โตโยต้า-ฮอนด้าหวังอลังการ ตลาดรถยนต์-มอเตอร์ไซค์ ปีนี้ผงกหัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848370


โตโยต้า-ฮอนด้าสตรอง! ตลาดรถปีนี้พ้นจากจมปลัก หวังผลพวงครบ 5 ปี รถคันแรก ทำให้ขายเปลี่ยนมือได้ โตโยต้าคาดตลาดรถยนต์รวม มียอดขาย 800,000 คัน โต 4.1% จากติดลบ 3.9% ปีก่อน ด้านเอ.พี.ฮอนด้า ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ กวาดออเดอร์บิ๊กไบค์ทะลุทะลวง

นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ในไทย แถลงว่า ยอดขายรถยนต์รวมทุกยี่ห้อประจำปี 2559 อยู่ที่ 768,788 คัน ลดลง 3.9% เมื่อเทียบกับปี 2558 ประกอบด้วยรถยนต์นั่ง 279,827 คัน ลดลง 6.5% และรถเพื่อการพาณิชย์ 488,961 คัน ลดลง 2.3% ส่วนรถกระบะ 1 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มียอดขาย 394,127 คัน เพิ่มขึ้น 1.7%

“ปีที่ผ่านมาถือเป็นอีกปีแห่งความยากลำบากของอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้จะมีปัจจัยบวกทั้งจากการเบิกจ่ายเงินลงทุนจากภาครัฐ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน หากแต่ยังมีผลกระทบจากกำลังซื้อบางส่วนที่เกิดขึ้นล่วงหน้า จากการเร่งกำลังซื้อก่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา”

ในส่วนยอดขายเฉพาะของโตโยต้าในปีที่ผ่านมา มียอดขายรวม 245,087 คัน ลดลง 7.9% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 87,271 คัน ลดลง 17.2% และรถเพื่อการพาณิชย์ 157,816 คัน ลดลง 1.7% ส่วนรถกระบะ 1 ตัน มียอดขาย 148,494 คัน ลดลง 1.7% ด้านการส่งออกในปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้ส่งออก รถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 318,658 คัน ลดลง 15% คิดเป็นมูลค่า 180,707 ล้านบาท ตลอดจนการส่งออกชิ้นส่วน มูลค่า 62,015 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าการส่งออกที่นำรายได้กลับสู่ประเทศไทยเป็นเงินทั้งสิ้น 242,722 ล้านบาท

ส่วนแนวโน้มตลาดรถยนต์ปี 2560 นั้น มีปัจจัยบวกเพิ่มขึ้นจากการครบกำหนด 5 ปี โครงการรถยนต์คันแรกซึ่งทำให้ผู้ซื้อรถคันแรกสามารถซื้อขายได้ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ และการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆจากหลายค่ายรถยนต์ ดังนั้นคาดว่าตลาดรถยนต์รวมทุกแบรนด์ในปีนี้ จะมียอดขายระดับ 800,000 คัน เพิ่มขึ้น 4.1% ประกอบด้วยตลาดรถยนต์นั่ง 316,000 คัน เพิ่มขึ้น 12.9% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ 484,000 คัน ลดลง 1.0% ส่วนตลาดรถกระบะ 1 ตัน มียอดขาย 382,100 คัน ลดลง 3.1%

“สำหรับโตโยต้าตั้งเป้ายอดขายในประเทศปีนี้ไว้ที่ 265,000 คัน เพิ่มขึ้น 8.1% มีส่วนแบ่งตลาด 33.1% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 110,000 คัน เพิ่มขึ้น 26.0% รถเพื่อการพาณิชย์ 155,000 คัน ลดลง 1.8% และรถกระบะ 1 ตัน 147,000 คัน ลดลง 1.0% ส่วนเป้าส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปีนี้อยู่ที่ 282,100 คัน คิดเป็นมูลค่า 156,785 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 11% เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางทางการผลิตที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโตโยต้า”

