ดัชนีเชื่อมั่นลงทุนตลาดหุ้นร้อนปรอทแตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852778


อีก 3 เดือนข้างหน้าสารพัดปัจจัยเกื้อหนุน

นายคเณศ วังส์ไพจิตร เลขาธิการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) แถลงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือน ก.พ.นี้ ที่ได้จากการสำรวจ โดยพบว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าแตะระดับร้อนแรง (Bullish) เป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ปรับตัวขึ้นจากการสำรวจเดือนก่อน 17.09% ดัชนีดังกล่าวสะท้อนภาวะตลาดหุ้นไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยที่ผลักดันให้ภาวะตลาดมีความร้อนแรง เพราะนักลงทุนคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 4 มีแนวโน้มเชิงบวก ขณะที่ปัจจัยลบที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความผันผวนของกระแสเงินทุนต่างชาติ

“หากพิจารณารายกลุ่ม นักลงทุนสถาบันในประเทศให้ความเชื่อมั่นตลาดในระดับร้อนแรง นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนรายบุคคล ประเมินดัชนีอยู่ในระดับทรงตัว (Neutral) หมวดธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุดคือ รับเหมาก่อสร้าง การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน หมวดที่ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร เพราะอัตราหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนกังวล โดยเฉพาะในธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็ก”

สำหรับมุมมองด้านเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญกับความเปราะบาง แต่เศรษฐกิจไทยยังได้รับอานิสงส์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของรัฐบาล เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงความชัดเจนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่ช่วยอัดฉีดเม็ดเงินในระบบมากขึ้น ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ภาพรวมเศรษฐกิจกำลังเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีปัจจัยเสี่ยงคือการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯกับหลายประเทศทั่วโลก เช่น แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และมาตรการสกัดกั้นเงินทุนไหลออกของจีน รวมถึงผลกระทบของอังกฤษออกจากสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) ที่เริ่มเห็นความชัดเจนในไตรมาสนี้.

 

นักธุรกิจไทย-เมียนมาลุยไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852786


โยนเผือกร้อนให้ผู้นำ 2 ประเทศช่วยผ่าวิกฤติลงทุน

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา เปิดเผยว่า สภาธุรกิจไทย-เมียนมา (TMBC) สมาคมนักธุรกิจไทยในเมียนมา (TBAM) สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศเมียนมา (UMFCCI) ได้จัดประชุมกลุ่ม โดยแยกออกเป็น 4 ด้าน ที่จะก่อให้เกิดคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน เพื่อรวบรวมปัญหาต่างๆ เสนอภาครัฐทั้งสองประเทศ โดยจะมีการประชุมครั้งต่อไปเดือน มี.ค.นี้ สำหรับเนื้อหาที่หารือสรุปได้ มี 4 ด้านคือ 1.เกษตร ประมง และการแปรรูป ที่เมียนมามีแผนแม่บทสำหรับพื้นที่ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเน้น อ้อย น้ำมันพืช ข้าวโพดหวาน แต่ราคาของสินค้าเกษตรมีความ ผันผวน ขาดองค์กรกลางในการกำหนดราคา คุณภาพของสินค้าเกษตรยังต้องการการพัฒนา 2.การค้าชายแดนที่ได้ผลดี จะต้อง สร้างมาตรฐานของโลจิสติกส์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การให้บริการจุดเดียว และปรับปรุงระบบการเงินให้เข้ามาตรฐาน ฯลฯ 3.พลังงานและอุตสาหกรรม พบว่าพลังงานเมียนมาไม่เพียงพอต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่จะมีผลโดยตรงกับอุตสาหกรรม การค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งไทยควรช่วยทำให้อุตสาหกรรมเมียนมาสามารถผลิต จนได้ตามมาตรฐานไทย 4.การท่องเที่ยว มีข้อเสนอให้ยกเลิกการขอวีซ่าในกรณีเดินทางผ่านชายแดน และให้มีการพัฒนาสนามบิน เพื่อเกิดการเชื่อมต่อระหว่างแหล่งท่องเที่ยวดีขึ้น เป็นต้น

นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริหาร บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ กล่าวว่า ตนได้รับปากต่อนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ว่าจะเร่งเดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด ในฐานะผู้รับเหมาเพื่อพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมทวาย ในระยะเริ่มต้นพื้นที่ 18,000 ไร่ เพราะขณะนี้ยังคงรอการตัดสินใจของรัฐบาลเมียนมาเกี่ยวกับ 3 ประเด็นที่บริษัทเสนอไปให้พิจารณาและอนุมัติตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว แต่ต่อมาได้มีการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลก่อนคือ สัญญาการเช่าใช้ที่ดิน แบบของนิคมอุตสาหกรรม และผลการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งหากได้รับอนุมัติ ก็จะเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ภายใน 2-3 เดือน ข้างหน้านี้.

 

พณ. เบรกจานด่วนขึ้นราคา ชี้ ก๊าซหุงต้มขึ้นถังละ 10 บาท กระทบแค่ 10 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 19:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852593


“พาณิชย์” เบรกจานด่วนขึ้นราคา ชี้ ก๊าซหุงต้มขึ้นถังละ 10 บาท กระทบแค่ 10 สตางค์ เท่านั้น พร้อมส่งร้านหนูณิชย์เป็นทางเลือก เร่งขยายร้านเพิ่มเท่าตัวปีนี้ และจัดเกรดติดดาวให้หนูณิชย์เชื่อมเว็บเพจชื่อดัง

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช. พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน เร่งศึกษาต้นทุนราคาอาหารจานด่วน หลังจากที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ขนาด 15 กิโลกรัม (กก.) อีกถังละ 10 บาท ว่า จะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าเพียงใด จากนั้นจึงจะพิจารณาแนวทางดูแลราคาสินค้า เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เบื้องต้นประเมินว่า ราคาที่ขึ้นถังละ 10 บาท จะทำให้ต้นทุนอาหารจานด่วนเพิ่มขึ้นเพียงจานละ 10 สตางค์ เท่านั้น เพราะก๊าซ 1 ถัง ทำอาหารได้ 200-300 จาน จึงไม่มีเหตุผลที่ร้านค้าจะฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาขายปลีกขึ้นแต่อย่างใด

“แม้ก๊าซหุงต้มจะปรับขึ้นราคาถังละ 10 บาท ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มขนาด 15 กก. ขึ้นจากถังละ 345 บาท มาอยู่ที่ 355 บาท แต่ยังเป็นราคาที่ต่ำกว่าในอดีตเคยขึ้นไปถึงถังละเกือบ 400 บาท และที่ผ่านมา อาหารจานด่วนได้ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยอมรับว่า การปรับขึ้นราคาแอลพีจีเป็นการส่งสัญญาณว่า พลังงานอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยจากการคุยกับกระทรวงพลังงาน จะพยายามขึ้นราคาให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบประชาชน หากสินค้าต้องปรับขึ้นราคาจริง ต้องมาดูต้นทุนว่า ขึ้นมากน้อยเพียงใด และสมเหตุสมผลต่อการปรับขึ้นหรือไม่” นายสนธิรัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการดูแลประชาชนเรื่องอาหารจานด่วนนั้น กระทรวงฯมีโครงการหนูณิชย์..พาชิม ที่จำหน่ายอาหารจานด่วนในราคาไม่เกินจานละ 35 บาท ไว้เป็นทางเลือกอยู่แล้ว โดยปัจจุบันมีร้านหนูณิชย์ประมาณ 11,000 ร้าน ซึ่งจะพยายามผลักดันให้มีร้านหนูณิชย์เพิ่มอีกเท่าตัว หรือเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ร้าน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการบริโภคอาหารจานด่วน

 

พาณิชย์ เผย นโยบาย ทรัมป์ ไม่กระทบตรงการค้า ถอนตัวTPP ส่งผลดีกับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 18:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852601


“พาณิชย์” เผย นโยบาย “ทรัมป์” ไม่กระทบการค้าไทยทางตรง เหตุไทยไม่ได้เป็นชาติที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าสูงเหมือนจีน-เม็กซิโก แต่ถ้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้า สินค้าไทยมีทั้งได้-เสีย ขณะที่นโยบาย เพิ่มกำลังซื้อจะทำให้ไทยส่งออกดีขึ้น ส่วนการถอนตัว TPP ส่งผลดีต่อไทย

