‘ไออาร์พีซี’ เสริมมาตรการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ระหว่างหยุดซ่อมบำรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 22:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849926


“ไออาร์พีซี” เสริมมาตรการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม ระหว่างหยุดซ่อมบำรุงตามแผน ช่วง 2 ก.พ.-2 มี.ค. รวมถึงเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน และจัดทำคู่มือความปลอดภัยให้ผู้ปฏิบัติงานนำไปใช้อย่างเคร่งครัด…

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายพงศ์ประพันธ์ ฐิตทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี เปิดเผยว่า จากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน (Major Turnaround) ประมาณ 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ.-2 มี.ค. 2560 เพื่อตรวจสอบเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่างๆ หลังจากได้ดำเนินการผลิตมาได้ระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพสูงสุดและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในอนาคต ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมมาตรการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมระหว่างการปฏิบัติงาน ตามนโยบายบริษัทที่ให้ความสำคัญต่อการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการลงทุนนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมโดยรวม

ทั้งนี้ได้เสริมมาตรการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น โดยได้จัดทำหนังสือคู่มือความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ในการปฏิบัติงาน Turn Around 2017 โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับของกฎระเบียบขั้นตอน การดำเนินงานและข้อมูลเบื้องต้นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของบริษัท เพื่อเป็นมาตรฐานให้พนักงานผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับเหมาและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ได้ใช้เป็นคู่มือเกี่ยวกับการทำงาน นำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ตนเอง เพื่อนร่วมงาน สังคมและชุมชนรอบข้างอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ยังได้จัดให้มีช่องทางในการแจ้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมภาวะฉุกเฉินหมายเลขโทรศัพท์ 1800-800-008 หรือ 038-802560 ตลอด 24 ชั่วโมง และส่วนบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โทรศัพท์ 038-611333,038–613571–80 พร้อมทั้งได้ทำการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารโดยได้จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน เนื่องจากการให้ประชาชนและชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หรือเสนอแนะข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโรงงาน จะเป็นการสร้างความมั่นใจในทุกๆด้านของโรงงานกับประชาชนต่อไป.

 

ธปท. เผย ศก.ภาคใต้ปี 60 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้เจอผลกระทบน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 18:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849822


ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ปี 60 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม พร้อมระบุสถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่ง มีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว …

วันที่ 2 ก.พ. 60 นางสุรีรัตน์ ลัคนานิตย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ แถลงถึงภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคใต้ปี 2559 และแนวโน้มในปี 2560 รวมแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ โดยในส่วนของภาวะเศรษฐกิจภาคใต้ในปี 2559 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังคงเป็นการใช้จ่ายภาครัฐ ที่ขยายตัวทั้งรายจ่ายประจำและการลงทุน

ด้านการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวดี แม้จะได้รับผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายและเงินริงกิตอ่อนค่า ประกอบกับรายได้เกษตรกรที่กลับมาขยายตัวโดยเฉพาะครึ่งปีหลังทำให้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวจากอุปสงค์ต่างประเทศ ส่งผลให้การส่งออกปรับตัวดีขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวทำให้การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ตามราคาอาหารที่ปรับสูงขึ้น ส่วนอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจภาคใต้ในปี 2560 จะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2559 ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว เกษตร อุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้คือ ความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน

ขณะที่ แนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคใต้ ทางสถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่งได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบแล้ว และทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกหนังสือเพื่อขอความร่วมมือให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่งพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ตามความจำเป็นและเหมาะสม เช่น ดูแลและพิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เช่น ให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ พิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบให้ต่ำลงได้ โดยให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสถาบันการเงินเฉพาะตามความจำเป็นของลูกหนี้

 

สนธิรัตน์ สั่ง สนค.ทำยุทธศาสตร์สร้างมูลค่าเพิ่มวัฒนธรรมผนวกท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 17:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849773


“สนธิรัตน์” สั่ง สนค.ทำยุทธศาสตร์สร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมไทย หวังประเทศมีรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม …

วันที่ 2 ก.พ. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานมันสมองของกระทรวงพาณิชย์ เร่งศึกษายุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่มทางวัฒนธรรมของไทย ผนวกกับการท่องเที่ยว และธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยว เพราะปัจจุบันทั่วโลกรู้จักวัฒนธรรมไทยผ่านการท่องเที่ยว แต่ไทยยังมีการสร้างมูลค่าเพิ่มทางวัฒนธรรมน้อยมาก หากสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ประเทศไทยจะสร้างรายได้จากการขายการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมได้อีกนาน

”ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักวัฒนธรรมไทยมากมาย ทั้งอาหารการกิน วิถีชีวิต ศิลปหัตถกรรม รวมถึงความมีน้ำใจ รอยยิ้ม ความมีจิตใจด้านการบริการของคนไทย แต่ยังมีการนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และขายให้กับนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ถ้าไทยจะมุ่งสู่ธุรกิจบริการตามเทรนด์ของโลกแล้ว จำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัฒนธรรมด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศได้อีกมหาศาล”

อย่างไรก็ตาม เมื่อ สนค.ศึกษาเสร็จแล้ว จะมีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ และกระทรวงพาณิชย์จะนำมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางวัฒนธรรมให้เป็นรูปธรรมต่อไป และหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการนำไปใช้ หรือนำไปเป็นแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัฒนธรรมก็ย่อมได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ สนค.ศึกษาการทำดัชนีชี้วัดใหม่ๆ เพื่อเป็นการชี้นำเศรษฐกิจภายในประเทศ และเผยแพร่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ดัชนีภาคบริการ เพื่อให้รู้ว่าสินค้าบริการของไทยเป็นอย่างไร บริการใดมีศักยภาพที่จะผลักดัน เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ เป็นต้น เพราะปัจจุบันยังไม่ค่อยมีหน่วยงานใดจัดทำ

“อีกเรื่องที่สำคัญคือ การทำฐานข้อมูล (บิ๊ก ดาต้า) เพราะ สนค.เป็นหน่วยงานที่เก็บข้อมูลเชิงลึกและจำนวนมาก ดังนั้นควรใช้ข้อมูลนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยทำฐานข้อมูลเพื่อให้ภาคเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ได้ สิ่งเหล่านี้ได้สั่งการเพื่อให้ สนค.ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับการความเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าในปัจจุบัน” นายสนธิรัตน์ กล่าว

 

พร้อมยัง! เบี่ยง 2ช่องทาง หน้า ธ.ทหารไทย สนง.ใหญ่ สร้างรถไฟฟ้า นาน1ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849629


รฟม. แจ้งเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนพหลโยธิน บริเวณสวนสมเด็จย่า และด้านหน้า ธ.ทหารไทย สำนักงานใหญ่ ขาเข้า-ขาออก ฝั่งละ 1 ช่องทาง ก่อสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่-คูคต เป็นเวลา 1 ปี เริ่มพรุ่งนี้ถึง 3ก.พ.61

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 60 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จะดำเนินการก่อสร้างทางวิ่งรถไฟฟ้า บริเวณสวนสมเด็จย่า และบริเวณด้านหน้าธนาคารทหารไทย สำนักงานใหญ่ ดังนี้

ในวันที่ 3 ก.พ. 60 ถึงวันที่ 3 ก.พ. 61 บริเวณสวนสมเด็จย่า จะทำการเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนพหลโยธินทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออก (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งละ 1 ช่องทาง ทำให้มีช่องทางการจราจรฝั่งขาเข้าเหลือ 3 ช่องทางและฝั่งขาออกเหลือ 5 ช่องทาง เริ่มตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป ตลอด 24 ชั่วโมง

ในวันที่ 10 ก.พ. 60 ถึงวันที่ 3 ก.พ. 61 บริเวณหน้าธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ จะทำการเบี่ยงช่องทางการจราจรบนถนนพหลโยธินฝั่งขาเข้าในช่องทางคู่ขนานและช่องทางด่วน ฝั่งละ 1 ช่องทางรวมเป็น 2 ช่องทาง ทำให้ช่องทางจราจรฝั่งขาเข้าในช่องคู่ขนานคงเหลือ 2 ช่องทางและช่องทางด่วนคงเหลือ 2 ช่องทาง ส่วนฝั่งขาออกคงมี 4 ช่องทาง

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อดำเนินการก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และอาจจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้นหากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว.