ด้านนายโยอิจิ มิซึทานิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย กล่าวในฐานะผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในไทยว่า ในปีที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยเริ่มมีสัญญาณเติบโตที่ดีขึ้น หลังจากตกติดต่อกันมาเป็นเวลา 3 ปี โดยมีปริมาณตลาดรวมทุกแบรนด์ 1.74 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า สำหรับฮอนด้ามียอดขาย 1.37 ล้านคัน เติบโตขึ้น 1% ในส่วนของตลาดรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ฮอนด้ามียอดขาย 9,000 คัน จากตลาดรวม 23,000 คัน ซึ่งทำให้ฮอนด้าเป็นอันดับ 1 ในรถจักรยานยนต์ทุกประเภท และเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ติดต่อกันถึง 28 ปี “สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปี 2560 คาดการณ์ว่าตลาดรถจักรยานยนต์รวมทุกแบรนด์จะมีปริมาณ 1.75 ล้านคัน โดยฮอนด้าตั้งเป้าขายที่ 1.38 ล้านคัน ในส่วนของตลาดรถบิ๊กไบค์น่าจะโตต่อเนื่อง คาดการณ์ที่ตลาดรวม 27,000 คัน จะเป็นของบิ๊กไบค์ฮอนด้า 10,800 คัน.

 

บอร์ด ขสมก.กรุยทางโละเอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848366


นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ ขสมก. ซึ่งมี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ เป็นประธาน ว่า บอร์ดได้หารือถึงปัญหาโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ที่ล่าสุดสำนักงานอัยการสูงสุดทำหนังสือขอให้ ขสมก.ชะลอการรับมอบรถเมล์ดังกล่าว จนกว่ากรมศุลกากรจะได้ข้อยุติเรื่องแหล่งกำเนิดของรถ ว่ามีการผลิตและประกอบในประเทศจีนหรือมาเลเซียทั้งนี้ที่บอร์ดได้นำปัญหาในโครงการที่มีข้อท้วงติงจากหน่วยงานต่างๆ เข้ามาพิจารณา ทั้งองค์การต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งที่ผ่านมามีตัวแทนร่วมสังเกตการณ์ตามข้อตกลงสัญญาคุณธรรมอยู่แล้ว โดยองค์การต่อต้านคอร์รัปชันยืนยันว่าการยกร่างทีโออาร์และทำสัญญาต่างๆ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ตั้งข้อสังเกตขั้นตอนการนำเข้ารถเมล์ ซึ่งเกรงว่าปัญหาที่มีขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นแจ้งแหล่งกำเนิดของรถเป็นเท็จว่าผลิตในมาเลเซีย แต่จริงๆผลิตจากจีน เพื่อผลประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งอาจนำไปสู่ประเด็นที่ทำให้ไม่สามารถรับมอบรถได้ ขณะที่สำนักอัยการสูงสุดระบุเรื่องประเด็นการรับมอบรถว่า ให้ ขสมก.รอเอกสารแจ้งแหล่งกำเนิดของรถอย่างเป็นทางการจากกรมศุลกากรก่อนดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการ ขสมก.จึงอนุมัติแนวทาง 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1.ให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการจัดซื้อปฏิบัติตามสัญญาและทีโออาร์อย่างเคร่งครัด 2. พิจารณาแนวทางการรับมอบรถตามกรอบเวลาที่มีว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ 3.ให้ ขสมก.พิจารณาแนวทางบอกเลิกสัญญา เพราะความล่าช้าในการรับมอบรถ อาจทำให้ ขสมก.กลายเป็นผู้กระทำผิดตามสัญญา คณะกรรมการฯจึงได้ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการบอกเลิกสัญญาด้วย โดยคาดว่าจะต้องบอกเลิกสัญญาก่อนวันที่ 15 ก.พ.นี้.

 

ท่องเที่ยวพระเอกดันเศรษฐกิจฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848360


ธปท.ชี้แรงส่งกระจายตัวมากขึ้น จับตาการลงทุน-บริโภคเอกชน

นางสาวพรเพ็ญ สดศรีชัย ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.มองปี 60 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวและแรงส่งมีการกระจายตัวมากขึ้น จากภาคท่องเที่ยวและการส่งออกปรับตัวดีขึ้น ซึ่งข้อมูลล่าสุดปี 59 ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่สำรวจมา อยู่ที่ 46,412 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกินดุล 11.6% ของจีดีพีดีกว่าที่คาด ทั้งนี้ ปี 59 มีมูลค่าส่งออกทั้งสิ้น 214,112 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 0.0% เมื่อเทียบกับปี 58 โดยส่งออกปี 59 ปรับตัวดีขึ้นช่วงครึ่งหลังของปี เฉพาะไตรมาสสุดท้ายขยายตัว 3.6% ส่วนภาคท่องเที่ยวดีขึ้น เริ่มมีนักท่องเที่ยวหลายสัญชาติและมีคุณภาพมากขึ้น แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลด แต่ภาครัฐมีมาตรการยกเว้นและลดค่าธรรมเนียมวีซ่าให้บางประเทศมาช่วยพยุง คาดว่าปีนี้ท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

