำขณะนี้ คือการสร้างกลไก โดย 5 ภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค เอ็นจีโอ ภาคมหาวิทยาลัย และภาคประชาชนบูรณาการความร่วมมือกันแบบพี่ช่วยน้อง โดยขณะนี้ในชุมชนที่มีการขับเคลื่อน เริ่มวางแผนการดำเนินการในปี 2560 ซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างรายได้ให้กับชุมชนให้เพิ่มมากขึ้น

นายอภิชาติ กล่าวด้วยว่า สำหรับชุมชนเป้าหมายที่เลือก นั้น จะดูข้อมูลจากความจำเป็นพื้นฐาน หรือ จปฐ. ชุมชนที่ตกเกณฑ์ นี้ คือเป้าหมายที่จังหวัด และบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดจะลงไปช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ โดยปีนี้ จะดำเนินการใน 2,000 ชุมชน/กลุ่มเป้าหมายทุกจังหวัด และจะดำเนินการขยายเพิ่มมากขึ้น

สำหรับปัญหาอุปสรรคนั้น นายอภิชาติ กล่าวว่า วันนี้ที่เดินทางลงพื้นที่เพื่อมาติดตามว่ามีปัญหาในเรื่องใดหรือไม่อย่างไร แต่จากที่รับฟังจากทั้งหมดแล้ว พบว่าสามารถขับเคลื่อนเดินหน้าไปได้เป็นอย่างดี ปัญหาอุปสรรคต่างๆ มี แต่ส่วนใหญ่สามารถใช้กลไกที่สร้างขึ้น เข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

ส่วนองค์ประกอบของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ ที่กำหนดนั้น คือ 1-3 -5-76-1 (1 คือเป้าหมาย สร้างรายได้ให้ชุมชน / 3 คือ 3 กลุ่มงาน เกษตร แปรรูป ท่องเที่ยวโดยชุมชน/5 คือ 5 กระบวนการ คือ การเข้าถึงปัจจัยการผลิต การสร้างองค์ความรู้ การตลาด การสื่อสารเพื่อการรับรู้ การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน /76-1 คือ โครงสร้างบริษัท ประชารัญรักสามัคคีจังหวัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด 76 แห่ง มีจังหวัดละ 1 แห่ง ส่วนอีก 1 คือ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ หรือ โฮลดิ้งส์ จะมี 24 บริษัทใหญ่ที่คอยเป็นเครือข่าย หรือเน็ตเวิร์ก ที่คอยช่วยแก้ปัญหาต่างๆให้

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน กล่าวว่าการดำเนินของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีฯเป็นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหัวใจในการดำเนินงาน โดย 5 ภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเอ็นจีโอ ภาคมหาวิทยาลัย และภาคประชาชนต้องร่วมกันบูรณาการความร่วมมือกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำงานเป็นทีมเวิร์กก็จะสามารถทำงานไปสู่ความสำเร็จตามนโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท้ายที่สุดนำไปสู่การทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

“การทำงานของทุกจังหวัดอยากให้เชื่อมโยงกับจังหวัดใกล้เคียงด้วย เพื่อสร้างโอกาสให้กับสินค้าบางประเภทให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น การทำงานครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือเพิ่มรายได้ให้และทำให้ประชาชนมีความสุข ก็หวังว่าการทำงานใหญ่เพื่อชาติครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาล เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์เด่นของแต่ละจังหวัด เหมือนกับที่ผ้าขาวม้าของไทยกำลังจะไปขึ้นเวทีแฟชั่นระดับโลก ที่ประเทศญี่ปุ่นในเวลาอันใกล้นี้” นายฐาปนกล่าว

 

เที่ยวบินถูกขู่วางระเบิดที่สตอกโฮล์ม สวีเดน ล่าสุดถึงภูเก็ตแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 15:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/874125


เที่ยวบิน TG963 จากสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เดินทางถึงสนามบินภูเก็ต เรียบร้อยแล้ว หลังก่อนหน้านี้โดนขู่วางระเบิดจนต้องอพยพคนวุ่น

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 60 นางมนฤดี เกตุพันธุ์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ขณะนี้สายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG963 เส้นทางจากกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน-ภูเก็ต-กรุงเทพฯ ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานภูเก็ต ในเวลา 13.01 น. ของวันนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังถูกขู่วางระเบิดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. จึงต้องเข้าสู่การตรวจสอบตามขั้นตอนมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย และตามขั้นตอนของท่าอากาศยานสตอกโฮล์ม-อาร์ลันดา ประเทศสวีเดน ส่งผลให้ต้องเดินทางล่าช้ากว่ากำหนด ทางการบินไทย จึงนำผู้โดยสารเข้าพักที่โรงแรมเพื่อรอเวลาออกเดินทางใหม่ กระทั่งเดินทางมาถึงภูเก็ตวันนี้ ก่อนจะออกเดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ต่อไป