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 3.65 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,572.67 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849809


หุ้นไทยวันที่ 2 ก.พ. ปิดตลาดลดลง 3.65 จุด เปลี่ยนแปลง -0.23% ดัชนีอยู่ที่ 1,572.67 จุด มูลค่าซื้อขาย 51,107.03 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 2 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 3.65 จุด เปลี่ยนแปลง -0.23% ดัชนีอยู่ที่ 1,572.67 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 51,107.03 ล้านบาท

advertisement

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน).

 

คมนาคม สั่ง ขสมก. เร่งแก้ปัญหาหนี้ ส่อแววพิจารณาขึ้นค่าโดยสาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849796


“พิชิต” มอบนโยบาย ขสมก. เร่งหาแนวทางแก้ปัญหาภาระหนี้-ขาดทุนสะสม 1 แสนล้าน ส่อแววพิจารณาปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร พร้อมทบทวนจัดหารถเมล์กว่า 3,000 คัน หลังจากโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน มีแนวโน้มรับมอบไม่ได้…

วันที่ 2 ก.พ. 60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายคณะกรรมการและผู้บริหารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า จากการพิจารณาโครงสร้างการบริหาร ขสมก. ปัจจุบัน พบว่า ผลประกอบการมีปัญหาค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ แต่ละปีภาครัฐต้องนำเงินชดเชยผลประกอบการเฉลี่ย 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน ขสมก. มียอดขาดทุนสะสมรวมกว่า 100,000 ล้านบาท

ดังนั้น หลังจากนี้มอบนโยบายฝ่ายบริหาร ขสมก. รายงานต้นทุนแท้จริงให้กระทรวงคมนาคมรับทราบ เพื่อพิจารณาว่าผลขาดทุนแต่ละปีจะต้องชดเชยมากน้อยเพียงใด รวมถึงที่ผ่านมาการเก็บค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ ขสมก. มีภาวะขาดทุนสะสมจำนวนมาก หากจะปรับขึ้นราคาค่าโดยสารก็จะเป็นทางเลือกสุดท้ายที่รัฐบาลจะดำเนินการ ซึ่งการนำเงินชดเชยผลขาดทุนก็เปรียบเสมือนนำเงินภาษีของคนทั้งประเทศชดเชยการใช้บริการรถเมล์ของคนกรุงเทพฯ

ส่วนการจัดหารถเมล์ใหม่นั้น ขสมก. ยืนยันจำเป็นต้องได้รถใหม่วิ่งให้บริการ ปัจจุบันการรับมอบรถเมล์เอ็นจีวีประสบปัญหา จึงให้ ขสมก. พิจารณา อาจจะมีการทบทวนแผนการจัดหารถทั้งระบบ เดิมกระทรวงคมนาคมจะเสนอให้จัดหารถ 3,189 คัน เข้าสู่ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จำนวนดังกล่าวมีรถเมล์เอ็นจีวีรวมด้วย หากรถเมล์เอ็นจีวีไม่สามารถรับมอบได้คงจำเป็นต้องทบทวนแผนจัดหารถทั้งระบบให้สอดคล้องสถานการณ์จริง โดย นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า การทำต้นทุนราคาและข้อมูลโครงการต่างๆ จะรายงานให้กระทรวงคมนาคมรับทราบภายใน 1 เดือน

 

‘บิ๊กบี้’ จี้จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว 13 จว. ยกสมุทรสาคร ต้นแบบโซนนิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849789


‘บิ๊กบี้’ จี้จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว 13 จังหวัด ยก จ.สมุทรสาคร เป็นต้นแบบโซนนิ่ง แต่สมาคมประมง โอดครวญยังขาดแคลน อ้างคนงานโดดเรือหนีขึ้นฝั่งทำงานใหม่ ขณะที่คนไทยไปลงเรือมาเลเซียเพราะค่าแรงสูง ส่งผลนายจ้างต้องหยุดเรือ เชื่อใน 2 เดือน จะมีเรือจอดเพิ่ม 40% ส่งผลอาหารทะเลราคาถีบตัวสูงขึ้นอีก วอนแก้ปัญหา เปิดจดทะเบียนแรงงานประมงรอบใหม่ …

