หุ้นสหรัฐฯ พุ่ง จากตัวเลขจ้างงาน-พอใจคำสั่งทรัมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850925


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในวันศุกร์ หลังจากตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนม.ค. ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเอาไว้ ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกคำสั่งทบทวนระบบการกำกับดูแลสถาบันการเงิน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 3 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 186.55 จุด หรือ 0.94% ปิดที่ 20071.46 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 15.57 จุด หรือ 0.73% ปิดที่ 2297.42 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 30.57 จุด หรือ 0.54% ปิดที่ 5666.77 จุด

advertisement

ในวันศุกร์มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานประจำเดือน ม.ค. ซึ่งปรากฏว่าอยู่ที่ 227,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ราว 170,000 ตำแหน่ง และมาที่สุดในรอบ 4 เดือน ปัจจัยหนุนตลาดยังรวมถึงคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้ทบทวนระบบการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพื่อผ่อนคลายกฎระเบียบภาคการเงินที่ใช้มาตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

 

จี้ ขสมก.เลิกสัญญาเมล์เอ็นจีวี 7 ก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850794


“พิชิต”จ่อชงครม.ขอซื้อรถใหม่ เบสท์รินจนแต้มส่งมอบไม่ทัน

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 ก.พ.นี้ หากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังไม่สามารถรับรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) จากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ปได้ ก็จะสั่งให้ ขสมก.บอกยกเลิกสัญญา เพื่อให้กระบวนการทำงานของ ขสมก.เป็นไปตามสัญญาที่ตกลงกับบริษัท เบสท์รินโดยระบุว่า หากไม่สามารถส่งมอบรถเมล์ ตามกำหนด บริษัทเบสท์รินในฐานะคู่สัญญาจะต้องจ่ายค่าปรับ และเมื่อค่าปรับถึงระดับที่เป็นจำนวนเงิน 10% ของมูลค่าโครงการแล้ว ก็ยังไม่สามารถส่งมอบรถเมล์ให้ได้ ขสมก.สามารถบอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งในวันที่ 7 ก.พ.นี้ จำนวนเงินค่าปรับจะมีมูลค่าครบ 10% ของมูลค่าโครงการแล้ว

“เรื่องของรถเมล์เอ็นจีวี ที่ถกเถียงกันอยู่เวลานี้คือ ผู้นำเข้าระบุว่า รถเมล์ที่นำเข้าไทยประกอบที่มาเลเซีย แต่กรมศุลกากรไทยระบุว่า รถเมล์ทั้งหมดผลิตและประกอบที่จีน ซึ่งในเนื้อหาของสัญญาที่ตกลงกันกำหนดว่า รถเมล์เอ็นจีวีต้องผลิตในจีนและประกอบที่มาเลเซีย ดังนั้นกรมศุลกากรจึงสั่งอายัดไม่ให้นำรถเมล์ออกจากท่าเรือ เนื่องจากรถเมล์ผลิตและประกอบที่จีนและรถเมล์จำนวน 99 คันลอตแรกมีการขอลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% จากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า ถือเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีเพราะรถเมล์ผลิตและประกอบที่จีน”

ทั้งนี้ หาก ขสมก.ประกาศยกเลิกสัญญากับบริษัท เบสท์รินฯ กระทรวงคมนาคมก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทบทวนมติ ครม.เดิมในการอนุมัติซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันใหม่ โดยกระทรวงคมนาคมก็จะเสนอให้ซื้อรถเมล์เอ็นจีวี รถเมล์ไฟฟ้า หรือรถเมล์ไฮบริดก็ได้

ด้านนายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธาน บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป กล่าวว่า ขณะนี้กรมศุลกากรยังไม่ได้แสดงหลักฐานพิสูจน์ว่า รถเมล์ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นถิ่นกำเนิดมาเลเซีย โดยที่ผ่านมาเป็นเพียงการกล่าวอ้างระบุเพียงสงสัยว่า ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท ขณะที่คนกรุงเทพฯก็เสียโอกาสในการใช้บริการรถเมล์ใหม่.