ทั้งนี้ การส่งออกและการนำเข้าที่ดีขึ้น เริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น ซึ่งมุมมอง ธปท.และภาคธุรกิจสอดคล้องกัน มองว่าการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นในกลุ่มพลังงานทดแทน ภาคบริการ โรงพยาบาลต่างจังหวัดมีการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่วนภาคการผลิตบางกลุ่มลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะที่การลงทุนใหม่ยังจำกัดและมูลค่าไม่สูงนัก ส่วนการบริโภคเอกชนปรับตัวค่อยเป็นค่อยไปจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น ขณะที่เงินทุนไหลออก 24,804 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งการออกไปลงทุนโดยตรงต่างประเทศ (TDI) การให้เงินกู้ยืมแก่บริษัทในเครือ และมีการนำเงินออกไปฝากต่างประเทศของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีทั้งสิ้น 3,286 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ด้านนายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง (สศอ.)เผยว่า สศอ.คาดการณ์ดัชนีอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ปีนี้ขยายตัว 0.5-1.5% ตามการเติบโตของจีดีพีภาคอุตสาหกรรมที่ 1-2% มีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐที่จะมีมากในครึ่งปีแรก และเอกชนจะลงทุนตามครึ่งปีหลัง ทำให้กำลังซื้อในประเทศโต แต่ต้องติดตามการส่งออกว่าจะขยายตัวหรือไม่ จากเป้าโต 2% ส่วนปัจจัยลบคือ ผลจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ไทยส่งสินค้าไปสหรัฐฯ 11.4% สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของส่งออกไทย ซึ่งไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่การที่สหรัฐฯ ตั้งกำแพงกีดกันสินค้านำเข้าจากจีน และการที่ไทยส่งสินค้าไปจีน 11% ของตลาดส่งออกรวมเป็นกลุ่มวัตถุดิบที่จีนนำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ก็อาจทำให้ไทยได้รับผลกระทบด้วย ในทางกลับกันไทยอาจได้รับอานิสงส์ด้านบวกที่สหรัฐฯอาจหันมาซื้อสินค้าจากไทยแทน.

 

เมกาบางนาทุ่ม 6.7 หมื่นล้าน กินรวบฝั่งตะวันออกเบ็ดเสร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848353


นายคริสเตียน โอลอฟสัน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนาและเมกาซิตี้ บริษัท เอสเอฟ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทพร้อมทุ่มเงินกว่า 67,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนส่วนต่อขยายของโครงการศูนย์การค้าเมกา บางนา ศูนย์การค้าแนวราบที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน พื้นที่รวมกว่า 400 ไร่ บนถนนบางนา-ตราด ให้เป็น “เมกา ซิตี้” หลังทุ่มงบกว่า 12,000 ล้านบาท ผุดศูนย์การค้าเมกา บางนา บนพื้นที่ 200 ไร่ ที่มีร้านอิเกียอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย ไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา โดยการขยายโครงการดังกล่าว ให้เป็นโครงการขนาดใหญ่ “เมกา ซิตี้” ถูกออกแบบให้เป็นในลักษณะ “มิกซ์ ยูส” ที่รวมศูนย์การค้า โรงแรม 2 แห่ง อาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยเข้าไว้ด้วยกันในที่เดียว นับเป็นเป้าหมายของบริษัท ที่ต้องการให้เมกา บางนา เป็นมากกว่าศูนย์การค้า หลังพบมีโอกาสขยายตลาดและสร้างเมืองขนาดใหญ่ ที่มีตั้งแต่พื้นที่สำหรับอยู่อาศัย สำนักงานออฟฟิศ แหล่งช็อปปิ้งและความบันเทิง คาดว่าหลังเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการในโครงการ “เมกา ซิตี้” มากถึงวันละไม่ต่ำกว่า 250,000 คน จากปัจจุบันที่ทั้งศูนย์การค้าเมกา บางนา และอิเกียสโตร์ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการรวมกันเฉลี่ยวันละกว่า 100,000 คน หรือประมาณเดือนละ 3,500,000 คน เพิ่มขึ้น 10% ต่อเนื่องทุกปี มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

นางปพิตชญา สุวรรณดี รองผู้อำนวยการศูนย์การค้า เมกา บางนา กล่าวว่า ถนนบางนา-ตราด มีศักยภาพสูง ยังสามารถพัฒนาโครงการค้าปลีกขนาดใหญ่ได้อีก มีจำนวนประชากรหนาแน่นกว่า 1 ล้านคน มีกำลังซื้อสูง และเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุน ด้านโครงสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น เชื่อมต่อทั้งที่พักและโครงการศูนย์อุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้ารางคู่บางนา-สุวรรณภูมิ เป็นแรงเสริมการเติบโตของพื้นที่นี้.

