บิ๊กซีสร้างประสบการณ์ใหม่จับมือกว่า 10 แบรนด์ชั้นนำตอบโจทย์กลุ่มผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 6 ก.พ. 2560 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852180


ตั้งเป้าขึ้นเป็นที่หนึ่งในผลิตภัณฑ์ชุดชั้นใน ชูตอบโจทย์เน้นความเข้าใจในทุกความแตกต่าง รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญส่วนตัว ตั้งเป้าดันยอดขายให้โตมากกว่า 100% ภายใน 1 เดือน

นายแกรี่ ฮาร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีก และนายไมเคิล แอมเบอร์ ผู้ช่วยรองประธานเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ โดยเน้นความเข้าใจทุกความต้องการที่แตกต่างของผู้หญิงในการซื้อผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในผ่านคอนเซ็ปต์ “7 Bras 7 wonders | เซเว่นบรา เซเว่น วันเดอร์ส (เรื่องอกไว้ใจเรา เพราะเราเข้าใจ…ผู้หญิงมีความสวยที่ต่างกัน)” นำทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านชุดชั้นในประจำที่บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ / บิ๊กซีห้างคนไทยหัวใจคือลูกค้า นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดชั้นใน ตอบสนองทุกความต้องการของผู้หญิงในทุกช่วงอายุและทุกความแตกต่าง พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ โดยเน้นความเข้าใจทุกความต้องการที่แตกต่างของผู้หญิงในการซื้อผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในผ่านคอนเซ็ปต์ “7 Bras 7 wonders | เซเว่นบรา เซเว่น วันเดอร์ส (เรื่องอกไว้ใจเรา เพราะเราเข้าใจ…ผู้หญิงมีความสวยที่ต่างกัน)” รวมถึงนำทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านชุดชั้นในประจำที่บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ เริ่มแล้ววันนี้ – 15 กุมภาพันธ์ 2560

นายแกรี่ ฮาร์ดี้ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ฝ่ายธุรกิจค้าปลีกบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบริษัทบีเจซี เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคสำหรับในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในสตรีแล้ว บิ๊กซีนอกจากจะให้ความสำคัญในเรื่องราคาที่ทำมาอยู่ตลอดแล้ว เรายังมีการเปลี่ยนภาพลักษณ์การรับรู้ของลูกค้าเมื่อนึกถึงเรื่องชุดชั้นในสตรีให้นึกถึงบิ๊กซี

“โดยบิ๊กซีมีการสร้างคอนเซ็ปต์ใหม่ เน้นการเข้าถึงอารมณ์ของลูกค้ามากขึ้น รวมถึงนำทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านชุดชั้นในให้บริการอยู่ที่บิ๊กซีทุกสาขา โดยให้สังเกตเข็มกลัดสีชมพูติดตรงหน้าอกของพนักงาน ซึ่งจะพร้อมให้คำปรึกษาอย่างส่วนตัวมาบริการ ณ แผนกชุดชั้นในสตรี”

กลุ่มเป้าหมายหลักและรอง โดยจะมีสองกลุ่มใหญ่ที่ให้ความสำคัญ คือ กลุ่มทำงาน และ กลุ่มนักศึกษา โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือกลุ่มคนทำงานจะซื้อในจำนวนมากแต่ไม่บ่อยครั้ง เฉลี่ยปีละ 2 ครั้ง ส่วนกลุ่มเป้าหมายรอง คือกลุ่มนักศึกษา จะซื้อบ่อยแต่น้อยชิ้น ในการเลือกซื้อชุดชั้นในแต่ละครั้งจะใช้เงินประมาณ 300-600 บาท

ทางบิ๊กซีพร้อมกระตุ้นการซื้อผ่านโปรโมชั่นลดสูงสุด 50% ซื้อ 1 แถม 1 ซื้อ 2 แถม 1 คูปองส่วนลดทันที 3 ขั้นตอน พร้อมรับของสมนาคุณสุดพิเศษ เพื่อให้ตอบรับกับกลุ่มเป้าหมายหลักและรองในตลาด

บิ๊กซีมีสินค้าผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในสตรีคุณภาพกว่า 5,000 รายการ มาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ มีไฮไลต์ของสินค้ากว่า 7 แบบ อาทิ แบบสปอร์ตบรา แบบดันทรง แบบเต้าเรียบไร้ตะเข็บ แบบเสริมบุคลิกภาพ แบบไร้โครง แบบเสริมฟองน้ำ แบบรูปทรงครึ่งเต้า