ทั้งนี้ ตามตารางบินปกตินั้น เที่ยวบินดังกล่าวจะต้องเดินทางมาถึงท่าอากาศยานภูเก็ต ตั้งแต่เวลา 13.25 น. ของวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– ระทึก ขู่วางระเบิด เครื่องบินการบินไทย จากสตอกโฮล์ม มาภูเก็ต 
– บินไทยแจงเครื่องจากสตอกโฮล์มล่าช้า หลังรับแจ้งตรวจสอบความปลอดภัย

 

เบทาโกรร่วมพาณิชย์ออกบูธกัมพูชา เผยตลาดเชื่อมั่นคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 10:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873767


เครือเบทาโกรร่วมออกบูธแสดงสินค้า และโชว์ปรุงอาหารที่กรุงพนมเปญ จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ของไทย ชี้ ชาวกัมพูชามีความเชื่อมั่นคุณภาพสินค้า โดยปีที่ผ่านมา ธุรกิจในกัมพูชาเติบโตได้กว่า 20%…

นายวรวุฒิ วณิชกุลบดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจต่างประเทศ เครือเบทาโกร กล่าวว่าระหว่างวันที่ 1-5 มี.ค. 2560 เครือเบทาโกร ซึ่งดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตร และอาหารครบวงจร ร่วมออกบูธแสดงสินค้าอาหารในงาน Top Thai Brands 2017 จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ณ อาคารแสดงสินค้าเกาะเพชร กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ภายในงานมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและรสชาติอร่อย จากแบรนด์สินค้าอาหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับระดับสากล ได้แก่ แบรนด์ BETAGRO แบรนด์อิโตแฮม (Itoham) ทั้งสินค้าสดแช่เย็น ปรุงสุก และพร้อมรับประทาน พร้อมกับกิจกรรม Cooking Show โดยทีมเชฟจากประเทศไทยโชว์การทำอาหารเมนูพิเศษโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพ

ทั้งนี้ เครือเบทาโกรเริ่มทำธุรกิจในกัมพูชาด้วยการส่งออกอาหารสัตว์ไปจำหน่ายมากกว่า 10 ปี ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากเป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ ใน พ.ศ. 2551 จดทะเบียนก่อตั้ง บริษัท เบทาโกร (กัมพูชา) จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจภายใต้การบริหารงานตามนโยบายเครือเบทาโกรในไทย ปัจจุบัน มีฟาร์มสุกรปู่-ย่าพันธุ์ และพ่อ-แม่พันธุ์ ฟาร์มไก่ไข่ ฟาร์มโครงการจ้างเลี้ยงสุกรขุน ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ไก่สามสาย ร้านเบทาโกร ช็อป สาขาพนมเปญและสาขาเสียมเรียบ รวมทั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ โดยเบทาโกร (กัมพูชา) ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญ (PPSEZ) สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชาวกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันลูกค้าชาวกัมพูชามีความเชื่อมั่นคุณภาพผลิตภัณฑ์   อาหารจากเบทาโกร รวมถึงอาหารสัตว์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจเบทาโกรในกัมพูชาปีที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตมากกว่า 20%

นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่า การที่เบทาโกรเข้ามาทำธุรกิจในกัมพูชา มีส่วนช่วยให้การจัดส่งสินค้าไปสู่ลูกค้าทำได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือ การขยายโอกาสเข้าถึงสินค้าอาหารคุณภาพและปลอดภัย (Food Safety) สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทั้งในด้านราคา คุณภาพและการบริการ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเบทาโกรในกัมพูชาเติบโตได้ เพราะมีพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีอย่างยาวนาน และมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัดในทุกประเทศที่เข้าไปลงทุน นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมและความต้องการของตลาด และมีการพัฒนาด้านวิชาการให้ลูกค้าทั้งเกษตรกรและตัวแทนจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าเติบโตแบบยั่งยืน.

 

ทองคำเปิดตลาดขึ้น 150 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,050

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มี.ค. 2560 09:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873770


ราคาทองวันที่ 4 มี.ค. เปิดตลาดราคาเพิ่มขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 ขายออกบาทละ 20,550 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087 ขายออกบาทละ 21,050 บาท

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.06 น. ราคาเพิ่มขึ้น 150 บาท จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,450 บาท ขายออกบาทละ 20,550 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,087.00 บาท ขายออกบาทละ 21,050 บาท.

