หุ้นไทยปิดตลาด ปรับลดเล็กน้อย 0.99 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,576.32 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 17:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848973


หุ้นไทยปิดตลาด ปรับตัวลดลงเล็กน้อยที่ 0.99 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,576.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 60,515.01 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 1 ก.พ. 60 พบว่า ดัชนีปรับตัวลดลงที่ -0.99 จุด เปลี่ยนแปลง -0.06% ดัชนีอยู่ที่ 1,576.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 60,515.01 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน).

 

รมช.พาณิชย์ เผย รับใบลาออกจาก ‘สุภัฒ’ แล้ว รอฟังผลสอบสวนทางวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 16:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848949


ภาพ : สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

“สนธิรัตน์” เผย ได้รับใบลาออกจาก “สุภัฒ” แล้ว ย้ำรอฟังผลตัดสินจากคณะกรรมการสอบวินัยเท่านั้น ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ …

วันที่ 1 ก.พ. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณี นายสุภัฒ สงวนดีกุล อดีตรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่า ได้รับหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการจากนายสุภัฒแล้ว และตามขั้นตอนในขณะนี้ ต้องให้เป็นไปตามการสอบสวนทางวินัย ของคณะกรรมการสอบวินัย ที่มีผู้แทนจากกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่เพียงให้ข้อมูล และให้ความถูกต้อง ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ และตนไม่อยากที่จะให้ความเห็นในขณะนี้

“ผมไม่สามารถพูดอะไรไปได้มากกว่านี้แล้ว เกินหน้าที่ผมแล้ว เราทุกคนต้องรอฟังผลสรุปจากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการ จะมีหลักเกณฑ์ตามระเบียบราชการอยู่แล้ว และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องยึดตามผลสรุปออกมา แม้จะรุนแรงหรือไม่ก็ตาม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาความผิดทางวินัยต้องยึดตามระเบียบราชการ ในประเด็นทำให้เสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของราชการ และประเทศ ส่วนจะมีความผิดสถานใด ระหว่างปลดออก และไล่ออก ต้องพิจารณาร่วมกับความดีความชอบในขณะรับราชการด้วย อาจเพียงแค่ปลดออก และลดบำเหน็จบำนาญก็เป็นไปได้ หากจะลงโทษถึงขั้นไล่ออก น่าจะเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรงมาก เช่น ทำลายประเทศ หรือทุจริตอย่างรุนแรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

– ลาออกแล้ว รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยันก่อเหตุที่ญี่ปุ่นเมาขาดสติ

 

พณ. เตรียมระบายข้าว 2.8 ล้านตัน หวังล้างสต๊อก 8 ล้านตันให้หมดปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 16:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848941


พาณิชย์ เตรียมระบายข้าวบิ๊กลอต 2.8 ล้านตัน หวังล้างสต๊อกที่เหลือ 8 ล้านตันให้หมดในปีนี้ ด้านผู้ส่งออกข้าว หนุนระบายช่วงนี้เหมาะ เหตุข้าวในตลาดแทบไม่เหลือแล้ว เชื่อถ้าระบายหมดดันราคาข้าวไทยขึ้นได้แน่ …

วันที่ 1 ก.พ. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศเตรียมออกประกาศประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปปริมาณ 2.8 ล้านตัน เพื่อการบริโภค โดยจะมีข้าวหลายชนิด เช่น ข้าวขาว ข้าวหอมมะลิ ฯลฯ ส่วนรายละเอียดการเปิดประมูลรวมถึงกำหนดวันให้ยื่นซองเปิดประมูลจะชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 3 ก.พ.นี้

“การเปิดประมูลข้าวลอตนี้ 2.8 ล้านตัน เป็นการประมูลเพื่อการบริโภค ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าที่จะระบายข้าวที่เหลือในสต๊อกประมาณ 8 ล้านตันให้หมดภายในปีนี้ เพราะไม่อยากอุ้มสต๊อกข้าวนี้ไว้อีกแล้ว เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บสต๊อก อีกทั้งข้าวยังเสื่อมสภาพตามระยะเวลาที่จัดเก็บ”