 

เชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงดาวรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847708


ชีวมวลหรือมวลชีวภาพ (Biomass) คือ อินทรีย์สาร

ทั่วไปจากธรรมชาติ ที่สะสมพลังงานเก็บไว้ในตัวของมัน และสามารถนำเอาพลังงานดังกล่าวไปใช้ผลิตพลังงานความร้อนหรือพลังงานไฟฟ้าได้

แหล่งที่มาของชีวมวล อาจได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือกากจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม เช่น แกลบ ที่ได้จากการสีข้าว ใบ และ ยอดอ้อย ที่ได้ภายหลังการเก็บเกี่ยวอ้อย เปลือก และ ชานอ้อย ที่ได้หลังการผลิตน้ำตาลทราย ปีกไม้ เศษไม้ และ ขี้เลื่อย ที่ได้หลังจากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัส ใบ และ ทางปาล์ม ที่ได้ภายหลังการเก็บเกี่ยวผลปาล์ม

กากปาล์ม ที่ได้ภายหลังการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด เหง้ามันสำปะหลัง ที่ได้หลังการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง ซังข้าวโพด ได้ภายหลังจากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก

กาบ และ กะลามะพร้าว ผลพลอยได้จากการนำมะพร้าวมาปอกเปลือก เพื่อนำเนื้อไปผลิตน้ำกะทิ และน้ำมันมะพร้าว หรือแม้แต่ ส่าเหล้า ผลพลอยได้หลังจากการผลิตแอลกอฮอล์ เป็นต้น

ชีวมวลเหล่านี้ ทั่วเมืองไทยมีอยู่มากมายก่ายกอง และแทบจะทุกหย่อมหญ้า แต่กลับเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง เพราะแทนที่จะถูกนำไปเปลี่ยนรูปใช้ประโยชน์เป็นพลังงานความร้อนให้แก่บอยเลอร์หรือหม้อต้มขนาดใหญ่ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า กลับถูกเกษตรกรส่วนใหญ่ทำลายทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยการเผา

รวิชญ์ ทวีทรัพย์ อาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หนึ่งในผู้ซึ่งทำการศึกษาทางด้านเชื้อเพลิงชีวมวล บอกว่า

แต่ละปีทั่วเมืองไทยมี “ชีวมวล” ที่เกิดขึ้นภายหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรปริมาณมหาศาล

เขายกตัวอย่าง ฟางข้าว ที่มีอยู่ทั่วประเทศมีปริมาณมากถึง 19.01 ล้านตัน จากพื้นที่ทำนาและเก็บเกี่ยวข้าว ไม่ต่ำกว่า 77.33 ล้านไร่ ซึ่งให้ผลผลิตเป็นข้าวเปลือกประมาณ 38.79 ล้านตัน ฟางข้าวปริมาณมหาศาลนี้ สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากถึง 942 เมกะวัตต์ (MW)

ใบ และ ยอดของอ้อย ปริมาณ 17.02 ล้านตัน ซึ่งเกิดจากพื้นที่เก็บเกี่ยวอ้อย ไม่ต่ำกว่า 8.26 ล้านไร่ ให้ผลผลิตอ้อยสด 100.01 ล้านตันต่อปี หากนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า จะได้ปริมาณไฟฟ้าไว้ใช้งานถึง 1,647 เมกะวัตต์ (MW)

เหง้ามันสำปะหลัง จากพื้นที่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังสดราว 8.66 ล้านไร่ ให้ผลผลิตมันสำปะหลังประมาณ 30.23 ล้านตัน จะมีเหง้ามันสำปะหลังเหลือเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้ใช้ถึง 6.02 ล้านตัน พลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิงชนิดนี้ เมื่อนำไปผลิตไฟฟ้าจะได้ไฟฟ้าใช้งานถึง 226 เมกะวัตต์ (MW)

ใบ และ ทางปาล์ม จากพื้นที่ปลูกและเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมัน 3.91 ล้านไร่ ให้ผลผลิตปาล์มสดราว 12.81 ล้านตัน จะมีทั้งใบและทางปาล์มเหลือให้ใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพราว 18.07 ล้านตัน สามารถนำไป ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 202 เมกะวัตต์ (MW)

