แหวกม่านควัน มอง”ฟิลลิป มอร์ริส” 25 ปีในธุรกิจภาพลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847828


แม้ทางด้านสาธารณสุขปรากฏว่า บุหรี่ หรือยาสูบ มีส่วนก่อให้เกิดโรคและอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้ แต่อีกด้านหนึ่งธุรกิจเกี่ยวกับบุหรี่และยาสูบในประเทศไทยก็ถูกกฎหมาย มีมูลค่าในแต่ละปีมหาศาลโดยมีโรงงานยาสูบหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้นำในธุรกิจและมีการแข่งขันกันพอสมควร แม้ภาพที่สังคมส่วนใหญ่มองถึงธุรกิจนี้ จะไม่สวยงามนัก

อย่างไรก็ตาม หากจะเอ่ยกันถึงธุรกิจบุหรี่และยาสูบในประเทศไทยแล้ว จะไม่พูดถึง บริษัท “ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด” คงจะไม่ได้ ในฐานะเจ้าของสินค้าดังหลายตัว ดังนั้น วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปทำความรู้จัก บริษัท ฟิลลิป มอร์ริสฯ ตลอดจนแนวคิดการทำธุรกิจและภาพรวมของอุตสาหกรรมบุหรี่และยาสูบไทยจากการพูดคุยกับ “พงศธร อังศุสิงห์” ผู้อำนวยการฝ่ายบรรษัทสัมพันธ์

คุณพงศธร อังศุสิงห์ ผู้บริหาร ฟิลลิป มอร์ริส

ย่างก้าว 25 ปี ธุรกิจขายบุหรี่ในไทย

บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เป็นบริษัทในเครือของฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล อิงก์ (พีเอ็มไอ) เป็นผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บุหรี่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2534 ปัจจุบันมีการว่าจ้างพนักงานชาวไทยกว่า 380 คน ทั้งในสำนักงานที่กรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ เราเป็นผู้นำตลาดอันดับ 2 ในธุรกิจรองจากโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง

ภูมิใจสร้างงาน-พันธมิตรธุรกิจ-คู่ค้า

เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา เราดำเนินธุรกิจในไทยครบ 25 ปี รู้สึกดีใจ และภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมยาสูบไทยตั้งแต่กลุ่มชาวไร่ผู้ปลูกยาสูบมากกว่า 34,000 ครัวเรือน ตลอดจนการบริการคู่ค้าในส่วนของค้าปลีกอีกประมาณ 200,000 ราย รวมถึงจ้างและพัฒนาพนักงานชาวไทยทั่วประเทศกว่า 400 คน

1 มวนนิโคตินทำให้ติด ควันก่อโรค!

ที่ผ่านมา บริษัทฯ ทุ่มงบประมาณกว่า 105,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2546 และได้ทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาสูบลดความเสี่ยงหนึ่งในนั้นคือ ใช้เทคโนโลยีที่ให้ความร้อนกับใบยาในจุดต่ำกว่า 300 องศาเซลเซียสเพื่อไม่ให้เกิดการเผาไหม้ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสารพิษต่างๆ

ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดอยู่ต้องบอกว่า นิโคติน เป็นสารที่ก่อให้เกิดการติด โดยไม่ใช่สาเหตุหลักก่อให้เกิดโรคต่างๆ จากการสูบบุหรี่ แต่สารอันตรายส่วนใหญ่จะเกิดมาจากการเผาไหม้ ดังนั้น จึงเสียชีวิตจากควันบุหรี่เป็นส่วนใหญ่

อึ้ง! คนไทย 11.4 ล.เป็นสิงห์อมควัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 11.4 ล้านคน หรือ คิดเป็น 20.7% ของประชากรทั้งหมด ส่วนอัตราการสูบบุหรี่คงที่ประมาณ 20% ในขณะที่ขนาดของอุตสาหกรรมบุหรี่อยู่ที่ตัวเลขประมาณ 34,895 ล้านมวน มีโรงงานยาสูบ รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้นำตลาด ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 70-75% นอกนั้น เป็นส่วนแบ่งของผู้นำเข้าหลากหลายที่อยู่ในตลาดประมาณ 15 ราย

หวังยกระดับใบยา-แข่งพืชเศรษฐกิจอื่น

ฟิลลิป มอร์ริส มีแผนงานสร้างความยั่งยืนให้กับพืชยาสูบ โดยให้ความสำคัญในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับใบยาตั้งแต่ต้นทางคือ ไร่ยาสูบ ไปจนถึงกระบวนการในโรงงาน เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพใบยาไทยให้ได้ตามมาตรฐานโลกและมีความสามารถในการแข่งขันเมื่อนำไปเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่น
 นอกจากนี้ จะให้ความสำคัญกับแรงงานในไร่ใบยา และความปลอดภัยของบุคลากรที่เกี่ยวข้องด้วย ตลอดจนลดผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

ชี้ชัดขึ้นราคาบุหรี่ไม่ช่วยลดจำนวนผู้สูบ

สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบเต็มเพดานมองว่า 
กฎหมายปฏิรูปภาษีสรรพสามิตถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในนโยบายการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลัง ซึ่งต้อง การสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรมและความเรียบง่ายในการจัดเก็บ หลังจากที่กรมสรรพสามิตพยายามปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว มาเกือบ 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้มองว่า อาจจะไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้สูบมากเท่าใดนัก เพราะต่อให้ยาสูบขึ้นราคา ผู้สูบก็หันไปบริโภคยาสูบในราคาถูกอยู่ดี

ทั้งนี้ ผลจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบเต็มเพดานที่ 90% ไปเมื่อเดือนก.พ. 2559 ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2559 ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบได้ 64,897 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2558 เพียง 2,163 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 3.4% เท่านั้น.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