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมต่อการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาล เพราะขณะนี้ตลาดไม่มีข้าวออกมา คาดว่าข้าวนาปรังของไทยจะออกมาอีกครั้งในช่วงเดือน มี.ค. อีกประมาณ 1 ล้านตันข้าวเปลือก เช่นเดียวกับข้าวเปลือกของเวียดนาม ดังนั้น ในช่วงนี้ จึงแทบไม่มีข้าวในตลาด แต่ต้องดูปริมาณที่ระบายออกมา หากระบายจำนวนมาก อาจจะกระทบต่อจิตวิทยาในระยะสั้น ที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดลดลงบ้าง แต่จะเป็นผลดีในระยะยาว เพราะจะส่งสัญญาณไปที่ตลาดต่างประเทศว่าสต๊อกข้าวไทยเหลือน้อยแล้ว และมีผลผลักดันให้ราคาปรับขึ้น

 

ซีไอเอ็มบี ชี้ ตลาดที่อยู่อาศัยปีนี้แนวโน้มสดใส เทรนด์บ้านมือสองมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 16:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848908


ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เผย ตลาดที่อยู่อาศัยปีนี้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ชี้ เทรนด์บ้านมือสองมาแรง กระตุ้นคนตื่นตัวรีไฟแนนซ์ ชูโปรโมชั่นบ้านรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ย 3.49% …

วันที่ 1 ก.พ. 60 นางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งบ้านมือใหม่ และบ้านมือสอง โดยคาดว่าปีนี้สินเชื่อบ้านทั้งระบบจะอยู่ที่ 5.6 แสนล้านบาท ขณะที่สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ในปีนี้เติบโตประมาณ 5%

ในส่วนของบ้านมือสองนั้น แม้จะไม่มีข้อมูลในตลาดมากนัก แต่ธนาคารมองว่ามีศักยภาพมาก เนื่องจากพฤติกรรมลูกค้ายุคใหม่หันมาพิจารณาซื้อบ้านจากทำเลที่ตรงใจ โดยไม่เกี่ยงว่าจะต้องเป็นบ้านใหม่เหมือนในอดีต ยุคนี้ลูกค้านิยมซื้อบ้านมือสองแล้วตกแต่งให้สวยงามน่าอยู่ตามความชอบของตัวเองได้

ดังนั้น หนึ่งในยุทธศาสตร์ปีนี้ คือ การบุกตลาดสินเชื่อบ้านมือสอง ซึ่งที่ผ่านมา หาผู้ปล่อยกู้ได้ยาก และอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างแพง แต่ธนาคารจะเข้ามารุกตลาดนี้ เพราะเห็นความต้องการจริงๆ และอยากสนับสนุนให้ผู้ที่อยากมีบ้าน และมีกำลังความสามารถในการผ่อนได้ทำฝันให้เป็นจริง ขณะเดียวกัน ก็จะยังคงเดินหน้าปล่อยกู้ตลาดบ้านใหม่ที่ธนาคารต่างๆ แข่งขันนำเสนอสินเชื่ออยู่แล้ว วัตถุประสงค์หลัก คือ การเข้ามาสนับสนุนทางการเงินให้แก่ผู้ฝันมีบ้าน

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในปีนี้ คือการจัดทำ segmentation หรือการจัดกลุ่มลูกค้าให้เหมาะสม โดยพิจารณาให้ดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับคุณภาพลูกหนี้ในแต่ละกลุ่ม และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ กระตุ้นให้ผู้บริโภค หันมาตื่นตัวเรื่องการบริหารเงินกู้ให้ทรงประสิทธิภาพสูงสุด หรือพูดง่ายๆ ว่า “ดูดอกเบี้ยให้เป็น” โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านที่ลูกค้าควร ทบทวนอัตราดอกเบี้ยอยู่เสมอ พิจารณาทางเลือกที่มีในตลาด แล้วลงมือบริหารต้นทุนด้วยตัวเอง ด้วยการรีไฟแนนซ์สินเชื่อ