 

เอสเอ็มอีปีนี้ท่าจะแย่ ฉุดหนี้เน่าแบงก์ทั้งระบบเหตุขาดเงินหมุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850820


นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี ไตรมาส 4 ปี 59 อยู่ที่ 40.0 ลดลงจากปีไตรมาสก่อนที่ 41.9 ในไตรมาสก่อนเล็กน้อย

ขณะที่ความเชื่อมั่นใน 3 เดือนข้างหน้าก็ลดลงเช่นกันจาก 54.1 เหลือ 50.9 สะท้อนว่าภาคธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยยังคงไม่ฟื้นตัว และมีความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร สินค้าโภคภัณฑ์เหล็ก พลังงาน รวมถึงภาคการผลิตต่างๆ สำหรับภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของทั้งระบบสถาบันการเงินเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 2.7% แต่มาในปีนี้หนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นไปถึง 3% ได้อีกในกลางปี

และจากนั้นอาจลดลงมาเหลือ 2.8% ภายหลังธนาคารปรับโครงสร้างช่วยเหลือลูกหนี้ โดยในกลุ่มเอสเอ็มอีมีความเสี่ยงเยอะสุด เพราะจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าเศรษฐกิจประมาณ 2-3 ไตรมาส โดยเฉพาะขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 50-100 ล้านบาทต่อปี จะหนักสุดเพราะมีสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียนที่จำกัด

ด้าน น.ส.นิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เผยถึงโครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใหม่ (เอ็ม เอ ไอ) ว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงพาณิชย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดทำแผนเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งได้ตั้งเป้าไว้จำนวน 26 รายภายใน 3 ปี ข้างหน้า หรือคิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ที่จะสามารถเปิดขายให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) รวม 20,000 ล้านบาท.

 

โละทิ้งข้าวจำนำทุกเมล็ด “พาณิชย์” คิดการใหญ่ล้างเกลี้ยงสต๊อก พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850780


“พาณิชย์” กางแผนระบายข้าวในสต๊อกรับจำนำ ขีดเส้น พ.ค.นี้ ล้างสต๊อกหมด 8.1 ล้านตัน ข้าวดีเปิดประมูล 2.8 ล้านตันเพื่อการบริโภคลอตสุดท้าย ส่วนที่เหลือ 5.3 ล้านตัน ส่งทำอาหารสัตว์-อุตสาหกรรมพลังงาน คืนความสุขวงการข้าวไทยกลับสู่กลไกปกติ

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้ออกประกาศการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปปริมาณ 2.87 ล้านตัน โดยเป็นข้าวในกลุ่มพี, เอ และบี ที่ผ่านมาตรฐาน และมีเกรดซี ซึ่งเป็นข้าวเสื่อมปนอยู่ไม่เกิน 20% โดยทั้งหมดสามารถใช้เพื่อการบริโภคได้ และเป็นข้าวลอตสุดท้ายในกลุ่มที่นำมาบริโภคได้ ทั้งได้กำหนดให้ผู้สนใจดูสภาพข้าวในคลังทั่วประเทศวันที่ 6-10 ก.พ.นี้ และจะเปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 14 ก.พ. ก่อนเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาและเปิดซองในวันที่ 16 ก.พ. หลังจากนั้นจะนำผลสรุปของการเปิดซองราคาเสนอให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบต่อไป คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในเดือน ก.พ.นี้

“ข้าวที่นำมาเปิดประมูลลอตนี้ 50% เป็นข้าวหอมมะลิ หรือประมาณ 1.4 ล้านตัน ข้าวขาว 5% ประมาณ 560,000 ตัน และข้าวเหนียว 140,000 ตัน ที่เหลือเป็นข้าวชนิดอื่นๆ รวมทั้งหมด 17 ชนิด ใน 274 คลัง เป็นคลังขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) 52 คลัง และองค์การคลังสินค้า (อคส.) 222 คลัง”

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาขาย คงไม่ได้มองปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก เพราะต้องมองปัจจัยอื่นมาเปรียบเทียบ เช่น ข้าวกลุ่มที่นำมาขายเก็บไว้ 3-4 ปี หากเก็บต่อไปจะเสื่อมสภาพและเสียค่าเก็บสต๊อกอีก จากปัจจุบันข้าวที่เหลือในสต๊อกประมาณ 8.1 ล้านตัน มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บวันละ 17 ล้านบาท และหากระบายออกได้หมด จะทำให้กลไกตลาดกลับมาปกติ เพราะไม่เหลือข้าวในสต๊อกมากดทับราคาตลาด ทำให้ผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ เช่น ข้าวนาปรังราคาปรับตัวดีขึ้น และยังทำให้ระบบข้าวไทยแข่งขันได้ เพราะไม่ใช่แค่ไทยที่มีผลผลิตข้าว แต่ยังมีเวียดนามที่มีข้าวออกมาขายแข่ง หากระบายส่วนนี้ได้หมดก็จะเป็นผลดีต่อราคาข้าวไทยทั้งระบบ