ผู้จัดพิมพ์โต้ซีเอ็ด เรียกเก็บค่าขนส่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852258


ธุรกิจสิ่งพิมพ์แต่ละภาคส่วนกำลังปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ล่าสุด “ซีเอ็ด” บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ประกอบธุรกิจจัดจำหน่ายและร้านขายหนังสือ ร่อนหนังสือลงวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2560 ถึงเจ้าของ กิจการสำนักพิมพ์คู่ค้าเรื่อง “การปรับส่วนลดการค้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการขาย” พูดภาษาชาวบ้านก็คือ เรียกเก็บเงินบริการเพิ่มนั่นเอง

เหตุผลก็คือ “เนื่องด้วยปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการดำเนินการร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้านั้นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าเช่าสถานที่ ค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ส่งผลให้ต้องมีการทบทวนและปรับปรุงในเรื่องส่วนลดการค้า และค่าใช้จ่าย ในการดำเนินการขายต่างๆให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขายมากขึ้น”

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ต้อง “เรียกเก็บค่าขนส่งสินค้า 1.40 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าใบส่งสินค้าตามราคาปกในทุกช่องใบส่งของ ในทุกเงื่อนไขการค้า (สินค้าฝากขาย, ตัดลอตพิเศษ, ร่วมรายการส่งเสริมการขาย เป็นต้น)”

และยังยื่นเงื่อนไขอื่นๆอีกหลายรายการ ล้วนแต่เป็นการ “ขอความเห็นใจ” กับคู่ค้าแต่ละราย เหตุการณ์นี้สะเทือนถึงเจ้าของกิจการสำนักพิมพ์โดยตรง

ในเมื่อสำนักพิมพ์ต่างๆเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นสมาชิก สมาคม ผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ซึ่งปัจจุบันมีนายจรัญ หอมเทียนทอง เป็นนายกสมาคมฯ จึงตอบโต้ด้วยแถลงการณ์ ลงวันที่ 31 มกราคม 2560

แถลงการณ์โต้กลับมีสาระสำคัญว่า สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯเห็นใจและเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย แต่กรณีของ “ซีเอ็ด” ซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ที่สุดในธุรกิจค้าปลีกหนังสือได้รับส่วนลดการค้ามากที่สุดอยู่แล้ว เงื่อนไขของบริษัทซีเอ็ดจึงไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่กลับเป็นแนวทางที่จะก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาในวงการธุรกิจหนังสือ

ดังนั้น คณะกรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯจึงมีมติออกมา 2 ข้อ คือ 1.ให้บริษัทซีเอ็ดระงับและทบทวนเงื่อนไขการเรียกร้องเก็บค่าขนส่งสินค้า 1.4 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าใบส่งสินค้าตามราคาปก และ 2.สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการเปิดเจรจาหรือร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ

กรณีการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มจากผู้ฝากขาย นายจรัญบอกว่า “ซีเอ็ด ทำจดหมายถึงคนส่งหนังสือขายหน้าร้าน เพิ่มค่าขนส่งซึ่งแต่เดิมไม่ได้เรียกเก็บ แต่มาเรียกเก็บ 1.4 เปอร์เซ็นต์จากราคาปก ธรรมดาเมื่อเราส่งหนังสือให้ซีเอ็ดขาย ซีเอ็ดจะจ่ายเงินให้เราในราคาที่ลดเปอร์เซ็นต์จากเราอยู่แล้ว”

คำว่า “ลดเปอร์เซ็นต์” เสมือนค่าวางขายในร้าน ถ้าเป็นกรณี ให้ซีเอ็ดจัดจำหน่าย สนพ.ผู้ผลิตหนังสือต้องจ่ายให้ซีเอ็ด 45 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็น สนพ.และสายส่งที่นำมาฝากขายร้าน ซีเอ็ดจะคิดค่าวางขาย 40 เปอร์เซ็นต์ กรณีที่ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์เดือดร้อนนี้อยู่ในกรณีที่ 2 คือกลุ่มที่นำมาฝากขาย

เดือดร้อนอย่างไร “เราเสียไป 1.4 เปอร์เซ็นต์ ถามว่าเยอะไหม ตอบว่าเยอะครับ ถ้าหนังสือขายได้หมดเราโดนไป 1.4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า หนังสือขายไปได้ครึ่งหนึ่งเท่ากับเราต้องเสียไป 2.8 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าเขาเก็บจากยอดที่เราส่งทั้งหมด กรณีเดียวกันนี้ แม้จะมีบางแห่งเขาเก็บ แต่เปอร์เซ็นต์เขาเก็บน้อยกว่า และการขอค่าส่วนลดเขาก็น้อยกว่าซีเอ็ด ซีเอ็ดมีร้านหนังสือมากที่สุด และขอค่าเปอร์เซ็นต์มากกว่าทุกแห่ง ในเมื่อ ซีเอ็ดรับตรงนี้มากกว่าทุกเจ้าอยู่แล้ว จึงไม่ควรเก็บค่าขนส่งอีก” นายจรัญเน้น

ดังนั้น “ถ้าซีเอ็ดยืนกรานจะเอาค่าขนส่ง ก็ต้องปรับค่าส่วนลดจากลูกค้าลงมา”

นายจรัญอธิบายต่อว่า สายส่งบางรายเขาก็ไม่เก็บ กรณีที่เก็บก็จะหักค่าขนส่งในวันจ่ายเงินให้ลูกค้า แต่ซีเอ็ดนั้นแยกค่าขนส่งมาเป็นหนี้ของ สนพ.ต่างหาก ทำให้ สนพ.ต้องจ่ายค่าขนส่งให้ก่อน 1 เดือน ซึ่งขณะนั้นหนังสือแทบไม่ทันได้ขาย การกระทำอย่างนี้ “ผมถือว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่การแก้ปัญหา ซีเอ็ดมีปัญหาหน้าร้านก็ต้องแก้หน้าร้าน สมาคมฯอยากช่วยซีเอ็ดไหม เราอยากช่วยเพราะลูกค้าขาดเขาไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้เราต้องเจรจากัน”