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่มาของโปรแกรมหลักๆ สำหรับลูกค้า ประกอบด้วยสินเชื่อบ้าน Home Loan 4U สำหรับบ้านใหม่และบ้านมือสอง รวมถึงคอนโดมิเนียมจากทุกโครงการ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 12 เดือน หรือดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก ดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 3.33% สำหรับพนักงานประจำที่มีรายได้ 30,000 บาท ขึ้นไป หลังจากนั้น MRR-1.75% ตลอดอายุสัญญา และสินเชื่อบ้าน Home Loan 4U สำหรับลูกค้าที่ต้องการรีไฟแนนซ์บ้านกับธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก 3.49% หลังจากนั้น MRR-2.25% ตลอดอายุสัญญา โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายขยายสินเชื่อใหม่ 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านใหม่และบ้านมือสอง 12,000 ล้านบาท และสินเชื่อรีไฟแนนซ์ 3,000 ล้านบาท

สำหรับช่องทางการตลาดของธนาคารในปีนี้ จะหันมาเน้นทำการตลาดแบบ Online Marketing มากขึ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้ง LINE และ Facebook รวมถึงเว็บไซต์ของธนาคาร เพื่อรองรับผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมการหาข้อมูลด้วยตัวเองมากขึ้นเพื่อเสาะหาต้นทุนที่ดีกว่า โดยได้ปรับกระบวนการทำงานให้สามารถติดต่อกลับลูกค้าได้ทันทีใน 1 วันทำการ

 

พณ. ดึงผู้ผลิตป้อนสินค้าราคาถูก ช่วยคนจน ผ่านร้านปลีก-ส่ง เม.ย. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 15:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848828


พาณิชย์ เผย เดือน เม.ย. นี้ ดีเดย์ขายสินค้าราคาถูกในโครงการ “ธงฟ้าประชารัฐ” ผ่านร้านค้าส่ง-ปลีกกว่า 2 หมื่นแห่ง ตลาดชุมชนอีก 1.9 หมื่นแห่งทั่วประเทศได้แน่ ล่าสุด ผู้ผลิตรายใหญ่ยินดีผลิตสินค้าป้อนโครงการ ส่วน 9 ก.พ. นี้ เตรียมส่งคาราวานธงฟ้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมภาคใต้ …

วันที่ 1 ก.พ. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้า การจัดทำโครงการธงฟ้าประชารัฐ ว่า ในราวเดือน เม.ย. นี้ ผู้ผลิตสินค้าที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะสามารถผลิตและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ในเบื้องต้นประมาณ 20 รายการ และขายราคาถูกกว่าราคาในท้องตลาด 15-20% ไปยังร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) ที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประมาณ 20,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงจะกระจายไปยังตลาดชุมชน ในการส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์อีกราว 19,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศได้

ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ เช่น บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) จำกัดนั้น ทุกรายยินดีให้ความร่วมมือผลิตสินค้าที่จะขายในโครงการนี้ โดยในสัปดาห์หน้า จะจัดส่งรายละเอียดสินค้าที่จะผลิตป้อนในโครงการ เช่น ชนิด และขนาดของสินค้า แบรนด์ของสินค้า เป็นต้น มาให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณา

“สินค้าที่จะขายในโครงการธงฟ้าประชารัฐ จะมีโลโก้ของโครงการพิมพ์บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบ และราคาจะถูกกว่าท้องตลาด 15-20% เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ซึ่งรัฐจะเป็นผู้กำหนดราคาขายปลีกสู่ผู้บริโภค โดยราคาสินค้าของผู้ผลิตแต่ละรายอาจไม่เหมือนกันก็ได้ เช่น ผงซักฟอกในขนาดเท่ากัน ของผู้ผลิตรายหนึ่งอาจถุงละ 40 บาท แต่อีกรายราคา 45 บาทก็ได้ เพราะแต่ละรายอาจมีสูตร หรือส่วนผสมในการผลิตต่างกัน ซึ่งผู้บริโภคต้องเลือกซื้อเอง อย่างไรก็ตาม หากผู้ค้ารายใดขายเกินกว่าราคาที่กำหนด จะมีความผิดตามกฎหมาย”

