กฟน. ชวน “ล้างแอร์ลดโลกร้อน” เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องปรับอากาศและประหยัดพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 3 ก.พ. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850605


การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เชิญชวนประชาชนล้างเครื่องปรับอากาศลดโลกร้อน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ เพิ่มประสิทธิภาพเครื่องปรับอากาศและประหยัดพลังงาน

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่จำหน่ายกระแสไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ มีความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งการใช้เครื่องปรับอากาศที่ด้อยประสิทธิภาพ ที่ไม่ได้ทำความสะอาดอาจ ทำให้มีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปอุดตัน ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนัก ก่อให้เกิดการกินไฟและเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ด้วยเหตุนี้ กฟน. จึงขอเชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันล้างแอร์เพื่อลดโลกร้อน พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ สามารถระบายความร้อนและทำความเย็นได้ดียิ่งขึ้น โดยในแต่ละปี กฟน.จะมีการจัดโครงการล้างแอร์ลดโลกร้อน ในราคาพิเศษเพียงเครื่องละ 300 บาท โดยในปีนี้เปิดรับสมัครจำนวน 25,000 เครื่อง ในเขตพื้นที่การให้บริการของ กฟน. โดยผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถขอรับบริการโดยสามารถลงทะเบียนผ่านช่องทาง MEA Smart Life Application ที่สะดวก และรวดเร็ว นอกจากนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังสามารถตรวจสอบค่าไฟฟ้า ชำระค่าไฟฟ้า แจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้อง ตลอดจนรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของ กฟน. ได้อีกด้วย ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดฟรีได้ที่ App Store และ Google play หรือสมัคร และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า MEA Call Center โทร 1130 ซึ่งหลังจากเปิดรับสมัครไปตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้ไฟฟ้าให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยมีการสมัครเข้าร่วมโครงการผ่าน MEA Smart Life Application มากกว่าร้อยละ 50

นอกจากนี้ กฟน. แนะนำให้ประชาชนสามารถร่วมกันล้างแอร์ลดโลกร้อน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศ โดยติดต่อขอใช้บริการช่างล้างแอร์มืออาชีพใกล้บ้านท่าน รวมถึงใช้เครื่องปรับอากาศแบบประหยัดไฟง่ายๆ เพียงตั้งอุณภูมิที่เหมาะสม ประมาณ 26 องศาเซลเซียส เลือกใช้เครื่องปรับอากาศตามขนาดที่เหมาะสมแก่การใช้งาน และมีฉลากเบอร์ 5 ที่สำคัญคือหมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถช่วยเพิ่มอายุการใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทองเปิดตลาดร่วง 50 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2560 10:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850197


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 3 ก.พ. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท …

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100.00 บาท ขายออกบาทละ 20,200.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท

 

ชง ม.44 ปราบคนโกงบ้านโกงเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850017


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังหารือผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง พร้อมพลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือและวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากคดีความโรลส์-รอยซ์ของบริษัท การบินไทย ว่า ทางรัฐบาลต้องการให้กระทรวงการคลังมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงการคลังดูแลกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องการเบิกจ่ายเงินอยู่แล้ว

นอกจากนั้นที่ประชุมได้เสนอให้กระทรวงยุติธรรมที่กำกับดูแลกฎหมายการคอร์รัปชันแก้ไขกฎหมายโดยจะเพิ่มเติมคือ 1.กรณีที่มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคอร์รัปชันจะไม่มีการกำหนดอายุความและสามารถพิจารณาคดีย้อนหลังได้ และ 2.กรณีภาคเอกชนซึ่งอยู่ในฐานะผู้ให้สินบน หากถูกจับได้ว่าจ่ายสินบนจริงและยอมรับสารภาพ กฎหมายใหม่จะเว้นโทษทางอาญา แต่ยังมีโทษเปรียบเทียบกับทางแพ่งเหมือนกับต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ อังกฤษและจีน เพื่อจูงใจให้ผู้จ่ายสินบนเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด จากปัจจุบันกฎหมายกำหนดลงโทษทั้งอาญาและทางแพ่งกับผู้รับและผู้จ่ายเงินสินบน หรือคอร์รัปชัน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีเร่งแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีอาจจะใช้มาตรา 44 (ม.44) เพื่อเร่งแก้ไข กฎหมายให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่า จะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้ในวันที่ 20 ก.พ.นี้ แต่นายกรัฐมนตรีกำชับว่า ให้เร่งเสนอเร็วกว่านี้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญของประเทศชาติ

นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า ข้อเสนอของกระทรวงการคลังในเรื่องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อยุติ เพราะเรื่องนี้ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมของ ป.ย.ป.และต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะประเด็นหมดหรือไม่หมดอายุความนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่า คดีคอร์รัปชันไม่ควรหมดอายุความ แต่ก็มีคนโต้แย้งว่า จะขัดหลักนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งหากเป็นคนโกงก็ไม่น่าจะมีเรื่องสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในช่วงประมาณเดือน ส.ค.60 นี้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ที่แก้ไขเสร็จแล้วเพราะอยู่ระหว่างการรอลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งจะช่วยทำให้การทุจริตคอร์รัปชันลดลงได้ ทั้งในเรื่องการกำหนดร่างทีโออาร์ การฮั้วประมูล การมีตัวกลางเพื่อเรียกหรือจ่ายสินบน ซึ่งที่ผ่านมา การประมูลด้วยระบบ e-Bidding สามารถประหยัดเงินงบประมาณได้ 65,000 ล้านบาท.

 

ดัชนีเชื่อมั่นทุกรายการพุ่งพรวดเดือนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850012


มาตรการรัฐ-ส่งออกฟื้นช่วยดึงเศรษฐกิจ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่สำรวจจากประชาชนตัวอย่างทั่วประเทศ 2,238 คนว่า ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ม.ค.60 อยู่ที่ระดับ 74.5 เพิ่มขึ้นจาก 73.7 ในเดือน ธ.ค.59 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 52.7 เพิ่มขึ้นจาก 52.1 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 83.5 เพิ่มขึ้นจาก 82.5 ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 63.1 เพิ่มขึ้นจาก 62.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำอยู่ที่ 69.1 เพิ่มขึ้นจาก 68.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 91.2 เพิ่มขึ้นจาก 90.3

ปัจจัยบวกที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวเพิ่มขึ้น มาจากมูลค่าการส่งออกของไทยเดือน ธ.ค.59 ขยายตัว 6.23% และทั้งปีขยายตัว 0.45% มีดุลการค้าเกินดุล 20,659 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 60 คาดขยายตัว 3.6% จากเดิมคาดขยายตัว 3.4%, ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เดือน ม.ค.60 เพิ่มขึ้น 34.37 จุด, ความคาดหวังของประชาชนถึงการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงปลายปี ประกอบกับการใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ส่งผลดีต่อภาวะเศรษฐกิจในเดือน ม.ค.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแคบ ก่อนทางการเผยข้อมูลจ้างงานเดือนม.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2560 06:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850106


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี โดยส่วนใหญ่ลดลง เนื่องจากนักลงทุนระวังตัวก่อนจะมีการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานในสหรัฐฯ ประจำเดือนม.ค. …

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 2 ก.พ. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 6.03 จุด หรือ 0.03% ปิดที่ 19,884.91 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.30 น. หรือ 0.06% ปิดที่ 2,280.85 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 6.45 จุด หรือ 0.11% ปิดที่ 5,636.20 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า เหล่านักลงทุนยังคงไม่สบายใจในนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากเกิดข้อโต้แย้งเป็นวงกว้าง ล่าสุดคือการโต้เถียงกันทางโทรศัพท์ระหว่างนายทรัมป์กับมัลคอล์ม เทิร์นบูล นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เรื่องที่รัฐบาลก่อนของสหรัฐฯ ตกลงจะรับผู้อพยพจำนวนหนึ่งจากออสเตรเลีย

ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็กำลังเฝ้ารอการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ประจำเดือนม.ค. ซึ่งคาดกันว่าจะมีการจ้างงานเพิ่ม 170,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานยังคงอยู่ที่ 4.7%

 

ส.ป.ก.ตรวจ 19 บริษัทกังหันลม แบงก์แตะเบรกปล่อยกู้ธุรกิจพลังงานทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850005