ในกลุ่มสินค้าไฮไลต์ที่เป็นพันธมิตรกว่า 10 แบรนด์ชั้นนำ ที่ร่วมแคมเปญนี้กับบิ๊กซี อาทิ ซาบีน่า วาโก้ บีมีบายวาโก้ จินตนา ไทรอัมพ์ เป็นต้น พร้อมมีสินค้าเฮาส์แบรนด์ คุณภาพมาตรฐานในราคาประหยัด “อิมิลี่” จัดจำหน่ายอีกด้วย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ทุกๆ สินค้าที่ออกมาจำหน่ายนั้นล้วนผ่านการสำรวจความต้องการจากผู้บริโภคมาแล้ว โดยบิ๊กซีจะร่วมพัฒนาสินค้าไปกับผู้ประกอบการจนได้คุณสมบัติตรงต่อความต้องการของตลาด

บริษัทมั่นใจว่าจากการพัฒนานี้ จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค โดยตั้งเป้าดันยอดขายให้โตมากกว่า 100% ในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในสตรีของแคมเปญนี้ได้ภายในหนึ่งเดือน และพร้อมวางแผนจะสนับสนุนพัฒนาศักยภาพการบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นายแกรี่ กล่าวสรุป

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852137


ราคาทองวันที่ 6 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829 ขายออกบาทละ 20,800 บาท

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.23 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 บาท ขายออกบาทละ 20,300 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 บาท ขายออกบาทละ 20,800 บาท

 

KTAM ชูกลยุทธ์เลือกหุ้นรายตัว มองดัชนีปีนี้อยู่ในกรอบ 1,400-1,680 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 08:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852074


บลจ.กรุงไทย ประเมินดัชนี SET ปีนี้อยู่ในกรอบ 1,400-1,680 จุด แนะกลยุทธ์คัดเลือกหุ้นเป็นรายตัวโดยเฉพาะตัวที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ มองหุ้นกลุ่มแบงก์ กลุ่มพาณิชย์ รับเหมาก่อสร้าง น่าสนใจ

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในหุ้นคาดว่า ดัชนีหุ้นไทยในปีนี้มองว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ 1,400-1,680 จุด โดยกลุ่มหุ้นที่บริษัทคาดว่าประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นอกจากนี้กลุ่มพลังงานเองน่าจะได้รับอานิสงส์จากราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจัยการลงทุนภายในประเทศจะเป็นปัจจัยสนับสนุน ทั้งภาวะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ สภาพคล่องตลาดเงินที่มีอยู่สูง อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ค่าเงินที่มีความผันผวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค

สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่จะส่งผลต่อเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า-ออก ภูมิภาคที่สำคัญำด้แก่ นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสำคัญๆ และการปรับเปลี่ยนผู้นำทางการเมืองของประเทศเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ในขณะที่แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะส่งผลกระทบต่อหุ้นที่ราคามีการเคลื่นไหวตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ระดับดัชนีหุ้นไทยในปัจจุบันเป็นระดับราคาที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น การคัดเลือกหุ้นสำหรับพอร์ตการลงทุนจึงมีความสำคัญอย่างมากในปีนี้

ส่วนกลยุทธ์ลงทุน เน้นเลือกหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มขนาดกลางและขนาดที่น่าจะมีอัตราการเติบโตในระดับสูง

นางชวินดา กล่าวอีกว่า ในปีนี้บริษัทได้คัดสรรกองทุนในแต่ละประเภท ที่คาดว่ามีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี ให้นักลงทุนได้พิจารณา คือ กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น Mid-Small Cap (KTMSEQ) กองทุนดังกล่าวเน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่งที่จะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ โดยกลยุทธ์การลงทุนของกองทุนดังกล่าวได้ใช้ Bottom up approach เป็นหลักในการคัดเลือกหุ้นและบริหารกองทุน ซึ่งเหมาะสมกับภาวะการลงทุนในปัจจุบัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของดัชนีในปีนี้ที่ 1,668 จุด หรือคิดเป็นอัพไซส์ประมาณ 8% จากระดับดัชนี 1,548.94 จุด เมื่อช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือว่ามีอัพไซส์ไม่มากนักเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยการปรับขึ้นในแต่ละปีดัชนีในอดีตที่จะอยู่ระหว่าง 12-15% เนื่องจากราคาหุ้นหลายตัวเริ่มเข้าใกล้มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน

ดังนั้น การปรับตัวขึ้นในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เป็นการปรับตัวขึ้นของหุ้นทั้งกระดานหรือกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเป็นพิเศษ การคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจักทำพอร์ตการลงทุนในปีนี้ บริษัทให้ความสำคัญอย่างมากกับงานด้านวิเคราะห์ ทั้งเศรษฐกิจมหาภาค รายกลุ่มอุตสาหกรรมและการวิเคราะห์ที่ลงลึกถึงรายบริษัท และเป็นหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากกระแสเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า-ออกของนักลงทุนต่างชาติที่จะมีความผันผวนค่อนข้างสูงตลอดทั้งปี

 

ผลักดันหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ พาณิชย์ปรับแผนส่งออกรับมือปัจจัยเสี่ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/851924


“อภิรดี” สั่งทำแผนส่งออกใหม่ รับมือผลกระทบนโยบาย “ทรัมป์” เน้นจัดกิจกรรมผลักดันส่งออกถี่ขึ้นมุ่ง “ซีแอลเอ็มวี” พร้อมดันหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเพื่อผลักดันการค้าการลงทุนได้รวดเร็ว อังกฤษ สหรัฐฯ เมียนมา อิหร่าน พร้อมผลักดันสินค้าใหม่ๆ บุกต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่าในสัปดาห์นี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ จะแถลงแผนยุทธศาสตร์การส่งออกปี 60 ที่จัดทำขึ้นมาใหม่ ซึ่งได้รวมการประเมินความเสี่ยงจากปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งจากนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผลกระทบของการที่สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

สำหรับแผนผลักดันการส่งออกที่จัดทำขึ้นมาใหม่นี้ เพื่อผลักดันให้การส่งออกของไทยปี 60 เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดขยายตัว 3% จากปี 59 โดยจะเพิ่มกิจกรรมผลักดันการส่งออกให้มากขึ้น รวมทั้งจะลดความเสี่ยงของตลาดส่งออกที่มีปัญหา และเร่งผลักดันการส่งออกในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรูปแบบการทำตลาดซีแอลเอ็มวี ที่จะเน้นความเข้มข้นมากขึ้น และจะผลักดันสินค้าใหม่ๆ ที่ไทยยังไม่เคยส่งออก เพื่อทำตลาด

นอกจากนี้ นโยบายสำคัญของแผนผลักดันส่งออกใหม่ จะเน้นการสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้ไทยทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับหลายประเทศ เพื่อผลักดันการค้าและการลงทุนได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างการจัดทำแผนการเจรจาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ตามนโยบายของนายสมคิด ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นประเทศที่จะเป็นประตูสู่การค้าไปยังภูมิภาคอื่นๆต่อไป เช่น ภูมิภาคตะวันออกกลาง จะเน้นอิหร่าน โอมาน ซึ่งจะเป็นประตูการค้าไปสู่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกได้ นอกจากนี้ ยังจะมุ่งไปที่อังกฤษ ส่วนจีนจะเน้นการเจรจาในระดับมณฑลให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบัน การค้า การลงทุนของไทยในจีนมักอยู่ในเมืองหลวง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า รมว.พาณิชย์มีนโยบายสั่งการให้พิจารณาแผนการสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการทำข้อตกลงต่างๆ ที่คู่ค้าเห็นสมควรในผลประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งขณะนี้แผนการดำเนินงานอยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกประเทศที่จะเข้าไปแลกเปลี่ยนการค้า เบื้องต้นกำหนดเป็นอังกฤษ สหรัฐฯ เมียนมา อิหร่าน เป็นต้น

สำหรับนโยบายการทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนการค้าที่เกิดขึ้นจากการประชุมของประเทศคู่ค้าทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการจับมือแบบไม่ผูกมัด มีข้อดีตรงที่ 2 ประเทศสามารถพิจารณาถึงประโยชน์ที่ตนต้องการได้รับ และเมื่อเจรจากันลงตัวแล้วก็สามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางการค้าได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเลือกสิ่งที่ตัวเองมีศักยภาพมากที่สุด และนำมาแลกเปลี่ยนกับประเทศคู่เจรจาในสิ่งที่ต้องการจากประเทศคู่เจรจา เมื่อทั้ง 2 ประเทศสามารถบรรลุการเจรจาแลกเปลี่ยนกันได้แล้ว ก็จะเกิดเป็นความร่วมมือได้ทันที และรวดเร็วกว่าการเจรจาจัดทำเขตการค้าเสรี ที่มักใช้เวลาในการเจรจานานกว่าจะบรรลุผล.