แนวทางแก้ปัญหา “ในนามของสมาคมฯเราก็ยื่นหนังสือให้เขาระงับและทบทวน เปิดโอกาสให้มีการคุยกัน เราส่งไปแล้วแต่ซีเอ็ด ยังไม่ตอบมา เราทราบอยู่ว่าซีเอ็ดบอกกับลูกค้าว่า ใครไม่เซ็นก็ไม่ต้องจ่าย แสดงว่าไม่รับเงื่อนไขเขา แต่ในหนังสือที่ส่งมาไม่มีช่องไหน ที่จะให้ลงว่า ไม่ยอมรับเงื่อนไขเขาได้”

ถ้าเพิ่ม 1.4 เปอร์เซ็นต์ “ภาระเราคนทำ สนพ.ก็หนัก ปกติเราแทบจะไม่เหลืออะไรอยู่แล้ว การฝากหน้าร้านส่วนลดทางการค้าเราโดนไปแล้ว 40-45 เปอร์เซ็นต์ การลงทุน สนพ.ต้องจ่ายค่านักเขียน 10 เปอร์เซ็นต์ ค่าดำเนินการจัดการของเราประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ สนพ.จะเหลือกำไรประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ถ้าหนังสือนั้นขายหมด แต่ปัจจุบันโอกาสขายหมดยากมาก”

วงจรของการทำหนังสือ “ค่าจัดจำหน่ายเยอะที่สุด 40-45 เปอร์เซ็นต์ ซีเอ็ดบอกว่าเป็นความจำเป็นที่คนทำหนังสือต้องขึ้นราคาหนังสือ ถ้าผมขึ้นราคาหนังสือมา แล้วใครจะซื้อหนังสือผมล่ะ และถ้าผมขึ้นค่าหนังสือมา ซีเอ็ดก็ได้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเก็บไปถึง 40-45 เปอร์เซ็นต์ และยังจะเก็บค่าขนส่ง 1.4 อีก ซึ่งสินค้าทั้งหมดเป็นสินค้าฝากขาย ซีเอ็ด ไม่ต้องจ่ายเงินอะไรเลย”

จรัญย้ำว่า “ขอยืนยันว่ากรณีเช่นนี้ ไม่ใช่ขัดแย้งคุยกันไม่ได้ แต่เป็นเรื่องคนทำหนังสือขอความกรุณาซีเอ็ดว่า เห็นใจคนทำหนังสือบ้าง ซีเอ็ดบอกว่าให้คนทำหนังสือเห็นใจเขา ทุกคนเห็นใจเขาครับ แต่อยากจะบอกว่าต้องคุยกัน คนตัวใหญ่ต้องการความเห็นใจ คนตัวเล็กก็ต้องการความเห็นใจเหมือนกัน เพราะว่าในยามที่คุณมีความสุข เราก็ไม่เคยขอความสุขจากคุณ แต่ในยามที่คุณมีทุกข์จะให้เรามีความทุกข์ด้วย ก็คงร่วมทุกข์ได้บางอย่าง ถ้าจะให้ร่วมทุกข์ทั้งหมดคงทำไม่ได้”

สำหรับทางออก ถ้าทางสมาคมฯไม่ยอม “เราทำได้แค่ขอความร่วมมือ บอกแล้วว่าคนทำหนังสือต้องกล้าที่จะก้าวผ่านความกลัว ร้านหนังสือซีเอ็ด ถ้าไม่มี สนพ.ก็อยู่ไม่ได้ คนทำ สนพ.ต้องกล้าข้ามความกลัวออกไปให้ได้ว่า อย่ากลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น เราทุกคนทำหนังสือ เราไม่ได้ทำร้านหนังสือ ซีเอ็ดเป็นร้านหนังสือที่มีสาขาเยอะที่สุด ถ้าซีเอ็ดไม่ขายเราเดือดร้อน แต่ถ้าเราขายเราขาดทุน เราก็ไม่ขายดีกว่า ก็แล้วแต่ สนพ. เขาจะว่าอย่างไร แต่ในนามของสมาคม เราทำหน้าที่ของเรา การตัดสินใจเป็นเรื่องซีเอ็ดกับสมาชิก”

เรื่องแบบนี้ “ควรมีความเมตตากรุณา คนตัวใหญ่ควรมีความเมตตากับคนตัวเล็ก ถ้าให้คนตัวเล็กมีเมตตาต่อคนตัวใหญ่ ผมว่าสังคมจะผิดเพี้ยนเอา ไม่ใช่คนตัวใหญ่จะไปยืนอยู่บนหัวคนตัวเล็ก มีแต่คนตัวใหญ่ ต้องไปช่วยเหลือเขา ทุนซีเอ็ดกับ สนพ.ก็ต่างกันเยอะแยะ ไม่ใช่ว่าซีเอ็ดเพิ่งทำในเรื่องแบบนี้ จริงๆแล้วมีการเก็บโน่นเก็บนี่มาเรื่อยทุกคนก็ยอมหมด ค่าเก็บหนังสือคืน ค่ากล่องกระดาษ ค่าสารพัดเก็บ ค่าทำโปรโมชั่นทุกคนก็ให้หมด แต่มาเพิ่มอีก 1.4 เปอร์เซ็นต์อาจจะเป็นจุดสิ้นสุดของการจำยอมก็ได้”