วันที่ 2 ก.พ. 60 พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมผู้บริหารกระทรวงแรงงานทุกกรม ประชุมติดตามผลการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวทั้งระบบใน จ.สมุทรสาคร พร้อมรับฟังประเด็นปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร และนายศราวุธ โถวสกุล รองประธานการสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ร่วมชี้แจงปัญหาในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร และ 22 จังหวัดชายทะเล โดยระบุว่า มีแรงงานประมงโดดเรือขึ้นฝั่งเปลี่ยนงานใหม่ ขณะที่ คนไทย แห่ไปทำงานบนเรือมาเลเซียเพราะเงินเดือนสูง เจ้าของเรือไทยจึงประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ต้องจอดเรือกว่า 20% จึงขอให้เปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในภาคประมงอีกรอบ และให้เปลี่ยนสีบัตรต่างด้าวภาคประมงเป็นสีฟ้าแยกจากงานประเภทอื่นที่เป็นสีชมพู เพื่อแยกประเภทให้ชัดเจน

นายศราวุธ กล่าวว่า ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง เริ่มเกิดมาตั้งแต่รัฐบาลเริ่มจัดระเบียบ ไอยูยู 1 ก.ค. 58 มีการตรวจเข้มทำประมง ทำให้เรือส่วนหนึ่งต้องหยุดออกหาปลา คนงานจำนวนมากโดดเรือไปลักลอบทำงานบนฝั่ง ผู้ประกอบการประมง 22 จังหวัดทั่วประเทศต้องการแรงงานลงเรือหาปลาประมาณ 2 แสนคน แต่ทุกวันนี้มีจดทะเบียนแสนกว่าคน หายไปจากระบบกว่า 5 หมื่นคน จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาเปิดจดทะเบียนอีกรอบ นายจ้างได้คนทำงาน ส่วนแรงงานผิดกฎหมายได้กลับเข้าระบบ หากไม่แก้ไขภายในเดือน มี.ค. จะมีเรือจอดตายจาก 20% เป็น 40% เพราะไม่มีคนงาน และใน 6 เดือนจะเพิ่มเป็น 60% ผลกระทบจะเกิดกับอาหารทะเลแพงขึ้นภายใน 2 เดือน

สำหรับ จ.สมุทรสาคร มีเรือประมงขนาดเล็กและใหญ่ ประมาณ 1.5 พันลำ ต้องใช้แรงงานประมง 4-5 หมื่นคน มีโรงงานเกี่ยวเนื่องกับประมงกว่า 5 พันแห่ง ต้องใช้แรงงานในโรงงานประมาณ 3-4 แสนคน แต่มีแรงงานต่างด้าวจดทะเบียนในระบบ 3 แสนคน อีก 2 แสนคนเป็นกลุ่มที่ลักลอบทำงานตามโรงงานขนาดเล็ก จึงควรทำให้ถูกต้อง

พล.อ.ศิริชัย กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน มีนโยบายที่จะจัดโซนนิ่งแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ ตั้งแต่เริ่มทำงาน จนสิ้นสุดการจ้างงานถึงกระบวนการส่งกลับ ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันในการดูแลและแก้ปัญหาให้การจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยดียิ่งขึ้น