วันที่ 6 ก.พ. น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ศึกษานโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งและได้ออกคำสั่งพิเศษ 8 ฉบับว่า จะส่งผลต่อการค้าโลก และการส่งออกของไทยในปี 60 หรือไม่

ซึ่งเบื้องต้นพบว่า การค้าระหว่างประเทศของไทย จะไม่ได้รับผลกระทบทางตรงมากนัก เพราะไทยไม่ได้เป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าในระดับสูง เมื่อเทียบกับจีน หรือเม็กซิโก แม้ว่าไทยจะได้ดุลการค้าสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 แต่มูลค่าการค้าไม่มาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น โดยยังเชื่อมั่นว่า การส่งออกของไทยในปีนี้ จะยังขยายตัวได้ตามเป้า 2.5-3.5% จากปี 59 ซึ่งได้รวมความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายสหรัฐฯ แล้ว

สำหรับผลการศึกษาในด้านการออกนโยบายกีดกันทางการค้านั้น หากสหรัฐฯ เพิ่มภาษีนำเข้าเป็นรายสินค้าและบังคับใช้กับทุกประเทศ สินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องจักรสำหรับการพิมพ์ กล้องถ่ายโทรทัศน์ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางรถยนต์ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ ผลไม้กระป๋อง และกุ้งสดแช่แข็ง เป็นต้น แต่ถ้าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนและเม็กซิโก สินค้าไทยจะมีโอกาสทดแทนจีนและเม็กซิโกในตลาดสหรัฐฯ และแคนาดา เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องรับโทรทัศน์ รถจักรยานและจักรยานยนต์และชิ้นส่วนพาหนะ เตาอบ (ยกเว้นเตาอบไมโครเวฟ) เฟอร์นิเจอร์ เครื่องแต่งกาย เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น

ส่วนในด้านการส่งเสริมการลงทุน ที่สหรัฐฯ จะเน้นการลดภาษี ลดกฎระเบียบ ผ่อนคลายข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและดึงดูดการลงทุนของสหรัฐฯ กลับประเทศนั้น ผลกระทบระยะสั้น อาจทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุนเดิมของสหรัฐฯ และพันธมิตรการลงทุนในไทยในกิจการที่เป็นการผลิตสินค้าขั้นกลาง ที่จะเป็นห่วงโซ่การผลิตสินค้าของสหรัฐฯ และเน้นตลาดในอเมริกาเหนือ แต่การลงทุนผลิตที่เน้นจำหน่ายในตลาดเอเชียและใกล้เคียง ไม่น่าได้รับผลกระทบมากนัก

ขณะที่นโยบายการคลังแบบขยายตัว โดยเพิ่มการขาดดุลการคลัง และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่นเดียวกับไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระยะสั้น และเพิ่มกำลังซื้อประชาชนนั้น จะส่งผลดีต่อการส่งออกไทย แต่ผลจากเศรษฐกิจที่ขยายตัว อาจกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพิ่มอัตราดอกเบี้ย และอาจทำให้อัตราแลกเปลี่ยนและตลาดทุนมีความผันผวน โดยอาจทำให้ค่าเงินสหรัฐฯ แข็งค่า และค่าเงินบาทอ่อนค่าสอดคล้องกับค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการส่งออกไทย ในด้านการกีดกันแรงงานและผู้อพยพจากต่างประเทศ อาจกระทบต่อแรงงานไทย หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการทั่วไป แต่อาจเป็นโอกาสให้นักท่องเที่ยวมุสลิมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวว่า กรณีที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิก (ทีพีพี) จะเป็นประโยชน์ต่อไทย เพราะคู่แข่งของไทย ที่เป็นสมาชิกทีพีพี ทั้งเวียดนามและมาเลเซีย จะไม่ได้เปรียบไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยสินค้าไทยที่จะมีความผ่อนคลายจากข้อกังวลของการมีทีพีพี ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ยางรถยนต์ เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ อัญมณี และเครื่องประดับ ไก่แปรรูป และอาหารทะเลแปรรูป

สำหรับการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานน้ำมันในประเทศนั้น คาดว่าจะทำให้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นในโลก และอาจทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงได้อีก หรือมีโอกาสทรงตัวในระดับปานกลางที่ 50-60 เหรียญฯ/บาร์เรล ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันของไทย

“ผลกระทบทางอ้อมที่ยังต้องติดตามยังมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าขั้นกลางไปจีน ความเสี่ยงด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน การเคลื่อนย้ายเงินทุนออก และมาตรการทางการค้าที่อาจมีเพิ่มเติม รวมทั้งการฟื้นตัวของราคาน้ำมันที่อาจทรงตัวในระดับปานกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรในระยะต่อไป โดยผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ และนักลงทุน ควรเตรียมความพร้อม ติดตามสถานการณ์ มีความรอบคอบในการลงทุน และประกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม”

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวต่อว่า สนธิสัญญาไมตรี ไทย-สหรัฐฯ ที่ให้สิทธิพิเศษพลเมืองของกันและกัน ทำการค้าและลงทุนระหว่างกันได้โดยได้สิทธิเสมือนคนชาติ จะต้องมีการเจรจาใหม่ หรือไม่ รวมถึงจะฟื้นการเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐฯ หรือไม่นั้น ขณะนี้ ไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นเรื่องของนโยบาย

 

ธอส.จัดวงเงิน 4 หมื่นล้าน เอาใจคนอยากมีบ้าน ออกแพ็กเกจเด็ด ดอกเบี้ยถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852450


ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จัดกรอบวงเงิน 41,200 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อในไตรมาส 1-2 เอาใจคนอยากมีบ้านทุกสาขาอาชีพ ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 60 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ในปี 2560 ธนาคารยังคงมุ่งเน้นขับเคลื่อนองค์กรตามพันธกิจ ทำให้คนไทยมีบ้าน ล่าสุด ได้เตรียมกรอบวงเงิน 41,200 ล้านบาท จัดทำสินเชื่อทำให้คนไทยมีบ้านในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกสาขาอาชีพ ดังนี้

สินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้าสวัสดิการหน่วยงานของรัฐ กรอบวงเงิน 6,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 3% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี

สินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้าสวัสดิการธุรกิจเอกชน กรอบวงเงิน 8,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 3.25% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี

สินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้ากลุ่มลูกค้ารายย่อยทั่วไป กรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 3.50% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปี และปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ อัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี

กลุ่มลูกค้าโครงการจัดสรรที่เข้าร่วมโครงการ ประเภท Fast Track / Smart Fast Track / Regional Fast Track และ LTF กับธนาคาร กรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 เท่ากับ 2.75% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย 3.75% ต่อปี ปีที่ 3 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการ อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อย อัตราดอกเบี้ย MRR-0.50%

ส่วนโครงการสินเชื่อบ้าน ธอส.เพิ่มสุข ปี 2560 กรอบวงเงิน 2,000 ล้านบาท สำหรับลูกค้าธนาคารที่มีประวัติการผ่อนชำระดีสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 36 เดือน ให้กู้เพิ่มเพื่อซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกฯ อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-3 เท่ากับ MRR –2.76 ปัจจุบันเท่ากับ 3.99% ต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อสำหรับกลุ่มลูกค้าโครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน โดยมีกรอบวงเงิน 200 ล้านบาท สำหรับผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ ธอส.โรงเรียนการเงิน และปฏิบัติได้ตามเงื่อนไขที่โครงการกำหนด อาทิ ผู้ที่ประกอบอาชีพประจำหรืออาชีพอิสระ ซึ่งก่อนเข้าร่วมโครงการไม่สามารถแสดงหลักฐานแหล่งที่มาของรายได้ แต่หากจัดทำสมุดบัญชีรับ–จ่ายรายวัน ตามแบบฟอร์มที่ธนาคารกำหนดไม่น้อยกว่า 9 เดือน พร้อมกับเปิดบัญชีเงินฝาก และฝากเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำมาแสดงเป็นหลักฐานแสดงการมีอยู่ของรายได้ เป็นต้น.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 6.18 จุด ดัชนีแตะ 1,589.13 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 17:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852564