ทางออกอื่นๆ “บ้านเรามีสายส่งอยู่หลายเจ้าก็จริง แต่เผอิญว่าซีเอ็ด เป็นสายส่งรายใหญ่และมีร้านหนังสือด้วย นี่คือความได้เปรียบของซีเอ็ด แต่ในความได้เปรียบนี้ ไม่ควรเอาเปรียบใคร จริงๆแล้วคนตัวใหญ่ควรเสียสละบ้าง เราต่างรับผลกระทบจากผลภายนอกอยู่แล้ว คนภายในด้วยกัน ไม่ควรมาทำอย่างนี้”

ทางเลือกอื่นอย่างการขายทางออนไลน์ “ก็ช่วยได้ แต่ขายได้ดีเฉพาะในหนังสือบางประเภทเท่านั้น เพราะคนในชนบทร้านหนังสือยังเป็นที่พึ่ง ร้านหนังสือซีเอ็ดมีสาขามากทุกคนเห็นใจ เราเห็นใจเขาเหมือนกัน ว่า ที่เขาเช่าห้างตั้งร้าน เรารู้ว่าตัวหนังสือลดลง เรื่องนี้เราเข้าใจ”

อัตราการผลิตหนังสือ “เมื่อก่อนออกมาราวเดือนละ 1,000 ปก หนึ่งปีออกราว 10,000 ปก แต่เดี๋ยวนี้ 1 เดือนอยู่ในหลักร้อย รวมทั้งหนังสือทำมือขายเองด้วย ทำให้หนังสือเข้าระบบร้านน้อยลง”

นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯถามทิ้งท้ายว่า “สมัยเมื่อมีหนังสือมาก คุณบอกว่ารับไม่ไหว แม้เมื่อหนังสือน้อยลง คุณสามารถแต่งหน้าร้านได้ แต่ทำไมคุณกลับมามีปัญหา”

ปัญหามีไว้ให้แก้ไข เมื่อมีปัญหาใดก็ต้อง “คุยกัน”.

 

นโยบาย “ทรัมป์” กระทบแค่ผิวๆ ยันไทยได้อานิสงส์หลายอย่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852721


น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้ศึกษานโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังออกคำสั่งพิเศษ 8 ฉบับ พบว่า นโยบายกีดกันการค้า หากสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าเป็นรายสินค้าและบังคับใช้กับทุกประเทศ สินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางรถยนต์ กุ้งสดแช่แข็ง เป็นต้น แต่หากสหรัฐฯขึ้นภาษีสินค้าจากจีนและเม็กซิโก สินค้าไทยจะมีโอกาสทดแทนจีนและเม็กซิโกในสหรัฐฯ และแคนาดา เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องรับโทรทัศน์ เป็นต้น

ส่วนการส่งเสริมการลงทุนที่สหรัฐฯจะดึงการลงทุนกลับประเทศ อาจเกิดการชะลอตัดสินใจลงทุนใหม่ หรือขยายลงทุนเดิมของสหรัฐฯในไทยได้ ขณะที่นโยบายการคลังแบบขยายตัว โดยเพิ่มขาดดุลการคลังและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัว เพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ส่งผลดีต่อการส่งออกไทย แต่ผลจากเศรษฐกิจขยายตัว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินสหรัฐฯอาจแข็งค่า และค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่ง จะดีต่อการส่งออกไทย สำหรับการถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภูมิภาคแปซิฟิก (ทีพีพี) จะทำให้คู่แข่งไทยที่เป็นสมาชิกทีพีพี ทั้งเวียดนามและมาเลเซีย ไม่ได้เปรียบไทยในตลาดสหรัฐฯ ส่วนการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน อาจทำให้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงได้อีก ขณะที่สนธิสัญญาไมตรีไทย-สหรัฐฯ จะต้องมีการเจรจาใหม่หรือไม่ และจะฟื้นการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหรัฐฯหรือไม่ ขึ้นอยู่กับระดับนโยบายทั้ง 2 ประเทศ.

 

เลิกสัญญารถเมล์เจ้าปัญหา 9 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852765


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงข่าวองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะมีการยกเลิกสัญญากับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ผู้ชนะการประมูลโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คันว่า ได้เสนอความเห็นให้ ขสมก.ว่ามี 2 ทางเลือกคือ การแก้สัญญาหรือยกเลิกสัญญา ส่วนจะเลือกวิธีใด ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการตรวจรับ หรือคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ขสมก.จะพิจารณา และ ขสมก. รายงานให้ทราบว่า สัญญาเปิดช่องให้บอกเลิกสัญญาได้ หาก ขสมก. คิดเงินค่าปรับการส่งมอบรถล่าช้า ครบวงเงินค้ำประกันที่วางมัดจำ 330 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงิน 10% ของมูลค่าสัญญา โดยในสัปดาห์นี้ จะเป็นวันที่มีการปรับจนครบวงเงินประกัน ขณะที่แนวทางการแก้ไขสัญญา อัยการได้แนะนำว่าการแก้สัญญาเพื่อดำเนินการตรวจรับ หากเกิดเหตุใดเหตุหนึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กรมศุลกากร และมีการริบรถเมล์เหล่านี้ขึ้น ก็ดำเนินการตามสัญญาไม่ได้อยู่ดี ควรรอผลสรุปเรื่องแหล่งกำเนิดจากกรมศุลกากรก่อน

นายสมควร นาสนม ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ 1 ขสมก. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับ กล่าวว่า วันที่ 9 ก.พ.นี้ คณะกรรมการตรวจรับ จะทำหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังเบสท์ริน กรุ๊ป เนื่องจากได้ปรับเงินค่าค้ำประกันจนครบวงเงินแล้ว

นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธาน บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ขสมก. ยังไม่สามารถบอกยกเลิกสัญญาได้ เพราะวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ขสมก.ทำหนังสือแจ้งให้เร่งจัดส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีให้ครบทั้ง 489 คัน หมดภายใน 30 วัน ฯลฯ เมื่อถามว่า หาก ขสมก.ยกเลิกสัญญา เบสท์รินจะฟ้องกลับ ขสมก.หรือไม่ นายคณิสสร์กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องนี้

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า วันที่ 7 ก.พ.นี้ กรมศุลกากรจะแถลงข่าวเรื่องดังกล่าว ขอยืนยันว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปถูกต้องและยุติธรรมต่อทุกฝ่าย.