ส.ป.ก.สั่งตรวจเข้ม 19 บริษัทเอกชน บริษัทใดเข้าข่ายไม่ทำตามวัตถุประสงค์ คาดรู้ผลสัปดาห์หน้า ด้านเรคกูเลเตอร์ขอหารือ ส.ป.ก.กรณีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้ยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินในการดำเนินกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมระหว่างส.ป.ก.กับภาคเอกชน ขณะที่แบงก์พาณิชย์แตะเบรกปล่อยกู้

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยกเลิกโครงการกังหันลม เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าของ บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม ส.ป.ก. จ.ชัยภูมิ เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง ขณะนี้ได้ให้สำนักกฎหมายของกรมลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทเอกชนที่เช่าที่ดินเพื่อทำกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 2 จังหวัด ที่ ส.ป.ก.ครอบครองที่ดินอยู่ คือ จ.นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ ที่เหลืออยู่ในโครงการอีกประมาณ 19 บริษัท เพื่อสำรวจว่า มีบริษัทใดเข้าข่ายไม่ทำตามวัตถุประสงค์ของโครงการอีกหรือไม่ คาดว่าจะสรุปผลได้ในสัปดาห์หน้า

“แนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้น จะพิจารณาเพิ่มข้อกำหนดหรือทำให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์โดยตรงลงไปในสัญญาเช่าที่ดินระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย และในอนาคตจะกำหนดเป็นบรรทัดฐานสำหรับบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมทั้งหมดให้ต้องปฏิบัติตาม”

สำหรับบริษัทที่เช่าพื้นที่ ส.ป.ก.มีทั้งหมด 20 บริษัท พื้นที่ประมาณ 620 ไร่ แบ่งเป็น จ.นครราชสีมา 7 บริษัท เนื้อที่ 280 ไร่ คือ บริษัท เฟิร์ส โคราช วินด์ จำกัด, บริษัท เค อาร์ ทู จำกัด, บริษัท เทพารักษ์ วินด์ จำกัด, บริษัท ทรอปิคอล วินด์ จำกัด, บริษัท เค อาร์ เอส ทรี จำกัด, บริษัท กฤษณา วินด์ พาวเวอร์ จำกัด, บริษัท เค อาร์ วัน จำกัด และ จ.ชัยภูมิ 13 บริษัท เนื้อที่ประมาณ 380 ไร่ โดยยกเลิก 1 บริษัท คือ บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และเริ่มก่อสร้างแล้ว 4 บริษัท เหลือ 6 บริษัทกำลังดำเนินการก่อสร้าง อีก 2 บริษัทยังไม่เริ่มก่อสร้าง

นายสมปองกล่าวว่า บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม ที่ศาลสั่งยกเลิกโครงการ กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง หากตรวจสอบแล้วพบว่า บริษัทได้รับความเสียหาย สามารถฟ้องกลับ ส.ป.ก.ได้ แต่อย่างไรตามจะหารือเรื่องนี้กับบริษัทดังกล่าวอีกครั้ง

ด้านนายวีระพล จิรประดิษฐกุล โฆษกกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) กล่าวว่า เรคกูเลเตอร์เตรียมหารือแนวทางดำเนินการที่ชัดเจนกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งพิพากษาให้ ส.ป.ก.ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ ที่ ส.ป.ก.อนุญาตให้บริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด เช่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่ติดตั้งกังหันลม เพื่อผลิตไฟฟ้าที่จังหวัดชัยภูมิ ขณะนี้มีข้อเสนอหลายฝ่ายที่ต้องการให้เปลี่ยนไปพัฒนาโครงการลมในพื้นที่ภาคใต้แทน เพราะพลังงานลมในภาคใต้มีความแรงสูงกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันโครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม 80% เป็นการลงทุนอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขณะที่นายสุเมธ สุทธภักติ รองนายกสมาคมกังหันลมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาเอกชนได้ดำเนินงานตามระเบียบที่กำหนด และคำสั่งศาลฯ ดังกล่าว มองเป็นผลบวก ที่จะทำให้นำมาสู่การจัดระเบียบที่ชัดเจนขึ้นเพราะเมื่อดูคำสั่งศาลฯ จะพบว่า ได้กำหนดไว้ชัดว่าโครงการที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ต้องตอบโจทย์ภาคการเกษตรโดยตรง ดังนั้นภาครัฐน่าจะใช้โอกาสนี้ออกระเบียบการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ให้ชัดเจนเลยว่า จะต้องมีเงื่อนไขที่จะตอบโจทย์ให้ถึงเกษตรกรอย่างไร เพื่อเป็นทางออกให้เอกชนในปัจจุบันและในอนาคต