สำหรับการจัดโครงการธงฟ้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ 12 จังหวัดนั้น ในวันที่ 9 ก.พ.นี้ จะเริ่มส่งคาราวานธงฟ้าไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนเคลื่อนคาราวานไปที่ จ.นครศรีธรรมราช และจังหวัดอื่นๆ ต่อไป ซึ่งสินค้าที่นำไปจำหน่ายจะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย อาหารแห้ง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพดี ราคาถูกได้

 

บลจ.กสิกรไทย มองกำไร บจ.ปีนี้โต 10% คาดปลายปีเห็นดัชนีที่ 1,690 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 14:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848817


บลจ.กสิกรไทย ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย มองกำไร บจ.ปีนี้เติบโต 10% คาดปลายปีเห็นดัชนีที่ระดับ 1,690 จุด ล่าสุดเปิดตัว Fund Navigator ที่ช่วยจัดพอร์ตการลงทุนให้ตรงตามเป้าหมาย ผ่าน K-Cyber Invest

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.60 นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด กล่าวถึงมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในปีนี้ว่า เศรษฐกิจเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง จากการดำเนินนโยบายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้นจากรายได้ภาคเกษตรกรที่ฟื้นตัว

ขณะที่เศรษฐกิจจีนและอินเดียมองว่าเริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น และยังมีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยปัจจัยบวกมาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐรวมถึงการปฏิรูปประเทศที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังนั้น บลจ.กสิกรไทยจึงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยและเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่นด้วยระดับราคาที่น่าสนใจกว่าในเชิงเปรียบเทียบ

สำหรับส่วนหุ้นไทย มองว่า ยังมีโอกาสปรับตัวต่อเนื่อง โดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปีนี้อยู่ที่ประมาณ 10% และมองเป้าหมายดัชนีฯ ปลายปีนี้อยู่ที่ระดับ 1,690 จุด ส่วนมุมมองการลงทุนในตราสารหนี้ คาดว่าตราสารหนี้เอเชียจะให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากธนาคารกลางในเอเชียมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพิ่มเติม ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยมีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้

เปิดตัว Fund Navigator ช่วยจัดพอร์ตการลงทุน

นายวศิน กล่าวต่อว่า เพื่อให้การลงทุนในกองทุนรวมเป็นเรื่องง่ายขึ้น และต้องการให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญในการลงทุนเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว รวมถึงการวางแผนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอีกต่อไป ทาง บลจ.กสิกรไทย จึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ในการวางแผนการลงทุน โดยเราวางเป้าหมายเป็น Robo-Advisor หรือการให้คำแนะนำผ่านระบบดิจิตอล เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมกองทุนในอนาคต

ทั้งนี้ บลจ.จึงเปิดตัวบริการ Fund Navigator โดยบริการดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือช่วยในการจัดกลุ่มกองทุนตามเป้าหมายการลงทุนของลูกค้า นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟน อาทิ K-My PVD แอปพลิเคชันสำหรับลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ K-Mutual Fund แอปพลิเคชันสำหรับลูกค้ากองทุนรวม

สำหรับการจัดกลุ่มกองทุนตาม Fund Navigator จะประกอบไปด้วย 5 กลุ่มตามเป้าหมายการลงทุน ได้แก่ กลุ่ม Liquidity หรือผู้ต้องการสภาพคล่อง เหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะสั้น กลุ่ม Stability หรือผู้ต้องการความั่นคง ต้องการลงทุนยาวขึ้นเพื่อโอกาสการรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ที่มีอายุมากกว่า 1 ปี กลุ่ม Income หรือผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอ และรับความผันผวนได้ค่อนข้างต่ำ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Growth หรือผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว และสามารถรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ในระยะสั้น และกลุ่ม Opportunity หรือ ผู้ที่แสวงหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนสอดคล้องกับสภาพตลาด นอกจากนี้ บลจ.ยังใช้ Fund Navigator เป็นเครื่องมือในการกำหนดธีมและกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมตามภาวะเศรษฐกิจด้วย

นายวศิน กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเปิดตัวบริการ My Port Simulator หรือโปรแกรมสร้างพอร์ตลงทุนจำลอง ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ลงทุนได้ทดลองจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของตนเองผ่านพอร์ตการลงทุนแนะนำ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนนำไปลงทุนจริง ซึ่งปรากฏว่าได้รับความสนใจและกระแสตอบรับจากผู้เข้ามาทดลองใช้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว K-Cyber Invest โฉมใหม่ ที่มีการพัฒนาคุณสมบัติใหม่ๆ ให้รองรับการเป็นเครื่องมือช่วยวางแผนการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย.

 

ราคาน้ำมันปรับขึ้น ดันเงินเฟ้อ ม.ค. พุ่ง 1.55% สูงสุดรอบ 28 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 14:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848805


พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อเดือน ม.ค.พุ่ง 1.55% สูงสุดรอบ 28 เดือน เหตุราคาน้ำมัน-สินค้าเกษตรปรับทะยานขึ้น “สนธิรัตน์” ชี้ เป็นสัญญาณดีต่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว เร่งติดตามดูแลสินค้าใกล้ชิด…

วันที่ 1 ม.ค. 60 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ หรือ เงินเฟ้อ เดือน ม.ค. 60 เท่ากับ 100.75 สูงขึ้น 1.55% เทียบกับเดือน ม.ค. 59 ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 28 เดือน นับจากเดือน ก.ย. 57 ที่สูงขึ้น 1.75% และเมื่อเมื่อเทียบ เดือน ธ.ค. 59 สูงขึ้น 0.16%

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อขยายตัวเป็นบวก เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น 1.53% สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ ผักและผลไม้ เครื่องประกอบอาหาร อาหารบริโภคนอกบ้าน ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1.55% สินค้าสำคัญราคาสูงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกเป็นรายการสินค้า 422 รายการ พบว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น 139 รายการ เช่น นมสด กะทิสำเร็จรูป มะพร้าวแห้งและขูด ข้าวผัด ข้าวราดแกง ค่าเช่าบ้าน ผงซักฟอก แป้งทาผิวกาย น้ำมัน สินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 199 รายการ และสินค้าราคาลดลง 84 รายการ

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 1 คาดว่า จะอยู่ที่ 1.77% ซึ่งเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ในช่วงขาขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นการบอกทิศทางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สูงจนน่ากังวล

“แม้เงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ในช่วงขาขึ้น ก็ไม่อยากให้ประชาชนกังวล เพราะการปรับขึ้นไม่ได้เพิ่มอย่างรวดเร็ว และยังอยู่ในระดับตามเป้าหมาย แต่การที่น้ำมันดิบขยับราคา จะมีเรื่องของราคาสินค้าปรับขึ้นตามมา ซึ่งจะรายงานให้ รมว.พาณิชย์ และ รมช.พาณิชย์ ติดตามราคาสินค้าอย่างเข้มงวด แต่คงไม่ได้มุ่งที่จะไม่ให้ขึ้นเลย ต้องดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม สำหรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 60 ยังคงคาดการณ์ว่าทั้งปีจะขยายตัว 1.5-2.0%”

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.นี้ ได้เปลี่ยนปีฐานคำนวณเงินเฟ้อใหม่ โดยใช้ฐานปี 58 จากเดิมที่ใช้ฐานปี 54 ซึ่งได้ปรับปรุงรายการสินค้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อลดลงเหลือ 422 รายการ จากเดิม 450 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสินค้าที่มีการเพิ่มขึ้นใหม่มี 23 รายการ เช่น ส้มตำ เพราะปัจจุบันมีการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนต่อเดือนอยู่ที่ 61.74 บาท หรือคิดเป็นน้ำหนักในการคำนวณเงินเฟ้อ 0.31% ของน้ำหนักรวม