ส่วนที่ขอให้เปิดจดทะเบียนรอบใหม่ยังไม่มีแนวคิดนี้ เพราะต้องการจัดระบบให้ถูกต้อง การเปิดจดทะเบียนที่ผ่านมานายจ้างไม่ค่อยให้ความร่วมมือ หลังจากนี้แรงงานที่จะเข้ามาทำงานต้องมาอย่างถูกต้องตามระบบเอ็มโอยู ส่วนที่ลักลอบเข้ามาก่อนหน้านี้และได้รับการผ่อนผันให้ทำงานและอยู่ระหว่างตรวจสัญชาติเพื่อกลับเข้าระบบ โดยได้ให้จังหวัดสมุทรสาคร และระนอง เป็นต้นแบบการจัดโซนนิ่งดูแลแรงงานต่างด้าว และขยายผลไปในพื้นที่จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวมากกว่า 5 หมื่นคน จำนวน 13 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสาคร ระนอง ปทุมธานี ชลบุรี สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ นนทบุรี นครปฐม ระยอง ภูเก็ต สงขลา และตาก นอกจากนี้จะได้มอบแนวทางการปฏิบัติราชการหัวหน้าส่วนราชการภูมิภาคในสังกัดกระทรวงแรงงาน จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากประชุม พล.อ.ศิริชัย ได้เดินทางไปตรวจที่พักอาศัยแรงงานต่างด้าว ที่ บ้านเอื้ออาทร จ.สมุทรสาคร (ท่าจีน) หมู่ที่ 10 ต.ท่าจีน อ.มือง ซึ่งเป็นพื้นที่จัดโซนนิ่งที่พักให้สถานประกอบการ นายจ้างนำแรงงานต่างด้าวเข้าพักอาศัยใน 56 อาคาร เป็นอาคารเช่า 45 อาคาร เป็นแรงงานเมียนมาพัก 5 พันคน คนไทย 2 พันคน ราคาเช่าห้องเดือนละ 1,400-1,500 บาท ภายในมีศูนย์จัดการเรียนการสอนภาษาไทยและภาษาเมียนมาให้เด็กเมียนมา 70 คน เมื่อจบแล้วสามารถสมัครเรียนต่อ กศน.ได้

ทั้งนี้ ประเทศไทย มีแรงงานต่างด้าวกัมพูชา ลาว และเมียนมา 2.6 ล้านคน แบ่งเป็น กลุ่มแรงงานถูกกฎหมาย 1.2 ล้านคน และกลุ่มแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ได้รับการผ่อนผันและรอการตรวจสัญชาติ 1.3 ล้านคน สำหรับ จ.สมุทรสาคร มีแรงงานต่างด้าวกว่า 3 แสนคน เป็นแรงงานเมียนมา มากที่สุด 2.5 แสนคน

 

‘สมคิด’ นำคณะพบประธานาธิบดีเมียนมา พร้อมหารือ ‘ออง ซาน ซูจี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849762


“สมคิด” พร้อมรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เข้าพบประธานาธิบดีเมียนมา-และออง ซาน ซูจี หารือโอกาสธุรกิจสองประเทศ …

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เข้าพบ นายติน จ่อ ประธานาธิบดี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 2-5 ก.พ. 2560

หลังจากนั้น ได้นำคณะร่วมหารือกับ นางออง ซาน ซูจี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และที่ปรึกษาแห่งรัฐ ณ กระทรวงการต่างประเทศ พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ภาครัฐ ได้แก่ เอ็มโอยูความร่วมมือว่าด้วยการพัฒนาแผนกฉุกเฉิน โรงพยาบาลทวาย และเอ็มโอยูความร่วมมือด้านประมง

นายสมคิด เปิดเผยว่า เป็นการมาเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการครั้งแรก ตามคำเชิญของนางออง ซาน ซูจี ซึ่งถือเป็นการพบปะที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาและประสบความสำเร็จสูงสุด เพราะเมียนมาไม่เคยต้อนรับกลุ่มธุรกิจมากขนาดนี้ และกลุ่มธุรกิจของไทยก็ไม่เคยสนใจเมียนมาขนาดนี้เช่นกัน จึงถือเป็นการพบในจังหวะที่เหมาะสมที่สุดของทั้งสองฝ่ายที่เมียนมาเปิดรับการลงทุน ซึ่งตั้งแต่เปิดประเทศ เมียนมาเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่ธุรกิจไทยต้องการไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านก่อน