“ที่เอกชนระบุว่าจะเสนอราคาซื้อไม่เกินกิโลกรัม (กก.) ละ 9 บาท ก็ให้เสนอราคามาก่อน ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่แล้ว โดยราคาตลาดข้าวเก่าในขณะนี้ ข้าวสารหอมมะลิ อยู่ที่ตันละ 22,000 บาท หรือ กก.ละ 22 บาท ส่วนข้าวสารหอมมะลิฤดูกาลผลิตปี 2559/2560 อยู่ที่ตันละ 20,000 บาท หรือ กก.ละ 20 บาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ธนาคารระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น อาจทำให้บางรายอยากซื้อข้าวปริมาณมาก แต่ไม่สามารถซื้อได้”

นางดวงพรกล่าวว่า หากระบายข้าว 2.87 ล้านตันหมด จะทำให้เหลือข้าวในสต๊อกรัฐบาลอีก 5.3 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวที่คนบริโภคไม่ได้ แต่ใช้ทำอาหารสัตว์ได้ และข้าวเสื่อมที่ต้องส่งเข้าอุตสาหกรรมพลังงานเท่านั้น คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในเดือน มี.ค. และภายในเดือน พ.ค.น่าจะระบายได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่มีภาระในการจัดเก็บอีกต่อไป ส่วนเป้าหมายการส่งออกข้าวในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 9.5 ล้านตัน

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การเปิดประมูลข้าวสาร 2.87 ล้านตัน จะมีผู้เสนอซื้อได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับราคาที่รัฐจะขาย มองว่าราคาที่เสนอซื้อไม่น่าจะเกิน กก.ละ 9 บาทเพราะผู้ส่งออกแข่งขันได้ ซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดข้าว อาจส่งผลให้ราคาข้าวในปีนี้ปรับลดลงจากปีก่อน เพราะผลผลิตข้าวเปลือกนาปีของเวียดนามจะออกเดือน มี.ค. คาดว่าจะมี 12 ล้านตัน อาจทำให้ราคาข้าวขาวลดลง

ส่วน ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2560 ที่ 9.5 ล้านตัน มูลค่า 150,000 ล้านบาท หรือ 4,300 ล้านเหรียญฯ ลดลงจากปี 2559 ที่ส่งออกได้ 9.88 ล้านตัน มูลค่า 154,000 ล้านบาท หรือ 4,401 ล้านเหรียญฯ โดยคาดว่าปี 2560 ไทยจะยังส่งออกเป็นอันดับ 2 รองจากอินเดียที่คาดว่าจะส่งออกได้ 10 ล้านตัน

สำหรับสาเหตุที่คาดการณ์ส่งออกได้เพียง 9.5 ล้านตัน เป็นเพราะมีปัจจัยลบมากและการแข่งขันรุนแรงกว่าทุกปี โดยปัจจัยลบประกอบด้วย ผลผลิตข้าวโลกของประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้าเพิ่มขึ้นรวม 1.6% หรือกว่า 480 ล้านตัน ทำให้ความ ต้องการซื้อและนำเข้าลดลง โดยคาดการณ์การบริโภคข้าวโลก 477.8 ล้านตัน เพิ่มเพียง 1.5% และสต๊อกข้าวโลกเพิ่ม 1.9% หรือ 118 ล้านตัน อีกทั้งผู้ซื้อข้าวจะไม่ซื้อข้าวล่วงหน้าปริมาณมากๆ รวมถึงความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2560 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 2% ทำให้ราคาส่งออกข้าวสูงขึ้นตันละ 8-14 เหรียญสหรัฐฯ รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่

“ถ้าระบายข้าวได้หมดในปีนี้ ถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยลดภาระเก็บรักษา และยังส่งผลดีกับราคาข้าวในตลาดโลกด้วย เพราะที่ผ่านมาสต๊อกข้าวไทยเป็นแรงกดดันสำคัญของราคาข้าวในตลาดโลก” ร.ต.ท.เจริญกล่าว.