น้ำปั่นผลไม้/ผัก มีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนต่อเดือน 15 บาท คิดเป็นน้ำหนัก 0.08% และยังได้เพิ่มน้ำหนักการคำนวณสินค้าที่มีอยู่แล้ว เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะผู้บริโภคใช้จ่ายสูงขึ้น อย่างค่าอินเทอร์เน็ต รายจ่ายเพิ่มขึ้นมาเป็น 205.18 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน จากปี 54 ที่มีค่าใช้จ่าย 92.20 บาท

ด้าน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่เงินเฟ้อเดือน ม.ค. 60 ขยายตัวสูงสุดรอบ 28 เดือน และคาดว่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจ แสดงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว แต่อีกขาหนึ่งคือ ราคาสินค้าก็อาจจะขยับตาม ซึ่งกระทรวงฯ จะติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคาขายสินค้าสะท้อนกับต้นทุนที่เป็นจริง

 

บลจ.บัวหลวง มองเทรนด์ดิจิตอลมาแรง ปั้นกองทุนลุยเทคโนโลยี-อินโนเวชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 13:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848705


บลจ.บัวหลวง ชี้ดิจิตอลเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของโลก พร้อมมองธุรกิจประเภทนี้ยังมีความน่าสนใจ เล็งปั้นกองทุนลุยลงทุนอินโนเวชั่นและเทคโนโลยีเร็วๆ นี้

เมื่อวันที่ 1 ก.พ.60 นายพีรพงศ์ จิระเสวีจินดา กรรมการผู้จัดการ และ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) บัวหลวง จำกัด กล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคความเป็นเมือง (Urbanization) ทำให้ชุมชนต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ กระแสที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน มีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือ เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ๆ และการเชื่อมต่อออนไลน์ ซึ่งเริ่มส่งผลอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบัน

ทั้งนี้ เราได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอล (Digitalization) หรือที่เรียกว่าเป็นยุคสมัย The Era of Now ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและอินโนเวชั่นใหม่ๆ อย่างเต็มรูปแบบ และได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก

นายพีรพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 38 ล้านคน หรือเกินครึ่งหนึ่งสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านโทรศัพท์มือถือถึง 34 ล้านคน ซึ่งเทคโนโลยีที่สัมพันธ์กับอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทย มีสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน แทบจะทุกอุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังเป็นตัวที่ช่วยขจัดความไม่มีประสิทธิภาพของธุรกิจแบบดั้งเดิม เกิดช่องทางธุรกิจใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการลดต้นทุนของกิจการ สื่อออนไลน์ที่พาผู้ซื้อและผู้ขายมาเจอกันโดยตรง สุดท้ายผู้บริโภคจะเป็นคนที่ได้รับประโยชน์โดยตรง

ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอินโนเวชั่นต่างๆ ธุรกิจที่ไม่ยอมหยุดนิ่งรู้จักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ จึงเป็นกิจการที่น่าสนใจ โดยเร็วๆ นี้ บลจ.บัวหลวงมีแผนที่จะนำเสนอกองทุน B-INNOTECH ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและอินโนเวชั่นเร็วๆ นี้

 

คริสปี้ ครีม เปิดตัว ‘วาเลนไทน์ โดนัท’ พร้อมสื่อทุกความรู้สึกแทนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 12:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848685


คริสปี้ ครีม พร้อมส่งต่อความอร่อย สื่อทุกความรู้สึกถึงคนรัก เปิดตัว “วาเลนไทน์ โดนัท” 4 แบบแทนใจ จำหน่ายในราคาชิ้นละ 35 บาท แบบกล่อง 12 ชิ้น 296 บาท ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 ก.พ.

