บางกอกแอร์เวย์สจะจัดงานเปิดตัวรายการวิ่ง “Bangkok Airways Boutique Series 2017”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 2 ก.พ. 2560 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849582


สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส โดยนายพรต เสตสุวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนการตลาด และบริษัท ทีละก้าว จำกัด โดยนายพีรดนย์ สุขสวัสดิ์ ผู้อำนวยการการแข่งขัน จะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายการวิ่ง “Bangkok Airways Boutique Series 2017” ซึ่งเป็นการจัดแข่งขันวิ่งครั้งแรกของสายการบินฯ โดยมีทั้งหมด 6 รายการ ตลอดปี 2560 พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ของรายการฯ โดยมีนายณัฐ ศักดาทร นักร้อง นักแสดงร่วมงาน ในวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ลานคริสตัล คอร์ท ศูนย์การค้าสยามพารากอน 

โดยภายในงาน มีการขายบัตรโดยสารไป-กลับของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส บนเส้นทางการแข่งขัน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรับสิทธิ์วิ่งฟรีสำหรับ 100 ท่านแรกในแต่ละรายการ (ยกเว้นรายการวิ่งเทรลที่เกาะช้าง) หรือส่วนลดบัตรวิ่ง 20% สำหรับท่านที่ซื้อบัตรโดยสารตั้งแต่ลำดับที่ 101 เป็นต้นไปของแต่ละรายการ และลุ้นรับของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสมัครเข้าร่วมรายการที่สนใจได้ที่ บริษัท ทีละก้าว จำกัด Call Center 095-736-3066 หรืออีเมล info@teelakow.com

 

เปิดประมูลทะเบียนรถ หมวด ‘4 กก’ ไก่คู่มหามงคล เจ้าคุณธงชัยร่วมปลุกเสก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 13:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849456


กรมการขนส่งทางบก เชิญชวนร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย วันที่ 4- 5 ก.พ. 60 ของกรุงเทพมหานคร หมวดอักษรเบิ้ล 4 กก ไก่คู่มหามงคล ส่วนภูมิภาคจังหวัดขอนแก่น หมวด ขก และจังหวัดลำปาง หมวด กบ รายได้นำมารณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน และช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยจากการใช้รถใช้ถนน

นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ ใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก กำหนดจัดประมูลหมายเลขทะเบียนรถกรุงเทพมหานคร หมวดพิเศษ 4 กก โดยเป็นการประมูลป้ายทะเบียนรถเลขสวยหมวดอักษรเบิ้ลที่ตรงกับปีนักษัตร “4 ไก่คู่มหามงคล ร่ำรวย บารมี โชคดี ปลอดภัย” ในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2560 ณ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร อาคาร 6 ชั้น 7 ซึ่งได้รับความเมตตา จากพระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านเจ้าคุณธงชัย) มาร่วมในงานเปิดประมูลด้วย ทั้งนี้ แผ่นป้ายประมูลทั้ง 301 หมายเลข ที่นำมาประมูลในครั้งนี้ได้ผ่านพิธีเสริมบารมีและเพิ่มความเป็นสิริมงคล โดยพระพรหมมังคลาจารย์ (ท่านเจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม ผู้ชนะการประมูล หมายเลข 4 กก 4444 พิเศษที่สุด เพราะแผ่นป้ายเจิมโดยท่านเจ้าคุณธงชัย และจะได้รับผ้ายันต์ใส่กรอบ รุ่นพิเศษ รวย รวย win win win ซึ่งผ่านพิธีเสริมบารมี และเพิ่มความเป็นสิริมงคล โดยท่านเจ้าคุณธงชัย ส่วนผู้ชนะการประมูล 4 กก ทุกหมายเลขจะได้รับผ้ายันต์รุ่น win win win และผู้ชนะการประมูล 4 กก ตระกูล 4 อีก 3 เลข (4, 44, 444) และ 4กก ที่เป็นเลขสี่ตัวเหมือนอีก 8 เลข (1111 , 2222, 3333, 5555, 6666, 7777, 8888, 9999) จะได้รับผ้ายันต์ใส่กรอบรุ่น win win win