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อคำสั่งศาลฯ จะมี 2 ส่วน คือ 1.พื้นที่ศักยภาพและการใช้พื้นที่สำหรับพลังงานลมที่ต่อไปจะเป็นอย่างไร 2.เอกชนที่อยู่ระหว่างเตรียมนำพื้นที่ ส.ป.ก.มาดำเนินการ จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หรือต้องหาที่ใหม่ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมยื่นขอดำเนินการจากภาครัฐรวม 1,800 เมกะวัตต์ และมีการผลิตไฟฟ้าแล้ว 400 เมกะวัตต์ ที่เหลือ 1,400 เมกะวัตต์ บางส่วนอาจมีการลงทุนเกี่ยวข้องกับพื้นที่ ส.ป.ก. หากหาที่ใหม่ก็จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่คงไม่ได้กระทบภาพรวมให้ต้องหยุดลงแต่อย่างใด

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้ชะลอการพิจารณาสินเชื่อให้ลูกค้ากลุ่มพลังงานทดแทนออกไปก่อน หลังจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง สั่งให้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในการเข้าติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าของบริษัท เทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากธนาคารพาณิชย์ ว่าการให้สินเชื่อกับผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานทดแทน ในโครงการกังหันลมนั้น ขณะนี้แบงก์พาณิชย์ส่วนมากขั้นตอนอยู่ระหว่างการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ และหากปล่อยสินเชื่อ แบงก์พาณิชย์ส่วนมากจะปล่อยกู้ร่วมกันระหว่างแบงก์ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาหากมีการปล่อยสินเชื่อไปก็เพียงมูลค่า 7,000 ล้านบาทเท่านั้นและพื้นที่ทำโครงการกังหันลมก็อยู่บนที่ที่มีโฉนด.

 

เตือนอย่าปั่นกระแสลวง ปชช. “ดร.พนา” ชี้ กสทช.มีหน้าที่คุ้มครองคนสุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850000


รองศาสตราจารย์ ดร.พนา ทองมีอาคม กรรมการกองทุนวิจัย และพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณี บริษัท ทรูวิชั่นส์ กำลังจะลดช่องรายการบนแพลตฟอร์มลงอีก 9 ช่อง จากก่อนหน้าที่ได้ลดช่อง HBO ไปแล้ว

โดยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ฟ้องว่ากิจการเคเบิลทีวีในบ้านเรากำลังป่วย ไม่ใช่ทรูเอาเปรียบประชาชนอย่างกระแสที่พยายามจะปั่นกัน ก็หวังว่าประชาชนทั่วไปจะเข้าใจ เมื่อครั้งยกเลิกช่อง HBO คนโวยวายว่าทรูผิดสัญญา แต่ไม่เคยมีใครบอกว่าที่ผิดๆนั้น คือผิดตรงที่ทรูไม่ได้แจ้ง กสทช.ล่วงหน้า 30 วัน เป็นเรื่องการผิดระเบียบประกาศของ กสทช. โทษานุโทษก็แค่เป็นไปตามสัดส่วนความผิด จะเตือนจะปรับทางปกครอง…การแจ้งปรับเปลี่ยนช่องน้อยกว่า 30 วัน คงไม่ถึงกับยกเลิกใบอนุญาตตามบางเสียงที่ขู่กันมา ไม่งั้นก็คงได้ไปศาลปกครองกันอีก