 

สปก.วุ่นเร่งทบทวนเกณฑ์ให้เอกชนเช่าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850806


นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับทางสำนักงานกฎหมายของ ส.ป.ก. เกี่ยวกับการตีความของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งระบุว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมของ บริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิ์ ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรงในพื้นที่ ซึ่งคำว่า “ให้ประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรง” ไม่มีการระบุไว้ในหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้พื้นที่ของทาง ส.ป.ก. จึงต้องทบทวนหลักเกณฑ์และกำหนดกิจกรรมให้ชัดเจนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการบังคับใช้แก่บริษัทเอกชนที่ยังไม่ถูกฟ้องร้อง โดยได้เรียกดูสัญญาเช่าของบริษัทเอกชนทั้ง 19 ฉบับที่เช่าที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก. จำนวน 2 จังหวัด คือ จ.นครราชสีมา และ จ.ชัยภูมิ รวมประมาณ 620 ไร่แล้ว

สำหรับระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรกรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขอนุญาต และการให้ผู้รับอนุญาตถือปฏิบัติในการใช้ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์สำหรับกิจการที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2541 นั้น ระบุเพียงว่า กิจการที่สนับสนุนเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมต้องให้ประโยชน์แก่เกษตรกรในที่ดินเท่านั้น ซึ่งโครงการกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า ถือว่ามีประโยชน์ต่อเกษตรกรและสามารถจัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ แต่ศาลปกครองสูงสุดระบุว่าเป็นการให้ประโยชน์แก่เกษตรกรทางอ้อม จึงมีคำสั่งยกเลิกโครงการ ทาง ส.ป.ก.จึงต้องกลับไปกำหนดเกณฑ์ใหม่ให้ชัดเจนอีกครั้ง.

 

ทนาย ชี้ กรมศุลฯ เข้าข่ายกลั่นแกล้ง เรียกค่าปรับ 2 เท่ารถเอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2560 20:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850633


ซุปเปอร์ซาร่า ไม่จ่ายค่าปรับ 2 เท่า รถเมล์เอ็นจีวี 99 คัน ที่กรมศุลกากรกักไว้ ยันวางแค่เงินประกันภาษี 40% เท่านั้น ด้านทนาย ชี้ กรมศุลกากรเข้าข่ายกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม เรียกค่าปรับ 2 เท่ารถเอ็นจีวี …

วันที่ 3 ก.พ. 60 นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธาน บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลโครงการจัดหารถโดยสารที่ใช้ก๊าชธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (รถเมล์เอ็นจีวี) ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่าฯ นำเข้ารถเมล์โดยสารใหม่จากประเทศมาเลเซีย เข้ามาในราชอาณาจักร 99 คัน ตามใบขนเลขที่ A0020591200783 โดยเรือ GLOVISPRIME เที่ยววันที่ 1 ธ.ค.59 ได้สำแดงรายการเสียภาษีในประเภทพิกัด 8702.90.94 อัตรา 0% เป็นการใช้สิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร สำหรับของที่มีกำเนิดจากอาเซียน ฉบับประกาศใน พ.ร.บ. ราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 6 ม.ค.55 แต่กรมศุลกากร ต้องการให้บริษัทฯ วางประกันค่าภาษีในอัตรา 40% และวางประกันค่าปรับ 2 เท่าของค่าภาษี โดยบริษัทฯ ยินยอมจะวางประกันค่าภาษี โดยขอไม่ต้องวางเงินประกันค่าปรับจำนวน 2 เท่า เนื่องจากว่าไม่เป็นไปตามประมวลระเบียบปฏิบัติที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ พ.ศ. 2556 ข้อ 4 03 06 05 เรื่องการยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร สำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน (ATIGA) เป็นการทั่วไปโดยขณะนี้ กรมศุลกากร ยังไม่ได้แสดงหลักฐานพิสูจน์ว่า รถเมล์ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นถิ่นกำเนิดมาเลเซีย (เพียงมีข้อสงสัย) ว่ารถบัสประกอบสำเร็จรูปทั้งคันและส่งจากประเทศจีน

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แสดงเอกสารจากทางการมาเลเซีย (From D) เพื่อขอยกเว้นภาษีนำเข้าแล้ว และต้องการให้กรมศุลกากรเร่งสรุปผลและนำหลักฐานต่างๆ มาเปิดเผยยืนยันว่า รถเอ็นจีวีไม่ได้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศมาเลเซีย เพราะที่ผ่านมาเป็นเพียงการกล่าวอ้าง ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ ขณะที่ คนกรุงเทพฯ ก็เสียโอกาสในการใช้บริการรถเมล์ใหม่