ทั้งนี้ การประมูลหมวดอักษรเบิ้ล กก ที่ผ่านมา ได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยหมายเลขทะเบียนรถหมวดอักษรเบิ้ล 1กก ที่ประมูลได้ในราคาสูงสุด คือ 1กก 1111 ราคา 25,000,000 บาท หมวด 2กก หมายเลขที่ประมูลได้ในราคาสูงสุด คือ 2 กก 2222 ราคา 11,111,111 บาท, หมวด 3 กก หมายเลขที่ประมูลได้ในราคาสูงสุด คือ 3 กก 3333 ราคา 13,000,000 บาท

โดยรายได้จากการประมูลทะเบียนรถเลขสวยทั้งหมด กรมการขนส่งทางบก นำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อนำมาใช้รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการขับขี่ที่ปลอดภัย และช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยจากการใช้รถใช้ถนน ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อการยังชีพแก่ผู้พิการ จึงนับว่า ผู้ประมูลทะเบียนรถเลขสวย เป็นผู้มีส่วนร่วมทำบุญช่วยเหลือสังคมและร่วมรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันเดียวกันที่ต่างจังหวัดยังมีการจัดประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวยส่วนภูมิภาคที่จังหวัดขอนแก่น ประมูลหมวด ขก “ขอนแก่นมหานคร” ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องคอนเวนชั่น 2-3 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ถนนประชาสโมสร อ.เมือง จ.ขอนแก่น และที่จังหวัดลำปาง ประมูลหมวด กบ “กิจการงานดี บารมีหนุนนำ” ที่ห้องเวียงแก้ว โรงแรมลำปางเวียงทอง ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ผู้สนใจเข้าประมูลทะเบียนรถเลขสวย สามารถมาประมูลได้ด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาประมูลแทน หรือประมูลผ่านทางโทรศัพท์ และผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ http://www.tabienrod.com หรือจะกำหนดราคาขั้นสูง โดยเสนอราคา Maximum Bid ไว้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่จัดประมูล และที่สำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก อาคาร 2 ชั้น 5 โทรศัพท์ 02-272 5937 หรือ Call Center 1584 รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวทิ้งท้าย

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849365


ทองเปิดตลาดวันที่ 2 ก.พ. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท …

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050.00 บาท ขายออกบาทละ 20,150.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 บาท ขายออกบาทละ 20,650.00 บาท.

 

รถไฟเร็วสูงไทยจีนส่อสะดุด ติดปมข้อกฎหมาย-แบบก่อสร้างไม่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849216


หวั่นโครงการรถไฟไทย-จีน มูลค่า 1.7 แสนล้านบาทสะดุด! ติดปัญหาด้านกฎหมาย-แบบก่อสร้างที่เสนอมาไม่ได้มาตรฐานสากล ด้านคมนาคมเสียงแข็งจ้างเอกชนไทยแกะแบบก่อสร้าง ยืนยันเดือน มี.ค.นี้ตอกเสาเข็มตามเป้าหมายเดิม

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยหลังการประชุมร่างสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร วงเงิน 179,000 ล้านบาทว่า ขณะนี้ได้เร่งรัดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ติดตามเรื่องแบบก่อสร้างระยะแรก 3.5 กิโลเมตร เส้นทางกลางดง-ปางอโศก และการจัดร่างสัญญา 3 ฉบับ เพื่อเสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการรถไฟไทย-จีน ได้โดยเร็ว

