สปส. ตั้งเป้าคลินิกเอกชน 800 แห่ง ให้บริการทำฟันได้ ไม่ต้องสำรองจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 10:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848594


สปส. เผยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรม ให้ทำฟันได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย ยังไม่ครอบคลุม ระบุ มีคลินิกทันตกรรมเอกชนเข้าร่วมแล้วกว่า 530 แห่ง คาดภายใน ก.พ. จะเพิ่มเป็น 800 แห่ง …

วันที่ 1 ก.พ. 60 นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรมเป็น 900 บาทต่อคนต่อปี โดยไม่ต้องสำรองจ่ายในคลินิกทันตกรรมเอกชน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวยอมรับว่า ยังไม่ครอบคลุมคลินิกหลายแห่ง ซึ่งขณะนี้มีคลินิกทันตกรรมเอกชนที่เข้าร่วมแล้วกว่า 530 แห่ง และคาดว่า ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเพิ่มเป็น 800 แห่ง

ทั้งนี้ ก่อนรับบริการให้สังเกต “สติกเกอร์” สัญลักษณ์ประกันสังคม ที่จะติดไว้ที่คลินิกที่ร่วมโครงการ ซึ่งหมายถึงสามารถรับบริการโดยไม่ต้องสำรองจ่ายได้ แต่หากมีสติกเกอร์แล้วและยังเก็บเงินอีกสามารถเอาผิดได้ โดยโทรแจ้งเข้ามายังสายด่วน 1506 โดยขั้นตอนอาจมีการพิจารณาคืนเงิน หรือให้คลินิกดังกล่าวออกจากระบบประกันสังคม

ขณะเดียวกัน หากพบมีการเรียกค่าบริการทันตกรรมสูงขึ้นหรือไม่ได้ประกาศราคาชัดเจน หากผู้ประกันตนคนใดประสบปัญหาดังกล่าวให้แจ้งมายัง สปส. เพื่อรวบรวมข้อมูลและส่งให้กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกรณีดังกล่าวผิดทั้งเรื่องการแสดงราคาและยังเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณทันตแพทย์ด้วย นอกจากนี้ สปส.ยังจะแจ้งการเบิกจ่ายค่าทันตกรรมผ่านข้อความในโทรศัพท์มือถืออีกด้วย

สำหรับโรงพยาบาลรัฐที่จะเข้าร่วมโครงการไม่ต้องสำรองจ่ายนั้น ซึ่งจะมีทั้งโรงพยาบาลสังกัด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ สังกัดกระทรวงกลาโหม และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมจะเข้าร่วมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่เพื่อความพร้อมเพรียงกันในการประกาศบริการทันตกรรมไม่ต้องสำรองจ่าย จะประกาศร่วมเข้าโครงการพร้อมกันในวันที่ 1 เมษายน 2560 นี้ ส่วน คลินิกเอกชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการบริการทันตกรรมไม่ต้องสำรองจ่าย สามารถขอรับและยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมทั่วประเทศ

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 150 รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 09:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848553


ราคาทองวันที่ 1 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท …

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ปรับเพิ่มขึ้น 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050.00 บาท ขายออกบาทละ 20,150.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 บาท ขายออกบาทละ 20,650.00 บาท.

 

‘สุภัฒ’ลาออก ยอมรับผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 08:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848508


ร่อนจม.แจง-อ้าง‘เมา’ ทำประเทศไทยเสียชื่อ

รองอธิบดีมือฉกภาพร่อนจดหมายถึงสื่อทุกสำนัก ขอโทษ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมชี้แจงเหตุผลว่าที่ไปปลดภาพจากผนังโรงแรม เพราะเมาจนขาดสติ หลังไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าชาวญี่ปุ่น พร้อมกันนี้ส่งอีเมลลาออกจากตำแหน่งไปยังผู้บังคับบัญชาแล้ว นายกฯไฟเขียวสอบรองอธิบดีฉกภาพตามข้อเท็จจริง “อภิรดี” เผยยังเดินหน้าสอบวินัย “สุภัฒ” หลังไขก๊อก

หลังจากนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ตกเป็นข่าว “ฉกภาพ” ของโรงแรมในญี่ปุ่นระหว่างไปราชการ แต่ได้รอดพ้นการดำเนินคดีของทางโรงแรมเนื่องจากสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ได้เข้าช่วยเจรจา กับผู้บริหารโรงแรม จนทางโรงแรมไม่เอาความและ นายสุภัฒยอมรับผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมชดใช้ ค่าเสียหายแล้วเดินทางกลับมาประเทศไทยนั้น

ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 12.20 น. วันที่ 31 ม.ค. นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ส่งอีเมลให้กับสื่อมวลชนทุกสำนัก ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ ชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งการแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิด โดยจะยื่นหนังสือลาออกจากราชการในเร็วๆนี้ สำหรับโดยเนื้อหาในแถลงการณ์ มีใจความว่า

เรียนท่านสื่อมวลชนที่เคารพ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่าทางการญี่ปุ่นจับข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ตำแหน่งรองอธิบดี ในข้อหาลักทรัพย์อันเป็นภาพเขียนจำนวน 3 ภาพ จากโรงแรมที่พัก ซึ่งต่อมาได้ มีการชดใช้ค่าเสียหายและขออภัยต่อทางโรงแรม โดยทางโรงแรมมิได้ติดใจเอาความ พนักงานอัยการแห่งนครเกียวโตจึงได้ยุติคดีและปล่อยตัวแล้วนั้น

กระผมนายสุภัฒ สงวนดีกุล ตำแหน่งรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา คือ บุคคลตามที่ปรากฏ เป็นข่าวดังกล่าว กระผมรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง ที่ข่าวดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อชื่อเสียงของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ต่อกระทรวงพาณิชย์ และต่อประชาชนคนไทย รวมถึงประเทศไทย ในชั้นนี้ กระผมจึงใคร่ขอโทษต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารราชการ เพื่อนข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทุกท่าน และสำคัญที่สุดต่อประชาชนชาวไทย

กระผมขอชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยขอย้ำว่า ไม่มีเจตนาเพื่อการแก้ตัว เมื่อกระทำผิด ก็ขอยอมรับผิด เพียงขอโอกาสชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนดังกล่าว เมื่อเสร็จภารกิจในการเดินทางไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่น กระผมได้มีโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเพื่อนสมัยที่ผมไปศึกษาที่ญี่ปุ่น ได้สนุกสนานกันเต็มที่ จนเผลอตัวดื่มสุรามากเกินไป เป็นเหตุให้เมามายจนขาดสติโดยไม่รู้ตัว และกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ

ตลอดระยะเวลา 33 ปี ที่กระผมรับราชการในกระทรวงพาณิชย์ ทั้งตำแหน่งในประเทศและต่างประเทศ ได้ทุ่มเทต่อการทำงานอย่างเต็มที่ ไม่เคยมีประวัติที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือเสื่อมเสียต่อทางราชการเลย กระผมมุ่งมั่นตั้งใจที่อยู่รับราชการจนเกษียณอายุในกระทรวงที่ตนรัก อันเป็นจุดมุ่งหมายของข้าราชการเกือบทุกคน

แต่เมื่อมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียดังกล่าว กระผมย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบ ต่อการ กระทำของตน ตามแนวทางความคิดปกติในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่กระผมได้เติบโตเล่าเรียนมาว่า การลาออกจากตำแหน่งหน้าที่ เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่พึงปฏิบัติ ดังนั้น กระผมขอแสดงเจตจำนงผ่านคำแถลงนี้ว่า จะขอลาออกจากตำแหน่งราชการ โดยจะยื่นใบลาออกให้ถูกต้องเป็นทางการต่อไป

และจากการที่รับราชการมาจนถึงปัจจุบัน กระผมทราบดีว่า การลาออกจากราชการมิได้ทำให้จะสามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการตามระเบียบราชการ ได้ และเมื่อมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริง รวมทั้งหากต้องมีการดำเนินการทางวินัย กระผมก็น้อมรับและยินดีให้ความร่วมมือให้ข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่