 

อิตัลไทย ฟิตเครื่อง เสริมความแข็งแกร่ง สยายปีกจากไทยมุ่งหน้าสู่เอเชีย ตั้งเป้าโต 16%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 มี.ค. 2560 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872856


กลุ่มบริษัทอิตัลไทยตอกย้ำกลยุทธ์องค์กรที่ยืดหยุ่น ฉับไว รับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นสองกลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักและรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ในระดับแนวหน้าของประเทศไทย

– ตั้งเป้ารายได้ปี 2560 รวม 17,200 ล้านบาท เติบโต 16% จากปีที่ผ่านมา
– เกาะติดเทรนด์นโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว
– รุกขยายฐานต่อเนื่องจากไทยสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชีย

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอิตัลไทย เปิดเผยว่า ด้วยศักยภาพและแนวโน้มอุตสาหกรรมก่อสร้าง และการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น กลุ่มบริษัทอิตัลไทย จึงจัดกระบวนทัพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมความพร้อมรุกตลาดในประเทศและเดินหน้ามุ่งสู่ภูมิภาคเอเชีย ตั้งเป้าหมายรายได้รวม 17,200 ล้านบาท เติบโต 16% จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นรายได้ของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักและรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร 9,721 ล้านบาท คิดเป็น 56% และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ 7,477 ล้านบาท คิดเป็น 44 %

มร.ปีเตอร์ เฮนลีย์ Mr. Peter Henley

กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนัก บริหารงานโดย บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด ดำเนินธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายเครื่องจักรกลหนักหลากหลายแบรนด์ระดับโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา เพื่อคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับความต้องการใช้งานของลูกค้าในแต่ละธุรกิจ ทั้งในด้านคุณภาพ ราคา และเข้าถึงลูกค้าด้วยศูนย์ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน คือ สปป. ลาว ภายใต้ชื่อ อิตัลไทย เซ็นเตอร์ (Italthai Center)

สำหรับปีนี้ บริษัทฯ ชูกลยุทธ์ความเป็น Solution Provider โดยมี “ลูกค้าเป็นศูนย์กลางและมุ่งเน้นการให้บริการที่เป็นเลิศ” เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแต่ละ Segment เป็นการเพิ่มคุณค่า และรักษาฐานลูกค้าให้มั่นคง โดยเน้นที่กลุ่มลูกค้า (Segment) หลัก 2 กลุ่มคือ (1) กลุ่มงานเหมืองและโรงโม่หิน ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำสำหรับงานก่อสร้างตึกอาคารและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายภาครัฐที่กำลังเร่งพัฒนา ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจนี้กว่า 300 แห่งทั่วประเทศ (2) กลุ่มงานถนน ซึ่งเป็น กลยุทธ์หลักของภาครัฐในการเชื่อมต่อโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เพื่อเสริมศักยภาพการขนส่ง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งการเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในบริเวณพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

โดยทั้ง 2 กลุ่มลูกค้านี้ ทีมขายจะให้คำแนะนำลูกค้าและคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับ Application งานต่างๆ และงบประมาณของลูกค้าเป็นหลัก โดย บริษัทฯ มีหลากหลายแบรนด์ที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทไว้ค่อยให้บริการ ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายแบรนด์ Volvo, SDLG, Youtong รถบรรทุกสำหรับงานเหมือง, Doosan เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและลม, Powerscreen, Robit, Atlas Copco, Tadano Mobile Crane ทั้งนี้ บริษัทฯ เน้นการดำเนินธุรกิจในรูปแบบการเป็นพันธมิตรกับลูกค้า (Partner) เพื่อให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ช่วยสนับสนุน และตอบสนองให้การดำเนินธุรกิจของลูกค้าให้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และมุ่งเน้นการบริการ (Services Excellence) เพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจและเกิดความมั่นคงในธุรกิจ (Reliability) เพื่อเสริมศักยภาพในความเป็น Solution Provider อย่างแท้จริง นอกจากนี้ทาง บริษัทฯ ยังได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษ CAC หรือ Customer Assistance Center เพื่อทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานบริการ และเพื่อการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ โดยมีหน้าที่ติดต่อแจ้งข้อมูลการบริการ ติดตาม งานซ่อม ให้ข้อมูลด้านการตลาดและโปรโมชั่นให้กับลูกค้าตลอดกระบวนการ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า และด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์คุณภาพ และการบริการเป็นเลิศ บริษัทฯ จึงได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตร และคู่ค้าทางธุรกิจ ให้มีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากมาย โดยผลงานเด่น อาทิ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 6 สายบางปะอิน-สระบุรี-นครราชสีมา, ทางหลวงพิเศษ บางใหญ่-กาญจนบุรี, รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียวช่วงที่ 1 หมอชิต-สะพานใหม่, โครงการพัฒนาด่านสิงขร ขั้นที่ 1 เป็นต้น โดยมีเป้าหมายรายได้กว่า 4,300 ล้านบาท