 

“อภิศักดิ์” ย้ำไม่ถังแตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852756


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของประเทศไม่ได้มีปัญหาแม้ว่าเงินคงคลังจะลดลง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน เพราะรัฐบาลก็เหมือนภาคเอกชน กรณีที่มีเงินสดส่วนเกินหรือสภาพคล่อง ซึ่งไม่ได้นำไปใช้อะไร ก็จะพยายามให้มีสภาพคล่องส่วนเกินเหลือน้อยที่สุด เพื่อประหยัดดอกเบี้ย เพราะประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุนและพัฒนาประเทศ ดังนั้น เงินคงคลังที่ลดลงจึงไม่เกี่ยวข้องการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเครื่อง และรัฐบาลก็ไม่ได้ถังแตกอีกด้วย

“เงินคงคลังที่ลดลงเหลือระดับ 75,000 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ดี และเป็นนโยบายของกระทรวงการคลัง ที่ต้องบริหารเงินสดให้ดี ไม่ให้เหลือเงินจำนวนมาก ซึ่งกรมบัญชีกลางจึงพยายามที่จะรักษาระดับเงินคงคลังให้อยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่จะรับได้ ซึ่งหากคำนวณอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลที่ระดับ 2% ต่อปี หมายถึงหากเรามีเงินคงคลัง 100,000 ล้านบาท จะต้องเสียภาษีดอกเบี้ยถึงปีละ 2,000 ล้านบาท ซึ่งในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นในการใช้เงินก็ควรมีเงินคงคลังเหลือ 50,000-100,000 ล้านบาท โดยในช่วงปลายเดือนที่มีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ยอดเงินคงจะขึ้นไปแตะ 100,000 ล้านบาท แต่ช่วงกลางเดือนจะเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาท”

นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า หลักการเรื่องเงินคงคลัง กรมบัญชีกลางจะเตรียมเงินเอาไว้ใช้ล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และขอยืนยันว่า ฐานะการคลังของประเทศไม่ได้มีปัญหา เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศจำเป็นต้องใช้เงิน กระทรวงการคลังก็ยังมีช่องทางในการกู้เงินอีกมาก โดยกฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลังสามารถกู้เงินระยะสั้น (short term) ด้วยการออกตั๋วเงินคลังได้อีกประมาณ 80,000 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2560 ก็ยังสามารถขาดดุลงบประมาณได้อีก 390,000 ล้านบาท รวมวงเงินที่รัฐบาลสามารถกู้เงินได้มีมากถึง 470,000 ล้านบาท ซึ่งมากพอต่อการบริหารประเทศ.

 

ธปท.ออกเกณฑ์คุมไอทีธนาคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852774


คุ้มครองความลับส่วนตัวลูกค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเพิ่มเติมเรื่องการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Outsourcing) ในการประกอบธุรกิจของสถาบันการเงิน ถึงธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทเงินทุน เนื่องจากต้องการสร้างความปลอดภัย ในการบริการทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีสูง และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริการทางการเงินเพิ่มมากขึ้นในระบบการจัดเก็บและใช้ข้อมูลความลับของลูกค้าสถาบันการเงิน

โดยสาระสำคัญกำหนดคำจำกัดความของ “การใช้บริการ Cloud Computing” ทั้งการจัดสรรทรัพยากรเทคโนโลยีสารสนเทศ จัดเก็บข้อมูล และประมวลผลข้อมูลของสถาบันการเงินที่ใช้บริการจากผู้ประกอบการภายนอกในด้านไอที รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการแจ้งหรือขออนุญาตการใช้บริการ Cloud Computing ตามลักษณะของการใช้บริการโดยต้องหารือกับ ธปท.ในทุกเรื่องอย่างเคร่งครัด ซึ่งการดำเนินการจะเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้บริการ Cloud Computing เช่น การประเมินและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ครอบคลุมถึงการรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (data privacy) ความเสี่ยงอันเนื่องมาจากการพึ่งพิงการใช้บริการจากผู้ให้บริการ ภายนอกจนอาจทำให้การเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการใช้บริการทำได้ยาก (vendor lock-in) และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการในต่างประเทศ

นอกจากนี้ สถาบันการเงินควรใช้บริการจากผู้ให้บริการ Cloud Computing ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอนุญาตให้สถาบันการเงินสามารถใช้ผลการตรวจสอบของผู้ให้บริการภายนอกที่ได้รับการรับรองจากผู้ตรวจสอบภายนอกที่มีความเป็นอิสระและได้มาตรฐานสากลในการตรวจสอบด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้.