ด้าน นายปัญญ์ เกษมทรัพย์ หรืออาจารย์ปัญญ์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายศุลกากร ให้ความเห็นเรื่องดังกล่าวว่า ตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2556 ข้อ 4 03 06 05 การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน (ATIGA) กำหนด ข้อ (3.2.5)

“กรณีรายการข้อมูลในใบขนสินค้าขาเข้า เอกสารประกอบและต้นฉบับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (From D) ไม่ถูกต้องตรงกันและมีเหตุอันควรสงสัยหรือจำเป็นต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า และหากสินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าต้องห้ามหรือต้องกำกัดในการนำเข้า และไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉ้อฉล อาจสั่งการให้ปล่อยสินค้านั้นไปก่อนและชักตัวอย่างไว้ โดยวางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรตามอัตราปกติ โดยไม่ต้องวางประกันค่าปรับ”

แต่ในทางปฏิบัติ พบว่า การกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอนุญาตให้รับของไปก่อนไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของการศุลกากรที่กำหนดให้วางประกันค่าภาษีอากรในอัตรา 40% และวางประกันค่าปรับในอัตราสองเท่าของราคารวมค่าอากร จึงเกรงว่าอาจเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของกรมศุลกากร ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงและระเบียบปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น ยืนยันว่า บริษัทซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ยังมิได้ถูกเพิกถอนสิทธิตามหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าจากหน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของทางการมาเลเซียแต่อย่างใด จึงยังคงได้รับสิทธิลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลัง

สำหรับการกล่าวหาว่ากระทำผิดศุลกากรโดยการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ยืนยันว่า มีการกระทำผิดจริง ดังจะเห็นได้จากกรมศุลฯ มีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา สำหรับการนำเข้ารถเอ็นจีวีจำนวน 145 คัน ว่า เชื่อได้ว่ารถบัสมีกำเนิดประเทศเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อันอาจมีการสำแดงเมืองกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กรมศุลฯ ยังไม่มีหลักฐานในเรื่องดังกล่าว การเรียกให้บริษัทฯ ต้องวางประกันค่าปรับ 2 เท่า จึงเกรงว่าอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและเห็นว่าการกระทำดังกล่าว น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งการประกอบกิจการธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์โดยสารเอ็นจีวีได้ทันตามกำหนดเวลาในสัญญา

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ถือว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเขตการค้าเสรีอาเซียนที่ต้องการให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีภายใต้อาเซียน จึงเกรงว่า การบังคับใช้กฎหมายโดยการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม อาจเป็นการกีดกันทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นเบนซิน 60สต./ล. E85ปรับ 40สต./ล. ดีเซล ขึ้น 20 สต./ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2560 19:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850692


ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินทุกชนิด 60 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ปรับขึ้น 40 สตางค์/ลิตร และดีเซล ปรับขึ้น 20 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (4 ก.พ. 60) เวลา 05.00 น. ราคาใหม่เป็นดังนี้

วันที่ 3 ก.พ. 60 มีรายงานว่า ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินทุกชนิด 60 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ปรับขึ้น 40 สตางค์/ลิตร และดีเซลปรับขึ้น 20 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้ (4 ก.พ. 60) เวลา 05.00 น. ราคาใหม่เป็นดังนี้

แก๊สโซฮอล์ 95: 28.25 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 27.98 บาท/ลิตร E20: 25.74 บาท/ลิตร E85: 20.29 บาท/ลิตร ดีเซล 26.59 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.

 

พณ. เปิดระบายข้าว 2.8 ล้านตัน ลอตสุดท้าย คาด พ.ค. โละทิ้งได้ทั้งหมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2560 18:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850560


พาณิชย์ เปิดระบายข้าวในสต๊อก 2.8 ล้านตัน เพื่อการบริโภคลอตสุดท้าย คาดเดือน พ.ค. นี้ โละทิ้งได้ทั้งหมด ทำกลไกข้าวกลับสู่ภาวะปกติ …