“ผมบอกกับนายติน จ่อ และนางออง ซาน ซูจี ว่า การนำคณะมาในครั้งนี้ไม่ได้มาเจรจาการค้า มาเพื่อกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจเชิงลึก ซึ่งนโยบายของรัฐบาลไทยมองว่า โลกมีความไม่แน่นอนสูง และประเทศเล็กๆ อย่างเราทั้งอาเซียน ซีแอลเอ็มวี ควรร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมั่นคง การมาครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อประโยชน์เศรษฐกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ฉะนั้น อะไรที่เกื้อกูลกันได้ก็ต้องช่วยกัน นักธุรกิจที่ร่วมมากับคณะก็มีคุณภาพ จึงขอให้เชื่อใจรัฐบาลไทยและนักธุรกิจไทย เพราะความเชื่อถือกันและกัน เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์เศรษฐกิจเชิงลึก”

ทั้งนี้ จากการหารือกัน มีข้อตกลงกับทางเมียนมาที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดเส้นทางเชื่อมโยงตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันตกและตะวันออก เรื่มจากประเทศอินเดีย ผ่านเมียนมา ไทย ลาว และจบที่เมืองดานังของเวียดนาม ซึ่งถนนที่เชื่อมระหว่างเมียนมาและไทย สร้างเสร็จไปแล้ว 2 ช่วง ยังคงเหลือช่วงเอ็นดุ-ท่าตอน ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุง ซึ่งไทยจะสนับสนุนดูแลซ่อมแซมเพื่อให้เดินทางได้สะดวก และเมียนมาจะเชื่อมต่อไปยังอินเดียได้ ซึ่งทางเมียนมาพอใจอย่างมากที่จะร่วมมือกัน

“ผมเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองประเทศ ทั้งทางด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพราะทั้งสองประเทศมีพรมแดนติดต่อกันจึงต้องพัฒนาเส้นทางคมนาคมร่วมกันอีกมาก ขณะเดียวกันจะได้กระชับความสัมพันธ์ด้านการค้า การลงทุน ซึ่งวิธีที่ไทยจะช่วยได้มากที่สุด คือเรื่องนี้ เนื่องจากคนเมียนมามีคนจนและคนไม่มีงานทำเยอะ สิ่งที่ต้องช่วยคือการมีการค้า การลงทุนเพิ่ม ซึ่ง 80% เป็นการค้าชายแดน ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 200,000 ล้านบาท ก็หวังว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวใน 5 ปี”

นอกจากนี้ ได้เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทยพม่า หารือกับมุขมนตรีภาคเพื่อพิจารณาเพิ่มพื้นที่การค้า โดยเอาเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด-เมียวดีเป็นต้นแบบ ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด-เมียวดี จะยกระดับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วมกัน

แสนสิริ ดึง SCB เสริมแกร่ง เปิดตัว’สิริ เวนเจอร์’ทุนจดทะเบียน 100 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 16:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849741


แสนสิริ ดึงไทยพาณิชย์เสริมแกร่ง เปิดตัว “สิริ เวนเจอร์” นวัตกรรมใหม่ด้าน Property Technology เต็มรูปแบบรายแรกของไทย ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท สร้างนวัตกรรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในที่อยู่อาศัย …

วันที่ 2 ก.พ. 60 นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้ง Venture Capital ในชื่อ บริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด SIRI VENTURE โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างแสนสิริ และธนาคารไทยพาณิชย์ 90:10 ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท ลงทุนและพัฒนาในนวัตกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่ออนาคต และการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัยหรือ “พร็อพเพอร์ตี้ เทคโนโลยี” (Property Technology) อย่างเต็มรูปแบบรายแรกของไทย

นายอภิชาติ กล่าวว่า สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ แสนสิริ จะมีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบเรื่องของการสรรหาและลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้าน Property Technology เหล่านี้เข้ามาใช้เป็นรายแรก เพื่อการดำเนินธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ สำหรับลูกค้า หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากนวัตกรรมบริการที่สามารถนำไปขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น หรือแม้แต่กับธุรกิจอื่นๆ เกิดเป็นช่องทางรายได้ใหม่ที่จะผลักดันวงจรการเติบโตแบบก้าวกระโดดครั้งใหม่ ซึ่งจะส่งผลประโยชน์สูงสุดคืนให้แก่ลูกค้า