 

เอไอเอส คว้า ‘เอชบีโอ’ ลุยเน็ตบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852770


“เอไอเอส” เปิดวิสัยทัศน์ประจำปี 2560 ประกาศศักดาคว้าลิขสิทธิ์เอชบีโอ หลังทรูปล่อยหลุดมือ เพราะราคาแพงเกินไป ย้ำได้มาในราคาสมเหตุสมผล ลุยธุรกิจเอไอเอส ไฟเบอร์ ประเมินปีนี้รายได้จะเติบโต 4-5% จากปริมาณการใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมทุ่มงบลงทุน 45,000 ล้านบาท รับปีไก่ทอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้จัดแถลงวิสัยทัศน์ประจำปี 2560 ท่ามกลางผู้ร่วมงานกว่า 1,800 คน โดยมีนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รับเชิญมาเป็นประธานของงาน และนายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานบอร์ดเอไอเอสคนใหม่มาร่วมงานด้วย

advertisement

โดยนายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมา นับเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านเต็มรูปแบบ โดยเป็นปีแรกที่สัมปทานภายใต้บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ที่ดำเนินมากว่า 25 ปี ได้สิ้นสุดลง นอกจากนั้น ยังถือเป็นปีแรกที่รายได้จากการให้บริการดาต้า (อิน-เตอร์เน็ตบนมือถือ) สูงกว่ารายได้จากการบริการเสียง (วอยซ์) โดยปีที่ผ่านมารายได้จากวอยซ์อยู่ที่ 51,250 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากดาต้าขยับขึ้นสูงกว่าเป็นที่ 63,857 ล้านบาท

“ปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งความยุ่งเหยิง วุ่นวาย จากการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเอไอเอสประมูลพลาดไปในครั้งแรก แต่ที่สุดผู้ชนะประมูลไม่สามารถชำระเงินได้ ทำให้เราได้คลื่นมาในที่สุด เราเป็นผู้ให้บริการที่ได้คลื่น 4 จีเป็นรายสุดท้าย
แต่ก็สามารถติดตั้งโครงข่ายได้ภายใน 300 วัน ครอบคลุม 98% ของจำนวนประชากร ถือว่ารวดเร็วที่สุดในเอเชีย”

นายสมชัยกล่าวว่า ในปีนี้จึงเชื่อว่าทุกอย่างจะลงตัวมากขึ้น การแข่งขันกลับสู่สภาพเดิมบนพื้นฐานของการให้บริการที่ดี จากปีที่ผ่านมาที่ค่อนข้างชุลมุน แต่ก็จะแข่งขันกันรุนแรงเช่นเดิมแน่ๆ โดยปีนี้เอไอเอสตั้งเป้ารายได้จากการให้บริการเติบโต 4-5% จากปีที่แล้ว ที่มีรายได้จากการให้บริการเติบโตที่ 1.6% หรืออยู่ที่ 122,561 ล้านบาท โดยเชื่อว่ารายได้ที่จะเติบโตได้ดีขึ้นนั้น จะมาจากการใช้งานอินเตอร์เน็ตหรือดาต้าที่เพิ่มสูงขึ้น จากบริการใหม่ๆ ที่เอไอเอสสรรหามาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ขณะที่ภายในงาน เอไอเอสยังได้ประกาศความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ช่องเอชบีโอ (HBO) ซึ่งเดิมเคยเป็นของบริษัททรูวิชั่นส์ จำกัด ในเครือบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นระยะเวลากว่า 17 ปี แต่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทรูไม่สามารถตกลงเรื่องค่าลิขสิทธิ์ที่มีราคาแพงได้ลงตัว ลิขสิทธิ์เอชบีโอจึงหลุดมือ และกลายมาเป็นของเอไอเอสในที่สุด โดยเอไอเอสได้ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว (exclusive) ในการออกอากาศผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์และมือถือเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งนอกจากเอชบีโอแล้ว เอไอเอสยังได้ประกาศความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ช่องฟ็อกซ์ (FOX) ช่องหนัง ความบันเทิงต่างประเทศอีกราย แต่ไม่เปิดเผยว่าได้ลิขสิทธิ์เป็นระยะเวลากี่ปี

“เรามีเป้าหมายที่จะทำให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีที่สุด และไม่ได้มองว่าราคาค่าลิขสิทธิ์ช่องหนังต่างประเทศอย่างเอชบีโอหรือฟ็อกซ์แพงเกินไป แต่มองว่ามีความคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยแพ็กเกจและกำหนดเวลาในการออกอากาศ ยืนยันได้แต่ว่าลูกค้าเอไอเอสเท่านั้นที่จะได้รับชม”

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ปีนี้เอไอเอสตั้งงบลงทุนโครงข่ายไว้ที่ 40,000 -45,000 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวเป็นงบลงทุนขยายโครงข่ายไฟเบอร์ออพติก เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ความเร็วสูง หรือเอไอเอส ไฟเบอร์ ราว 5,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปีจากนี้ เอไอเอสจะเป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศ

“ปีนี้จะเป็นปีแห่งการก้าวกระโดดของยุคดิจิทัลในไทย ซึ่งมันจะมาเร็วมาก การใช้งานอินเตอร์เน็ตบนมือถือจะโตปีละ 100% นับจากนี้ต่อไปทุกปีเอไอเอส จึงอยากเชิญชวนพันธมิตรทุกคนมาร่วมมือกับเอไอเอสได้ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจใดก็ตาม ให้มาจับมือกันใช้เทคโนโลยีของเอไอเอส”.

 

สรรพากรแนะยื่นภาษีผ่านเน็ต ห่วงสับสนสิทธิประโยชน์ลดหย่อนได้-ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852713


กรมสรรพากรเชิญชวนประชาชนยื่นแบบเสียภาษีผ่านอินเตอร์เน็ต เหตุสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำสูง หลังมี หลายรายการหักเป็นค่าลดหย่อนได้ และไม่ได้หวั่นประชาชนสับสน

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า แนะนำให้ประชาชนที่มีรายได้ ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 59 ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค.60 ทางอินเตอร์เน็ตของกรม เพราะจะสะดวก รวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำกว่ายื่นภาษีด้วยกระดาษที่อาจล่าช้า และการกรอกข้อมูลเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจไม่ถูกต้อง “การยื่นภาษีปีนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคนที่ยื่นภาษีด้วยกระดาษ เพราะการใช้สิทธิประโยชน์ภาษีมีหลายรายการที่ไม่สามารถหักเป็นค่าลดหย่อนหรือนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้ เนื่องจากมีรายการภาษีบางตัว มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดให้ใช้ในปีภาษี 60 หรือเริ่มเดือน ม.ค.-ธ.ค.60 ที่ต้องยื่นแบบภาษีในปี 61”