ยอด ใบ และ ลำต้นข้าวโพด จากพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวโพด 7.16 ล้านไร่ ที่ให้ผลผลิตข้าวโพด 5.06 ล้านตัน รวิชญ์บอกว่า จะทิ้งชีวมวลไว้ให้ถึง 9.32 ล้านตัน สามารถนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 610 เมกะวัตต์ (MW)

หรือแม้แต่ เปลือกแข็งของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลพลอยได้จากการเก็บเกี่ยวมะม่วงหิมพานต์จำนวน 0.19 ล้านไร่ ซึ่งให้เปลือกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ราว 0.07 ล้านตัน ก็สามารถนำไปใช้ผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 13 เมกะวัตต์ (MW)

หลายคนอาจนึกภาพไม่ออกว่า 1 เมกะวัตต์ (MW) ให้ปริมาณกระแสไฟฟ้ามากน้อยเพียงใด เคยมีผู้รู้เปรียบเทียบเอาไว้ว่า 1 เมกะวัตต์ ก็คือ 1,000 กิโลวัตต์ หรือ 1 ล้านวัตต์ นั่นเอง ซึ่งเป็นกำลังการผลิตของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สามารถรองรับการโหลดรวม หรือใช้งาน พร้อมกันได้ 1 เมกะวัตต์

ยกตัวอย่าง ในพื้นที่หนึ่งมีบ้านอยู่ 1,000 หลังคาเรือน ถ้าบ้านแต่ละหลัง ใช้ไฟฟ้ารวมเท่ากับ 1 กิโลวัตต์ เมื่อทุกหลังเปิดใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน โรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ ก็ยังสามารถจ่ายไฟให้ได้พอดี เป็นต้น

ย้อนกลับมาที่ปัญหา ซึ่งเกิดกับเชื้อเพลิงชีวมวลในเมืองไทย รวิชญ์ บอกว่า ไทยเป็นประเทศที่โชคดีกว่าอีกหลายประเทศ เพราะมีเชื้อเพลิงชีวมวลให้เลือกใช้หลากหลาย แถมในแต่ละภูมิภาคยังมีอยู่มหาศาล แต่ก็น่าเศร้าใจที่เรายังไม่สามารถนำเอาชีวมวลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพ

“อุปสรรคของการนำชีวมวลที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยมาใช้ประโยชน์ มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ เรื่องแรก เรายังขาดแคลนแรงงานที่จะเก็บเกี่ยว หรือรวบรวมชีวมวล อีกเรื่องก็คือ การรวบรวม ขนส่งชีวมวล ยังถูกมองว่า ไม่คุ้มค่าหรือคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ จึงทำให้ชีวมวลปริมาณมหาศาลถูกกำจัดหรือทำลายทิ้งในพื้นที่ด้วยการเผา”

อาทิ ชาวไร่อ้อย เพื่อให้ง่ายแก่การเก็บเกี่ยวอ้อย และลดใช้แรงงานคน รวิชญ์บอกว่า แทนที่จะใช้รถเก็บเกี่ยวอ้อย ก็ใช้วิธีเผาก่อนค่อยเก็บเกี่ยว หรือกรณีของชาวนา หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก่อนจะลงมือทำนา รอบใหม่ มักใช้วิธีเผาตอซังฟางข้าวไปเลย เป็นต้น

“ปัญหาที่เกิดก็คือ เมื่อชีวมวลมีปริมาณไม่พอต่อการใช้งาน และไม่ได้มีการคำนึงถึงดีมานด์และซัพพลายในแต่ละพื้นที่ ทำให้มันมีราคาสูงขึ้น”

รวิชญ์ยกตัวอย่าง กรณีของชีวมวลประเภท แกลบ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณอยู่ที่ 7 ล้านตัน ต่อปีเท่านั้น แต่ก็ยังมีการอนุมัติโครงการใหม่ๆเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะภาคกลางและอีสาน จึงทำให้ราคาแกลบสูงขึ้น จนในที่สุดต้องแก้ปัญหาด้วยการสั่งซื้อทะลายปาล์มนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนแกลบ

“สมมติว่าตอนที่ยื่นขอกู้แบงก์ ประเมินไว้ว่า 7 ปีจะคืนทุน ภายใต้ เงื่อนไขได้ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงที่ราคาตันละ 700 บาท แต่พอคนแย่งกันใช้แกลบมากขึ้น ล่าสุดราคาขยับขึ้นไปที่ตันละ 1,800 บาท นี่คือปัญหา”

