หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 6.61 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,582.52 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853401


หุ้นไทยวันที่ 7 ก.พ. ปิดตลาดลดลง 6.61 จุด เปลี่ยนแปลง -0.42% ดัชนีอยู่ที่ 1,582.52 จุด มูลค่าซื้อขาย 48,203.38 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 7 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 6.61 จุด เปลี่ยนแปลง -0.42% ดัชนีอยู่ที่ 1,582.52 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 48,203.38 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)

 

ดีแทค พร้อมเข้ารับเอกสารข้อเสนอคลื่น 2300 MHz จากทีโอที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853332


ดีแทค พร้อมเข้ารับเอกสารข้อเสนอคลื่น 2300 MHz จากทีโอที เพื่อให้บริการวอยซ์-ดาต้าด้วยเทคโนโลยี LTE เผย เป็นการร่วมผลักดันประเทศเดินหน้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 …

วันที่ 7 ก.พ. 60 นายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้รับเชิญเข้าร่วมรับเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal: RFP) ในการเป็นคู่ค้าการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่บนคลื่น 2300 MHz กับทางบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยทีโอทีมีจุดประสงค์เพื่อจะนำคลื่นแบนด์วิธ จำนวน 60 MHz มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยดีแทครู้สึกยินดีที่จะร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อก้าวสู่จุดหมายร่วมกัน สำหรับคลื่น 2300 MHz ดีแทคเชื่อมั่นว่าสามารถจะนำมาให้บริการสื่อสารดิจิทัลให้ลื่นขึ้น เร็วขึ้น สำหรับลูกค้าได้ทันที และจะนำไปสู่เป้าหมายในปี 2563 ที่จะก้าวสู่ผู้นำด้านดิจิทัลในประเทศไทย.

 

พณ. เตรียมร่วมประมูลขายข้าว 2.5 แสนตัน ให้ฟิลิปปินส์ ก.พ.-มี.ค. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853284


“พาณิชย์” ทำแผนขยายตลาดข้าวฟิลิปปินส์ เตรียมเข้าร่วมประมูลขายข้าวจีทูจี 2.5 แสนตัน ช่วง ก.พ.-มี.ค. นี้ พร้อมจัดคณะผู้แทนการค้าหารือ NFA และภาคเอกชน เพื่อเจรจาขายข้าว …

วันที่ 7 ก.พ. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้ กระทรวงฯ ได้จัดทำแผนเพื่อรักษาและขยายตลาดข้าวไปยังฟิลิปปินส์ให้ได้เพิ่มขึ้น เพราะฟิลิปปินส์เป็นผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของโลก และเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทย ประกอบกับ ปัจจุบันชาวฟิลิปปินส์มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น และให้ความสำคัญกับอาหารและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและดีต่อสุขภาพมากขึ้น ดังนั้น การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายข้าว ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากข้าวไทย จะช่วยกระตุ้นการนำเข้าข้าวจากไทย และทำให้ผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์รู้จักผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมจากข้าวไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อการขยายตลาดการส่งออกข้าวไทยในฟิลิปปินส์ในอนาคต

สำหรับแผนดังกล่าวนั้น มีในหลายรูปแบบตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.-พ.ค. 60 โดยในเดือน ก.พ.-มี.ค.60 จะเข้าร่วมประมูลขายข้าวในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่จะเปิดประมูลนำเข้าปริมาณ 250,000 ตัน และจะนำคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนเดินทางไปพบปะหารือกับผู้บริหาร National Food Authority (NFA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการนำเข้าข้าวของประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์การผลิตนโยบายและความต้องการนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์ในปี 60

นอกจากนี้ จะหารือกับกลุ่มผู้นำเข้าข้าวภาคเอกชนของฟิลิปปินส์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าข้าว และแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งเจรจาธุรกิจ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าว ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากข้าวไทย และประชาสัมพันธ์มาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยฉบับใหม่ ที่กำหนดให้ข้าวหอมมะลิไทยมีหลายคุณภาพ ตามความต้องการของผู้ซื้อ จากเดิมที่กำหนด 2 มาตรฐาน คือ ข้าวหอมมะลิไทย 92% โดยมีเนื้อข้าวหอมมะลิไม่ต่ำกว่า 92% และมีข้าวอื่นปนไม่เกิน 8% และมาตรฐาน 98% ที่มีเนื้อข้าวหอมมะลิไม่ต่ำกว่า 98% และมีข้าวอื่นปนได้ไม่เกิน 2% โดยมาตรฐานใหม่ น่าจะเหมาะสมกับรสนิยมและความต้องการบริโภคข้าวของชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกและขยายตลาดข้าวหอมมะลิไทยในฟิลิปปินส์ได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในแต่ละปี ฟิลิปปินส์นำเข้าข้าวประมาณ 800,000 ตัน เป็นการนำเข้าข้าวไทยประมาณ 300,000 ตัน สำหรับปี 60 คาดการณ์ว่าฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวประมาณ 1.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 75% จากปีก่อน ซึ่งเป็นโอกาสดีของการส่งออกข้าวไทยไปยังฟิลิปปินส์