สำหรับการยื่นภาษีทางอินเตอร์เน็ตจะดีที่สุด เพราะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของกรมฯได้วางแบบฟอร์มและคำนวณการเสียภาษีอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ภาษีรายการใดที่ยังไม่มีสิทธิ โปรแกรมฯจะบอกทันทีว่า ไม่สามารถทำรายการนี้ได้ ต่างจากระบบเดิม ที่ต้องกรอกข้อมูลลงในกระดาษแล้วให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากกรอกข้อมูลผิดพลาด หรือเจ้าหน้าที่คำนวณผิดพลาด จะเสียเวลาในการติดต่อกับราชการในภายหลัง “ปีที่แล้ว ผู้มีเงินได้ที่ยื่นภาษีทั้งหมด 11 ล้านคน ในจำนวนนี้ 80% ยื่นทางอินเตอร์เน็ต แต่ปีนี้ กรมฯตั้งเป้าหมายว่าจะมีคนยื่นทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอีก 5% รวมเป็น 85% หรือ 9.3 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก 15% ยังคงยื่นด้วยวิธีการแบบเดิม”

อย่างไรก็ตาม เพื่อจูงใจให้ประชาชนที่ยื่นภาษีทางอินเตอร์เน็ตในกรณีที่ได้รับเงินภาษีคืน หากกดตกลงในแบบฟอร์มให้คืนภาษีผ่านบัญชีพร้อมเพย์ได้ กรมฯจะใช้เวลาตรวจสอบความถูกต้อง และคืนภาษีเข้าสู่บัญชีพร้อมเพย์ภายใน 1 วันทำการ จากเดิม 10-15 วัน ในกรณีที่ไม่ต้องขอข้อมูลเพิ่มเติม “การคืนภาษีด้วยการจ่ายเงินเข้าพร้อมเพย์ กรมฯจะประหยัดเงินได้ราว 100 ล้านบาท ผู้ได้รับภาษีคืนประหยัดเวลา ไม่ต้องรอรับเช็ค และธนาคารไม่ต้องเคลียริ่งเช็ค ซึ่งช่วง 3 ปีในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ประชาชนที่ได้รับภาษีคืนแล้วไม่นำเช็คมาขึ้นเงิน หรือส่งเช็คไปแล้วไม่มีคนรับ มียอดเงินค้างสะสม 300 ล้านบาท แต่หากรับเงินด้วยพร้อมเพย์ ยอดเงินค้างไม่เกิดขึ้นแน่นอน”

สำหรับสิทธิประโยชน์ภาษีในปีนี้ ที่หักค่าลดหย่อน หรือหักค่าใช้จ่ายได้ เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว กฎหมายเก่าหักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท กฎหมายใหม่ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท, ค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีเงินได้ กฎหมายเก่าหักได้ 30,000 บาท กฎหมายใหม่ 60,000 บาท, ค่าลดหย่อนบุตร กฎหมายเก่าคนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คน กฎหมายใหม่คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวนบุตร และกรณีคู่สมรสมีรายได้ให้หักค่าลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 60,000 บาท กฎหมายใหม่ 120,000 บาท

ขณะที่โครงสร้างภาษีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีรายได้ไม่ถึง 150,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี, รายได้ 150,001-300,000 บาทต่อปี เสียภาษี 5%, รายได้ 300,0001-500,000 บาทต่อปี เสียภาษี 10%, รายได้ 500,001-750,000 บาทต่อปี เสียภาษี 15%, รายได้ 750,001-1 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 20%, รายได้ 1-2 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 25%, รายได้ 2-4 ล้านบาทต่อปี เสียภาษี 30% และตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% แต่กฎหมายใหม่ ผู้มีรายได้ 2-5 ล้านบาท เสียภาษี 30% และตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 35% โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.60 เป็นต้นไป.

 

ก๊าซหุงต้มถัง 15 กก.ปรับขึ้น 10 บาท อาหารจานด่วนห้ามฉวยโขกราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852742


นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้มีมติให้ประกาศราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เดือน ก.พ.60 นี้ เพิ่มขึ้น 0.67 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากเดิมอยู่ที่ 20.29 บาทต่อ กก. เพิ่มเป็น 20.96 บาทต่อ กก. หรือปรับขึ้น 10 บาทต่อถังขนาด 15 กก. ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 1 ปี มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 7 ก.พ.เป็นต้นไป

advertisement

ทั้งนี้ หากคำนวณต้นทุนตามนโยบายราคาเสรีนำเข้าที่อิงตลาดโลก (CP+X ) และราคาที่สะท้อนจากก๊าซหุงต้มในอ่าวไทยผ่านโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และโรงกลั่นน้ำมัน รวมแล้วราคาต้องปรับเพิ่มขึ้น 1.10 บาทต่อ กก. แต่เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการให้เป็นภาระกับประชาชนมากเกินไป จึงพิจารณานำเงินจากกองทุนน้ำมันในส่วนของบัญชีแอลพีจี มาอุดหนุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องอุดหนุนรวมเดือนละ 556 ล้านบาท หรือชดเชยเป็น 7.566 บาทต่อ กก. จากเดิมอุดหนุนเดือนละ 400 ล้านบาท หรือชดเชย 4.98 บาทต่อ กก. ทำให้ราคาขายปลีกปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.67 บาทต่อ กก. ขณะที่ราคาแอลพีจีในตลาดโลก (CP) ปรับขึ้น 90 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน มาอยู่ที่ 555 เหรียญฯต่อตัน