 

แบงก์เปิดศึกเดือดชิงพร้อมเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/851925


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ได้มีการแข่งขันออกโปรโมชั่นพร้อมเพย์รอบสองกันอย่างดุเดือด เพื่อช่วงชิงลูกค้าเข้าไปเปิดบัญชี หลังจากมีการเปิดใช้พร้อมเพย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ได้เสนอให้โอนเงินเข้าบัญชีพร้อมเพย์ได้ฟรีทุกวงเงิน ทุกจำนวน จากเดิมต้องเสียค่าธรรมเนียม 2-10 บาท รวมถึงแจกเงินคืน 100 บาท และเสนอให้สมัครบัญชีพร้อมเพย์พ่วงกับผลิตภัณฑ์อื่นเพื่อรับสิทธิพิเศษ ขณะเดียวกันธุรกิจอื่นๆ เช่น รถแท็กซี่ก็หันมาใช้บริการพร้อมเพย์เพื่อเพิ่มบริการใหม่ๆให้ลูกค้าด้วย

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เตรียมเปิดตัวแคมเปญ เอสซีบีพร้อมจ่าย แท็กซี่พร้อมรับบริการพิเศษสำหรับลูกค้าที่สมัครบัญชีพร้อมเพย์กับธนาคาร ให้โอนจ่ายค่าแท็กซี่คือออลไทยแท็กซี่ที่เข้าร่วมกับธนาคารได้ฟรี โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม รวมถึงให้สิทธิพิเศษอื่นๆ เช่น โอนไปบัญชีพร้อมเพย์อื่นๆ ได้ฟรีทุกวงเงินจนถึงวันที่ 1 พ.ค.60

ด้านธนาคารกรุงไทยอยู่ระหว่างพิจารณาแนวโน้มการใช้พร้อมเพย์ของลูกค้า ก่อนที่จะพิจารณาออกแคมเปญเพิ่มเติมออกมา ซึ่งปัจจุบันนี้ธนาคารกรุงไทยมีลูกค้ามาสมัครบัญชีพร้อมเพย์แล้วกว่า 3 ล้านราย ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ออกแคมเปญ จัดให้ พร้อมเพย์ ฟรี ค่าธรรมเนียมโอนเงินเข้าพร้อมเพย์ ผ่านช่องทางออนไลน์ตลอดชีพฟรี ฟรีค่าธรรมเนียมกดเงิน ถามยอดจากเครื่องเอทีเอ็มทุกตู้ทุกธนาคารทั่วประเทศ ฟรีค่าธรรมเนียมจ่ายบิลเดือนละ 5 บิลต่อบัญชี เมื่อลงทะเบียนพร้อมเพย์ โดยผูกหมายเลขโทรศัพท์มือถือหรือเลขประจำตัวประชาชน กับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จัดให้ และสมัครบัตรกรุงศรี เดบิต ออมทรัพย์จัดให้

ขณะที่ธนาคารทหารไทย จัดแคมเปญพิเศษถึงวันที่ 28 ก.พ.เมื่อเปิดบัญชีทีเอ็มบี ออล ฟรี และสมัครทีเอ็มบี พร้อมเพย์ รับเงินคืน 100 บาท รวมถึงให้โอนเงินไปพร้อมเพย์ธนาคารอื่นได้ฟรี แบบไม่จำกัดจำนวนเงินและจำนวนครั้ง ขณะที่ธนาคารธนชาต ออกโปรโมชั่นเมื่อเปิดออมทรัพย์อีเซฟวิงส์ผูกกับธนชาตพร้อมเพย์ จะได้รับดอกเบี้ยสูง.