 

ครม.ไฟเขียว เพิ่มค่ารักษาให้ลูกจ้างเจ็บป่วยจากงาน สูงเกินกว่า 1 ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853252


เลขาธิการ สปส. เผย ที่ประชุม ครม. เห็นชอบเพิ่มสิทธิการรักษาพยาบาล เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย-เจ็บป่วยจากการทำงาน อัตราค่ารักษาพยาบาลสูงเกินกว่า 1 ล้านบาท คาดบังคับใช้เดือน มี.ค. …

วันที่ 7 ก.พ. 60 นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ได้เห็นชอบกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาล ที่ให้นายจ้างจ่าย (ฉบับที่…) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยร่างกฎหมายกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลฯ ดังกล่าว ได้กำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาล เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน และการบาดเจ็บมีความรุนแรง มีอัตราค่ารักษาพยาบาลสูงเกินกว่า 1 ล้านบาท กรณีเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษา โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนสิ้นสุดการรักษา

ส่วนกรณีลูกจ้างมีความจำเป็น หรือมีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ ก็ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง จนสิ้นสุดการรักษา โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามประกาศใช้ คาดว่าในเดือนมีนาคมจะสามารถบังคับใช้ได้

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ในการเสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย (ฉบับที่…) พ.ศ. … สืบเนื่องจากอัตราค่ารักษาพยาบาลที่นายจ้างจ่ายให้ตามกฎกระทรวงเดิม ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างให้ได้รับการรักษาจนหายดี.

 

พาณิชย์ จับมือ 3 กระทรวง ใช้แนวทางประชารัฐ ขับเคลื่อน ศก.ฐานราก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 15:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853178


“พาณิชย์” จับมืออุตสาหกรรม-เกษตร-ท่องเที่ยว บูรณาการชุมชนเข้มแข็งภายใต้แนวทางประชารัฐ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก …

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ภายใต้แนวทางประชารัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น และช่วยเหลือให้ประชาชนในระดับฐานราก ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) มีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ แนวทางการทำงานเพื่อขับเคลื่อนโปรเจกต์ดังกล่าว จะรวบรวมงานที่ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการไปแล้วนำมาบูรณาการให้เห็นภาพรวม และดูว่าจะขับเคลื่อนแต่ละโครงการของแต่ละหน่วยงานอย่างไร เพื่อให้มีแรงและพลังเพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมา ต่างคนต่างทำ ทำให้การขับเคลื่อนไม่เชื่อมโยงทั้งระบบ แต่จากนี้ไป จะไม่มีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก ทุกกระทรวงฯ จะทำงานร่วมกัน

สำหรับงานช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก ที่แต่ละหน่วยงานได้ดำเนินการแล้ว เช่น เกษตรชุมชน เกษตรปลอดภัย นาแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรฯ, ตลาดต้องชม ตลาดกลาง หมู่บ้านทำมาค้าขาย ของกระทรวงพาณิชย์, การพัฒนาเอสเอ็มอี ของกระทรวงอุตสาหกรรม, 12 เมืองต้องห้ามพลาด ของกระทรวงท่องเที่ยวฯ ซึ่งงานส่งเสริมเหล่านี้ แต่ละกระทรวงฯ จะหารือร่วมกันว่าจะเชื่อมโยงและผลักดันกันได้อย่างไร

“ยกตัวอย่าง การพัฒนาเอสเอ็มอี ต่อไปเมื่อพัฒนาให้เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ต้องหาตลาดให้ ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ต้องผลักดันเข้าไปขายในตลาดต้องชม ตลาดกลาง ตลาดออนไลน์ พอแข็งแกร่งแล้ว จะผลักดันเข้าสู่ตลาดโลกต่อไป ขณะที่ การพัฒนาตลาดต่างๆ ที่จะพัฒนาเป็นตลาดกลางสินค้าเฉพาะอย่าง ตลาดกลางสินค้าทั่วไป และตลาดชุมชนประชารัฐ จะมีการเชื่อมโยงสินค้าจากเกษตรกร และเอสเอ็มอี เข้ามาขาย และผลักดันให้มีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วย”