http://www.thairath.co.th/clip/101214

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้สั่งให้กรมการค้าภายใน เร่งศึกษาต้นทุนราคาอาหารจานด่วน หลังจากที่ กบง.อนุมัติให้ปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มว่าจะมีผลกระทบต่อราคาสินค้าเพียงใด จากนั้นจะพิจารณาแนวทางดูแลราคาสินค้า เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เบื้องต้นประเมินว่าราคาก๊าซหุงต้มขนาด 15 กก. ปรับขึ้น 10 บาทนั้น จะทำให้ต้นทุนอาหารจานด่วนเพิ่มขึ้นเพียงจานละ 10 สตางค์ (สต.) เท่านั้น เพราะก๊าซ 1 ถัง ทำอาหารได้ 200-300 จาน จึงไม่มีเหตุผลที่ร้านค้าจะฉวยโอกาสปรับราคาขายปลีกขึ้นแต่อย่างใด

“แม้ก๊าซหุงต้มจะปรับขึ้นราคาถังละ 10 บาท ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มขนาด 15 กก. จากราคาถังละ 345 บาท มาอยู่ที่ 355 บาท แต่ยังเป็นราคาที่ต่ำกว่าในอดีตเคยขึ้นไปถึงถังละเกือบ 400 บาท และที่ผ่านมา อาหารจานด่วนก็ได้ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยอมรับว่าการปรับขึ้นครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่าพลังงานอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยจากการพูดคุยกับกระทรวงพลังงาน จะพยายามขึ้นราคาให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบประชาชน หากสินค้าต้องปรับขึ้นราคาจริง ต้องมาดูต้นทุนว่าขึ้นมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯมีโครงการหนูณิชย์..พาชิม ที่จำหน่ายอาหารจานด่วนในราคาไม่เกิน จานละ 35 บาท ไว้ให้เป็นทางเลือกแล้ว”.

 

ดอกไม้แพง “วาเลนไทน์” เงียบเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852777


คนไทยรอทำบุญ “วันมาฆบูชา” ชี้ 2 เทศกาลเงินสะพัดหมื่นล้าน

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจการใช้จ่ายผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ และมาฆบูชาว่า บรรยากาศของเทศกาลวาเลนไทน์ไม่ค่อยคึกคัก เพราะดอกไม้แพง แต่เทศกาลมาฆบูชาคึกคักกว่า เพราะประชาชนมองว่า ภาวะเศรษฐกิจยังแย่ ทำให้หันมาทำบุญมากขึ้น เพื่อขอให้เศรษฐกิจดีขึ้น อีกทั้งเป็นช่วงวันหยุดยาว จึงชะลอใช้จ่ายวันวาเลนไทน์ เพื่อเก็บเงินไปท่องเที่ยวแทน คาดว่าจากทั้ง 2 เทศกาลนี้ ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 10,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นเงินเพื่อการท่องเที่ยว 3,000 ล้านบาท

นายธนวรรธน์กล่าวว่า เทศกาลวันวาเลนไทน์ พบว่าจะมีเงินสะพัด 3,707 ล้านบาท มีมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี แต่เพิ่มขึ้นเพียง 0.87% ถือเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 10 ปี โดยมีผู้ตอบเพียง 16% เท่านั้นที่ระบุใช้จ่ายเงินในวันวาเลนไทน์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น ขณะที่ผู้ตอบมากถึง 35% ระบุว่า จะใช้จ่ายในเทศกาลมาฆบูชา สาเหตุที่มีการใช้จ่ายในวันวาเลนไทน์น้อย เพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี ราคาสินค้าสูงขึ้น โดยเฉพาะดอกกุหลาบ และของขวัญ ส่วนผู้ที่จะฉลองวันวาเลนไทน์ คาดว่า มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 2,262 บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย แม้จะไม่ได้ซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นมาก แต่เพราะมูลค่าสินค้าสูงขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อดอกไม้ โดยเฉพาะดอกกุหลาบ ทิวลิป ลิลลี่ เฉลี่ยคนละ 315 บาท รองลงมาคือ ซื้อของขวัญให้แก่คนรัก เฉลี่ยคนละ 977 บาท ออกไปทานข้าวนอกบ้าน ร้องคาราโอเกะ

“ผลสำรวจพบว่า นักศึกษายังมีทัศนคติจะฉลองวันวาเลนไทน์ด้วยการมีเพศสัมพันธ์มากถึง 42.3% โดยนิยมไปมีเพศสัมพันธ์ตามห้องพักรายวันมากที่สุด รองลงมาคือ อพาร์ตเมนต์ โรงแรมม่านรูด ซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม ที่นิยมโรงแรมม่านรูด”
ขณะที่บรรยากาศการใช้จ่ายช่วงวันมาฆบูชาคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าเงินสะพัดมากถึง 3,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.41% เพราะเศรษฐกิจที่แย่ ทำให้คนหันมาทำบุญมากขึ้น เพราะคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น ประกอบกับ มีสถานที่จัดงานทางธรรมะมากขึ้น และเป็นช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ทำให้ส่วนใหญ่ต้องการเก็บเงินไปใช้จ่ายเพื่อทำบุญและท่องเที่ยว โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 2,448 บาท เพื่อทำบุญมากที่สุด รองลงมาคือตักบาตร ทำทาน และในต่างจังหวัดมีการใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 2,464 บาท แต่กรุงเทพฯและปริมณฑลเฉลี่ยคนละ 2,363 บาท และการใช้จ่ายจะหมดไปกับการทำบุญ กิจกรรมทำบุญ การเดินทางท่องเที่ยว ทั้งในและนอกบ้าน.