 

“คลัง” ใจดีขยายเวลาลงทะเบียนคนจน สิทธิประโยชน์ขึ้น”รถไฟฟ้า-รถเมล์” ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/851926


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับสวัสดิการแห่งรัฐ หรือลงทะเบียนคนจน ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.จนถึงวันที่ 15 พ.ค.60 เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย. มีวันหยุดติดต่อกันหลายวันในเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ช่วงวันของการทำงานในเดือน เม.ย.เหลือน้อยกว่าปกติ ซึ่งจากการหารือ 3 ธนาคารคือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย จึงเห็นควรให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก 15 วันจากเดิมสิ้นสุดปลายเดือน เม.ย.60

“ในปีนี้ กระทรวงการคลังจะไม่มอบเงินสดอย่างแน่นอน แต่จะมอบสิทธิประโยชน์ด้านอื่นๆ เช่น ส่วนลดหรือฟรีในการขึ้นรถไฟฟ้า รถเมล์ฟรี การทำประกันอุบัติเหตุให้ฟรี การรับส่วนลดค่าน้ำและค่าไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อช่วยบรรเทาภาระเรื่องค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ซึ่งการลงทะเบียนในครั้งนี้จะพิเศษกว่าปีที่แล้ว โดยประชาชนจะต้องกรอกข้อมูลเพิ่มเติมอีก 5-6 รายการ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการมอบสวัสดิการในอนาคต โดยกระทรวงการคลังจะเปิดให้มีการลงทะเบียนทุกๆปี และในปีนี้ ทางกรมบัญชีกลางจะมอบบัตรพิเศษ เพื่อนำไปใช้ควบคู่กับสวัสดิการของรัฐ”.

 

พช.ลั่นปี 60 ปั้นเทรดเดอร์นักบริหารโอทอปมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 ก.พ. 2560 15:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/851632


กรมพัฒนาชุมชน ลุยงานปี 60 มุ่งเน้นสร้างเทรดเดอร์นักบริหารมืออาชีพ เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการเก่งเบ็ดเสร็จครบวงจร เสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชน พร้อมชู 7 แนวทางยกระดับผลิตภัณฑ์โอทอป สร้างความมั่นคงฐานรากของประเทศ

เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 60 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กล่าวว่า การดำเนินงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอทอป ในปี 2560 นี้ พช.ยังคงเน้นการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มากขึ้น รวมถึงสร้างเทรดเดอร์ หรือผู้ประกอบการมืออาชีพให้ทั่วประเทศ ซึ่งเทรดเดอร์ที่ดีจำเป็นต้องมีความสามารถเป็นได้ทั้งหลงจู๊ บายเออร์ และดิสทริบิวเตอร์ในคนคนเดียว จึงถือว่าเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ

“ในปีนี้ พช.จะมุ่งเน้นการสร้างเทรดเดอร์ขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการรวบรวมสินค้าตามความต้องการตลาด อย่างกรณีที่ผ่านมามีห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ต้องการกระเช้าปีใหม่จากวัตถุธรรมชาติ จำนวน 8 แสนกระเช้า แต่ทำไม่สำเร็จเพราะต้องไปรวบรวมจากหลายแหล่งผลิต ซึ่งจุดอ่อนของสินค้าชุมชนคือการขาดแคลนเทรดเดอร์” นายอภิชาติ กล่าว