สำหรับปัญหาที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้าสืบเนื่องมาจากแบบก่อสร้างที่ในปัจจุบันยังเป็นรูปแบบมาตรฐานของจีนนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องการที่ให้มีการเปลี่ยนมาเป็นมาตรฐานไทยหรือมาตรฐานสากล โดยเดิมฝ่ายจีนคิดว่าสามารถคำนวณและเทียบมาตรฐานเองได้ แต่ล่าสุดพบว่า ยังมีปัญหา จึงตัดสินใจจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวไทยให้ดำเนินการแทน ส่วนร่างสัญญายังขาดรายละเอียดอีกมาก จึงต้องหารือให้เรียบร้อยก่อน

ทั้งนี้ การดำเนินงานทั้ง 2 เรื่องขึ้นอยู่กับฝ่ายจีนเป็นหลัก จึงไม่สามารถระบุว่าจะสรุปผลเมื่อใด แต่ก็จะพยายามเร่งรัดให้การประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีน รอบต่อไปครั้งที่ 17 เนื่องจากถ้าไม่ได้ข้อสรุป 2 ประเด็นนี้ ก็จะทำให้การประชุมคณะกรรมการร่วมฯไม่มีความคืบหน้า รวมถึงต้องพยายามเร่งรัดให้ทันกรอบการก่อสร้างในเดือน มี.ค.นี้ โดยตามขั้นตอนแล้ว เมื่อแบบก่อสร้างและร่างสัญญา 2 ฉบับแรกแล้วเสร็จ เช่น สัญญาออกแบบก่อสร้าง และสัญญาจัดจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก็จะสามารถนำเสนอให้ ครม. เห็นชอบโครงการได้ หลังจากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการลงนามในสัญญาและเปิดประมูลก่อสร้างต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ว่า อุปสรรคส่วนใหญ่ของโครงการรถไฟไทย-จีน ได้รับการแก้ไขไปหมดแล้ว ยกเว้น 2 ประเด็นสุดท้ายซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และถ้าไม่เร่งแก้ไขก็จะทำให้งานทั้งหมดสะดุดลง โดยปัญหาดังกล่าวคือ 1.ฝ่ายจีนไม่สามารถจัดทำเอกสารต่างๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายไทย เช่น เรื่องบุคลากรจีนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย อาจจะส่งผลให้กระทรวงการคลังไม่สามารถอนุมัติวงเงินมาใช้ในโครงการได้

และ 2.ฝ่ายจีนประสบปัญหาต่างๆ จึงไม่สามารถแปลงมาตรฐานก่อสร้างจีนเป็นมาตรฐานไทยหรือสากล ส่งผลให้ผู้รับเหมาชาวไทยไม่สามารถใช้รหัสดังกล่าวในการก่อสร้างได้ โดยทางฝ่ายไทยจึงแนะนำทางออกให้จีนหาผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมาดำเนินการแทน ซึ่งคณะทำงานฝ่ายจีนก็เห็นด้วยและจะนำเรื่องนี้กลับไปหารือที่ประเทศจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายจีนได้ส่งแบบก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 3.5 กิโลเมตร เส้นทางกลางดง-ปางอโศก ให้ฝ่ายไทยตั้งแต่เดือน ส.ค. ปีที่แล้ว จากนั้นมีการปรับแบบเล็กน้อยและแล้วเสร็จ 2-3 เดือนหลังจากนั้น ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนได้ส่งแบบตอนที่ 2 ระยะทาง 11 กิโลเมตร เส้นทางปากช่อง-คลองขนานจิตร์ ตั้งแต่เดือน พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยขณะนี้ถือว่าการออกแบก่อสร้างคืบหน้ามากกว่า 90% และ ร.ฟ.ท.ได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบแบบก่อสร้างของจีนแล้ว ส่วนที่เหลืออีก 10% คือปัญหาในการแปลงรหัสก่อสร้างเป็นมาตรฐานไทยเท่านั้น

ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ฝ่ายจีนจะต้องรับผิดชอบเรื่องจัดหาผู้เชี่ยวชาญชาไทยมาถอดแบบก่อสร้างเอง ส่วนผลกระทบที่จะทำให้โครงการต้องล่าช้าออกไปและไม่สามารถตอกเสาเข็มได้ภายในเดือน มี.ค.2560 นั้น ขอยืนยันว่าจะยึดตามเป้าหมายเดิมของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด ส่วนการถอดแบบก็ดำเนินการไปซึ่งจะใช้เวลาไม่มาก

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องที่ฝ่ายจีนต้องหาผู้เชี่ยวชาญชาวไทยมาช่วยถอดแบบราคา เพราะต้องรอให้ฝ่ายเลขานุการฯ ของที่ประชุมได้รายงานขึ้นมาก่อน และขอดูรายละเอียดเรื่องนี้ก่อนว่าจะมีผลกระทบต่อแผนตอกเสาเข็มภายในเดือน มี.ค. นี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทราบว่า มีการถอดแบบราคาไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว

“ส่วนกำหนดการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-จีน ครั้งที่ 17 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เดิมกำหนดไว้วันที่ 16 ม.ค.นั้น ทางฝ่ายจีนได้มีการแจ้งเลื่อนจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาที่ชัดเจน แต่อยู่ระหว่างการประสานงานทั้งสองฝ่าย พร้อมกับยืนยันว่า จะพยายามไม่ให้กระทบกับแผนดำเนินงานที่วางไว้ก่อนหน้านี้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้หารือกับตัวแทนทางการจีนหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน โดยโครงการนี้ รัฐบาลไทยและจีนจะต้องเจรจาและสรุปให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน.

 

ฝันเงินสะพัด 2 ล้านล้านบาท แห่ลงทุนพื้นที่ “อีอีซี”ในอีก 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849209


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ประกอบด้วยจังหวัดระยอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่จังหวัดระยอง ว่า ได้ติดตามความคืบหน้าแผนปฏิบัติการ อีอีซี 5 โครงการหลัก อาทิ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง การพัฒนาเมืองใหม่ การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

“แผนงานดังกล่าวจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ 2 ล้านล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 5% จากปัจจุบันอยู่ที่ 3% ช่วยสร้างฐานภาษีใหม่ๆอีกปีละ 100,000 ล้านบาท ลดต้นทุนระบบการขนส่งได้ปีละ 400,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 100,000 คน ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางผ่านสนามบินอู่ตะเภาปีละ 10 ล้านคน และในส่วนของแผนพัฒนาพื้นที่ ต.อู่ตะเภา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในระยะแรก ภาครัฐจะประกาศให้เป็นเขตส่งเสริมพิเศษ ก่อนที่จะมีการประกาศสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนในพื้นที่ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อีอีซี ที่จะประกาศได้ในเดือน มี.ค.นี้”.

 

เงินเฟ้อเดือน ม.ค.พุ่ง 1.55%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849205


น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เท่ากับ 100.75 สูงขึ้น 1.55% เทียบกับเดือน ม.ค.2559 เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 28 เดือน นับจากเดือน ก.ย.2557 ที่สูงขึ้น 1.75% และเมื่อเทียบเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา สูงขึ้น 0.16% โดยสาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อขยายตัวเป็นบวก เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น 1% สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้นเช่น เนื้อสัตว์เป็ดไก่และสัตว์น้ำเพิ่ม 1% ผักและผลไม้ 6% เป็นต้น

“เมื่อแยกเป็นรายการสินค้า 422 รายการ พบว่า สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น 139 รายการ เช่น นมสด กะทิสำเร็จรูป มะพร้าวแห้งและขูด ข้าวผัดเพิ่ม ข้าวราดแกง ค่าเช่าบ้าน ผงซักฟอก แป้งทาผิวกาย น้ำมัน สินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 199 รายการ และสินค้าราคาลดลง 84 รายการ”

ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 1 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.77% ซึ่งยอมรับว่าเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ในช่วงขาขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และราคาสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นการบอกทิศทางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว และอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สูงจนน่ากังวล ขณะที่กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปีนี้ ยังคงคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีจะขยายตัว 1.5-2.0%

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า การที่เงินเฟ้อเดือน ม.ค. ขยายตัวสูงสุดรอบ 28 เดือน และคาดว่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้น มองว่าเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจ แสดงว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว แต่อีกขาหนึ่งคือราคาสินค้าก็อาจขยับตาม โดยตนจะติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ราคาขายสินค้าสะท้อนกับต้นทุนที่เป็นจริง

“ในเดือน เม.ย.นี้ ผู้ผลิตสินค้าที่เข้าร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ จะสามารถผลิตและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ประมาณ 20 รายการ และขายราคาถูกกว่าราคาในท้องตลาด 15-20% ไปยังร้านค้าส่ง และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (โชห่วย) ที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 20,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงจะกระจายไปยังตลาดชุมชม ในการส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์อีก 19,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศได้อีกทางหนึ่ง”.

 

“ฉัตรชัย” เตรียมรับมือไอยูยู ชี้อียูห่วงประมงนอกน่านน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849198


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังจากกระทรวงเกษตรฯส่งเจ้าหน้าที่กรมประมงไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อเข้าหารือกับเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป (อียู) เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น กรมประมงได้รายงานให้กระทรวงฯทราบว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อียูอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดเดิมหมดวาระลงทำให้ต้องเลื่อนการเดินทางมาเยือนไทยเพื่อติดตามและตรวจสอบผลการแก้ไขปัญหาไอยูยูจากเดิมที่กำหนดไว้เดือน ม.ค. เป็นเดือน มี.ค.

อย่างไรก็ตาม ถึงจะยังไม่มีเจ้าหน้าที่อียูดูแลและรับผิดชอบเรื่องไอยูยูโดยตรง แต่ทางกระทรวงฯก็พอจะทราบโครงสร้างของเจ้าหน้าที่ชุดใหม่ที่จะมาดูแลว่าจะให้ความสำคัญเรื่องการทำประมงนอกน่านน้ำของไทยเป็นหลัก ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ และระบบติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) ที่มีศูนย์ควบคุมการติดตามการทำงานเรือประมงทั้งระบบ (เอฟเอ็มซี) ซึ่งกรมประมงเป็นผู้ดูแล โดยกระทรวงฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) กรมประมง กรมเจ้าท่า สมาคมประมงนอกน่านน้ำไทย และผู้ประกอบการเรือ มากำหนดแผนงานเพื่อรองรับคณะทำงานชุดใหม่ของอียูจะเดินทางมาตรวจสอบในเดือน มี.ค.นี้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก ผลประกอบการแกร่งบริษัทจดทะเบียนหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 06:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849285


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในวันพุธ จากผลประกอบการอันแข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามเดิม…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 26.85 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 19890.94 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.68 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 2279.55 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 27.86 จุด หรือ 0.50% ปิดที่ 5642.65 จุด

แอปเปิลเป็นบริษัทจดทะเบียนหุ้นเพิ่มมากที่สุด โดยบวก 6.7% หลังรายงานเมื่อวันอังคารว่ายอดขายไอโฟนของพวกเขาในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2017 อยู่ที่ 78.3 ล้านเครื่อง มากกว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งประชุมกันในวันพุธ มองแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในด้านบวก แต่คาดว่าเป็นการเติบโตที่ต้องการการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น

 

ชี้ภาษีน้ำมันเพิ่มแค่ 50 บาท สรรพสามิตอัดโลว์คอสต์ขึ้นค่าตั๋วเกินเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849196


กรมสรรพสามิตค้านสายการบินโลว์คอสต์โก่งขึ้นค่าตั๋วบินภายในประเทศ 150-200 บาทต่อคนต่อเที่ยว แจงเหตุผลขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินใหม่ จากลิตรละ 20 สตางค์ เพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ 4 บาท ส่งผลต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 50 บาทต่อคนต่อเที่ยวเท่านั้น