วันที่ 3 ก.พ. 60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ออกประกาศการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเป็นการทั่วไปปริมาณ 2.87 ล้านตัน โดยเป็นข้าวในกลุ่มพี, เอ และบี ที่ผ่านมาตรฐาน และมีเกรดซี ซึ่งเป็นข้าวเสื่อมปนอยู่ไม่เกิน 20% โดยทั้งหมดสามารถใช้เพื่อการบริโภคได้ และเป็นข้าวลอตสุดท้ายในกลุ่มที่นำมาบริโภคได้ ทั้งได้กำหนดให้ผู้สนใจดูสภาพข้าวในคลังทั่วประเทศวันที่ 6-10 ก.พ. นี้ เปิดให้ยื่นซองคุณสมบัติวันที่ 14 ก.พ. ก่อนเปิดให้ยื่นซองเสนอราคาและเปิดซองในวันที่ 16 ก.พ. หลังจากนั้น จะนำผลสรุปของการเปิดซองราคาเสนอให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบต่อไป คาดว่า กระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น ภายในเดือน ก.พ.นี้

“ข้าวที่นำมาเปิดลอตนี้ 50% เป็นข้าวหอมมะลิ หรือประมาณ 1.4 ล้านตัน ข้าวขาว 5% ประมาณ 560,000 ตัน และข้าวเหนียว 140,000 ตัน ที่เหลือเป็นข้าวชนิดอื่นๆ รวมทั้งหมด 17 ชนิด ใน 274 คลัง เป็นคลังขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) 52 คลัง และองค์การคลังสินค้า (อคส.) 222 คลัง”

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาขาย คงไม่ได้มองปัจจัยด้านราคาเป็นหลัก เพราะต้องมองปัจจัยอื่นมาเปรียบเทียบ เช่น ข้าวกลุ่มที่นำมาขายเก็บไว้ 3-4 ปี หากเก็บต่อไปจะเสื่อมสภาพและเสียค่าเก็บสต๊อกอีก จากปัจจุบันข้าวที่เหลือในสต๊อก 8 ล้านตัน มีค่าใช้จ่ายในการจัดวันละ 17 ล้านบาท และหากระบายออกได้หมด จะทำให้กลไกตลาดกลับมาปกติ เพราะไม่เหลือข้าวในสต๊อกมากดทับราคาตลาด ทำให้ผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ เช่น ข้าวนาปรังราคาปรับตัวดีขึ้น และยังทำให้ระบบข้าวไทยแข่งขันได้ เพราะไม่ใช่แค่ไทยที่มีผลผลิตข้าว แต่ยังมีเวียดนามที่มีข้าวออกมาขายแข่ง หากระบายส่วนนี้ได้หมดก็จะเป็นผลดีต่อราคาข้าวไทยทั้งระบบ

นางดวงพร กล่าวว่า หากระบายข้าว 2.8 ล้านตันหมด จะทำให้เหลือข้าวในสต๊อกรัฐบาลอีก 5.3 ล้านตัน ซึ่งเป็นข้าวที่คนบริโภคไม่ได้ แต่ใช้ทำอาหารสัตว์ได้ และข้าวเสื่อมที่ต้องเข้าอุตสาหกรรมพลังงานเท่านั้น คาดว่าจะเปิดประมูลได้ในเดือน มี.ค. และภายใน เดือน พ.ค. น่าจะระบายได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่มีภาระในการจัดเก็บอีกต่อไป ส่วนเป้าหมายการส่งออกข้าวในปีนี้ คาดว่า จะอยู่ที่ประมาณ 9.5 ล้านตัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พณ. เตรียมระบายข้าว 2.8 ล้านตัน หวังล้างสต๊อก 8 ล้านตันให้หมดปีนี้

 

หุ้นไทยสดใส ปิดตลาดปรับขึ้น 10.28 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.95 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850592


หุ้นไทยวันที่ 3 ก.พ. 2560 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 10.28 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.95 จุด มูลค่าการซื้อขาย 47,299.53 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 3 ก.พ. 60 พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.28 จุด เปลี่ยนแปลง 0.65% ดัชนีอยู่ที่ 1,582.95 จุด มูลค่าการซื้อขาย 47,299.53 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

‘สมคิด’ ชวนนักลงทุนไทย หาพื้นที่ทำนิคมอุตสาหกรรมในเมียนมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 ก.พ. 2560 16:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850529


“สมคิด” ชวนนักลงทุนไทย หาพื้นที่ทำนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งใหม่ในเมียนมา เพื่อรองรับการลงทุนจากประเทศไทย หลังเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา มีการก่อสร้างโรงงานใกล้เต็มพื้นที่ ด้าน “ดับบลิวเอชเอ-อมตะ” แสดงความสนใจ มองทวายเป็นเรื่องอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้า …