วันที่ 1 ก.พ. 60 คริสปี้ ครีม เปิดตัว “วาเลนไทน์ โดนัท” สื่อทุกความรู้สึกถึงคนรักด้วยโดนัทช็อกโกแลตรูปหัวใจ เริ่มด้วย “ช็อกโกแลต โคโค่นัท” โดนัทเคลือบดาร์กช็อกโกแลต สอดไส้โคโค่นัทครีม ตกแต่งหน้าด้วยบาริสต้า สวีท คลิปส์ และพาลีน โคโค่นัท ต่อด้วย “ช็อกโกแลต บานาน่า” โดนัทสอดไส้บานาน่าครีม เนียนหอมละมุน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความอร่อยแบบหวานซ่อนเปรี้ยว ไม่ควรพลาด “ช็อกโกแลต ราสเบอร์รี่” แต่งหน้าด้วยช็อกโกแลตสีม่วง สอดไส้ราสเบอร์รี่ครีม และปิดท้ายด้วย “ช็อกโกแลต ออเร้นจ์” การผสมผสานอย่างลงตัวของดาร์กช็อกโกแลต และไส้ครีมรสส้ม

ทั้งนี้ สามารถส่งต่อความสุขและความอร่อยถึงคนที่รักผ่าน วาเลนไทน์ โดนัท ในราคาชิ้นละ 35 บาท และแบบกล่อง 12 ชิ้น ในราคา 296 บาท ตั้งแต่วันที่ 1-28 ก.พ. หรือสามารถติดตามความเคลื่อนไหวคริสปี้ ครีม ได้ที่ www.facebook.com/krispykremethailandfanpage หรือ #Krispykremethailand

 

ข่าวลือ! ไบรท์ ทีวีปลดพนักงาน 24 คนเหตุมาสาย ไม่จริง ยันเลิกจ้างแค่ 3

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 11:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848644


กระทรวงแรงงาน เข้าตรวจสอบข่าวลือ ไบรท์ ทีวี ปลดพนักงาน 24 คน เหตุมาสาย ผอ.สถานียืนยันเลิกจ้างแค่ 3 คน จ่ายชดเชยตามกฎหมาย เผยพบพนักงานมาสายบ่อยจริง ประมาณ 100 คน แต่ยังไม่ถึงขั้นถูกปลด…

วันที่ 1 ก.พ. 60 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า กรณีมีข่าวว่า สถานีโทรทัศน์ไบรท์ ทีวี ช่อง 20 ปลดพนักงาน 24 คน เป็นพนักงานฝ่ายข่าว 21 คน และอื่นๆ 3 คน โดยให้เหตุผลมาสายเกิน 12 ครั้งต่อปี เมื่อวันที่ 31 ม.ค. พนักงานตรวจแรงงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดนนทบุรี ได้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า สถานีโทรทัศน์ไบรท์ ทีวี มีพนักงาน 265 คน ชาย 159 คน หญิง 106 คน มี น.ส.วรวีร์ วูวนิช เป็น ผอ.สถานี ได้ให้การยืนยันว่า มีการเลิกจ้างพนักงาน 3 คนจริง คือบรรณาธิการข่าว และโปรดิวเซอร์ เนื่องจากมีการปรับโครงสร้าง และได้จ่ายสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ส่วนอีก 21 คนไม่มีการเลิกจ้างตามที่เป็นข่าว

นายสุเมธ กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ไบรท์ ทีวี มีสถิติการลาออกของพนักงานโดยเฉลี่ย 4 ถึง 10 คนต่อเดือน และรับสมัครพนักงานใหม่เข้ามาทำงานโดยเฉลี่ย 5 ถึง 7 คนต่อเดือน ส่วนใหญ่พนักงานที่ลาออกจะเป็นพนักงานใหม่ อายุงานไม่ถึงปี ด้วยเหตุได้งานใหม่ และต้องการไปหาประสบการณ์

“แต่จะมีพนักงานบางส่วนเกือบ 100 คนมาสายบ่อยครั้ง ทางสถานีได้มีการตักเตือนด้วยวาจา และเป็นหนังสือตามขั้นตอนการลงโทษทางวินัยตามระเบียบข้อบังคับในการทำงาน แต่ยังไม่ถึงขั้นเลิกจ้าง สภาพการจ้างการทำงาน อยู่ในระดับปกติ ไม่มีการค้างจ่ายค่าจ้างหรือลดจำนวนพนักงาน”.