“พร้อมเพย์”ถูกใจคนไทย เชื่อมการเงินโลกปูทางเศรษฐกิจไทย 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853632


นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการเปิดใช้บริการการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบพร้อมเพย์ (Prompt Pay) ที่เปิดให้บริการระหว่างประชาชนกับประชาชนในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เมื่อมีการเปิดให้บริการโอนเงินระหว่างประชาชนกับประชาชนจริงในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีคนเข้ามาใช้บริการพร้อมเพย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปริมาณธุรกรรมโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ขณะนี้อยู่ที่ 25,000 รายการต่อวัน ขณะที่ในวันที่ 1 มี.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะขยายพร้อมเพย์มายังภาคธุรกิจคือ นิติบุคคลกับประชาชนนั้น เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการโอนเงินเพราะความสามารถในการให้บริการพร้อมเพย์ยังมีเหลืออีกมาก รวมทั้งที่ผ่านมา ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงแรก ทั้งในเรื่องข้อมูล หรือการโอนเงิน ไม่ได้เกิดขึ้นจากระบบ แต่เป็นความผิดพลาดของตัวบุคคลมากกว่า

“การสมัครพร้อมเพย์ของนิติบุคคล อาจจะมีเงื่อนไขและเอกสารที่สมัครมากกว่าประชาชนทั่วไป แต่เชื่อว่า ในวันที่ 1 มี.ค. หากมีนิติบุคคลลงทะเบียนก็สามารถใช้บริการได้ทันที ทั้งนี้ ระบบการเงินและระบบการชำระเงินถือเป็นเส้นเลือดที่จะหล่อเลี้ยงธุรกิจ ซึ่งหากภาคธุรกิจโอนเงินได้สะดวกก็จะทำให้การซื้อขายคล่องตัวมากขึ้น ลดต้นทุนของธุรกรรมการเงินของภาคเอกชน ลดต้นทุนการบริหารเงินสดซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงมากในระบบเศรษฐกิจไทย นอกจากนั้น ยังตอบสนองการซื้อขายผ่านออนไลนได้มากขึ้น รวมทั้งทำให้การเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจยุค 4.0”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารทหารไทยได้เปิดให้นิติบุคคลลงทะเบียนพร้อมเพย์ โดยใช้บัญชีธนาคารผูกกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษี โดยจะเริ่มใช้บริการโอนเงินได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.เป็นต้นไป.

 

บีอีไม่กระทบเอกชนระดมทุน “วิรไท” ผู้ว่า ธปท.มั่นใจสภาพคล่องในระบบสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853629


นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความกังวลเรื่องการผิดนัดชำระตั๋วบีอีที่ผ่านมาว่า อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น (บีอี) หรือหุ้นกู้ของภาคเอกชนบ้าง แต่ไม่ถือเป็นปัจจัยหลัก เพราะที่ผ่านมามีการระดมทุนโดยออกหุ้นกู้และตั๋วบีอีจำนวนมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำมาก ขณะที่สภาพคล่องในระบบมีสูง แต่ขณะนี้อาจเริ่มเห็นอัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นบ้าง ทำให้เอกชนต้องพิจารณาทางเลือกในการระดมทุนอื่นๆไปด้วย แต่เชื่อว่าไม่กระทบต่อการระดมทุนในระยะยาวหรือการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูงและ ธปท.สามารถดูแลปริมาณเงินในระบบได้

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า คาดว่าปีนี้ปริมาณหุ้นกู้ภาคเอกชนในตลาดแรกจะอยู่ที่ 600,000 ล้านบาท ลดลง 20-25% จากปี 59 เนื่องจากการออกบีอีและตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากกรณีการผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่ผู้ออกตราสารหนี้ที่มีคุณภาพจะยังคงสามารถระดมทุนในตลาดได้ในต้นทุนที่ต่ำอยู่ โดยปีนี้คาดว่าบริษัทในกลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับสาธารณูปโภค ธุรกิจพลังงาน และอสังหาริมทรัพย์ จะยังระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ในจำนวนมาก ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทน จะไม่นิยมระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ นอกจากนี้คาดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ส่วนค่าเงินบาทสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ 36.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ทำให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯแคบลงจึงลดการถือครองเงินบาท ทำให้ต้นทุนการเงินของธุรกิจไทยสูงขึ้นจากดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับขึ้น ดังนั้นภาคธุรกิจควรเตรียมตัวรับมือไว้

ด้านนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร ทหารไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นกู้เอกชนที่ลดลง เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอีและดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเป็นแรงกดดันให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับขึ้นด้วย ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ปรับขึ้นตาม.