ด้าน นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางธนาคารเห็นว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ขยายขีดความสามารถในการเข้าถึงสตาร์ตอัพและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำงานร่วมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า มุมมองทางด้านเทคโนโลยีของไทยพาณิชย์นั้น ไม่หยุดอยู่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินเท่านั้น แต่ต้องการสร้างสรรค์เทคโนโลยีทางการเงินที่เข้าถึงหรือผสานอยู่ใน Ecosystem ต่างๆ ในชีวิตประจำวันของลูกค้าได้อย่างกลมกลืนและสมบูรณ์แบบ สามารถนำ FinTech เข้ามาทำงานร่วมกันกับ Property Technology เกิดเป็น Living Ecosystem ที่สมบูรณ์ และนำมาซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการร่วมกันได้อย่างครบวงจร

ขณะที่ นายชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด กล่าวด้วยว่า สิริ เวนเจอร์ เป็นนวัตกรรมเพื่ออนาคตของการใช้ชีวิต ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น เร็วขึ้น และประหยัดยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต

สำหรับภารกิจสำคัญของ สิริ เวนเจอร์ มี 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. ร่วมลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัย ด้วยเงินลงทุน 100 ล้านบาท เริ่มจากในประเทศไทยและสิงคโปร์ 2. ร่วมทุนและยกระดับศักยภาพของ Home Service โมบายแอปพลิเคชัน สำหรับลูกบ้านแสนสิริ เพื่อบริการรูปแบบใหม่ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต และสามารถขยายขอบข่ายบริการในตลาดที่กว้างขึ้น และ 3. จัดตั้งโครงการผลักดันสตาตอัพด้าน Property Technology โดยเฉพาะครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเฟ้นหาสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับอสังหาริมทรัพย์และการอยู่อาศัยที่มีศักยภาพในการลงทุน.

อลิอันซ์ อยุธยา เผยทิศทางธุรกิจปี 60 ตั้งเป้าเบี้ยรับรวม 32,500 ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 ก.พ. 2560 15:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849649


อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เผยทิศทางธุรกิจปี 60 มุ่งเสริมแกร่ง 3 ด้าน พร้อมเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ เน้นเพิ่มจำนวนตัวแทนใหม่ ดันยอดผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตและสุขภาพขึ้นแท่นผู้นำตลาด ตั้งเป้าเบี้ยรับรวม 32,500 ล. ภายในสิ้นปี …

วันที่ 2 ก.พ. 60 นายไบรอัน สมิธ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานในปี 2560 โดยบริษัทฯ มุ่งเสริมความแกร่งใน 3 ด้าน คือ 1. นำองค์กรเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแพลทฟอร์มและแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ง่าย และช่วยให้ลูกค้าให้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น ทั้งนำเครื่องมือการคิดคำนวณดอกเบี้ยประกันภัยให้ลูกค้าสามารถค้นหารูปแบบกรมธรรม์ หรือความคุ้มครองที่ต้องการได้ด้วยตนเอง มีการพัฒนาเครื่องมือด้านดิจิทัลเพื่อช่วยให้ตัวแทนเสนอขายสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งมีความชัดเจนในการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้พนักงานของบริษัทลดความยุ่งยากของขั้นตอนการทำงาน

2. ให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนตัวแทนใหม่ ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างการเติบโต โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์คุ้มครองและแบบยูนิต ลิงค์ ในปีนี้ ตั้งเป้าสร้างตัวแทนใหม่ที่จะเข้าร่วมงานกับอลิอันซ์ อยุธยา เพิ่มอีก 6,500 ราย ภายในสิ้นปี

3. การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ให้สอดคล้องกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ ยังคงเดินหน้าออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เติมเต็มความต้องการลูกค้า แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์คุ้มครอง คือ หัวใจสำคัญในการเติบโตธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย

นายไบรอัน กล่าวว่า จากกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่กล่าวมาข้างต้นนั้น มีความเชื่อมั่นว่า บริษัทฯ จะสามารถบรรลุเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 6,500 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยรับรวม 32,500 ล้านบาท ในปี 2560 ได้แน่นอน.