อวสานตำนานฮัลโหลทีทีแอนด์ที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849185


นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้รับแจ้งจากบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับ บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ในเขตภูมิภาค ว่า ในวันที่ 28 ก.พ.นี้ ทีโอทีจะเป็นผู้ให้บริการแทนทีทีแอนด์ทีทั้งหมด โดยผู้ใช้บริการยังคงสามารถใช้บริการได้ต่อไป อีกทั้งสามารถขอโอนเลขหมาย ย้ายเลขหมาย ขอระงับการใช้ชั่วคราว ขอชำระค่าบริการโดยหักผ่านบัญชีธนาคาร ขอยกเลิกการชำระค่าบริการโดยหักผ่านบัญชีธนาคาร หรือบริการอื่นๆ ตามความประสงค์ของผู้ใช้บริการ รวมทั้งหากไม่ประสงค์ใช้บริการต่อ ก็สามารถยกเลิกบริการได้ โดยปัจจุบันยังคงมีผู้ใช้บริการราว 480,000 เลขหมาย

ทั้งนี้ ในส่วนของการรับชำระเงิน ผู้ใช้บริการสามารถจ่ายค่าบริการผ่านระบบ POS Just Pay Counter Service ได้ตามปกติ หากผู้ใช้บริการมีปัญหา สามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงาน กสทช. หรือโทร.ฟรีที่หมายเลข 1200

สำหรับทีทีแอนด์ทีนั้น ได้ทำสัญญาสัมปทานกับทีโอที เพื่อให้บริการโทรศัพท์ประจำที่ในเขตภูมิภาคแบบเบ็ดเสร็จ จำนวน 1.5 ล้านเลขหมาย โดยได้รับส่วนแบ่งรายได้และค่าจ้างเป็นการตอบแทน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ทีทีแอนด์ที เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2559 ดังนั้น ทีโอทีจึงได้ดำเนินการเพื่อเป็นผู้ให้บริการแทนทั้งหมด.

 

ททท.จ่อชูอิหร่านศูนย์กลางท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849184


นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เตรียมเดินทางร่วมกับคณะของนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อไปลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อส่งเสริมและแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวร่วมกัน โดย ททท.ที่รับผิดชอบด้านการตลาด วิเคราะห์ศักยภาพของอิหร่านมีโอกาสกลายเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ของภูมิภาคตะวันออกกลางในแง่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยสูงสุดในอนาคต โดยเป็นการย้ายฐานจากเดิมมีสำนักงาน ททท.ตั้งอยู่ที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ทำหน้าที่ดูแลตลาดครอบคลุมทั้งภูมิภาค แต่ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นการเติบโตชะลอลง เพราะตลาดเริ่มอิ่มตัวมากขึ้น สังเกตได้จากอัตราขยายตัวปี 2559 ที่อยู่ราว 2-3% เท่านั้น ประกอบกับมีฐานประชากรในประเทศทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน (Expat) เพียง 9 ล้านคนเท่านั้น จึงมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณนักท่องเที่ยว

ขณะที่อิหร่านที่แนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง หลังจากที่ไม่มีอุปสรรคเรื่องนโยบายคว่ำบาตร นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยได้มากขึ้น เพราะมีทั้งสายการบินมาฮาน แอร์ ซึ่งเป็นสายการบินเอกชนจากอิหร่าน และการบินไทยที่บินตรงสู่เตหะราน และจุดเด่นที่สุดคือฐานประชากรกว่า 80 ล้านคน ทำให้มีโอกาสขยายการเติบโตอีกมาก เพราะจากสถิติในปี 2559 ยังเดินทางมาไทยราว 1 แสนกว่าคนเท่านั้น แต่อัตราเติบโตกว่า 29-30% ซึ่งหากยังรักษาระดับนี้ต่อไปได้เชื่อว่าในอีก 2-3 ปี จะมีชาวอิหร่านมาเที่ยวไทยเพิ่มแตะ 2 แสนคน หรือเติบโตเร็วเป็นเท่าตัวได้แน่นอน ส่วนเป้าหมายในปี 2560 สำหรับตลาดตะวันออกกลางทั้งภูมิภาค คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวขยายตัวได้ 11% โดยประเมินวันพักเฉลี่ยอยู่ที่ราว 11 วัน/ทริป.

 

ซ้ำรอยไม่รู้จบ! ใครคือไอ้โม่งลึกลับ รื้อกระเป๋ากระจุย ฉกทรัพย์โหลดใต้เครื่องบิน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848026


เดินทางหรูบินอย่างนก โดนฉกของมีค่า
โถอุตส่าห์ไว้วางใจ ซุกใส่ทรัพย์โหลดใต้เครื่อง
โอ้โหแสนขุ่นเคือง สมบัติอันลือเลื่องฉันหายไป!

ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่คราที่ข่าวจำพวก “ผู้โดยสารโหลดกระเป๋าใต้เครื่อง เจอหัวขโมยแสบ ฉกทรัพย์สูญหลายแสน” หรือ “ไล่จับขบวนการล้วงตับขโมยสัมภาระ” จะปรากฏอยู่บนหน้าสื่อต่างๆ ให้เราได้พบได้เห็น พร้อมๆ กับทอดถอนหายใจกันอยู่บ่อยครั้ง…

แม้ว่าหลายต่อหลายคนอาจจะออกมาติติงผู้โดยสารดวงซวยคนนั้นๆ ให้พึงตระหนักไว้ว่า เมื่อคุณขึ้นเครื่องบิน คุณไม่ควรนำทรัพย์สินมีค่าโหลดใต้ท้องเครื่อง เพราะนั่นเท่ากับว่า สมบัติที่คุณรักจะต้องผ่านมือพนักงานที่มีทั้งดีและร้ายปะปนกัน

อย่างที่ นายอิทธิพล บุญอารีย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสนามบินเกาะสมุย ได้กล่าวเอาไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากมีกรณี เจ้าของ รร.เกาะพะงันโวย โหลดกระเป๋าเข้า กทม. ของมีค่าหาย 3 แสน! โดยผอ.สนามบินสมุย ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวเอาไว้ว่า “ตามปกติแล้ว ทางสนามบินได้แจ้งต่อผู้โดยสารที่จะเดินทางให้ทราบอยู่แล้วว่า ห้ามนำทรัพย์สินมีค่าใส่กระเป๋าเดินทางที่จะต้องโหลดใต้ท้องเครื่องบิน เพราะมีโอกาสที่จะผ่านมือพนักงานหลายขั้นตอน

กระนั้น “สนามบิน” สถานที่อันเป็นเสมือนปราการด่านแรก หรือเป็นหน้าตาของประเทศชาติ
กลับมีหัวขโมยที่พร้อมจะฉกฉวยทรัพย์สินมีค่าของคุณอยู่ทุกขณะ
คำถาม คือ ควรแล้วหรือ?

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอย้อนความหลัง นั่งเล่าเรื่องเมื่อ (หลาย) ครั้งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตกเป็นเหยื่อแก๊งฉกทรัพย์สนามบิน

ฉีกหน้า ทอท. สั่งหาไอ้โม่งฉกกระเป๋าสุวรรณภูมิ

เมื่อกลางปี 2551 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.กระทรวงคมนาคมในสมัยนั้น เกิดอาการหัวร้อนอย่างแรง หลังพบว่า กระเป๋าสัมภาระของผู้ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิที่นำไปโหลดใต้ท้องเครื่องบินนั้น ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย จนทำให้ทรัพย์สินมีค่าภายในกระเป๋าอันตรธานไป ด้วยเหตุนี้ รมช.กระทรวงคมนาคม จึงสั่งการเร่งด่วนให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้อง เพราะทาง รมช.กระทรวงคมนาคม มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว มีการทำกันเป็นขบวนการ และต้องมีการรู้เห็นจากหลายฝ่าย

โดยเหตุการณ์ครั้งนี้มีจุดน่าสังเกตอยู่ตรงที่ “ทำไมกระเป๋าทุกใบที่ถูกรื้อค้นถึงเป็นกระเป๋าที่มีทรัพย์สินมีค่า กระเป๋าใบอื่นๆ ที่มีแต่เสื้อผ้ากลับไม่ถูกรื้อ?” จากข้อสังเกตข้างต้น จึงทำให้คาดการณ์ไปได้ว่า คนร้ายอาจจะเป็นพนักงานภายในสนามบิน เนื่องจากพนักงานจะมีโอกาสได้เห็นทรัพย์สินของผู้โดยสารผ่านเครื่องเอกซเรย์

“ความบกพร่องที่เกิดขึ้น ยอมรับว่า กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว และเรื่องนี้จะต้องถูกตรวจสอบ เพื่อหาคนรับผิดชอบให้ได้” นายทรงศักดิ์ รมช.กระทรวงคมนาคม ลั่นวาจาผ่านสื่อ

จากนั้น พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ณ ขณะนั้น ได้ออกมาให้ความชัดเจนอีกครั้งว่า บริษัทสายการบินแห่งหนึ่ง ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งดำเนินการขนกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งการกระทำดังกล่าว อาจเป็นฝีมือของพนักงานบริษัทเอกชนที่ถูกว่าจ้าง ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งที่สอง ทั้งสองบริษัทจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และ ทอท.อาจต้องทบทวนสัญญา เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่บกพร่องทางหน้าที่

คณะรัฐมนตรี โดนล้วงคองูเห่า ถูกรื้อกระเป๋าฉกเงิน!