นางอภิรดี กล่าวว่า ในด้านการพัฒนาผู้ประกอบการ ขณะนี้ กระทรวงฯ ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (เอ็นอีเอ) ซึ่งจะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการตั้งแต่ 1.0 ไปจนถึง 4.0 โดยจะตอบโจทย์การช่วยเหลือและพัฒนาผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่การทำธุรกิจ และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากไปจนถึงระดับอินเตอร์

ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาในระดับ 1.0 จะพัฒนาเกษตรกร และเอสเอ็มอี ที่ยังไม่เคยทำธุรกิจ ให้เริ่มต้นทำธุรกิจ ระดับ 2.0 เป็นกลุ่มที่เริ่มโตแล้ว ทำตลาดได้แล้ว จะพัฒนาให้ขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น ระดับ 3.0 เป็นกลุ่มที่มีค้าขายได้ดีแล้ว มีแบรนด์สินค้าของตัวเอง จะเร่งให้มีการขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศและส่งออก และระดับ 4.0 เป็นกลุ่มที่เข้มแข็งทั้งภายในและส่งออก จะส่งเสริมผลักดันให้มีการออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น

 

TCL ร่วมกับดีลเลอร์รายใหญ่ ปล่อยโปรโมชั่นทีวีแรงส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.พ. 2560 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853153


นายณธรรศชัย สุอังคะ (ที่สามจากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายดีลเลอร์ บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมกับดีลเลอร์เอวีรายใหญ่ “ฟิวเจอร์ เอวี รังสิต” จัดเต็มเปิดตัวทีวี 4K รุ่นใหม่ล่าสุด รุ่น P2US Series ขนาด 43/49/55 นิ้ว และ E7800 ขนาด 65 นิ้ว ซึ่งรองรับนวัตกรรมล่าสุดเทคโนโลยี HDR ที่ให้ภาพสีสันสวยสดงดงามกว่าทีวีทั่วไป ในราคาพิเศษพร้อมของสมนาคุณ และทีวีอีกหลายรุ่น ยกขบวนมาจัดโปรโมชั่น เพื่อเอาใจลูกค้าระดับกลางและระดับไฮเอนด์ เชิญพิสูจน์เทคโนโลยี HDR ได้ในงานมหกรรม The Future Electric World Digital Summer 2017 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 2 ห้างเซียร์ รังสิต ตั้งแต่วันนี้–12 กุมภาพันธ์ 2560 นี้เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ TCL โทร. 0-2248-7506 ในวันเวลาทำการ หรือสามารถเข้าเยี่ยมชม https://www.facebook.com/TCLTheCreativeLife

โครงการ “Young Technopreneur” ปี 2017 ประกาศค้นหานักธุรกิจด้านนวัตกรรม ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853057

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 7 ก.พ. 2560 11:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853057


กลุ่มบริษัทสามารถและ สวทช. จับมือสร้างนักธุรกิจด้านนวัตกรรมต่อเนื่อง กับโครงการ “Young Technopreneur” หรือ “เถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี ปีที่ 6” หลังจากปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จได้สุดยอดผลงานที่ได้รับรางวัลสุดยอด SIA ในโครงการ Young Technopreneur 2016 ได้แก่ผลงาน “จับจ่าย ฟอร์ สคูล” (JabJai For School) เทคโนโลยีที่สร้างบัญชีเงินฝากให้กับนักเรียน โดยใช้ลายนิ้วมือในการซื้อสินค้าและลงเวลาเรียนในโรงเรียน รวมถึงรายงานผลผ่านแอปพลิเคชันแบบ Real time ช่วยให้การบริหารจัดการในสถานศึกษาสะดวกสบายขึ้น