ท้ายที่สุด กระผมขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาและเพื่อนข้าราชการที่เข้าใจและให้กำลังใจต่อกระผม ตลอดจนกระทรวงการต่างประเทศที่กรุณาดำเนินการช่วยเหลือ ประสานงานต่อทางการญี่ปุ่น และขอบคุณเจ้าของโรงแรมที่เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ติดใจเอาความ กระผมหวังว่า ท่านทั้งหลายจะเข้าใจ และให้อภัยกระผมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเอกสารดังกล่าว นายสุภัฒ สงวนดีกุล ได้ลงชื่อพร้อมเซ็นชื่อกำกับไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังมีหนังสือชี้แจงเหตุผลถึงการกระทำ นายสุภัฒได้ส่งหนังสือลาออกไปยังอีเมลของผู้บังคับบัญชาแล้ว ทั้งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ รมว.พาณิชย์ ผู้บังคับบัญชาทุกคนรับทราบ แต่ยังไม่ได้กรอกเอกสารลาออกอย่างเป็นทางการ แต่นายสุภัฒได้ส่งเจ้าหน้าที่มารับไปแล้ว คาดว่าในเร็วๆนี้จะส่งหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการ ให้กับผู้บังคับบัญชาได้ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน นายสุภัฒยังไม่ได้เข้าไปเก็บของออกจากห้องทำงาน ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาแต่อย่างใด

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่นายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ส่งอีเมลถึงสื่อมวลชนทุกสำนัก เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์พร้อมแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยเนื้อหาแสดงความเสียใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำประเทศชาติเสื่อมเสียชื่อเสียง ระบุทำไปเพราะเมาสุราจนขาดสติ ยินยอมรับผลการสอบสวนทางวินัยว่า ตนกำลังจะเดินทางเข้ากระทรวงพาณิชย์และคงจะรับทราบเรื่องดังกล่าวต่อไป สำหรับการสอบสวนโทษทางวินัยยังคงมีต่อไป เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการอยู่แล้ว

ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ-มนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวภายหลังการประชุมครม. ถึงการดำเนินการกรณีนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลดูแลอยู่แล้ว การบริหารราชการแผ่นดินกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ กระทรวงต้องรับผิดชอบในการสอบสวน วันนี้มีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อฟังเหตุผลว่าเขาทำเพราะอะไร มีอะไรมากน้อยไปกว่าการที่อยากได้ของหรือไม่ เพราะของไม่ได้มีราคาแต่ทำไมถึงทำ ต้องหาข้อเท็จจริงและหมอเขาว่าอย่างไร เมื่อตรวจสอบเสร็จก็เอาข้อเท็จจริงที่ว่ามา โดยให้ความเป็นธรรมให้เขาชี้แจงมาเพื่อนำไปสู่คณะกรรมการตรวจสอบทางวินัยและลงโทษ การบริหาร ทุกกระทรวงเป็นแบบนี้ เดี๋ยวจะหาว่าไปเข้าข้างราชการ หากผิดวินัยก็คือผิดและต้องลงโทษหนักเบาแค่ไหนก็ต้องว่ากันมา ไม่ใช่ให้นายกฯสั่งทุกเรื่อง

 

บลจ.ชวนกระจายพอร์ตลงทุน มองตลาดยังผันผวน ทั่วโลกจับตานโยบาย ‘ทรัมป์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848477


บลจ.ชวนนักลงทุนกระจายความเสี่ยง เลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย พร้อมมองตลาดเงิน ตลาดทุนยังคงผันผวน หลังทั่วโลกจับตานโยบาย ‘ทรัมป์’ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีภายใต้แนวคิด ‘America First’

นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต จำกัด กล่าวว่า การลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงครึ่งปีแรกน่าจะยังมีความผันผวนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่กำลังปรับตัวขึ้นอยู่ ประกอบกับนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทั่วโลกกำลังจับตาดูอยู่ ว่าจะมีทิศทางแบบใด เพราะแนวคิด ‘America First’ นั้นได้สอดแทรกในคำกล่าวสุนทรพจน์อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นในอีกแง่หนึ่งหากนโยบายทรัมป์เกิดสร้างความผิดหวังให้ตลาด อาจส่งผลลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และส่งผลต่อการลงทุนโลกได้เช่นกัน ทำให้ในปีนี้น่าจะเป็นปีที่โลกมีความผันผวนมากอีกปีหนึ่ง