วันที่ 3 ก.พ. 60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2560 และได้เข้าเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันส่งเสริมให้นักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้เมียนมา กำลังเปิดรับนักลงทุนจากต่างชาติ จึงเป็นจังหวะที่สำคัญให้นักธุรกิจและนักลงทุนไทยไปร่วมกันคิดว่า รัฐบาลและภาคเอกชนไทยควรจะร่วมมือกันเข้ามาก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมหรือขอเจรจากับรัฐบาลเมียนมา ยกเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อที่จะให้บริการกับบริษัทของคนไทยด้วยกันเอง ที่จะเข้ามาลงทุน เนื่องจากเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงย่างกุ้ง เริ่มมีโรงงานก่อสร้างเต็มพื้นที่แม้จะขยายเฟส 2 แล้วก็ตาม เพราะหลังจากรัฐบาลเมียนมามีนโยบายเปิดประเทศได้ทำให้มีการลงทุนเข้ามาในประเทศเมียนมาอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยมีบริษัทจากประเทศไทยมาตั้งโรงงาน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา รวม 13 แห่ง

ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา เกิดจากการลงทุนร่วมระหว่างประเทศเมียนมา 51% และ ญี่ปุ่น 49% โดยในส่วนของเมียนมา เป็นภาครัฐบาล 10% และภาคเอกชน 41% ส่วนการลงทุนของญี่ปุ่น เป็นรัฐบาล 10% และภาคเอกชน 39% ซึ่งการที่ญี่ปุ่นทำเช่นนี้ เพราะต้องการบริการนักลงทุนของญี่ปุ่นเองเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากภาคเอกชนไทยสนใจพื้นที่ตรงไหนก็ขอให้ศึกษาดู เพื่อที่รัฐบาลจะไปเจรจากับรัฐบาลเมียนมาว่าจะขอพื้นที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้หรือไม่ โดยทราบมาว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลเมียนมา เขตการพื้นที่ไว้หลายแห่งแต่ทำไม่สำเร็จ โดยจะต้องหาพื้นที่ที่สามารถออกทะเลได้สะดวก เพื่อที่สนับสนุนการขนส่งในอนาคต ทั้งนี้ เมียนมาเป็นประเทศที่น่าสนใจมาก เพราะตั้งอยู่ระหว่างอินเดียและจีน ฉะนั้นประเทศไทยจะต้องหาทางเชื่อมต่อ ความเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดี

ด้าน นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทางบริษัทสนใจที่จะมาลงทุนทำนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเมียนมา โดยมองหาพื้นที่ใกล้กรุงย่างกุ้ง เพื่อรองรับนักลงทุนของไทยโดยเฉพาะ ผู้ผลิตสินค้าที่ใช้บริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออก ซึ่งจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีระบบโลจิสติกส์ที่ดีกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา พร้อมกันนี้ ได้ชักชวนนายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมลงทุนทำเป็นระบบโลจิสติกส์ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะการก่อสร้างคลังสินค้า ในพื้นที่ใกล้กับกรุงย่างกุ้ง ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการมาก ซึ่งนายบุณยสิทธิ์ แสดงความสนใจ ขณะที่ ทางกลุ่มบริษัทจะลงทุน ทำคลังสินค้าให้ได้ภายในปีนี้ ส่วนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมองว่าเป็นเรื่องอนาคตต้องเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมหนัก

ด้าน นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มอมตะ ได้เข้ามาดูลู่ทางการลงทุนในเมียนมาหลายครั้ง ซึ่งมองว่ามีศักยภาพเหมาะสมสำหรับการลงทุนของนักลงทุนไทย เนื่องจากค่าแรงถูกกว่าไทยเกือบ 3 เท่า

ขณะที่ ประสิทธิภาพการทำงานของคนเมียนมาอยู่ในระดับที่ดี ค่าครองชีพไม่สูง และภูมิประเทศตั้งอยู่ริมมหาสมุทรอินเดียซึ่งง่ายต่อการขนส่งสินค้าไปยังอินเดีย แอฟริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง อีกทั้งเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่อยู่ระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ นอกจากนี้ มีระบบการให้บริการนักลงทุนที่ดี มีบริการหลังการขายรวมถึงการขออนุญาตเพื่อลงทุนในบางพื้นที่ สามารถขออนุญาตได้ในที่เดียว หรือ one stop service ด้วย