รศ.ดร.พนากล่าวถึงการเยียวยาของทรู ตามที่ถกเถียงกัน ฝ่ายหนึ่งพยายามบีบให้ทรูเยียวยามากกว่าแค่ที่ให้ดูช่องเพิ่มหนึ่งเดือน แต่ทรูก็ยังยืนกรานว่าการเยียวยาที่ทรูเสนอให้ดีแล้ว …นี่คือยันกันในจุดยืนของตน ดังนั้นใครไม่ชอบก็ไปยกเลิกสัญญาหรือไปร้องเรียนได้ ซึ่งก็มีคนทำไปแล้ว ส่วนฟ้องศาล? โอ้…นั่นเรื่องปั่นกระแสหลอกประชาชน (ซึ่งก็มีคนหลงไปลงชื่อด้วยสักราวพันคน)

นี่เป็นเรื่องการซื้อการขาย ทรูเขาก็มีข้อเสนออย่างที่เขาพอทำธุรกิจอยู่ได้ วันนี้ข้อเสนอเขาเปลี่ยนไป ใครรับได้ ก็คงสภาพสมาชิกต่อ ใครที่รับไม่ได้ ก็แค่บอกเลิกสมาชิกไป ไม่มีใครบังคับใคร…นี่ไม่ใช่เรื่องพิพาทที่จะไปให้ศาลท่านชี้ขาดให้ได้ กรณีนี้ไม่ต่างจากสายการบินที่ลดมื้ออาหารว่าง หรือร้านกล้วยแขกงดไม่ทอดเผือกขายให้ด้วย หรืออะไรอื่นๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันทำนองนั้นกลับไปที่ตอนต้น ที่บอกไปแล้วว่า การจะยกเลิกช่องรายการของทรูวันนี้ ฟ้องว่า กิจการเคเบิลทีวีในบ้านเรากำลังป่วย

ใครที่ตามข่าวหรืออยู่ในแวดวงนี้ รู้กันดีว่า แนวโน้มธุรกิจเคเบิลทีวีในโลกนี้กำลังถดถอย มีการรณรงค์ Cord Cutting ซึ่งก็คือการเลิกรับทีวีจากเคเบิลในอเมริกาเพื่อไปสู่ธุรกิจทีวีแบบใหม่ที่หลักๆก็คือผ่านอินเตอร์เน็ต ทิศทางค่อนข้างชัดว่า เคเบิลทีวีจะลำบากต่อไปภายหน้า ส่วนว่าจะนานอีกกี่ปี ยังไม่มีใครรู้แน่

แต่ในบ้านเราเมืองศิวิไลซ์ไทยแลนด์…ตอนนี้มีกิจการโทรทัศน์แบบนอกกฎหมายกำลังแพร่หลายมาก ที่บอกว่าผิดกฎหมาย ก็เพราะพวกนี้มีการส่ง หรือเผยแพร่รายการโทรทัศน์ชัดเจน โดยไม่มีการขออนุญาต มีการเก็บค่าบริการรายเดือนแค่ 200-300 บาท โดยไม่มีการชำระค่าธรรมเนียม ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองทุนและไม่ต้องอยู่ในระบบภาษี

ช่องรายการที่นำเสนอก็มีทั้งช่องละเมิดลิขสิทธิ์หนังเป็นพันๆเรื่อง การเอาช่องทรูที่เขาซื้อมาแพงๆ ไปออกอากาศซ้ำแบบเรียลไทม์ มีหนังเอวี หนังสามเอ็กซ์โจ๋งครึ่ม…ทั้งสิ้นทั้งปวง ไม่มีองค์กรกำกับไหนไปบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีใครไปคุ้มครองผู้บริโภคเด็กเล็ก และไม่มีใครเอะอะสักคำ เวลาช่องพวกนี้สลับสับเปลี่ยนหรือยกเลิกช่องรายการ

บทบาทของผู้กำกับกิจการ เช่น กสทช. สิ่งที่ต้องทำคือการบังคับใช้กฎหมาย มิใช่แกล้งทำงงว่ามันเป็นบริการอะไร หรือแกล้งทำไม่รู้ไม่เห็นหน้าที่ กสทช. ต้องจับคนทำกิจการทีวีไม่ขออนุญาต แจ้งจับคนละเมิดลิขสิทธิ์ ปกป้องผู้ประกอบกิจการที่จ่ายค่าธรรมเนียมเป็นค่ากำกับดูแลรวมถึงเป็นเงินเดือนของ กสทช. และจ่ายภาษีให้รัฐ…หลักกฎหมายเจ้าหน้าที่ต้องคุ้มครองสุจริตชนพลเมืองดี และต้องขจัดทุจริตชนคนฝ่าฝืนกฎหมาย

การจะคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องคุ้มครองผู้ประกอบการดีด้วย เพราะหากปล่อยให้ผู้ประกอบการดีที่ทำตามกฎหมายต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และถูกลักขโมยสิทธิ์ ท้ายที่สุดแล้วเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียมที่ถูกกฎหมายก็จะอยู่ไม่ได้ คนก็จะหันไปซื้อของผิดกฎหมาย และไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ

การเล่นลิเกไปวันๆ หรือปลุกปั่นกระแสโดยไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย มีแต่จะทำให้กิจการโทรทัศน์ไทยเสื่อมและตกไปในมือของพวกทุจริตหรือพวกต่างชาติ ประชาชนประเทศชาติเสียประโยชน์ในระยะยาว พฤติการณ์วันนี้จึงคล้ายๆกับว่า ใครทำถูกกฎหมายเป็นผู้รับใบอนุญาต จะตกเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชน และถูกเจ้าหน้าที่ไล่บี้ไล่รังควานอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนใครที่ไม่เผยตัว แอบหากินอยู่นอกระบบ ไม่จ่ายภาษี ไม่จ่ายค่าธรรมเนียม และขโมยของคนอื่นมาขาย…สามารถอยู่รอดปลอดภัย และรุ่งเรืองในทางธุรกิจผิดกฎหมาย

ที่นี่รู้อยู่ว่า พูดคุยอะไรที่ใช้หลักการและเหตุผล มักไม่ป๊อปปูล่าร์…สู้ปลุกปั่นเรื่องความเป็นธรรมจากมุมเดียว หรือเป็นโรบินฮูดแย่งชิงจากคนรวยมาให้คนจนไม่ได้…ดังนั้น คาดว่าคงมีคนบอกว่าที่นี่เข้าข้างทรู โดยที่คนกล่าวหาไม่ต้องมีเหตุผลมาหักล้างด้วย

ก็อยากบอกว่า ช่องรายการที่เขายกเลิกใหม่ครั้งนี้ เป็นช่องรายการที่ชอบดู และส่วนตัวก็พิจารณาจะเลิกเหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ถ้าเราไม่อคติไม่อยากได้ของใคร เราก็ควรทำได้อย่างมีสติ มีเหตุผล ไม่ต้องไปก่นด่าว่าใครมิใช่หรือ?

 

“สิริ เวนเจอร์” รุกสตาร์ทอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849988


นายอภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดตั้งบริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยบริษัทแสนสิริถือหุ้นสัดส่วน 90% และธนาคารไทยพาณิชย์ถือหุ้น 10% เพื่อรุกธุรกิจสร้างสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่อยู่อาศัย หรือพร็อพเพอร์ตี เทคโนโลยี พร้อมทั้งลงทุนและพัฒนาในนวัตกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ตลอดจนพัฒนาโมบาย แอพพลิเคชัน โฮม เซอร์วิส (Home service) ให้สะดวกยิ่งขึ้น “เป้าหมายหลักของการจัดตั้งสิริ เวนเจอร์ เน้นลงทุนสร้างเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ร่วมกับกลุ่มนักวิจัย นักประดิษฐ์ ธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยวางเป้าหมายสร้างเครือข่ายกับผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่ด้านเทคโนโลยีที่อยู่อาศัย อย่างน้อย 300 ราย ในปี 63 โดยเชื่อว่าสิริ เวนเจอร์ จะสร้างนวัตกรรมที่อยู่อาศัยไทยไปไกลระดับโลก รวมทั้งเสริมสร้างการเติบโตให้อสังหาริมทรัพย์ของแสนสิริอย่างแข็งแกร่ง”

นายชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิริ เวนเจอร์ จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยีมาแรงที่บริษัทสนใจเข้าไปลงทุนจะเป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือที่ช่วยเสริมการใช้งานภายในบ้านให้สะดวกยิ่งขึ้น โดยมีงบประมาณใช้ในการร่วมทุน 100-500 ล้านบาท ส่วนงานโมบายแอพพลิเคชัน โฮม เซอร์วิส ตั้งเป้า 3 ปี มีผู้ใช้บริการแอพฯเพิ่ม 100,000 ครัวเรือน จากปัจจุบัน 13,000 ครัวเรือน.