รวิชญ์บอกว่า เรื่องชีวมวลนั้น ที่ผ่านมาเรารู้แค่เพียงว่าในแต่ละปีมันเกิดขึ้น หรือมีอยู่ปริมาณเท่าไร แต่ไม่รู้ว่ามันมีอยู่ตรงจุดใดบ้าง หรือถูกเผาทำลายทิ้งไปแล้วหรือยัง

“การรู้พื้นที่ว่า ล่าสุดมีชีวมวลอยู่ตรงไหนบ้างนั้น มีประโยชน์มาก ที่ผ่านมาต่างคนต่างแข่งกันขึ้นโรงไฟฟ้าพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวล แล้วแห่กันแย่งซื้อวัตถุดิบ จนชีวมวลหลายอย่างแพงขึ้น อย่างเช่น แกลบพุ่งขึ้นไปเป็นตันละ 1,800-2,000 บาท ไม้สับตันละ 1,190 บาท ซังข้าวโพดตันละ 400-500 บาท หนักเข้าพอของในพื้นที่มีไม่พอ ต้องไปสั่งซื้อมาจากนอกพื้นที่ นี่คือปัญหา”

รวิชญ์บอกว่า ดังนั้น การที่ปัจจุบันกระทรวงพลังงานและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้นำดาวเทียมหรือระบบภูมิสารสนเทศมาช่วยวิเคราะห์หาปริมาณชีวมวลในแต่ละพื้นที่ โดยดูจนรู้ว่า มีใครเอาชีวมวลไปใช้แล้วหรือยัง และในแต่ละพื้นที่ยังมีวัตถุดิบชีวมวลเหลืออีกอยู่เท่าไร

“เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลเชิงพื้นที่ และส่วนอื่นๆ ก็จะสามารถวิเคราะห์ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาการขาดแคลน และแย่งกันใช้ชีวมวลได้อย่างแม่นยำ” รวิชญ์ว่า.

 

ปตท.คั่วกาแฟไม่ทัน “คาเฟ่อเมซอน” ขายดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848352


โครงการเปิดโรงแรมในปั๊มจวนสะเด็ดน้ำ

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าในการหาพันธมิตรทำธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด ภายในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาเงื่อนไขและรูปแบบธุรกิจกับผู้ประกอบการโรงแรม (เชน-chain) หลายราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 1 โดยจะเลือกพันธมิตรในการบริหารโรงแรมเพียงรายเดียว และโรงแรมแห่งแรกจะเปิดบริการได้ภายในปี 2561

ส่วนงบประมาณการลงทุนกลุ่มธุรกิจน้ำมันในระยะเวลา 5 ปี (ปี 2560-2564) อยู่ที่ 40,000 ล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้างบลงทุนไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เพื่อขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยจะขยายสถานีบริการน้ำมันในประเทศอีก 100 แห่ง จาก 1,500 แห่งให้เพิ่มเป็น 1,600 แห่ง และขยายสถานีบริการน้ำมันในต่างประเทศอีก 60 แห่ง จาก 180 แห่งเป็น 240 แห่ง “ปตท.ยังมีแผนขยายสาขาร้านกาแฟ “คาเฟ่ อเมซอน” ไปต่างประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันได้ขายแฟรนไชส์ในลาวและกัมพูชาให้กับบริษัทในเครือฯ รวมทั้งขายสิทธิแฟรนไชส์ คาเฟ่ อเมซอน ในญี่ปุ่นแล้ว 1 แห่ง ในจังหวัดฟุกุชิมา และเตรียมขยายสาขาเพิ่มที่โอซากาอีก 3-4 แห่ง โดยคนญี่ปุ่นสนใจหันมาดื่มกาแฟอเมซอนมากขึ้น รวมทั้งเจรจากับบริษัทโอมาน ออยล์ จำกัด ของประเทศโอมาน ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าน้ำมันดิบที่สนใจจะเปิดร้านคาเฟ่ อเมซอน 2-3 แห่งในโอมานด้วย ซึ่งจากการขยายตลาด ทำให้กำลังการผลิตโรงคั่วกาแฟของ ปตท.ไม่เพียงพอ ล่าสุดมีแผนจะขยายกำลังผลิตเพิ่ม 2 เท่าตัว”

นายอรรถพลกล่าวว่า ภาพรวมของตลาดน้ำมันในปีนี้คาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งยอดการขายน้ำมันทุกชนิดรวมของ ปตท.อาจเติบโตเพียง 2-3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มเบนซินหลังจากรัฐบาลได้ปรับโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ให้สะท้อนต้นทุนตลาดโลกทำให้ผู้ใช้รถหันมาเติมน้ำมันเบนซินแทน.