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า มติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 17 ม.ค.60 เรื่องการเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศเป็น 4 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันซึ่งเก็บอยู่ที่ 20 สตางค์ต่อลิตรนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันทั้งดีเซล เบนซิน และน้ำมันในกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด โดยภาษีน้ำมันเครื่องบินปรับลดครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2535 พร้อมกับน้ำมันประเภทอื่นๆ เพื่อลดภาระราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในช่วงนั้น แต่เมื่อราคาน้ำมันกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว กระทรวงการคลังก็ได้ปรับอัตราภาษีขึ้นทุกประเภทยกเว้นภาษีน้ำมันเครื่องบินที่เสนอให้ ครม.ปรับอัตราภาษีขึ้นเมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

“การปรับราคาน้ำมันเครื่องบินก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมของโครงสร้างภาษี จากเดิมที่จัดเก็บภาษีในอัตรา 20 สตางค์ต่อลิตร ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4 บาทต่อลิตร จะทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 50 บาทต่อที่นั่ง ไม่น่าถึง 150 บาทต่อคนต่อเที่ยวบิน เพราะเครื่องบินขนาดกลางมีที่นั่งประมาณ 200-300 ที่นั่ง จะใช้น้ำมันประมาณ 2,500 ลิตรต่อหนึ่งชั่วโมง หรือมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น 9,500-10,000 บาท หากนำมาเฉลี่ยกับจำนวนที่นั่งบนเครื่องบินแล้ว ราคาจะเพิ่มขึ้น 45-50 บาทต่อคนต่อเที่ยวบิน ซึ่งไม่น่าจะทำให้ต้นทุนของสายการบินเพิ่มขึ้นมากมายนัก”

นายสมชายกล่าวว่า สายการบินที่ให้บริการภายในประเทศไกลสุดจะใช้ระยะเวลาเดินทาง 1 -1.15 ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะใช้ระยะการบินประมาณ 1 ชั่วโมง เช่น กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ-ภูเก็ต อาจจะนานกว่า 1 ชั่วโมงเล็กน้อย ซึ่งตนไม่เห็นด้วยหากสายการบินโลว์คอสต์จะปรับราคาที่นั่งเพิ่ม 150 บาทต่อคนต่อเที่ยวบิน

นายสมชายกล่าวว่า ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตได้มองข้ามเรื่องภาษีน้ำมันของเครื่องบินมาหลายปี โดยที่ผ่านมา เมื่อเกิดวิกฤติของราคาน้ำมันรัฐบาลก็ขึ้นแต่ภาษีน้ำมันที่ใช้กับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ทำให้การปรับขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินในครั้งนี้ เพื่อให้โครงสร้างภาษีน้ำมันทั้งระบบมีความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย เพราะปัจจุบันน้ำมันเบนซินเสียภาษีในอัตรา 5-6 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร แต่ภาษีน้ำมันของเครื่องบินยังอยู่ในระดับต่ำมาก