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร บริหารงานโดย บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม จำกัด ดำเนินธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าและสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทั้งภายในและต่างประเทศ บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างงานระบบแถวหน้าของเมืองไทย โดยในปีนี้ทาง บริษัทฯ มุ่งเน้นความสำคัญเรื่อง Operation Excellence หรือมาตรฐานในการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยล่าสุดจากเดิมที่บริษัทใช้มาตรฐาน ISO9001:2008 ในปีนี้ บริษัทฯ ได้รับ ISO 9001:2015 ซึ่งเป็น ISO เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด และนับได้ว่าเป็นบริษัทก่อสร้างอันดับต้นๆ ที่ได้รับการรับรองเวอร์ชั่นใหม่นี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการรับรอง ISO14001:2015 และ OHSAS18001:2007 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานด้านชีวอนามัย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและพันธสัญญาในการดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานสากล โดยให้ความสำคัญในด้านคุณภาพของงาน สิ่งแวดล้อมและชีวอนามัยอย่างสุงสูด

ล่าสุด บริษัทฯ ได้มีการขยายธุรกิจและการลงทุนในสหภาพเมียนมา ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลือกลงทุนในพม่า เพราะพม่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งในแง่ของทรัพยากรธรรมชาติและจำนวนประชากร การเปิดประเทศจึงเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจก่อสร้าง และจากการที่ บริษัทฯ เข้าไปศึกษาตลาด พบว่า ตลาดก่อสร้างพม่ามีความต้องการด้านงานระบบที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นจุดแข็งของ บริษัทฯ ที่สามารถเข้าไปช่วยสร้างความเติบโตของตลาดก่อสร้างในพม่าได้ โดยจะมุ่งเน้นไปที่งานระบบสาธารณูปโภคประกอบอาคารงานระบบสาธารณูปโภคโรงงานและโรงงานอุตสาหกรรม และงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

ผลงานที่ผ่านมา บริษัทสามารถก่อสร้างและจำหน่ายไฟเข้าระบบภายในกำหนดเวลาสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนกว่า 100 เมกะวัตต์ ซึ่งประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมชัยภูมิกำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 4 โครงการกำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ ขณะนี้ยังมีโครงการในประเทศที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ 7 โครงการใหญ่ ตั้งเป้าหมายรายได้กว่า 5,300 ล้านบาท

ในด้านกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ เนื่องจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังคงมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย กว่า 32.5 ล้านคน* กอปรกับนโยบายของภาครัฐที่ให้การสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น และมีการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวในทั่วโลก 1.2 พันล้านคน** ส่งผลดีต่อภาพรวมของกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ของอิตัลไทย ที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและเดินหน้ารุกขยายการลงทุนในประเทศและต่างประเทศสู่ภูมิภาคเอเชีย มีเป้าหมายรายได้กว่า 4,100 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 10%

โดย ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรมขนาดกลางที่ดีที่สุดในเอเชีย ได้ตั้งแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจระยะที่ 2 ภายใต้ชื่อ “Delivering Success” เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นขยายเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ให้ได้ไม่น้อยกว่า 99 แห่ง และมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2567 โดยจะรุกสู่ตลาดใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราการเพิ่มขึ้น ของประชากรที่มีรายได้ระดับกลางถึงสูง (C+ ขึ้นไป) มีการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคเอเชีย

ปัจจุบันออนิกซ์ฯ มีสัดส่วนจำนวนเครือข่าย ที่มีอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ อยู่ที่ 50:50 และคาดว่าสัดส่วนนี้จะเปลี่ยนเป็น 30:70 ภายในปีพ.ศ. 2561 สำหรับสัดส่วนรายได้ปัจจุบันจากเครือข่ายออนิกซ์ฯ ในประเทศไทยและต่างประเทศคิดเป็น 70:30 โดยเป็นรายได้จากลูกค้าที่เข้าพักในโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์เครือ ออนิกซ์ฯ ทั้งในและต่างประเทศระหว่างเดือนมกราคม-ธันวาคม พ.ศ. 2559 จากทุกมุมโลก โดยมีลูกค้าจากตลาดไทยและจีน เป็นสองตลาดหลัก ตามด้วย อินเดีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และทางบริษัทฯ คาดว่าภายในปี พ.ศ.2561 สัดส่วนรายได้จากเครือข่ายในประเทศไทย และต่างประเทศจะเปลี่ยนเป็น 60:40

สำหรับโครงการที่คาดว่าจะเปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2560 ได้แก่ อมารี ยะโฮร์ บาห์รู (มาเลเซีย) อมารี วังเวียง(ลาว) อมารี หยางซั่ว (จีน) อมารี กอลล์ (ศรีลังกา) โอโซ่ ฮอยอัน (เวียดนาม) ชามา ไอส์แลนด์ นอร์ธ ฮ่องกง และชามา เซียงหนานลี่ เฉิงตู (จีน) ซึ่งการเปิดให้บริการโรงแรมดังกล่าวนี้นับเป็นการเข้าไปทำธุรกิจครั้งแรกของออนิกซ์ฯ ในเวียดนาม มาเลเซีย และลาว อีกด้วย

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มีเครือข่ายที่เปิดให้บริการแล้ว 42 แห่ง ประกอบด้วย ห้องพักจำนวน 6,622 ห้อง ใน 7 ประเทศ (รวมถึงเขตบริหารพิเศษ) ได้แก่ ไทย จีน ฮ่องกง ศรีลังกา มัลดีฟส์ บังกลาเทศ และกาตาร์ และมีโครงการที่อยู่ภายใต้การพัฒนาอีก 25 แห่ง ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดให้บริการในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นายยุทธชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัท อิตัลไทยฮอสพิทาลิตี้ จำกัด อีกหนึ่งธุรกิจของกลุ่มอิตัลไทย ที่มีการเติบโตสอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ได้ดำเนินกลยุทธ์การควบรวมธุรกิจเครื่องดื่ม โดยการเข้าบริหารอย่างเต็มรูปแบบให้กับทุกแบรนด์เครื่องดื่มที่อยู่ภายใต้กลุ่มอิตัลไทย ในปีนี้เน้นบทบาทการเป็น F&B Solution Provider มุ่งกลุ่มลูกค้าธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร (HORECA) ทั่วประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเป็นระบบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ ปัจจุบัน บริษัทฯ จำหน่ายเครื่องดื่มและไวน์ระดับพรีเมียมจากหลายประเทศทั่วโลก นํ้าแร่เปอริเอ (Perrier) นํ้าแร่วิทเทล (Vittel) และแชมเปญดูวาล-เลอรัว (Duval Leroy) และเป็นผู้บริหารธุรกิจ แฟรนไชส์ แบรนด์ชา ทีดับเบิลยูจีที (TWG Tea) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจะวิเคราะห์ความต้องการผลิตภัณฑ์ลูกค้าตามลักษณะและขนาดของธุรกิจ แล้วจึงนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการตอบสนองต่อความต้องการนั้น การทำงานจะเน้นความเป็นพันธมิตร คู่ค้า ลูกค้าในธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม ซึ่งปัจจุบันมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เพื่อตอบรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติจากทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายรายได้ 230 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 65% อันเป็นผลจากการควบรวมธุรกิจ

นายยุทธชัย กล่าวเสริม ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (The River City Bangkok) เป็นศูนย์กลางศิลปะและโบราณวัตถุหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (ASIA’S Premier Arts and Antique Shopping Destination) ในปี 2560 ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก จะเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยัง กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ เจ้าของธรุกิจ นักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว และเสริมกลุ่มสินค้าด้านงานศิลปะและวัตถุโบราณระดับบน ด้วยงานศิลปะในระดับราคาที่สามารถซื้อได้ และจะมีการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรและใช้ช่องทางสื่อสารออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจให้ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและโบราณวัตถุ

“กลุ่มอิตัลไทย เชื่อมั่นในประสบการณ์ ทีมงาน และบุคลากร ในกลุ่มบริษัทฯ ทั้งกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักและรับเหมาก่อสร้างแบบครบวงจร และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมบริการและไลฟ์สไตล์ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจ การบริการที่เป็นเลิศ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า โดยการพัฒนาศักยภาพทีมงานและกลยุทธ์ธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ ทั้งสองกลุ่มดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศสู่ภูมิภาคเอเชีย” นายยุทธชัย กล่าว