 

IATA การันตีมาตรฐาน ‘นกสกู๊ต’ คาดปี 60 ดึงผู้โดยสารเข้าไทย 1.1 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 01:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848432


นกสกู๊ต เฮ! ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานด้านความปลอยภัยจากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ คาดปี 60 นำผู้โดยสารระหว่างประเทศเข้ามาไทย 1.1 ล้านคน เติบโต 40% จากปีที่แล้ว…

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. นายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกสกู๊ต จำกัด กล่าวว่า สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ได้เข้าทำการตรวจสอบสายการบินนกสกู๊ต เมื่อวันที่ 8-12 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา กระทั่งวันที่ 27 ม.ค. 2560 ได้รับหนังสือรับรอง IOSA ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยตามหลักสูตรที่กำหนด จากสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ในปี 2560 นกสกู๊ตคาดว่าจะนำผู้โดยสารระหว่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวน 1,100,000 คน ซึ่งจะเป็นการเติบโตถึง 40% จากปีที่แล้ว โดยการได้รับหนังสือรับรอง IOSA มีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสายการบินนกสกู๊ต เพราะข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด(Best Practice)ของ IATA  สร้างความมั่นใจในการดำเนินงานของเรา และความปลอดภัยถือเป็นความสำคัญสูงสุดในการปฏิบัติงานของนกสกู๊ต โดยมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด

“การบริการผู้โดยสารไม่เพียงแค่ความสะดวกสบาย ความสนุกสนาน และบรรยากาศที่เป็นกันเองตลอดเที่ยวบินเท่านั้น แต่ยังมุ้งเน้นถึงความปลอดภัยเป็นหลักด้วย” นายปิยะ กล่าว

 

กรมทางหลวง ทำป้ายบอกทางรับ นทท.ขึ้นภูลมโล ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ม.ค. 2560 19:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848244


(ภาพจากกรมทางหลวง)

กรมทางหลวง เตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวเดินทางชมดอกนางพญาเสือโคร่ง บนภูลมโล จ.พิษณุโลก พร้อมจัดทำป้ายแนะนำเส้นทางชัดเจน

เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เผยว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามเส้นทางถนนทางหลวง กรมทางหลวง โดยแขวงทางหลวงพิษณุโลกที่ 2 (วังทอง) มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจคือ ภูลมโล ดังนั้น ทล. จึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง ทั้งจัดทำป้ายเตือน ป้ายแนะนำในการเดินทางเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก โดย ภูลมโล เป็นหุบเขาในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และที่โดดเด่นที่สุดของภูลมโล คือ เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะมีต้นนางพญาเสือโคร่ง ขึ้นเต็มทั่วหุบเขาบนพื้นที่มากกว่า 1,200 ไร่ ปัจจุบันเริ่มออกดอกบานสะพรั่ง ทำให้นักท่องเที่ยวมาชมจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเดือน ม.ค-ก.พ.นี้

สำหรับเส้นทางที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวภูลมโล สามารถใช้เส้นทางได้ดังนี้ จากพิษณุโลก ใช้เส้นทางหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่สามแยกบ้านแยง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2013 ไป อ.นครไทย ก่อนถึง อ.นครไทย ให้เลี้ยวขวาไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระยะทางจนถึงที่ทำการอุทยานฯ 125 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางต่อไปยังบ้านร่องกล้า ที่อยู่ภายในอุทยานฯ อีก 9 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 134 กิโลเมตร

ส่วนเส้นทางที่เดินทางจาก จ.เพชรบูรณ์ ประชาชนสามารถใช้เส้นทางหมายเลข 21 มุ่งหน้า อ.หล่มสัก จากนั้นเบี่ยงซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองก่อนถึงสี่แยกหล่มสัก จะเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 12 จากนั้นจะถึงสามแยกให้เลี้ยวขวาเข้าสู่หมายเลข 2372 ขับตรงไปจนถึงทางแยกซ้ายมือขึ้นภูทับเบิก เป็นทางหลวง 2331 เป็นทางลาดชันและทางโค้ง ราว 18 กิโลเมตร จนถึงด่านเก็บเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ก่อนเดินทางต่อไปยังบ้านร่องกล้า ที่อยู่ภายในอุทยานฯ อีก 21 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 96 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางโปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้เส้นทาง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้ทาง หากต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจรหรือขอความช่วยเหลือต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดอกนางพญาเสือโคร่ง ภูลมโลทุ่งที่ 4 บานสะพรั่งเต็มสองฝั่งเขา