ทั้งนี้ ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอเมื่อวันที่ 24 ม.ค.60 ปรับขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันหล่อลื่น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ส่งผลให้น้ำมันเครื่องบินถูกเก็บภาษีที่ 4 บาทต่อลิตร จากเดิมเก็บที่ 20 สตางค์ต่อลิตร โดยจะจัดเก็บภาษีน้ำมันเฉพาะเครื่องบินที่บินภายในประเทศเท่านั้น ส่วนน้ำมันหล่อลื่นถูกจัดเก็บลิตรละ 5 บาท จากเดิมไม่มีเก็บ ซึ่งการจัดเก็บภาษีน้ำมันทั้ง 2 ชนิดเพิ่มดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ม.ค.60 สายการบินไทยแอร์เอเชีย หรือ AAV ได้แจ้งว่า สายการบินไทยแอร์เอเชียประกาศบวกเพิ่มค่าภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในอัตรา 150 บาทต่อคนต่อเที่ยวบิน สำหรับเส้นทางบินภายในประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.60 เป็นต้นไป นอกจากนี้ สายการบินนกแอร์ก็ได้แจ้งว่าจะบวกเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอัตรา 150 บาทต่อคนต่อเที่ยวบิน สำหรับเส้นทางบินภายในประเทศ ด้วยเช่นกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ.นี้ รวมทั้งสายการบินเวียตเจ็ท ประกาศขึ้นค่าโดยสารเที่ยวบินในประเทศไทย ในอัตรา 150 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งท่านต่อเที่ยวบินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ส่วนสายการบินบางกอกแอร์เวย์สจะต้องปรับเพิ่มราคาบัตรโดยสารเที่ยวบินภายในประเทศทุกเส้นทาง ในอัตราเที่ยวบินละ 200 บาทต่อคน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.60 เป็นต้นไป.

 

ทุบโต๊ะดาวเทียมต้องจบในปีนี้ “ประจิน” นัดถกก่อนให้ “แคท” เข้าร่วมไทยคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849189


พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการอวกาศแห่งชาติ ในวันที่ 2 ก.พ. นี้ จะหารือถึงการมีดาวเทียมของรัฐ เนื่องจากภาครัฐมีการใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมจำนวนมาก เพื่อให้บริการประชาชนและความมั่นคง ดังนั้นควรจะหารืออย่างเข้มข้นว่า หากภาครัฐจะมีดาวเทียมเป็นของตัวเองแล้ว ควรจะเป็นในลักษณะใด และหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งที่ประชุมบอร์ดอวกาศก่อนหน้านี้ ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการ ซึ่งมีตัวแทนจากกระทรวงกลาโหม บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ไปศึกษารูปแบบการมีดาวเทียมภาครัฐแล้ว

ส่วนประเด็นที่จะให้บริษัท ไทยคม ร่วมมือแคท ยิงดาวเทียมไทยคม 9 เพื่อทำให้ภาครัฐมีดาวเทียมเป็นของตัวเองนั้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะร่วมมือในรูปแบบใด หากจะมีร่วมทุนหรือถือหุ้นระหว่างกัน ก็ต้องศึกษาตามขั้นตอนให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน ซึ่งคงยังไม่ได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ แต่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ เพราะไทยคมถือว่าทำธุรกิจดาวเทียมมานาน มีความสามารถ ถ้าร่วมกันกับแคท ดาวเทียมไทยคม 9 ก็จะตอบโจทย์รัฐบาลใน 3 ด้าน คือ ด้านความมั่นคง ด้านสาธารณประโยชน์ และด้านพาณิชย์ “การจะมีดาวเทียมภาครัฐหรือไม่นั้น ต้องศึกษาแบบลงลึก ต้องกำหนดนโยบายให้ชัดก่อนว่ารัฐควรจะมีดาวเทียมของตัวเองไหม ถ้าชัดเจนแล้วก็ค่อยคิดขั้นตอนต่อไป”

สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขปัญหากรณีไทยคม เช่น การกำหนดว่าไทยคมควรอยู่ในระบบใบอนุญาตหรืออยู่ภายใต้สัมปทานเช่นเดิม รวมทั้งการแก้ไขสัมปทานก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้รัฐเสียหาย และเป็นปัญหาคาราคาซังมานานนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการทำความเข้าใจกับไทยคม ซึ่งไทยคมได้ยื่นข้อเสนอให้ภาครัฐใช้ช่องสัญญาณฟรี 1 ช่องนั้น ก็ต้องดูข้อเสนอว่าเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐหรือไม่ ให้ใช้ตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป อย่างไรก็ตาม จะพยายามแก้ไขปัญหาและทำให้กิจการดาวเทียมมีความชัดเจนภายในปี 2560 นี้.