หมายเหตุ อ้างอิงข้อมูลจาก
* กรมการท่องเที่ยว (ณ 10 มกราคม 2560) http://newdot2.samartmultimedia.com/home/listcontent/11/221/276
** http://www.wttc.orgh https://www.wttc.org/media-centre/gtac-statements/2017/global-travel-bodies-welcome-international-year-of-sustainable-tourism-for-development-2017/

 

“ข้าวถุงร่วมใจ ประหยัดทั่วไทย ที่บิ๊กซี 2560”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 4 มี.ค. 2560 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872862


นางสาวอรุณี พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ (กลาง) เป็นประธานเปิดเทศกาล “ข้าวถุงร่วมใจ ประหยัดทั่วไทย ที่บิ๊กซี 2560” จัดโดยบิ๊กซี กรมการค้าภายในและผู้ผลิตข้าวสารถุง 9 ราย โดยมี นางอัญชนา วิทยาธรรมธัช (ที่ 4 จากขวา) ที่ปรึกษา บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างค้าปลีกในกลุ่ม (บีเจซี) และคณะผู้บริหารพนักงานให้การต้อนรับ ณ บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า แจ้งวัฒนะ เมื่อเร็วๆ นี้

 

รัฐเร่งทำฝนหลวงสู้ภัยแล้ง เขื่อนภูมิพลเข้าขั้นวิกฤติเหลือน้ำใช้การ 27%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873586


ภัยแล้งมาเยือน ประเดิม จ.สระแก้วเสียหายนับแสนไร่ เกษตรฯได้ฤกษ์เปิดปฏิบัติการ “ยุทธการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง” ปี 60 เดินหน้าเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ เขื่อนลำตะคองวิกฤติสุด น้ำใช้การเหลือ 25% ขณะที่เขื่อนภูมิพลตามติดๆ อยู่ที่ 27%

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งประจำปี 2560 ว่า แผนการปฏิบัติฝนหลวงปีนี้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.2560 เน้นปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือบรรเทาหมอกควัน และไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง หรือที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อนที่มีปริมาณน้ำต้นทุนน้อย เช่น เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เป็นต้น ขณะที่ในช่วงเดือน มิ.ย.-ต.ค. 2560 เน้นการเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนที่มีน้ำน้อย และพื้นที่การเกษตรที่ฝนทิ้งช่วงเป็นหลัก

ทั้งนี้ ได้วิเคราะห์พื้นที่ปฏิบัติการฝนหลวงแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.พื้นที่ที่มีความแห้งแล้ง ซึ่งได้หารือกับส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยพิจารณาจากทั้งน้ำอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศน์พื้นที่การเกษตร โดยพื้นที่ในเขตชลประทานจะเน้นให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอ ขณะที่พื้นที่นอกเขตชลประทาน พบว่า มีจำนวน 105 อำเภอ ที่น้ำต้นทุน อาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มี 6 มาตรการ 29 โครงการ พร้อมแผนเผชิญเหตุ เพื่อแก้ปัญหาในทันที ส่วนหนึ่ง คือ การปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มความชุ่มชื้นให้พื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งเกษตรกรจะร้องขอการปฏิบัติการฝนหลวงผ่านช่องทางต่างๆ และมีอาสาสมัครฝนหลวง เป็นผู้ช่วยในการตรวจสภาพอากาศ และประเมินผลการปฏิบัติงาน

2. พื้นที่ที่เกิดปัญหาหมอกควัน ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพหลัก กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่า ซึ่งจะขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงในทันทีที่อากาศเอื้ออำนวย และไม่กระทบพื้นที่เกษตรกรรมที่กำลังเก็บเกี่ยวอยู่ โดยมีปริมาณหมอกควันที่เฝ้าระวังในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน น่าน แพร่ พะเยา และตาก มีเป้าหมายควบคุมค่ามาตรฐาน ปริมาณควันในอากาศ ให้ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งการปฏิบัติการฝนหลวงทำให้หมอกควันลดลง ไม่ได้ทำฝนเพื่อดับไฟป่าโดยตรง

ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 1 จังหวัด คือ จ.สระแก้ว มีเกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งหมด 6,102 ราย พื้นที่เสียหายโดยสิ้นเชิง 100,479 ไร่ คิดเป็นวงเงินช่วยเหลือ 11.83 ล้านบาท

นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเขื่อนที่มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การได้ 72 ล้าน ลบ.ม คิดเป็น 25% ของปริมาณน้ำในอ่าง มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างวันละ 0.16 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีเพียงพอสำหรับใช้อุปโภคและบริโภคเท่านั้น สำหรับแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2559/2560 นั้น ในปัจจุบันมีปริมาณน้ำต้นทุนที่สามารถใช้การได้ 28,837 ล้าน ลบ.ม.โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ ดังนี้ น้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค 2,339 ล้าน ลบ.ม., เพื่อรักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 5,440 ล้าน ลบ.ม., เพื่อการเกษตร 9,579 ล้าน ลบ.ม. และเพื่ออุตสาหกรรม 303 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่ฝ่ายประมวลผลและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ได้รายงานว่า สถานการณ์น้ำในวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีน้ำอยู่รวม 44,198 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62% ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 20,672 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 44% โดยเขื่อนภูมิพล มีน้ำ 6,393 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 2,593 ล้าน ลบ.ม. หรือ 27% เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 5,938 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62% มีน้ำใช้การได้ 3,088 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 46% เขื่อนแควน้อยฯ มีน้ำใช้การได้ 57% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำใช้การได้ 56% รวม 4 เขื่อน มีน้ำใช้การได้ 37% ของความจุอ่างฯ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานด้วยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตรในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% ผลจากราคาสินค้าเกษตรที่ขยับตัวสูงขึ้น และสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อผลผลิต นโยบายจากภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ระยะ 20 ปี ถือเป็นแนวโน้มที่ดีในการเติบโตด้านการเกษตร สำหรับปี 2559 ที่ผ่านมา รายได้ของครัวเรือนเกษตรกรเพิ่มขึ้น 6% และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ถือว่าเติบโตมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เดิม 3% โดยเฉพาะรายได้เงินสดปี 2559 อยู่ที่ 300,565 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 6% จาก 283,259 บาทต่อครัวเรือน สำหรับจังหวัดที่เกษตรกรมีรายได้สูงสุดคือ จ.ฉะเชิงเทรา มีรายได้ 410,712 บาทต่อครัวเรือน.

 

สสว.ทุ่มไม่อั้นช่วยเอสเอ็มอี ส่งสินค้าแสนรายการขึ้นเว็บดัง ดึง “เจเจ-โบ๊เบ๊-วรจักร” ขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873580


นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้จัดทำโครงการส่งเสริมพัฒนาตลาดอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเอสเอ็มอี ปีงบประมาณ 2560 ว่า สสว.มีแผนจะนำสินค้าตลาดยอดฮิตของกรุงเทพฯ อาทิ ตลาดนัดจตุจักร ที่มีสินค้าจำหน่ายหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย ตลาดโบ๊เบ๊ มีจุดเด่นเรื่องการจำหน่ายผ้า ตลาดวรจักรมีจุดเด่น เรื่องอะไหล่รถยนต์มือสอง เข้าสู่ตลาดออนไลน์ในรูปแบบโซนนิ่ง คือ หากเข้าเว็บไซต์ออนไลน์ผู้บริโภค สามารถเลือกว่าจะช็อปปิ้งจากตลาดใด ปัจจุบันอยู่ ระหว่างพิจารณาแผนดำเนินการกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) คาดว่า จะมีชัดเจนในอีก 3 เดือนข้างหน้า

ในเบื้องต้น สสว.จะนำสินค้าบริการจากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จำนวน 65,000 ราย หรือ 100,000 ผลิตภัณฑ์ เข้าจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ ภายใต้งบประมาณ 140 ล้านบาท โดยขั้นตอนดำเนินการของโครงการนี้ สสว.จะร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) และผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล จัดหาผู้เชี่ยวชาญฝึกอบรมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้เข้าใจวิธีขายสินค้า ในระบบอี-คอมเมิร์ซ และเข้าใจวิธีสร้างเว็บเพจของตนเอง เพื่อจำหน่ายสินค้า รวมทั้งหาผู้เชี่ยวชาญถ่ายภาพและเขียนคำบรรยาย

นอกจากนี้ สสว.ยังจะนำสินค้าทั้ง 100,000 ผลิตภัณฑ์ มาขายผ่านเว็บไซต์ หรือมาร์เก็ต เพลส ซึ่งเป็นที่นิยม อาทิ LAZADA Weloveshopping TARAD.COM เพื่อให้ช่องทางนี้ช่วยโปรโมตสินค้าให้ในช่วงแรกเพื่อให้สินค้าขายได้จริง ขณะเดียวกัน สสว.จะนำสินค้าทั้งหมดจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ SMEs Go Online ของ สสว.อีกทาง โดยเว็บไซต์ของ สสว.จะเน้นตลาดในประเทศ ทั้งขายปลีกและขายส่ง ส่วนตลาดต่างประเทศจะเน้นขายปลีกสู่ผู้บริโภคโดยตรง (บีทูซี) เป็นหลัก ส่วนการขายส่งสำหรับตลาดต่างประเทศต้องอยู่ที่เอสเอ็มอีว่าจะผลิตสินค้าได้หรือไม่.