เหตุการณ์ฉกทรัพย์กลางสนามบินครั้งนี้ เรียกได้ว่า ฉกไม่ดูตาม้าตาเรือ เพราะดันไปฉกทรัพย์สินของคณะของรัฐมนตรีเข้าให้ โดยในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ปี 2551 มีข่าวหลุดรั่วออกมาว่า คณะของรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช มีกำหนดการออกเดินทางไปเมืองมาเก๊า แต่เจ้ากรรม กระเป๋าสัมภาระของชาวคณะฯ ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย เงินสด เครื่องประดับ และกล้องถ่ายรูปได้หายไป ซึ่งมารู้ตัวกันอีกก็ตอนเดินทางไปถึงประเทศปลายทางเสียแล้ว

จากนั้น นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ ณ ขณะนั้น ต้องออกโรงกล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงข่าวลือดังกล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้ที่กระทำผิดในคดีขโมยสัมภาระของผู้โดยสารได้ 5 ราย ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนเพื่อขยายผลอยู่ และ ทอท.ได้แจ้งให้ตัวแทนสายการบินและบริษัทที่มอบหมายให้ขนสัมภาระ ว่า ควรดูแลพนักงานของตัวเองให้ดี เพราะหากจับได้ว่ามีพนักงานของบริษัทใดกระทำการดังกล่าว อาจจะมีการขึ้นบัญชีดำบริษัทนั้นๆ ก็เป็นได้

ลากคอยกแก๊งพนักงานขนสัมภาระ รวมหัวขโมยของมีค่า

จากนั้นไม่นาน ในปี 2552 ข่าวงัดกระเป๋าเดินทางนักท่องเที่ยวกลับมาเป็นข่าวดังกระฉ่อนอีกครั้ง หลังจากตำรวจท่องเที่ยวได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้โดยสารถล่มทลาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรที่ไหน “ทรัพย์สินในกระเป๋าสัมภาระสูญหาย” โดยผู้เสียหายรายล่าสุดที่เข้ามาร้องเรียน ณ ขณะนั้น ก็คือ นายโมฮัมเหม็ด อูมาร์ ชาวกาตาร์ เข้าร้องทุกข์กับตำรวจท่องเที่ยวและเข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.ราชาเทวะ ว่า กระเป๋าเดินทางถูกเปิดและมีทรัพย์สินสูญหายไปหลายรายการ

ณ เวลานั้น ตำรวจท่องเที่ยวเอาจริงเอาจังในการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่า ผู้ก่อเหตุ คือ พนักงาน 3 คนที่ทำหน้าที่ขนกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การว่า ทั้ง 3 ได้ลงมือลักทรัพย์กระเป๋าเดินทางที่ลำเลียงใส่ตู้สัมภาระที่จะนำไปโหลดขึ้นเครื่องบิน โดยจะเปิดกระเป๋าทุกใบที่มีกุญแจล็อก และใช้อุปกรณ์ที่คล้องเอวสอดเข้าไปในกุญแจแล้วบิดให้หลุด หรือถ้าเป็นกุญแจแบบมีรหัสล็อกอย่างบาง ก็จะใช้มือบิดจนหลุดแล้วรื้อค้นเอาทรัพย์สินมีค่า

นอกจากนี้ ยังใช้วิธีเอาปากกาแทงเข้าไปในซิปแล้วเปิดอ้าออก เมื่อได้ทรัพย์สินแล้ว จะซุกซ่อนไว้ตามเป้ากางเกงหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายออกมา หลังเลิกงานก็จะนำไปขายเพื่อนำเงินมาแบ่งกัน และการก่อเหตุครั้งนี้ มิใช่ครั้งแรก แต่ได้ทำกันมาแล้วหลายครั้งจนถูกจับกุมในที่สุด

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำรอยมาหลายต่อหลายครั้ง
จนมาถึงกรณีล่าสุด
เจ้าของ รร.เกาะพะงันโวย โหลดกระเป๋าเข้า กทม. ของมีค่าหาย 3 แสน!

โดย นางโสภิตา ฟุจิวาระ อายุ 45 ปี เจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่เธอเดินทางจากสนามบินเกาะสมุย ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมินั้น (17 ม.ค.) เธอได้นำกระเป๋าเดินทางติดตัวไป 1 ใบ ภายในมีกระเป๋าใบเล็กสำหรับใส่ทรัพย์สิน ประกอบด้วย แหวนเพชร 3 วง แหวนทองหนัก 1 สลึง 1 วง สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท 1 เส้น และพลอยพญานาค 1 เม็ด มูลค่ารวมประมาณ 3 แสนบาท

ภายหลังจากที่ นางโสภิตาเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิเป็นที่เรียบร้อย เธอได้เดินทางต่อไปที่พัก แต่เมื่อเปิดกระเป๋าออกมาดูปรากฏว่า กระเป๋าใส่ทองมีร่องรอยถูกรื้อค้น จนภายหลังได้มาทราบว่า ทรัพย์สินภายในกระเป๋าสูญหายไปหลายรายการ เธอจึงรีบเดินทางกลับไปที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำสนามบินทันที

กระทั่งวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำสนามบินเกาะสมุย แจ้งว่า รู้ตัวผู้ก่อเหตุแล้ว คือ นายอิบริเฮม ฮะ อายุ 34 ปี เป็นคนรื้อเอาทรัพย์สินไปขาย โดยชายผู้นี้เป็นเจ้าหน้าที่ขนย้ายกระเป๋าของบริษัทเอกชนที่รับจ้างจากสายการบินอีกทีหนึ่ง

ทั้งนี้ พนักงานบริษัทเอกชนคนดังกล่าว ได้นำสร้อยคอทองคำหนัก 5 บาทไปขายกับร้านทองแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย ได้รับเงินมา 90,500 บาท แต่นำมาคืนให้นางโสภิตาได้เพียง 31,000 บาท ส่วนแหวนเพชรอีก 3 วงนั้น พนักงานบริษัทเอกชนคนดังกล่าว ยังไม่ได้ขาย นางโสภิตาจึงได้คืนมา อย่างไรก็ตาม สำหรับทรัพย์สินที่เหลือนั้น เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามเพื่อนำมาคืน

ส่วนบริษัทสายการบินที่เธอเลือกใช้บริการ ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจงกับนางโสภิตาเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวว่า ทางสายการบินไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายใดๆ ได้ เนื่องจากเป็นความผิดพลาดที่มาจากการลำเลียงกระเป๋า

ทำไมถึงโหลดทรัพย์สินไว้ใต้เครื่อง ทำไมถึงไม่พกขึ้นไปบนเครื่องบินด้วย? ผู้สื่อข่าวถาม โสภิตา ฟุจิวาระ ถึงประเด็นที่คนในสังคมพร้อมใจกันตั้งคำถามกับเธอ

“วันนั้น เราเดินทางคนเดียว เรามีกระเป๋าเดินทางแบบลาก 1 ใบ กระเป๋าสะพาย 1 ใบ ซึ่งในกระเป๋าสะพายมีเงินสด ส่วนในกระเป๋าเดินทางมีทรัพย์สินใส่เอาไว้ในกระเป๋าเล็กๆ อีกทีหนึ่ง และเราใส่กระเป๋าเล็กๆ ใบนี้ไว้ตรงก้นกระเป๋าตรงที่ลึกที่สุด แต่พอมาถึงกรุงเทพฯ กระเป๋าใบเล็กเปิดอยู่ และไปอยู่ด้านบนสุดของกระเป๋าเดินทาง มิหนำซ้ำ ตลับทองถูกเปิดออกมากระจุยกระจาย ด้วยความที่ กระเป๋ามันห่างจากตัวเราแค่ 50 นาทีเอง เราเลยไม่ได้คิดมันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่โอเค เรายอมรับผิดนะ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครเขาทำ โสภิตา ตอบคำถามของเราอย่างตรงไปตรงมา

“แม้ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำสนามบินเกาะสมุยจะรู้ตัวผู้กระทำผิดแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวคนๆ นั้นได้ โดยให้เหตุผลว่า กฎหมายไม่ได้เอื้ออำนวยให้ตำรวจจับกุมตัวเขาได้ และทางตำรวจสุวรรณภูมิต้องประสานมาทางตำรวจสมุยก่อน ถึงจะจับได้ เพราะฉะนั้น พี่ต้องเดินทางไปให้ปากคำ พร้อมให้หลักฐานเพิ่มเติมที่สุวรรณภูมิก่อน โอ๊ย ตลกมาก” นางโสภิตา ผู้เสียหาย กล่าว

ขณะที่ ร.ต.อ.สิทธิพงษ์ ปานไทยสงค์ พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า “แม้จะรู้ตัวคนร้ายแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ เพราะต้องรอสอบปากคำ และรวบรวมพยานหลักฐานจากคุณโสภิตาก่อน จากนั้น ก็จะขอหมายศาล แต่ถ้าเกิดกรณีคนร้ายหลบหนี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะขอให้ศาลออกหมายจับ”

“อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง”
สุภาษิตไทย ยังใช้ได้ดีเสมอ…

“ซีพีเอ็น” ลุยพลิกโฉมศูนย์การค้า ชูจุดเด่นแลนด์มาร์กแห่งเทศกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849174


นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น เปิดเผยว่า ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงปลายปีต่อเนื่องจากเทศกาลปีใหม่ บวกกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งปลายปีของรัฐบาล มีส่วนช่วยฟื้นบรรยากาศการช็อปปิ้งให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ซึ่งส่งผลต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะศูนย์การค้าที่ต่างทุ่มงบประมาณจัดงานใหญ่ เพื่อแย่งชิงยอดขายในช่วงต้นปี

ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทก็ลงทุนพลิกโฉมศูนย์การค้าใหม่ ทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซา และเซ็นทรัลเฟสติวัล ทั้ง 30 สาขา ให้มีรูปโฉมที่เปรียบเสมือนแลนด์มาร์กแห่งงานเทศกาลต่างๆ อาทิ ช่วงงานคริสต์มาส งานเคาต์ดาวน์ปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน และเทศกาลวาเลนไทน์ เป็นต้น ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าการพลิกโฉมในครั้งนี้จะสามารถส่งต่อความตั้งใจให้กับคนไทยและนักท่องเที่ยวในแต่ละจังหวัดได้อย่างมีสีสัน งดงามที่สุด อีกทั้งยังจะช่วยทำให้ทุกเทศกาลเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของลูกค้าบริษัททุกคน

“ในส่วนตัวหวังว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะเหมือนดอกโบตั๋น สัญลักษณ์ของความสุข เกียรติยศ เงินทอง ความมั่งมีและโชคลาภที่ค่อยๆ ผลิบานสะพรั่งทั่วประเทศ”.

 

กระตุ้นพ่อค้าแม่ขาย พาณิชย์ฯลุย Mini MOC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848662


ทีม “Mini MOC” ในจังหวัดภาคใต้ …กำลังระดม

สรรพกำลังเข้าไปให้ความช่วยเหลือ “ประชาชน” และ “ผู้ประกอบการ” ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ด้านประชาชน…ได้ให้ความช่วยเหลือโดยประสานผู้ผลิตจำหน่ายสินค้า ที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมบ้านเรือนในราคาลดเป็นพิเศษ…สินค้าธงฟ้าราคาถูกกว่าท้องตลาด 20-40 เปอร์เซ็นต์

โดยมีบางรายการจัดโปรโมชั่นหั่นลดราคาพิเศษ เข้าไปจำหน่ายถึงที่

ขณะที่ตัวผู้ประกอบการได้มีการผ่อนผันในเรื่องการจดทะเบียนทางธุรกิจที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะสินค้าจีไอ…สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ถูกน้ำท่วม ได้ประสานห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก เพื่อนำสินค้าไปจำหน่ายให้ เพื่อบรรเทาผลกระทบ

คำว่า “Mini MOC” หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว แต่ไม่น้อยอาจจะสงสัยว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับเราๆท่านๆยังไง หรือจะได้ประโยชน์ หรือจะใช้บริการจาก Mini MOC ได้อย่างไร?

พลิกแฟ้มข้อมูล “Mini MOC” เป็นแผนการปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ของกระทรวงพาณิชย์โดยปรับรูปแบบการทำงานของสำนักงานในส่วนภูมิภาค ใช้วิธีการบูรณาการการบริหารแบบกลุ่มจังหวัด…รวมศูนย์เป็นพาณิชย์ภาค มีชื่อเรียกว่า…Mini MOC เพื่อยกระดับการทำงาน ให้ตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และเป็นผู้ขับเคลื่อน …พัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดได้เต็มศักยภาพ

สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจจังหวัด 4.0 ที่มุ่งเน้นการผลักดันเศรษฐกิจในระดับจังหวัดให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมี “Mini MOC” ในต่างจังหวัดรวม 7 แห่ง ได้แก่ ภาคที่ 1 มีอุดรธานีเป็นหัวหน้ากลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1…อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย หนองบัวลำภู กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2…นครพนม สกลนคร มุกดาหาร และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนกลาง …ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์

ภาคที่ 2 มีเชียงใหม่เป็นหัวหน้ากลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1…เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2…เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา

ภาคที่ 3 มีนครสวรรค์เป็นหัวหน้ากลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1…ตาก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2…นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร อุทัยธานี ภาคที่ 4 มีพระนครศรีอยุธยาเป็นหัวหน้ากลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 1…พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สระบุรี กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2…ลพบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท

กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1…นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2…เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร

ภาคที่ 5 มีนครราชสีมาเป็นหัวหน้ากลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1…นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2…อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ภาคที่ 6 มีจันทบุรีเป็นหัวหน้ากลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง…สระแก้ว สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก…จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ตราด

ภาคที่ 7 มีสุราษฎร์ธานีเป็นหัวหน้ากลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย…สุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน…ภูเก็ต ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน…สงขลา สตูล ปัตตานี นราธิวาส ยะลา

นโยบายรัฐบาลเน้นการกระตุ้น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค หลายๆหน่วยงานได้ปรับโครงสร้างการทำงาน เพื่อผลักดันนโยบายรัฐบาลให้ประสบความสำเร็จ กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นกันที่ปรับโฉมการทำงานครั้งใหญ่ ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมิติใหม่ในการทำงานของหน่วยงานราชการเลยก็ว่าได้

อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลักดัน “Mini MOC” บอกว่า ด้วยแนวคิดในการทำงาน ที่เน้น “ประสิทธิภาพ ฉับไว ใกล้ชิดประชาชน” จึงเป็นที่มาของการปรับโครงสร้างการทำงาน ในครั้งนี้ และยังมองถึงนโยบายของรัฐบาลที่มีทั้งแผนงาน 20 ปี แผนผลักดันประเทศไทย 4.0 กระทรวงฯ

ต้องย้ำให้เข้าใจกันอย่างชัดเจนเลยว่า…รูปแบบการทำงานของ Mini MOC ทั้ง 7 แห่ง จะมีบทบาทเช่นเดียวกันกับกระทรวงพาณิชย์ในส่วนกลาง

บทบาทสำคัญ คือ การให้บริการและกำกับดูแลธุรกิจการค้าซึ่งประชาชนสามารถใช้บริการจดทะเบียน…เอกสารต่างๆ การให้บริการข้อมูลตลาด การกำกับดูแลแก้ปัญหาสินค้าเกษตร การพัฒนาระบบโลจิสติกส์การค้า รวมถึงการกำกับดูแลค่าครองชีพ

“ประชาชนจะรู้สึกเหมือนกับว่ามีกระทรวงพาณิชย์อยู่ใกล้บ้าน มีปัญหา หรือต้องการความช่วยเหลือ ก็สามารถเดินเข้าไปปรึกษาได้เลย เรียกว่าสะดวกสบายมาก”

หัวใจสำคัญ “Mini MOC”…ยังจะต้องช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด โดยการนำจุดเด่นของสินค้าและบริการในแต่ละจังหวัดมาพัฒนา ผลักดันให้เป็นที่รู้จัก รวมทั้งหาจุดแข็งของแต่ละจังหวัด เพื่อมาพัฒนาต่อยอด เพราะบางจังหวัดสินค้าเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าภูมิปัญญา สินค้าหัตถกรรม เกษตรอินทรีย์ สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) หากส่งเสริมได้ถูกต้อง ก็จะยิ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

“บางจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ต้องหาทางพัฒนา…ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยหันไปทำธุรกิจ หรือทำมาค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะหากินอยู่แต่ในประเทศคงไม่เพียงพอแล้ว ต้องขยายออกไป”

ล่าสุดพาณิชย์ฯ ภาคที่ 1 ได้มีการขับเคลื่อนในเรื่องนี้แล้ว เพราะมีถึง 5 จังหวัดที่ติดชายแดนเพื่อนบ้าน คือ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และมุกดาหาร…ปัจจุบันมีมูลค่าการค้าชายแดนมากกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อีกมาก

ไม่เพียงแค่นั้น…พาณิชย์ภาคจะต้องเป็นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ ในการสื่อสาร ทำความเข้าใจกับประชาชน เกษตรกรในพื้นที่ ในประเด็นสำคัญๆต่างๆ ตั้งแต่การวางระบบติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตรเป็นรายตัว ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ผัก ผลไม้ตามฤดูกาลต่างๆ ที่จะออกสู่ตลาดตามฤดูกาลก็เริ่มต้นมาจากต่างจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมและมีมาตรการรับมือล่วงหน้า ก่อนที่จะมีปัญหาด้าน “ราคาตกต่ำ” เกิดขึ้น

อภิรดี บอกอีกว่า ส่วนในด้านค่าครองชีพ ก็ต้องมีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเป็นรายตัวติดตามทุกวัน เพื่อตรวจสอบดูว่ารายการไหนมีความเคลื่อนไหวด้านราคาผิดปกติ ก็จะได้มีแผนบริหารจัดการได้ทัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านค่าครองชีพกับประชาชน

สรุปได้ว่า…ทุกวันนี้ “Mini MOC” คือกระทรวงพาณิชย์แยกร่างกระจายไปอยู่ในทุกจังหวัด…ใกล้บ้าน สามารถใช้บริการ ได้ตลอดเวลา เอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ เกษตรกรยุคใหม่ ผู้ประกอบการชุมชน ร้านโชห่วย ทั่วประเทศไทยจะเกิดได้ง่าย มีโอกาสสำเร็จเห็นผลได้ชัดเจนมากขึ้น.