หุ้นไทยวันที่ 6 ก.พ. ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 6.18 จุด เปลี่ยนแปลง +0.39% ดัชนีอยู่ที่ 1,589.13 จุด มูลค่าซื้อขาย 55,685.89 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 6 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 6.18 จุด เปลี่ยนแปลง +0.39% ดัชนีอยู่ที่ 1,589.13 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 55,685.89 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

กรุงไทยรุกตลาดลูกค้าญี่ปุ่นในไทยหนุนการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 15:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852444


ธนาคารกรุงไทย จับมือ โตโย บิซิเนส เซอร์วิส เปิดตลาดลูกค้าญี่ปุ่นในไทย เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ โดยเป็นตัวกลางในการชำระเงินแบบครบวงจร เตรียมปล่อยสินเชื่อเพื่อธุรกิจ หวังเจาะกลุ่มเป้าหมายกว่า 5 พันบริษัท…

เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2560 นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย และ มิสเตอร์ฮิเดอากิ นากาโอะ ประธานกรรมการ บมจ.โตโย บิซิเนส เซอร์วิส ได้ร่วมแถลงข่าวการสนับสนุนบริการทางการเงินแก่นักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยธนาคารจะร่วมกับ บมจ.โตโย บิซิเนส เซอร์วิส ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาลูกค้าญี่ปุ่นด้านการตลาด กฎหมาย การเงิน การลงทุน มาเป็นระยะเวลากว่า 40 ปี เปิดตลาดการให้บริการทางการเงินแก่นักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันนักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนสูงกว่า 5,000 บริษัท ซึ่งมีความต้องการบริการทางการเงินหลากหลายรูปแบบ

รอง กจญ.สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวต่อว่า ธนาคารกรุงไทยจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระเงินอย่างครบวงจรให้กับลูกค้าที่เป็นสมาชิกของ บมจ.โตโยฯ ซึ่งมีหลายกลุ่มธุรกิจ เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทะเลแปรรูป ผู้จำหน่ายเครื่องมือและเครื่องจักร ผู้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ และธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม โดยในระยะแรกธนาคารให้บริการรับ – จ่ายเงิน และบริการทางการเงินต่างประเทศ ผ่าน Internet Banking และ Mobile Banking สำหรับในระยะต่อไป ธนาคารจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม โดยจะสนับสนุนสินเชื่ออัตราพิเศษ เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้า และต่อยอดสู่การสนับสนุนสินเชื่อทุกขั้นตอนการทำธุรกิจ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ทั้งผู้ผลิต และตัวแทนจัดจำหน่าย


นายทรงพล กล่าวด้วยว่า ธนาคารได้เตรียมจัดสัมมนา Business Matching ด้านเทคโนโลยีการเงิน ทิศทางการดำเนินงาน และการบริหารจัดการองค์กร ให้กับลูกค้าของธนาคารและลูกค้าที่เป็นสมาชิกของ บมจ.โตโยฯ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ทางธุรกิจ และเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีทางธุรกิจ.

 

‘เอส’ ส่งน้ำอัดลมรสใหม่ ‘ฮาวายเอี้ยน พั้นช์’ จับตลาดวัยรุ่นช่วงซัมเมอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 ก.พ. 2560 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852432


บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด รุกตลาดน้ำอัดลมสี เปิดตัวเครื่องดื่มรสใหม่ ‘เอส เพลย์ ฮาวายเอี้ยน พั้นช์’ เอาใจวัยรุ่นช่วงหน้าร้อน ชูความหอมสดชื่นจากสับปะรดผสมผสานความหวานซ่อนเปรี้ยวจากแอปเปิ้ลได้อย่างลงตัว