 

เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873576


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช. มีมติให้นำเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการเช่าโครงข่ายดาวเทียมให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ให้คณะอนุกรรมการกฎหมายของ กสทช. พิจารณาเพื่อความรอบคอบอีกครั้ง เนื่องจากมีประเด็นค่าใช้จ่ายระหว่างการออกอากาศในระบบเอสดีและเอชดี มีความแตกต่างกันมากถึง 3 เท่า โดยค่าใช้จ่ายในระบบเอสดีคิดเป็นเงิน 470 ล้านบาท ขณะที่ระบบเอชดีอยู่ที่ 885 ล้านบาท ดังนั้น ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรจ่ายในระบบใด และคาดว่าจะนำมาเสนอให้บอร์ด กสทช.พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 15 มี.ค.2560 นี้ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวทำตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล จะต้องยื่นเอกสารหลักฐานหรือใบเสร็จค่าเช่าโครงข่ายดาวเทียมมาให้ กสทช.เพื่อ กสทช.จะได้คืนเงินให้กับผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ บอร์ด กสทช.ยังได้มีมติให้ กสทช.นำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม เพื่อบริการประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ในส่วนของเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 445 ล้านบาท ส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินด้วย โดยสำนักงาน กสทช. จะนำส่งให้กระทรวงการคลังต่อไป นอกจากนี้ บอร์ด กสทช.ยังเห็นชอบให้นำโครงการติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในหมู่บ้าน 3,920 หมู่บ้าน เข้าร่วมโครงการคุณธรรม ปลอดคอร์รัปชันด้วย ขณะนี้ กสทช.อยู่ระหว่างการจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำการสำรวจพื้นที่เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนกับโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) คาดว่า กสทช.จะเปิดประมูลหาผู้มาดำเนินการติดตั้งได้ภายในเดือน มี.ค.นี้ และเริ่มทยอยติดตั้งในเดือน มิ.ย.2560 แล้วเสร็จภายในกลางปี 2561.

 

ปั้น สศช.สู่นักยุทธศาสตร์ “สุวิทย์” จี้มองอนาคตให้ขาดพาชาติรอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/873567


นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับบทบาทจากการทำหน้าที่เป็นแค่หน่วยงานวางแผนในการพัฒนาประเทศ มาเป็นนักกำหนดยุทธศาสตร์ของชาติอย่างจริงจัง มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ และสามารถจับสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การเสนอนโยบายที่สำคัญต่อรัฐบาลเพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ทันกับโลก

“การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและผันผวนของโลกเป็นทั้งภัยคุกคาม และโอกาส สศช.ต้องถอดรหัสออกมาให้ได้ ก่อนขับเคลื่อนงานออกมาให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ ควบคู่กับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องคอยดูว่าในอนาคตมีสัญญาณอะไรที่เป็นเทรนด์ใหม่ของโลก เพื่อจะได้บอกได้ว่าประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไร มีทางเลือกหรือไม่ ต้องปรับเปลี่ยนนโยบาย และยุทธศาสตร์อย่างไรบ้าง รวมทั้ง สศช.จะต้องคิดค้นนโยบายใหม่ๆ มารองรับอนาคตเช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้ สศช.เร่งสร้างเครือข่ายกับต่างประเทศ เพื่อให้ สศช.ก้าวทันกระแสของโลกด้วย”

อย่างไรก็ตาม การปรับบทบาทใหม่ครั้งนี้ สศช.เองก็จะต้องลดภาระที่มีอยู่ในปัจจุบันคือการเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการต่างๆกว่า 600 คณะ และได้ให้นโยบายไปให้ สศช.เลือกเองว่าจะร่วมเป็นคณะกรรมการคณะใดบ้างที่สำคัญ และบางคณะกรรมการอาจต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบไป เช่น ในส่วนของคณะกรรมการพิจารณาวิเคราะห์โครงการลงทุนรัฐวิสาหกิจนั้นอาจต้องโอนไปให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นต้น.