 

“แมคไทย” เชื่อเศรษฐกิจปีนี้สดใส รุกเปิดสาขาเพิ่มจับกลุ่มลูกค้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849162


นายเฮสเตอร์ ชิว ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้นำธุรกิจอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์แมคโดนัลด์ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทมุ่งขยายตลาดให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าใหม่ ด้วยจะเปิดสาขาใหม่จำนวน 20-25 สาขา ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งอีกหลายพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งในสาขาที่เปิดใหม่นี้จะเปิดเป็นบริการแบบไดรฟ์ ทรู จำนวนครึ่งหนึ่ง

“ในปีที่ผ่านมานับเป็นปีที่ยากลำบากทั้งในแง่ยอดขายและแผนการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ผมมีความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่น่าจะมีทิศทางที่ไปในทางบวก รวมถึงโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและบุคลากรของบริษัทที่มีความมุ่งมั่นในการทำงาน ก็จะส่งผลให้บริษัทเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้”

ทั้งนี้ บริษัทยังคงเน้นกลยุทธ์การสร้าง Engagement ของพนักงานผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร เพราะมองว่าการบริหารร้านที่ดีด้วยทีมงานที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างดีและการสร้างแรงจูงใจในการทำงานเป็นทีมนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจร้านอาหาร นอกจากการลงทุนในด้านบุคลากรแล้ว บริษัทยังลงทุนในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอที โดยการติดตั้งระบบชำระเงินแบบใหม่ (POS System) ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา

อีกทั้งยังได้ติดตั้งบริการรูปแบบต่างๆ (Initiatives) ของระบบการชำระเงินแบบใหม่นี้ เช่น Dual Point Service และ Self-Ordering Kiosk ในทุกร้านแมคโดนัลด์ที่เป็นแฟล็กชิพสโตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงให้บริการลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการประมวลผลยอดการทำธุรกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไปในอนาคต ปัจจุบันร้านแมคโดนัลด์ให้บริการลูกค้ามากกว่า 8 ล้านคนต่อเดือน.

 

บางกอกแอร์เวย์ส ปรับขึ้นค่าโดยสารเที่ยวบินในปท. 200 บ. ตามภาษีน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849054


สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เด้งรับปรับราคาบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศ ทันที 200 บาท/คน/เที่ยว สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินและน้ำมันหล่อลื่น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลวันที่ 25 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ทางสายการบินฯ มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น ทางฝ่ายสื่อสารองค์กรของ สายการบินบางกอกแอร์เวย์สแจ้งว่า ทางสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเพิ่มราคาบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศทุกเส้นทาง ในอัตราเที่ยวบินละ 200 บาทต่อคน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป

 

ทางหลวงชนบท เผยบายพาสเลี่ยงเมืองชัยนาท คืบกว่า 51% คาดแล้วเสร็จปี 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 17:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848965


ทางหลวงชนบท เผย ถนนสาย ฉ และ ค ผังเมืองรวมเมืองชัยนาท คืบหน้ากว่า 51% คาดแล้วเสร็จปี 61 ช่วยแก้ปัญหาจราจรติดขัด รองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต …

วันที่ 1 ก.พ. 60 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า ปัจจุบันตัวเมืองชัยนาทซึ่งเป็นสถานที่ราชการผ่านธุรกิจการค้าจะตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออก โดยมีเส้นทางคมนาคม สายหลักเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 (สุพรรณบุรี-ชัยนาท) ซึ่งมีสะพานข้ามแม่น้ำเชื่อม 2 ฝั่งชุมชนผ่านเขตเมืองไปบรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) เพียงแห่งเดียว ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการคมนาคมขนส่ง เกิดปัญหาการจราจรติดขัด บริเวณจุดตัดทางแยกของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 และถนนพหลโยธินในเขตตัวเมือง

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมทางหลวงชนบท จึงได้ดำเนินการสำรวจออกแบบและเวนคืนฯ เพื่อก่อสร้างถนนสาย ฉ และ ค ผังเมืองรวมเมืองชัยนาท จ.ชัยนาท ที่เป็นโครงข่ายคมนาคมขนส่งทางเลือกใหม่ เพื่อการเชื่อมต่อชุมชน 2 ฝั่งแม่น้ำ เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง แก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด และรองรับความเจริญเติบโตของเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว มีจุดเริ่มต้นที่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 311 (ลพบุรี-ชัยนาท) กม.ที่ 84+242 ด้านซ้ายทางเยื้องกับซอยบ้านกล้วย 37 เขตตำบลบ้านกล้วย แนวก่อสร้างไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตัดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 340 กม.ที่ 163+025 และข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณใกล้ถนนเทศบาล 6 ผ่านเทศบาลสัมพันธ์ไปสิ้นสุดโครงการ โดยบรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3183 (ชัยนาท-วัดสิงห์) กม.ที่ 8+375 ด้านขวาทาง เขตตำบลท่าชัย ระยะทางรวมทั้งสิ้น 3.564 กิโลเมตร

การก่อสร้างเป็นถนนผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีต ขนาด 4 ช่องจราจร พร้อมสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแบบ Balance Cantilever คู่ขนาน 1 แห่ง รวม 4 ช่องจราจร ความยาวสะพาน 574 เมตร (กม.ที่ 2+573 ถึง กม.ที่ 3+147) รวมถึง ระบบระบายน้ำ สิ่งอำนวยความปลอดภัย

ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 51% โดยเป็นงบผูกพันตั้งแต่ปี 2558 ถึง 2561 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 498.760 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปี 2561

 

พณ.เตรียมร่วมคณะ ‘สมคิด’ ถกความร่วมมือเมียนมา ขยายการค้า-ลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 ก.พ. 2560 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848950


พาณิชย์ เตรียมเดินทางร่วมคณะ “สมคิด” 2-3 ก.พ.นี้ ถกความร่วมมือเมียนมา เพื่อขยายการค้า-การลงทุน เชื่อมั่น ช่วยตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น …

วันที่ 1 ก.พ. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมคณะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 2-3 ก.พ.นี้ ณ กรุงเนปิดอว์ และเมืองย่างกุ้ง โดยจะเยี่ยมคารวะนายติน จ่อ ประธานาธิบดี และหารือกับนางอองซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ เพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ได้นำนักธุรกิจรายสำคัญ 22 ราย จากสาขาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เกษตรอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสื่อสารและนวัตกรรม สาธารณูปโภค พลังงาน ค้าปลีก อุปโภคบริโภค การเงิน ธุรกิจบริการ และการศึกษา เป็นต้น เข้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ และเอกชนระดับใหญ่ของเมียนมา เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า และการลงทุนในภาคส่วนธุรกิจที่จะเกื้อกูลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ และเชื่อมโยง CLMVT กับจีน เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และภูมิภาคอื่นของโลก

พร้อมกันนั้น ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายไทยและเมียนมา จะร่วมกันเป็นสักขีพยาน การลงนามความร่วมมือระหว่างภาครัฐต่อรัฐ และเอกชนต่อเอกชน โดยในส่วนของเอกชนมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กว่า 15 ฉบับ ครอบคลุมธุรกิจบริการและการลงทุนที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ งานวิจัย เช่น พลังงาน การแพทย์ สื่อโทรทัศน์ ธนาคาร อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมน้ำตาล เป็นต้น โดยไทยให้ความช่วยเหลือและให้ความร่วมมือกับเมียนมาในการพัฒนาผู้ประกอบการ พัฒนาภาคการผลิต สาธารณูปโภค การสื่อสาร เป็นต้น

”เอ็มโอยู ที่จะลงนามครั้งนี้ เช่น เอ็มโอยูเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการทำธุรกิจให้กับเอสเอ็มอี เมียนมา โดยธนาคารกสิกรไทยร่วมกับสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของเมียนมา จัดอบรมวางรากฐานความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งเงินลงทุนจากธนาคารในอนาคต, เอ็มโอยูด้านการอำนวยความสะดวกแก่ชาวเมียนมาในการส่งเงินกลับบ้าน ระหว่างธนาคารรัฐเมียนมา และธนาคารกรุงไทย เพื่อช่วยเหลือแรงงานเมียนมาที่ทำงานในไทย, เอ็มโอยูเพื่อการร่วมทุนสร้างโรงงานถุงพลาสติกที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมา ระหว่าง Thai plastic bags industry กับ HMWE Plastic Bag Enterprise ของเมียนมา เป็นต้น”

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดหารือความร่วมมือระหว่างนักธุรกิจจากไทย ผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนในเมียนมา และสมาชิกหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมา ภายใต้กิจกรรม Thailand-Myanmar Business Cooperation ณ เมืองย่างกุ้ง ซึ่งจะช่วยกระชับความสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในเมียนมา และยังหารือ 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และพลังงาน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคและหาแนวทางร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

”ในการเยือนเมียนมาครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์การค้าไทย-เมียนมา อย่างแน่นแฟ้น สร้างความเชื่อมั่นและความจริงใจต่อเมียนมาว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนกับเมียนมาต่อไป” นางอภิรดี กล่าว.

 

บางจากฯ บรรเทาทุกข์เจ้าของปั๊ม-ลูกค้าภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 1 ก.พ. 2560 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/848984


นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยทางภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา มีสถานีบริการน้ำมันบางจากได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 6 แห่ง ในพื้นที่ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พัทลุง ตรัง และประจวบคีรีขันธ์

บริษัท บางจากฯ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่เข้าช่วยดูแลปรับปรุงซ่อมแซมอุปกรณ์ในสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับความเสียหาย และตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าบางจาก รวมทั้งได้นำถุงยังชีพและน้ำดื่มที่ได้รับบริจาคจากลูกค้าบางจาก มอบให้กับผู้ประสบภัยโดยรอบสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว และในพื้นที่ประสบภัยอื่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการประสบอุทกภัย

โดยปัจจุบันสถานีบริการน้ำมันบางจากทั้ง 6 แห่ง พร้อมเปิดให้บริการแล้ว ทั้งยังจัดรายการส่งเสริมการขายในปั๊มบางจากเขตภาคใต้ เพื่อให้คู่ค้าและลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมในพื้นที่อีกด้วย.