 

เปิดโผหุ้นปันผลตอบแทนงาม โบรกชี้ บจ.พลังงานกำไรจ่ายเพิ่มกว่าปีก่อนแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849984


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ทยอยประกาศผลประกอบการปี 59 พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีบริษัทจดทะเบียน ที่ได้ประกาศจ่ายปันผลแล้ว และกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงว่าผู้ที่ซื้อหลักทรัพย์หลังขึ้นเครื่องหมายจะไม่ได้สิทธิรับเงินปันผลแล้ว โดยหากเทียบราคาหุ้นกับอัตราการจ่ายเงินปันผล ณ ราคาปิดวันที่ 1 ก.พ. พบว่า บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นสูงที่สุดคิดเป็นอัตราผลตอบแทนที่ 4.28% หรือ 1.02 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทอีโนเว รับเบอร์ จะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 6 ก.พ.นี้

น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือน ก.พ.ไปจนถึงต้นเดือน เม.ย.เป็นช่วงที่นักลงทุนจะเข้ามาเก็งกำไรผลประกอบการและข่าวการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน หากนักลงทุนต้องการซื้อหุ้นที่จ่ายปันผลแนะนำหุ้นที่จ่ายปันผลที่ให้อัตราตั้งแต่ระดับ 3-4% ขึ้นไป ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าหุ้นที่จะจ่ายเงินปันผลในระดับสูงโดยคิดที่ราคาปิดวันที่ 1 ก.พ. อาทิ บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะจ่ายปันผลในระดับกว่า 5% หรือ 0.21 บาทต่อหุ้น ตามด้วยบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) จ่ายปันผลในระดับสูงกว่า 5%หรือประมาณ 4 บาทต่อหุ้น บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จ่ายปันผลในอัตรา 4.9% ต่อหุ้น หรือประมาณ 0.19 บาทต่อหุ้น บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะจ่ายปันผล 4.5%หรือประมาณ 0.33 บาทต่อหุ้น เป็นต้น

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 59 จะเติบโตโดดเด่นกว่า 30% เนื่องจากบริษัทพลังงานมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ส่งผลให้กลุ่มพลังงานจะจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นจากปี 58 อย่างแน่นอน แต่กลุ่มไอซีทีจะจ่ายในอัตราที่ลดลงเพราะกำไรได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น.

 

“ซีคอน” จัดช็อปแบรนด์เนมมือ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/849970


นายจรัญ ผู้พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการสำนักสื่อสารการตลาดและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีคอน บางแค จำกัด ผู้บริหารศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ถ.เพชรเกษม เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงาน “นางฟ้ามาขายของมือ 2” ระหว่างวันที่ 3-5 ก.พ.60 ที่ลานชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค ถ.เพชรเกษม โดยเนรมิตพื้นที่ลานกลางให้เป็นสวรรค์สำหรับนักช็อปสินค้าแบรนด์เนมได้มีโอกาสเลือกสินค้าดี มีคุณภาพในราคาโดนใจ จากเหล่าแอร์โฮสเตส-สจ๊วต ศิลปินดารา พิธีกร กว่า 160 บูธ โดยแบ่งเป็นโซนต่างๆ ดังนี้ โซนแอร์โฮสเตส-สจ๊วต จากสายการบินต่างๆ อาทิ การบินไทย นกแอร์ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ บางกอก แอร์เวย์ส ไทยไลอ้อนแอร์ เจแปนแอร์ไลน์ นอร์วีเจียนแอร์ไลน์ ฟินน์แอร์ และอีวีแอร์ และโซนศิลปินดารา เซเลบ และเน็ตไอดอล อาทิ เมทัล สุขขาว,เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ, กัสจัง จีราร์, ใบเฟิร์น พัสกร พลบูรณ์, โกโก้ เดอะเฟส 2 อารยะ ศุภฤกษ์, ชมพู่ (ก่อนบ่าย) ธัณย์สิตา สุวัชรา-ธนากิตติ์ ฯลฯ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 0-2454-7777 ต่อ 535 หรือ www.seaconbangkea.com