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 60 นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด กล่าวว่า ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องดื่มอัดลมซ่าจากผลไม้สองชนิดในขวดเดียวเป็นเจ้าแรกของไทย และได้รับการตอบรับที่ดีมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอส เพลย์ เกรปเบอร์รี่ ที่สามารถขึ้นแท่นเป็นเครื่องดื่มที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่ง ส่งผลให้ เอส เพลย์ เติบโตในช่องทางโมเดิร์นเทรดสูงสุดถึง 36% ในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เอส เพลย์ มีคะแนนที่สูงขึ้นทั้งในด้านการเป็นตราสินค้าสำหรับฉัน (Brand For Me) จาก 30% เป็น 36% ให้ความสดชื่น (Refreshing) จาก 42% เป็น 51% รสชาติดี (Good Taste) จาก 32% เป็น 39% และเป็นแบรนด์ที่สนุกสนาน (Brand Creating Fun) เพิ่มขึ้นจาก 42% เป็น 49%

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จ เราจึงส่งแคมเปญ ‘เอส เพลย์ ปะทะความหอม ประลองความซ่า’ เอาใจคนวัยรุ่น ได้อร่อยสดชื่นรับซัมเมอร์กับ 2 รสชาติสุดโดน ‘เอส เพลย์ ฮาวายเอี้ยน พันช์’ เครื่องดื่มอัดลมซ่ารสชาติใหม่ล่าสุด ที่รวมเอาความหอมสดชื่นจากสับปะรด มาผสานความหวานซ่อนเปรี้ยวจากแอปเปิ้ลได้อย่างลงตัว ส่วน ‘เอส เพลย์ เกรปเบอร์รี่’ นั้นเป็นการผสมผสานความหอมหวานขององุ่น และราสเบอร์รี่ ที่ดื่มแล้วสดชื่นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ เอส เพลย์ ยังเตรียมกิจกรรมออนไลน์เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวแคมเปญฯ โดยตั้งเป้าสื่อสารกับวัยรุ่นไทยกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ความซ่าสนั่นเมือง ‘est play flip battle challenge’ จากเทรนด์สุดฮิตของวัยรุ่นทั่วโลก ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/estcola

“เรามั่นใจว่าการขับเคลื่อนตลาดน้ำสี ด้วยการผนวกความแข็งแกร่งของ เอส เพลย์ เกรปเบอร์รี่ และการเสริมทัพของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ล่าสุดอย่าง เอส เพลย์ ฮาวายเอี้ยน พั้นช์ ผ่านแคมเปญ ปะทะความหอม ประลองความซ่า จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับ เอส เพลย์ ทั้งในตลาดน้ำสีโดยรวม และผลักดันให้เอส เพลย์ กลายเป็นเครื่องดื่มสุดซ่าโดนใจวัยรุ่นได้อย่างแน่นอน”

 

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ “ease park” The landmark of happiness

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 6 ก.พ. 2560 14:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852362


เคเอเอ็น พร๊อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรเพื่อการค้า และการอยู่อาศัย เปิดตัวโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ “อีส พาร์ค” (ease park) The landmark of happiness ชีวิตที่ง่ายในสไตล์ไม่ซ้ำใคร อย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นด้านทำเลที่สะดวกสบาย พร้อมความหลากหลายของสินค้า รวมทั้งการบริการที่น่าประทับใจ วางเป้าเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม ผ่านการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

นายธัชชัย ศีลพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคเอเอ็น พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า โครงการ อีส พาร์ค (ease park) เป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ และถือเป็นแห่งแรกที่ตั้งอยู่ติดถนนรามอินทรา โดยเกิดขึ้นผ่านแนวคิดของความเรียบง่าย และความสะดวกสบาย ซึ่งคำว่า ease ก็มาจากคำว่า easy ที่มีความหมายถึงความสะดวกสบาย ง่ายๆ park หมายถึง สถานที่พักผ่อน ซึ่งความหมายรวมๆ ก็คือ เป็นสถานที่พักผ่อนที่เรียบง่ายและสะดวกสบาย ภายใต้คอนเซปต์ Industrial ซึ่งตัวโครงการมีการตกแต่งแบบโชว์วัสดุ ไม้ เหล็ก ปูน อิฐ เป็นสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น แต่ไม่ล้าสมัย โดยตั้งอยู่ที่ถนนรามอินทรา กม. 4.5 พัฒนาเป็นโครงการ Community Mall สูง 3 ชั้น บนพื้นที่โครงการรวมประมาณ 3.5 ไร่ ติดถนนรามอินทรา หน้ากว้าง 60 เมตร พื้นที่ก่อสร้างประมาณ 7,000 ตารางเมตร มูลค่าโครงการประมาณ 200 ล้านบาท