บุญชัย เกียรติธนาวิทย์

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา บลจ.ธนชาต ได้ออกกองทุน T-Prime Low Beta ซึ่งมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ผันผวนต่ำกว่า กองทุน Low Beta แบบปกติ เนื่องจากในภาวะดอกเบี้ยต่ำทั่วโลก นักลงทุนที่คุ้นเคยกับการฝากเงินหรือลงทุนในกองทุนเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตราสารหนี้ค่อนข้างได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นนักลงทุนจึงปรับพฤติกรรมหันมาแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่านั้น ซึ่งก็อาจปรับระดับความเสี่ยงให้มากขึ้นจากเดิมบ้าง

advertisement

“เรายังเน้นออกกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่ผันผวนต่ำกว่าหุ้นทั่วไป ในแง่หุ้นผันผวนต่ำอย่าง Low Beta หรือ กองทุนรวมอสังหาฯ เนื่องจากการขยับให้ผู้ลงทุนที่คุ้นเคยแต่กองทุนตราสารหนี้ทั่วไป หรือ Fix term ไปลงทุนในหุ้นเลยคงยาก เพราะผู้ลงทุนมักไม่สามารถทนรับความผันผวนระหว่างทางได้ แม้จะมีสถิติยืนยันว่าหากลงทุนหุ้นในระยะยาวมักให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินก็ตาม”

เชื่อลงทุนตราสารหนี้อายุไม่เกิน 1 ปี ให้ผลตอบแทนดีช่วงดบ.ขาขึ้น

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด กล่าวว่า ภาพการลงทุนในตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้ คาดว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ถึงปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยสัปดาห์นี้จะมีการประมูลพันธบัตรรัฐบาลไทยเพียง 14,000 ล้านบาท ทำให้มองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยจะไม่ได้รับแรงกดดันจากอุปทานพันธบัตรฯ ที่เพิ่มขึ้นมากนัก

อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามเกี่ยวกับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โดยนักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาขายสุทธิบางส่วน จากความคาดหวังเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีท่านใหม่ที่เริ่มมีภาพชัดเจนมากขึ้น

ทั้งนี้กองทุนเปิด วรรณ ชอร์ตเทอม ฟิกซ์ อินคัม (ONE-FIXED) เป็นกองทุนแรกของปีนี้ที่บริษัทได้เปิดเสนอขายและได้รับการตอบรับที่ดี โดยปีนี้ บริษัท มองว่า ภาพตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกจะยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยทางด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าเงิน โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอายุตราสารระยะยาว 10 ปี จะได้รับผลกระทบและอัตราผลตอบแทนมีความผันผวนสูง  โดยเรามองว่า กลยุทธ์การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีอายุตราสารระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี จะสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับจูงใจในภาวะอัตราดอกเบี้ยทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีนี้

 

“RCEP” จุดเปลี่ยนการค้าโลก 16 ประเทศลุยต่อรับมือ “TPP” หยุดชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848393


ดันเจรจา RCEP ให้เสร็จเร็วที่สุด หลัง “ทรัมป์” ถอนตัวจาก TPP ส่งผลให้การบังคับใช้หุ้นส่วนเศรษฐกิจ 12 ชาติหยุดชะงัก ยันความตกลงเปิดจุดการค้าอาเซียน+6 ทันสมัย และมาตรฐานสูงไม่น้อยกว่า TPP ได้ประโยชน์กับ ประเทศไทยในทุกภาคส่วน

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP หรืออาร์เซพ) เปิดเผยว่า หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP หรือทีพีพี) จนทำให้การบังคับใช้หยุดชะงักนั้น ทั่วโลกจับตาดูการเจรจา RCEP ของสมาชิก 16 ประเทศ คือ อาเซียน 10 ประเทศ และคู่เจรจา 6 ประเทศคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ จะเดินหน้าต่อ อย่างไร และจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร

โดยเดือน ก.พ.นี้ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสมาชิก TPP และ RCEP จะจัดประชุมคณะกรรมการเจรจาด้านการค้า RCEP โดยญี่ปุ่นต้องการ ผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุป และมีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพราะ RCEP เป็นความตกลงขนาดใหญ่ มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงถึง 22.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 29% ของ GDP โลก รวมถึงเป็นเขตการค้าเสรีที่สร้างจุดเปลี่ยน ทางการค้า และจุดเริ่มต้นขยายการค้า และการลงทุนที่สำคัญมากของเอเชียแปซิฟิกแถบฝั่งเอเชีย ซึ่งหลังการประชุมที่ญี่ปุ่น การเจรจาจะมีความชัดเจนขึ้น แม้ขณะนี้หลายประเด็นยังหาข้อสรุปไม่ได้

นายรณรงค์กล่าวว่า RCEP ครอบคลุมการเปิดตลาดสินค้าบริการ และการลงทุน โดยการเปิดตลาดสินค้า การเจรจาครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือน ม.ค.60 สมาชิกตกลงจะเปิดเสรีสินค้าแล้วในสัดส่วน 80% ของสินค้าที่ค้าขายกัน ส่วนอีก 20% การประชุมที่ญี่ปุ่นจะกำหนดรูปแบบ หรือเกณฑ์การลดภาษี แต่ประเด็นที่ต่อรองกันมาก และยากต่อการสรุป คือ การกำหนดเป้าหมายลดภาษีสินค้ากับทุกประเทศสมาชิกในระดับที่สูงและเท่ากัน ซึ่งเป็นเป้าหมายของอาเซียน เพราะอาเซียนเปิดเสรีสินค้าระหว่างกันหมดแล้ว จึงต้องการให้อีก 6 ประเทศเปิดตลาดในระดับสูงเช่นกัน

“สินค้า 80% ที่ตกลงจะลดภาษีนำเข้านั้น ในจำนวนนี้สัดส่วน 65% จะลดภาษีเป็น 0% ทันที ส่วนอีก 15% จะลดเป็น 0% ใน 10-15 ปี ขณะที่อีก 20% ซึ่งเป็นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง ในการประชุมที่ญี่ปุ่นต้องคุยรูปแบบการลดภาษีกันจะเป็นอย่างไร จะลดเป็น 0% หรือไม่ หรือจะทยอยลดให้เหลือน้อยที่สุดในกี่ปี สำหรับไทย ก่อนการประชุมที่ญี่ปุ่นจะหารือกับภาคเอกชน เพื่อจัดทำรายการสินค้าที่จะเรียกร้องให้คู่เจรจาเปิดตลาด และเลือกรายการสินค้าที่ไทยพร้อมจะยื่นข้อเสนอเปิดตลาดให้คู่เจรจา”

ขณะที่การค้าบริการและการลงทุน การประชุมที่ญี่ปุ่นจะหารือถึงการเปิดเสรีเพิ่มเติม ทั้งการเพิ่มจำนวนสาขาของธุรกิจบริการที่จะเปิดเสรี และการกำหนดมาตรฐานเพื่อความโปร่งใสของการใช้กฎระเบียบ หรือมาตรการของสมาชิก เพื่อลดข้อจำกัดด้านกฎหมาย หรืออุปสรรคต่อการเปิดเสรี ซึ่งอาเซียนและคู่เจรจามีท่าทีแตกต่างกัน โดยเฉพาะการผูกพันการเปิดเสรี ภายใต้หลักการ Ratchet ที่กำหนดให้สมาชิกผูกพันเปิดเสรีเท่ากัน หรือไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแต่ละประเทศอนุญาต และต้องเปิดเสรีให้เพิ่มขึ้นเมื่อแต่ละประเทศแก้ไขกฎหมายให้มีความเป็นเสรีมากขึ้น

“ไทยต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ การค้าและการลงทุนทุกฉบับ รวมถึงความตกลงระหว่างประเทศอื่นที่ไทยเป็นภาคี เพราะการดูแลธุรกิจ และการลงทุนของต่างชาติในไทยเชื่อมโยงกับกฎหมาย และพันธกรณีในความตกลงอื่นด้วย”

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีลงทุนนั้น นักลงทุนในประเทศสมาชิกสามารถฟ้องร้องรัฐบาลของประเทศที่เข้าไปลงทุนได้ หากปฏิบัติไม่เป็นธรรม สำหรับไทยมีมาตรการคุ้มครองการลงทุนระดับสูงอยู่แล้ว เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยสาขาที่ไทยจะเปิดเสรี เป็นสาขาที่รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมการผลิต และที่เกี่ยวเนื่องกับบริการ รวมถึงกิจการ E-Commerce ที่เน้นการคุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต

นายรณรงค์กล่าวว่า RCEP เป็นความตกลงที่เปิดเสรีสูง และมีมาตรฐานไม่น้อยกว่า TPP แต่มีความยืดหยุ่นในเวลาการเปิดเสรี อีกทั้งยัง เป็นการเจรจาที่อาเซียนต้องมีฉันทามติร่วมกันก่อนกำหนดเป็นท่าที เสนอ 6 ประเทศ จากนั้น 16 ประเทศ จึงจะเจรจาให้ได้ฉันทามติ ไม่มีประเทศใดชี้นำได้ ต่างจาก TPP ที่สหรัฐฯมีบทบาทมาก

สำหรับท่าทีของไทยคือมีความเป็นกลาง ไม่ขัดแย้งกับประเทศอื่น โดยรัฐและเอกชนไทยได้หารือกันต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายว่าสมาชิกต้องตอบสนองข้อเรียกร้องของไทยด้วย หาไม่ก็ยากที่ไทยจะยอมให้สรุปผลการเจรจา แต่ทุกหน่วยงานต้องเสริมสร้างในส่วนที่ไทยยังอ่อนแอ เช่น ความสามารถในการแข่งขัน ความโปร่งใสในการใช้กฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ การลงทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก ฯลฯ หากจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ การใช้ประโยชน์จาก RCEP จะคุ้มค่ามาก

“การให้มีผลบังคับใช้ จะต่างจาก TPP โดย RCEP จะกำหนดจำนวนประเทศที่ให้สัตยาบรรณ เช่น อาเซียนให้สัตยาบรรณกี่ประเทศ คู่เจรจากี่ประเทศ จึงจะถือว่ามีผลบังคับใช้ จะไม่ดูที่มูลค่า GDP เหมือน TPP ที่กำหนดถึง 85% ของมูลค่าจีดีพีรวมของสมาชิก” นายรณรงค์กล่าวในที่สุด.

 

เข้าร่วม “เออีซี” ทำไทยกระอัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848386


หวั่นเสียตลาดใหญ่สินค้าเกษตร เจอกลุ่ม “ซีแอลเอ็มวี” เบียดบี้

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย เปิดเผยว่า หลังไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไปแล้ว 1 ปี พบว่า ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรได้ดีขึ้น แต่กังวลว่า ปี 60 ไทยจะเริ่มเสียผลประโยชน์มากขึ้น เนื่องจากตลาดในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) จะได้รับประโยชน์แทน เพราะเป็นฐานการผลิตของโลก อีกทั้งอยู่ใกล้กับจีนและไทย ทำให้มีโอกาสนำเข้าสินค้าจากไทยไปผลิต แล้วส่งออกไปจีนที่เป็นตลาดใหญ่ได้มากขึ้น ที่สำคัญเป็นกลุ่มที่เศรษฐกิจเติบโตสูงที่สุดในโลกเฉลี่ยปีละ 7-8% และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ทำให้จากนี้ไปผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว ส่วนหน่วยงานภาครัฐต้องส่งเสริม

“ปี 59 ไทยส่งออกสินค้าไปตลาดเออีซีคิดเป็นมูลค่า 321,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากปี 53-58 ที่ส่งออกเฉลี่ยปีละ 261,457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% เท่ากับมีส่วนต่าง 60,092 ล้านบาท ลดลง 0.1% โดยในส่วนของสินค้าเกษตรไทยยังขยายตัวได้ 2.1% แต่สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรติดลบ 0.4% อย่างไรก็ตาม คาดว่า ปี 60 ภาพรวมไทยยังส่งออกได้เพิ่มขึ้น 5-6% เมื่อเทียบกับปี 59 จากสินค้า 11 รายการ ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 1,538 ล้านบาท แต่ในส่วนของตลาดซีแอลเอ็มวี มีแนวโน้มที่ไทยจะเสียส่วนแบ่งตลาดหรือส่งออกสินค้าไปซีแอลเอ็มวี 10%”