ทั้งนี้ หน้าที่ของเทรดเดอร์ คือ การรวบรวมสินค้า กระจายสินค้า บริหารจัดการสินค้า ดูแลคุณภาพ ดูแลทางด้านการเงินจัดสรรปันส่วนให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้เป็นสิ่งที่ขาดมากที่สุด ทำให้ศูนย์โอทอปหลายแห่งประสบภาวะการขาดทุน ทำให้ชาวบ้านผลิตแล้วขายไม่ได้ ยกเว้น วิสาหกิจชุมชนพุแค ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารศูนย์จำหน่ายสินค้าและพัฒนาการตลาดสินค้าจากชุมชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม พช.ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ให้ประชาชนในเศรษฐกิจฐานราก จากเดิมตั้งไว้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 12% เป็นปีละ 18-22% เพื่อบรรลุเป้าหมายยอดจำหน่ายปีละ 2 แสนล้านบาท ภายในปี 2562 นอกจากนี้เพื่อเป็นการพัฒนา ยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูง ผลิตได้จำนวนมาก และมีตลาดจำหน่ายขยายเพิ่มมากขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ เราจึงมุ่งเน้นแนวทางการปรับเปลี่ยนโอทอป 7 แนวทางด้วยกัน ได้แก่ 1. การขยายฐานผู้ประกอบการแบบเชิงรุก 2. การพัฒนาซัพพลายเชนสู่ตลาด เช่น โอทอปเทรดเดอร์ 3. การขยายฐานเครือข่ายผู้ร่วมขับเคลื่อนและเพิ่มความชัดเจนในหน่วยงานหลัก 4. จัดกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพเพื่อสนับสนุนการพัฒนาได้แม่นยำยิ่งขึ้น 5. เพิ่มกลุ่มมาตรฐานผลิตภัณฑ์โอทอป 6. เพิ่มช่องทางการตลาด 7. การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งเชื่อมั่นว่าแนวทางการปรับเปลี่ยนโอทอปทั้ง 7 แนวทาง จะสามารถเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการ รวมทั้งยกระดับสินค้าโอทอปขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนฐานรากของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

บางกอกแอร์เวย์แจงด่วน! ที่ดินสมุย พร้อมปฎิบัติตามกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2560 22:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/851314


บางกอกแอร์เวย์ส ชี้แจงกรณีข่าวว่า ที่ดินบางส่วนของสนามบินสมุยอาจมีการทับซ้อนที่สาธารณะ ระบุที่ดินราชพัสดุที่เช่าใช้เป็นพื้นที่ความปลอดภัย ไม่เกี่ยวข้องกับรันเวย์ และขอบทางวิ่ง พร้อมให้ความร่วมมือภาครัฐตรวจสอบ…

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2560 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ทางบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์สนามบินสมุย ขอชี้แจง กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับที่ดินบางส่วนของสนามบินสมุยอาจมีการทับซ้อนที่สาธารณะว่า สนามบินสมุยได้เปิดให้บริการ มาตั้งแต่พ.ศ. 2532 ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 30ปีแล้ว โดยก่อนที่จะดำเนินการก่อสร้างบริษัทฯ ได้นำส่งเอกสารสิทธิ์แสดงการมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในพื้นที่ที่จะดำเนินการก่อสร้างสนามบินสมุย ไปยังกรมการบินพาณิชย์ (ชื่อเรียกในขณะนั้น) และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบและออกใบอนุญาตให้บริษัทฯ ดำเนินการก่อสร้างได้ต่อมาในพ.ศ. 2542 บริษัทฯ ได้เช่าที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์ เพื่อใช้เป็นพื้นที่เขตความปลอดภัยตามพ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 เพิ่มเติมจากเขตความปลอดภัยเดิมที่มีอยู่

โดยที่ดินราชพัสดุที่เช่าไม่ได้อยู่หรือเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ตั้งรันเวย์และเขตขอบทางวิ่ง รวมทั้งไม่มีแนวเขตติดกับที่ดินของบริษัทฯ และมีลำคลองกั้นอยู่ โดยตั้งอยู่ห่างจากปลายรันเวย์ไปอีกกว่า100เมตร และไม่มีทางวิ่งหรือสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการบินสำหรับประเด็นว่า ที่ดินที่กรมธนารักษ์ทำสัญญาเช่ากับบริษัทฯ นั้นเป็นที่สาธารณะหรือไม่ เป็นกรณีที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องคงจะได้หารือและสรุปกัน บริษัทฯ พร้อมที่จะให้ข้อมูล หากได้มีการแจ้งมายังบริษัทฯ เพื่อไปให้ข้อมูล และท้ายสุดเมื่อมีข้อสรุปประการใด บริษัทฯ ยินดีปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

ส่วนกรณี ปปช.ชี้มูลว่ามีการออกโฉนดที่ดินบริเวณพรุบางรักษ์มีความคลาดเคลื่อนนั้น บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า ได้นำเอกสาร น.ส.3 และ น.ส.3 ก.ที่ซื้อมาจากเจ้าของที่ดินเดิม ไปขอออกเป็นโฉนดที่ดิน ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบราชการอย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการ ในการตรวจสอบเพื่อให้ความจริงกระจ่างแก่สังคม และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายทุกประการ

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่าสนามบินสมุยยังคงเปิดให้บริการแก่ผู้โดยสารตามปกติ

 

มิตรผล จับมือสกว. ปั้นนักวิจัยสู่เศรษฐกิจชีวภาพ รับนโยบาย 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2560 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850964


กลุ่มมิตรผล จับมือ สกว. ปั้นบุคลากรวิจัย ป.โท-เอก สร้างนวัตกรรมต่อยอดอุตสาหกรรมอ้อย-น้ำตาลไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพ มุ่งเทคโนโลยีชีวภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หวังผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่แบบก้าวกระโดด สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0 …

วันที่ 4 ก.พ. 60 ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยถึงความร่วมมือกับกลุ่มมิตรผลในการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยงานวิจัย เพื่อตอบสนองนโยบายของประเทศที่จะก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ ว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่การพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรสมัยใหม่ ที่ใช้การผสมผสานระหว่างความรู้ดั้งเดิมและเครื่องจักรกลอัจฉริยะเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ ตลอดจนการสร้างฐานเศรษฐกิจชีวภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ให้อุตสาหกรรมไทยมีความเข้มแข็งและอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันในตลาดสากล

นอกจากนี้ การพัฒนานี้ จะรวมถึงการพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งสองหน่วยงานมีเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะพัฒนาบุคลากรวิจัยระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และผลงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพให้แก่กลุ่มมิตรผล ซึ่งมีโจทย์วิจัยที่ชัดเจน เป็นการใช้ประสบการณ์เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการงานวิจัยของ สกว. ภายใต้ทุน พวอ. และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของทุกฝ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะร่วมกันจัดสรรงบประมาณฝ่ายละ 50% ไม่จำกัดจำนวนทุน ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559-30 กันยายน 2564 (ปีงบประมาณ 2560-2564)

ด้าน นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า กลุ่มมิตรผลกำลังมุ่งสู่การขับเคลื่อนธุรกิจฐานชีวภาพ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตแบบก้าวกระโดด สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยกลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงบุคลากรด้านการวิจัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการต่อยอดธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือกับ สกว. ในครั้งนี้ เรามุ่งเน้นที่การพัฒนาบุคลากรการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญ

ในการพัฒนาต่อยอดพืชเศรษฐกิจ รวมถึงเทคโนโลยีการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทย

สำหรับความร่วมมือในครั้งแรกนี้ กลุ่มมิตรผลมีนักวิจัยเข้าร่วมโครงการจำนวนทั้งสิ้น 10 คน แบ่งเป็นการศึกษาระดับปริญญาโท 8 คน และระดับปริญญาเอก 2 คน นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในเข้าถึงการศึกษาของบุคลากร กลุ่มมิตรผลยังได้ร่วมมือกับภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำหลักสูตรการเรียนแบบ Non-Coursework เป็นรายแรกในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเอื้ออำนวยให้นักวิจัยสามารถทำงานวิจัยไปพร้อมกับมีการเรียน การสอนในองค์กร เสมือนเป็นการยกหลักสูตรในมหาวิทยาลัยมาอยู่ภายในสถานที่ทำงาน

ทั้งนี้ โครงการวิจัยของนักวิจัยจากกลุ่มมิตรผลในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ได้รับการสนับสนุนตามขอบเขตงานวิจัยของ พวอ. มี 4 หัวข้อหลัก ทั้งการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์อ้อย การพัฒนาเทคโนโลยีในด้านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อ้อยและน้ำตาล การพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือทิ้งด้วยกระบวนการ Bio-Refinery และการสร้างเสริมระบบการจัดส่งและจัดเก็บวัตถุดิบ

สำหรับความร่วมมือของกลุ่มมิตรผล และ สกว. ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างผลงานวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจคลื่นลูกใหม่อย่าง Bioeconomy เท่านั้น แต่ยังถือเป็นการสร้างกลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นบุคลากรที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่นโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งประเทศไทยยังคงต้องการบุคลากรด้านการวิจัยระดับปริญญาเอกอีกกว่า 4,000 คนต่อปี เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 ก.พ. 2560 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/850944


ราคาทองวันที่ 4 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท …

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.10 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,150.00 บาท ขายออกบาทละ 20,250.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 บาท ขายออกบาทละ 20,750.00 บาท.