ประกอบไปด้วย ร้านค้าประมาณ 15 ร้าน ชั้น 1 เป็น Supermarket ซึ่งเป็น Villa market และร้านกาแฟแบรนด์ดังอย่าง Starbucks ที่เป็นแบบ Drive thru ส่วนชั้น 2 เป็นโซนของร้านอาหาร ซึ่งมีอาหารหลากหลายชนิดให้ได้เลือกสรร อาทิ King Kong, Neo suki&shabu, ตำยั่วครกยักษ์, ก๋วยเตี๋ยวไข่ย้อนยุค และส่วนพื้นที่ ชั้น 3 เป็นส่วนของ Health, Beauty and Lifestyle ซึ่งประกอบไปด้วย Fitness, คลินิกเสริมความงาม ที่ตอนนี้ได้คลินิกชื่อดังอย่าง Natacha clinic มาเปิดให้บริการแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดโซนร้านนั่งชิลล์ เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนในบรรยากาศสบายๆ อีกด้วย

นายธัชชัย กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ย่านรามอินทราค่อนข้างสูง โดยทำเลเข้าถึงง่าย นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอมมูนิตี้มอลล์ย่านนี้ประสบความสำเร็จ แต่การสร้างจุดเด่นที่แตกต่าง และการคัดเลือกร้านค้าใหม่ๆ มานำเสนอให้กับผู้บริโภคก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจแห่งความสำเร็จเช่นกัน ซึ่งโครงการอีสพาร์ค สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เพราะสามารถเดินทางได้สะดวก ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ติดถนนใหญ่ และในอนาคตเมื่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีมัยลาภ ที่อยู่ใกล้โครงการเปิดใช้ก็จะทำให้สะดวกสบายมากขึ้น และนับเป็นโอเอซิสแห่งใหม่ของถนนรามอินทราเส้นหลักได้อีกด้วย

นอกจากนี้เรายังตั้งเป้าที่จะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ของคนรามอินทรา ที่มีบริการครบครัน สะดวก ทันสมัย และใกล้บ้าน โดยมีแผนที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในทุกๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว กลุ่มวัยรุ่น นักเรียนนักศึกษา เป็นต้น ผ่านการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ ตลาดนัดร้านดังใน IG, กิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น ในช่วงวันสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทย จะมีกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมด้วยการเปิดโครงการให้มีการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ นอกจากนี้ เราจะคัดสรรสิ่งพิเศษที่เป็นความต้องการของลูกค้ามาไว้ที่โครงการให้ได้มากที่สุดตรงตามคอนเซ็ป “ease park” The landmark of happiness ชีวิตที่ง่ายในสไตล์ไม่ซ้ำใคร

โครงการ “อีส พาร์ค” (ease park) เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ถึงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00–21.00 น. และสามารถติดตามข่าวสารของ “ease park” ผ่านทาง Facebook : www.facebook.com/easeparkbkk

 

งาน “Color of Japan: Tottori” รวมสุดยอดอาหารและสินค้าขึ้นชื่อของญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 6 ก.พ. 2560 13:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852302


มร.ทาคาชิ ฮิราโอะ ผู้แทนจากจังหวัดทตโตะริ และ วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดงาน “Color of Japan : Tottori” รวบรวมสุดยอดอาหารและสินค้าขึ้นชื่อจากจังหวัดทตโตะริ ประเทศญี่ปุ่น โดยมี มร.ฮิโรชิ ฮอนโจ, วิม มโนพิโมกษ์, นิธิ สมุทรโคจร และ ภูภูมิ พงศ์ภาณุ ให้เกียรติร่วมงาน ณ ไลฟ์สไตล์ อเวนิว เอ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ เมื่อเร็วๆ นี้