ทั้งนี้ ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าดังกล่าวพบว่า 59.2% เห็นว่าไทยยังได้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอาหารทะเลแปรรูป รองลงมาเป็นข้าวโพด ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์แปรรูป กล้วย โดยส่งออกไปมาเลเซียมากสุด แต่ยังมีสินค้าที่ไทยไม่ได้ประโยชน์ คือ ข้าวสาร มันสำปะหลัง ยางพารา มะพร้าว เพราะในซีแอลเอ็มวีมีผลผลิตมากกว่าไทย และไทยมีต้นทุนสูงกว่า คาดว่าผู้ประกอบการไทยจะส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้น 15% คิดเป็นมูลค่า 369,781 ล้านบาท.

 

“สมคิด” ดันงบลงจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848384


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบคำของบประมาณของจังหวัดและ 18 กลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2561 รวม 2,505 โครงการ วงเงินรวม 63,145 ล้านบาท เป็นโครงการที่ควรสนับสนุนภายในกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 จำนวน 1,495 โครงการ งบประมาณรวม 29,713 ล้านบาท และโครงการที่ควรสนับสนุนแต่อยู่ในส่วนที่เกินจากกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 จำนวน 1,010 โครงการ วงเงินรวม 33,431 ล้านบาท ซึ่งสำนักงบประมาณจะไปพิจารณาในรายละเอียดที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ จะพบว่าวงเงินที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้รับเพิ่มขึ้นจากการทำงบประมาณปกติที่ผ่านมา ซึ่งจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเคยได้รับงบประมาณ 25,000-26,000 ล้านบาท ในรอบงบประมาณปี 2561 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ต้องการให้เพิ่มขึ้นเกิน 40,000 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีงบประมาณไปทำโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตามนโยบายของรัฐบาล.

 

อัดเงินลงทุนสายไฟใต้ดิน 9 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848377


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิด เผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแผนงานเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งเดิมเป็นแผนที่จะจัดทำตั้งแต่ปี 2551-2556 แต่ได้ปรับปรุงใหม่เป็นแผนที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2551-2564 ซึ่งเป็นโครงการที่เคยหารือกันมานับ 10 ปี แต่ยังไม่เคยเกิดขึ้นจริง ขณะที่ที่ประชุม ครม.ครั้งนี้อนุมัติวงเงิน 9,088 ล้านบาท ใช้เงินกู้ในประเทศ 5,400 ล้านบาท และเงินรายได้ของ กฟน. 3,688 ล้านบาท เพื่อไปดำเนินการใน 3 โครงการ คือ 1.โครงการปทุมวัน จิตรลดา และพญาไท เพิ่มเติม 2.โครงการพระราม3 และ 3.โครงการนนทรี ให้แล้วเสร็จในปี 2564

ทั้งนี้ เดิม ครม.ได้อนุมัติวงเงินลงทุน 5,699 ล้านบาท ของ 3 โครงการนี้ ตั้งแต่ปี 2550 แต่ปัจจุบันวงเงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากโครงการนนทรีและโครงการพระราม 3 มีการเปลี่ยนวิธีการก่อสร้าง ท่อร้อยสายหลักเป็นก่อสร้างอุโมงค์ ในถนนพระราม 3 ช่วงจากสถานีต้นทางถนนตก สะพานพระราม 9 เป็นระยะทาง 3.6 กม. เนื่องจากไม่สามารถก่อสร้างท่อร้อยสายหลักเพิ่มเติมได้ เพราะมีข้อจำกัดเขตทาง ทำให้ต้องเพิ่มจำนวนท่อร้อยสายหลักจากเดิม 24 ท่อ เป็น 30 ท่อ เพื่อสำรองความต้องการไฟฟ้าในอนาคต ทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้น ราคาต่อหน่วยของวัสดุอุปกรณ์และแรงงานก็เพิ่มขึ้นด้วย กฟน.จึงจัดทำแผนปรับปรุงใหม่ โดยจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 ซึ่ง กฟน.รายงานว่า ผลตอบแทนของการลงทุนโครงการนี้ แบ่งเป็นผลทางเศรษฐศาสตร์ 13.4% เกษตรและผลตอบแทนทางด้านการเงิน 5.36%

 