 

ล้มโต๊ะกังหันลมพินาศ 9 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853626


นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรคกูเลเตอร์) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ขอเวลา 1 สัปดาห์ ที่จะสรุปเกี่ยวกับความชัดเจนในการใช้ที่ดินส.ป.ก.ของผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ภายหลังศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนการดำเนินงานของบริษัท เทพสถิตวินด์ฟาร์ม จำกัด ที่จังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากขัดต่อหลักการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ทำให้ขณะนี้เรคกูเลเตอร์ต้องชะลอการออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 11 ราย ที่กำลังดำเนินการอยู่ รวมกำลังผลิต 700 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ในขณะนี้มีผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน 4 รายที่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) แล้ว และโครงการอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. รวม 354 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.บริษัท เค.อาร์.ทู จำกัด ขนาด 103.5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ อ.ด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา 2.บริษัท ชัยภูมิ วินด์ฟาร์ม จำกัด (โครงการชัยภูมิวินด์ฟาร์ม) ขนาด 80 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่กิ่งอำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ 3.บริษัท วะตะแบก วินด์ จำกัด ขนาด 60 เมกะวัตต์ อ.เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ และ 4.บริษัท เทพพนา วินด์ฟาร์ม (วะตะแบก 2) ขนาด 6.9 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ อ.เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โดยทั้ง 4 ราย สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามปกติ แต่เรคกูเลเตอร์จะต้องรอการพิจารณาจาก ส.ป.ก.ว่าในขั้นตอนสุดท้ายจะเข้าข่ายถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือไม่

“หากทั้ง 4 บริษัทมีเหตุที่จะต้องยุติกิจการนับจากนี้ไป จะก่อให้เกิดมูลค่าความเสียหาย รวมประมาณ 90,000 ล้านบาท ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนจะฟ้องร้อง เพื่อเรียกค่าความเสียหายจากเรคกูเลเตอร์ ก็คงเป็นเรื่องที่เอกชนจะดำเนินการ เรคกูเลเตอร์ก็ต้องรอความชัดเจนจาก ส.ป.ก.ตามลำดับต่อไป”.

 

ตั้ง 3 หน่วยงานกลางเอื้อฟินเทค! ผู้ประกอบการขอรัฐหนุนงานวิจัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853622


นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในงาน SEC FinTech Day 2017 ว่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการฟินเทครายใหม่ที่คิดค้นผลิตภัณฑ์ทางการเงินและต้องขออนุญาตกับหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงิน ตลาดทุนและประกัน คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ดังนั้น จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่เป็นจุดเชื่อมโยงการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ คาดว่าใน 2-3 เดือนนี้จะเห็นความชัดเจน

ด้านนายเจษฎา สุขทิศ เลขาธิการชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย เผยว่า กระแสฟินเทคในไทยเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งผู้ประกอบการต้องการการสนับสนุนค้นคว้าวิจัยและพัฒนาจากภาครัฐ ขณะที่กระแสฟินเทคต่อจากนี้จะได้เห็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตมากขึ้นจากเดิมเน้นเรื่องการเงินเป็นหลัก

ขณะที่นายประพัฒน์ ฉันทวิศินกุล ประธานเจ้าหน้าที่ด้านไอที บริษัท เพียร์ พาวเวอร์ ผู้พัฒนาระบบตลาดสินเชื่อออนไลน์ เผยว่า บริษัทได้คิดระบบเพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อโดยตรงระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยผู้กู้กู้ได้วงเงินสูงสุด 100,000 บาท ดอกเบี้ยตั้งแต่ 8.63-15% ขณะที่ผู้ให้สินเชื่อจะใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ 20,000 บาท ทั้งนี้ อยู่ระหว่างรอให้ ธปท.ประกาศกฎหมายเพื่อรองรับ คาดว่าจะมีธุรกรรมปล่อยสินเชื่อได้ 300 ล้านบาท ใน 1 ปี.