ซากุระบานสะพรั่งบนยอดภูลมโล นทท.แห่เที่ยวชมความงามคึกคัก

 

ปลัดแรงงาน แจง ย้ายอธิบดี กกจ. เป็นไปด้วยความเหมาะสม ไม่มีใครน้อยใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ม.ค. 2560 17:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848185


ปลัดแรงงาน แจงโยกย้าย “สิงหเดช ชูอำนาจ” อธิบดี กกจ. ไปเป็น รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นไปด้วยความเหมาะสม มีการพิจารณาตามความถนัดมาระยะหนึ่งแล้ว พร้อมยืนยัน ไม่มีใครน้อยใจ …

วันที่ 31 ม.ค. 60 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ครม. ย้ายนายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน สลับไปเป็น อธิบดีกรมการจัดหางาน แทนนายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน ที่ถูกย้ายไปเป็น รองปลัดกระทรวงแรงงาน รวมถึงให้นายบุญเลิศ ธีระตระกูล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน ว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ เป็นไปด้วยความเหมาะสม เนื่องจาก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มองว่างานสำคัญของกระทรวงเรื่องเกี่ยวกับต่างประเทศ นายสิงหเดช มีความสามารถทางด้านนั้นมากกว่า และนายวรานนท์ ก็มีความสามารถในการดูแลการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ และด้านจัดหางานที่มีความเข้มข้นในการทำงาน

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า รมว.แรงงาน พิจารณาตามความถนัดของแต่ละคนจากการทำงานมาระยะหนึ่ง จึงเห็นควรปรับตามความเหมาะสมกับภารกิจเพื่อให้การทำงานแต่ละด้านมีความชัดเจนมากขึ้น และการแต่งตั้งครั้งนี้ไม่มีใครน้อยใจ ทุกคนเข้าใจ รู้อยู่แล้วถึงความเด่นของแต่ละคน แต่ยังไงจากนี้ก็อยากให้ทุกคนทำงานของแต่ละกรมฯ ต้องมีความคมชัดเจน ลึกและต้องรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีพิจารณาตามความถนัด

 

กรุงศรี คาดแนวโน้มสินเชื่อปีนี้โต 6-8% มั่นใจภาวะ ศก.ฟื้นตัวต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ม.ค. 2560 17:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848092


ธนาคารกรุงศรี คาดแนวโน้มสินเชื่อปี 60 โต 6-8% ย้ำความมั่นใจภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ รับปัจจัยหนุนจากการลงทุนภาครัฐ …

วันที่ 31 ม.ค. 60 นายโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโตที่ 3.3% รับปัจจัยหลักจากการเร่งลงทุนของภาครัฐขับเคลื่อนการเติบโต รวมทั้งการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน ภาระหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น และภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยในปี 2560 ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ 6-8% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ประมาณ 3.7% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย คาดว่า จะเติบโตสูงกว่า 5% และอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ระดับต่ำกว่า 2.5%

“การผนึกกำลังระหว่างความเชี่ยวชาญในประเทศของกรุงศรีและศักยภาพเครือข่ายระดับโลกของ MUFG ได้เสริมความแข็งแกร่งให้กรุงศรีในการกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยกรุงศรีตั้งเป้าที่จะเป็นธนาคารชั้นนำในกลุ่มลูกค้าธุรกิจ และรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มลูกค้าธุรกิจธนกิจพาณิชย์เกี่ยวกับญี่ปุ่น (JPC/MNC)”

นอกจากนี้ กรุงศรี ยังมุ่งที่จะเป็นหนึ่งในธนาคารหลัก สำหรับลูกค้ากลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยไม่เพียงแต่การสนับสนุนทางการเงินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้คำปรึกษาและคำแนะนำทางธุรกิจ กิจกรรมสัมมนาเชิงความรู้ และกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ โดยในส่วนของแผนงานลูกค้าธุรกิจนั้น กรุงศรียังคงมุ่งมั่นในการรักษาความเป็นผู้นำในสินเชื่อรายย่อยอย่างต่อเนื่อง