ผุดที่จอดรถตามแนวรถไฟฟ้า คมนาคมเร่งดันมินิบัสแทนรถตู้สาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848376


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่ากระทรวงคมนาคมได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (ป.ย.ป.) ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะโครงการเร่งด่วนด้านความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ โดยการแก้ไขปัญหามีทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว สำหรับระยะเร่งด่วนมีมาตรการบังคับใช้กฎหมาย บทลงโทษสูงสุด รวมทั้งร่วมมือกันระหว่างกรมการขนส่งทางบก บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นนักศึกษาอาชีวะ ที่จะเข้ามาตรวจความพร้อมทั้งรถและคนขับ ตามสถานีและจุดจอดรถโดยสารสาธารณะทุกสถานีทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.เป็นต้นมา

นอกจากนั้น ยังได้รายงานการให้บริการรถตู้โดยสารสาธารณะที่ให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครนั้น ตั้งแต่เดือน ต.ค. 59 ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมได้บังคับให้รถตู้โดยสารสาธารณะเข้ามารับ-ส่งผู้โดยสารที่สถานีขนส่งหมอชิต-เอกมัย และสายใต้ใหม่เท่านั้น และตั้งแต่เดือน ก.พ.เป็นต้นไป รถตู้โดยสารสาธารณะที่วิ่งให้บริการในต่างจังหวัด กระทรวงคมนาคมได้บังคับให้รถตู้โดยสารทุกคันจะต้องออกรถรับ-ส่งที่สถานีขนส่งเท่านั้น นอกจากนั้นภายใน 31 มี.ค.60 รถโดยสารสาธารณะทุกคันจะต้องติดตั้งระบบจีพีเอส เพื่อป้องกันปัญหาการเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารสาธารณะ กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก จะไม่อนุญาตจดทะเบียนรถตู้โดยสารสาธารณะ ให้เป็นรถโดยสารประจำทางอีกต่อไป

“การแก้ปัญหาระยะยาว ขณะนี้บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จะนำร่องนำรถโดยสารขนาดเล็ก หรือมินิบัส มาทดลองวิ่งให้บริการในระยะทางรัศมีไม่เกิน 300 กิโลเมตร จำนวน 55 คัน วิ่งให้บริการใน 13 เส้นทาง โดยรถโดยสารขนาดเล็กดังกล่าว จะเริ่มวิ่งให้บริการได้ภายในเดือน ก.ค.60 นี้ โดยกระทรวงคมนาคมได้มีการสำรวจที่จอดรถในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลตามแนวเขตรถไฟฟ้า 10 สายทาง มีจุดจอดรถกว่า 54 จุด รองรับรถได้มากกว่า 89,048 คัน ส่วนที่จอดรถตามห้างสรรพสินค้า ตามแนวรถไฟฟ้าอีก 8 แห่ง รองรับรถยนต์กว่า 13,885 คัน รวมแล้วสามารถรองรับการจอดรถได้มากกว่า 102,903 คัน”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์ดิ่ง ผิดหวังผลประกอบการ-กังวลท่าทีทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848476


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ลดลงในวันอังคาร โดยถูกกดดันจากผลประกอบการที่ไม่สดใสของ เอ็กซ์ซอนโมบิล และความไม่แน่นอนในนโยบายสนับสนุนการเติบโตของนายทรัมป์…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 31 ม.ค. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 107.04 จุด หรือ 0.54% ปิดที่ 19864.09 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 2.03 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 2278.87 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 1.08 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 5614.79 จุด

หุ้นของบริษัท เอ็กซ์ซอนโมบิล ลดลง 1.2% หลังรายงานว่า รายได้ในไตรมาส 4 ของปี 2016 ลดลง 39.6% ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มธนาคารอย่าง เจพีมอร์แกน เชส และโกลด์แมน แซคส์ รวมทั้ง แคเทอร์พิลลาร์ อิงค์ บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรกลรายใหญ่ลดลงมากกว่า 1% จากความสงสัยในตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสภาคองเกรส ว่าจะสามารถออกนโยบายสำเร็จได้อย่างไร ท่ามกลางกระแสต่อต้าน จากคำสั่งแบน 7 ชาติมุสลิมของนายทรัมป์