สำหรับปีนี้ โครงการ “Young Technopreneur” ยังเน้นเจาะไอเดียคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ และมีแผนธุรกิจชัดเจน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 และมอบรางวัล “สุดยอดนักคิด นักพัฒนานวัตกรรมต้นแบบ” หรือรางวัล Samart Innovation Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 ซึ่งกลุ่มบริษัทสามารถ นับเป็นองค์กรภาคเอกชนรายเดียวที่สนับสนุนด้านความคิดสร้างสรรค์มายาวนานที่สุด ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะ “สร้างบุคลากรคุณภาพ..ความเป็นมืออาชีพ..ส่งเสริมธุรกิจที่ชัดเจนให้เป็นจริง” ทั้งการร่วมพัฒนาทักษะ ความรู้ด้านธุรกิจและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรง และมุ่งสร้างมูลค่าให้กับผู้ร่วมโครงการทุกปี โดยปีหน้าจะมีการปรับหลักสูตรการอบรมให้เข้มข้นขึ้นทั้งเนื้อหา การลงมือปฏิบัติจริง และการคัดกรองผู้ผ่านเข้ารอบ อีกทั้งทุกผลงานที่ผ่านเข้ารอบจำนวน 15 ทีม จะได้รับเงินทุนในการพัฒนาผลงานเพิ่มขึ้นจาก 20,000 เป็น 30,000 บาท เพื่อให้ได้ทีมที่มีศักยภาพความพร้อมที่สุด ที่สำคัญเพื่อให้เข้าสู่ยุคของ “การพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิตอล” (Digital Transformation) ประกอบกับเป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวเข้าสู่โมเดล “ไทยแลนด์ 4.0” ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

“เรามีการปรับหลักสูตรอบรมให้สอดรับกับเทรนด์เทคโนโลยี โดยนำผลที่ได้จากโครงการฯ ทั้ง 5 รุ่น มาปรับปรุงเนื้อหากิจกรรมให้เหมาะกับนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่มากขึ้น ภายใต้หัวข้อประเภทการประกวด 5 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่โครงการ Thailand 4.0 ของภาครัฐให้ความสำคัญ อันได้แก่ 1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food, Agriculture & Bio-Tech) 2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health, Wellness & Bio-Med) 3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล (Smart Devices, Robotics & Mechatronics, Smart Logistic, Smart Energy) 4. กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ (Digital, Internet of Things, Fintech, Ecommerce, Education Technology) และ 5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative, Culture & High Value Services, Life style, Tourism)

สำหรับผู้สนใจ โครงการ Young Technopreneur เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โทร. 0-2583-9992 ต่อ 1510 www.nstda.or.th/bic/ หรือ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โทร. 0-2502-6522 HYPERLINK www.samartsia.com
Short News

โครงการ “Young Technopreneur” ปี 2017 ประกาศค้นหานักธุรกิจด้านนวัตกรรม ยุค “ไทยแลนด์ 4.0”

กลุ่มบริษัทสามารถ และ สวทช. จับมือสร้างนักธุรกิจด้านนวัตกรรมต่อเนื่องกับโครงการ “Young Technopreneur” หรือ “เถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี ปีที่ 6” ประกาศค้นหานักธุรกิจด้านนวัตกรรม ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” โดยปรับปรุงเนื้อหากิจกรรมให้เหมาะกับนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่มากขึ้น ภายใต้หัวข้อการประกวด 5 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่โครงการ Thailand 4.0 ของภาครัฐให้ความสำคัญ ได้แก่ 1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ 3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล 4. กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับ อุปกรณ์ และ 5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง

สำหรับผู้สนใจโครงการฯ เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โทร. 0-2583-9992 ต่อ 1510  www.nstda.or.th/bic/ หรือ ฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น โทร. 0-2502-6522 www.samartsia.com

 

เผย ต้นปี 60 คนไทยแห่ทำงานต่างแดน 1.4 หมื่นคน นิยมไป ‘ไต้หวัน’ สูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 11:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853050


กกจ. เผย ต้นปี 60 คนไทยแห่ไปทำงานต่างแดน 1.4 หมื่นคน นิยมเดินทางไป “ไต้หวัน” สูงสุด ถูกระงับไปเกาหลีใต้มากที่สุด พร้อมขอให้ผู้หางานควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ระวังถูกหลอกจากสื่อออนไลน์…

วันที่ 7 ก.พ. 60 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า จากสถิติคนหางานเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ผ่านด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิประจำเดือนธันวาคม 2559 และเดือนมกราคม 2560 พบว่า มีคนไทยไปทำงานและฝึกงานในต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 14,133 คน โดยในเดือนธันวาคม 2559 จำนวน 7,209 คน และเดือนมกราคม 2560 จำนวน 6,924 คน นิยมเดินทางไปทำงานในไต้หวัน มากที่สุด 4,772 คน รองลงมาเป็นประเทศเกาหลีใต้ 1,839 คน และประเทศอิสราเอล 1,641 คน และยังมีผู้ที่ถูกระงับการเดินทางเนื่องจากเป็นผู้ที่มีพฤติการณ์จะลักลอบไปทำงานต่างประเทศ และให้การยอมรับว่าจะไปทำงานในต่างประเทศอีกจำนวน 259 คน โดยจะเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 216 คน รองลงมาเป็น บาห์เรน จำนวน 21 คน และยังมีประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ เลบานอน จีน อินเดีย เป็นต้น

อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวต่อว่า สำหรับคนหางานที่ต้องการจะไปทำงานในต่างประเทศควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เพื่อป้องกันการถูกหลอกโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสื่อออนไลน์ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการไปทำงานต่างประเทศหรือต้องการแจ้งเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 02-248-4792 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 150 รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852949


ราคาทองวันที่ 7 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท …

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ปรับเพิ่มขึ้น 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350.00 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950.00 บาท

ส่วนสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (6 ก.พ.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดด้านการเมืองในสหรัฐได้ผลักดันให้นักลงทุนแห่ซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยรายงานล่าสุด ระบุว่า นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่กีดกันพลเมืองจาก 7 ชาติมุสลิมไม่ให้เดินทางเข้าสหรัฐนั้น ได้สร้างความขัดแย้งระหว่างคณะบริหารของทรัมป์ และฝ่ายตุลาการ

 

บลจ.กรุงไทย ยิ้มธุรกิจกองทุนโต 22% ชู ‘จัดสรรเงินลงทุน’ ตอบโจทย์ลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 09:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/852901


KTAM โชว์ผลงานปี 59 เติบโตเพิ่มขึ้น 22% ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการอยู่ที่ 750,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปีนี้โตอีก 20% ลุยส่งกองทุนเพิ่มอีก 10 กองทุน เน้นสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อจัด Asset allocation ได้ง่ายขึ้น

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในปี 2559 บลจ.ยังคงครองอันดับ 3 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ณ วันที่ 30 ธ.ค.59 อยู่ที่ 750,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปี 2558 และเติบโตสูงกว่าอุตสาหกรรมที่โต 15%

ทั้งนี้ธุรกิจกองทุนรวมของ บลจ.เติบโตประมาณ 33% หรือคิดเป็น 108,300 ล้านบาท ในขณะที่อุตสาหกรรมโต 16.4% โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลเติบโตเพิ่มขึ้น 11,650 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเติบโตเพิ่มขึ้น 6,600 ล้านบาท

นางชวินดา กล่าวอีกว่า ช่องทางการขายของบริษัทที่เติบโตและสามารถประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากได้รับการสนับสนุนที่ดีจากธนาคารกรุงไทย รวมถึงช่องทางการจำหน่ายผ่านพันธมิตรที่ดีต่างๆ อีกด้วย ส่วนในปี 2560 นี้ บลจ.ตั้งเป้าหมายโตเพิ่มขึ้นประมาณ 20% โดยเรามีแผนที่จะเปิดจำหน่ายกองทุนให้มีความหลากหลายมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 กองทุน ส่งผลให้มีกองทุนที่ครบมากขึ้น และสามารถจัดสรรเงินลงทุน หรือ Asset allocation ให้กับลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย

ด้านนายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนของ บลจ.กรุงไทยในปีนี้เรายังคงให้น้ำหนักในตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) เป็นหลัก แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาตลาดเกิดใหม่ถูกแรงเทขายจากนักลงทุนทั่วโลกก็ตาม แต่เม็ดเงินเหล่านั้นเริ่มกลับเข้ามาทยอยลงทุน

โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังและโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตการบริโภคภายในประเทศและการเติบโตของภาคบริการ

ทั้งนี้กลุ่มประชากรชนชั้นกลาง (Middle class) จะช่วยชดเชยความเสี่ยงหากภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจจีนยังได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มโลหะพื้นฐานซึ่งเริ่มมีการฟื้นตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโลหะพื้นฐานมีแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรต่อเนื่อง

“หุ้นจีนยังถือว่าถูกเมื่อเทียบกับอดีต ปัจจุบันดัชนี Shanghai Composite Index มีการซื้อขายที่ระดับ PE 13 เท่า ในขณะที่ค่าเฉลี่ยในอดีตอยู่ที่ระดับ 14 เท่า เรามีแผนที่จะเสนอขายกองทุนเปิดเคแทม ไชน่า อีควิตี้ ฟันด์ (KT-China) ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งกองทุนจะไปลงทุนกองทุนรวมหลัก BGF China Fund เน้นการบริหารเชิงรุกเพื่อรับโอกาสจากการลงทุนในตราสารทุนของบริษัท ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในหรือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน”

นายวีระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนที่จะไปลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ซึ่งเรามองว่าประเทศเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ที่จะส่งออกไปยังแหล่งบริโภค หรือซีกโลกตะวันตก โดยการออกกองทุนดังกล่าวคงต้องดูเวลาและจังหวะที่เหมาะสมอีกด้วย.