 

“เกรฮาวด์-ดังกิ้น” เข้าตลาดหุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853612


น.ส.วีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ปรึกษาทางการเงิน บมจ.มัดแมน (เอ็มเอ็ม) เปิดเผยว่า มัดแมนผู้นำธุรกิจอาหารและไลฟ์สไตล์ยี่ห้อสินค้าระดับโลก เช่น ดังกิ้น โดนัท, โอ บอง แปง และบาสกิ้น ร็อบบิ้นส์ รวมทั้งเกรฮาวด์ คาเฟ่ เตรียมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) 210 ล้านหุ้น โดยมัดแมนเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและไลฟ์สไตล์แบรนด์ระดับโลก ที่เข้าถือหุ้น 100% ในกลุ่มธุรกิจ 2 ประเภท คือธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งที่ดำเนินกิจการภายใต้สัญญามาสเตอร์แฟรนไชส์กับต่างประเทศ ได้แก่ ดังกิ้น โดนัท, โอ บอง แปง และบาสกิ้น ร็อบบิ้นส์ และที่ดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ตนเอง คือ เกรฮาวด์ คาเฟ่ และครัวเอ็ม นอกจากนี้ยังมีธุรกิจไลฟ์สไตล์ ภายใต้แบรนด์ ‘เกรฮาวด์’ ได้แก่ เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ

ด้านนายนาดิม ซาเวียร์ ซาลฮานี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มัดแมน กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มและไลฟ์สไตล์ของบริษัทมีสาขารวม 439 สาขา เช่น ดังกิ้น โดนัท 296 สาขา, โอ บอง แปง 71 สาขา และบาสกิ้น ร็อบบิ้นส์ มี 31 สาขา ส่วนร้านอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์เกรฮาวด์ คาเฟ่ มี 24 สาขา เป็นสาขาในไทยที่ลงทุนเอง 13 สาขา และสาขาต่างประเทศรูปแบบแฟรนไชส์ 11 สาขา.

 

พาณิชย์ ชงของบพิเศษ 3 พันล้าน ผุดตลาดกลางประชารัฐ ตามนโยบายสมคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 21:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853369


พาณิชย์ เตรียมของบพิเศษ 3 พันล้าน ดันตั้งตลาดกลาง 3 รูปแบบตามนโยบาย “สมคิด” หลังคัดสรรพื้นที่ศักยภาพลอตแรกแล้ว 140 แห่งทั่วประเทศ ยันเสร็จแน่ภายใน 3-6 เดือนนี้ พร้อมเล็งผุดตลาดเฉพาะเสนอขายสินค้าอาหาร เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวหัวเมือง หวังใช้กลไกตลาดดันเศรษฐกิจภายในประเทศปีนี้ อาจนำร่องตลาดทุเรียน เชียงใหม่ ตลาดอาหารทะเลภาคใต้ …

วันที่ 7 ก.พ. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำตลาดกลาง ตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจระดับฐานรากว่า ขณะนี้ พาณิชย์จังหวัด และตัวแทนกองทุนหมู่บ้าน ได้เสนอพื้นที่ที่จะจัดทำตลาดกลาง 3 แห่งแล้ว ทั้งตลาดกลางสินค้าเฉพาะ ตลาดกลางสินค้าทั่วไป และตลาดกลางชุมชนประชารัฐ รวม 140 แห่งทั่วประเทศ โดยในสัปดาห์นี้ จะจัดตั้งคณะทำงาน โดยมีตนเป็นประธาน เพื่อติดตามการดำเนินงาน และต้องจัดตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 3-6 เดือน พร้อมกันนั้น เตรียมจะของบกลาง มาใช้ดำเนินการประมาณ 3,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน เร่งศึกษาความเหมาะสมในการพัฒนาตลาดสินค้าเฉพาะ ซึ่งต้องเชื่อมโยงกันระหว่างแหล่งท่องเที่ยว กับกลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมาย โดยต้องจัดตั้งตลาดดังกล่าวในแหล่งท่องเที่ยว เช่น ตลาดทุเรียน ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเที่ยวไทยปีละกว่า 8 ล้านคน ที่ชอบรับประทานทุเรียน และไปเที่ยวเชียงใหม่จำนวนมาก หรือตลาดนัดอาหารซีฟู้ดส์ ในภาคใต้ เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวยุโรป หรือตามหัวเมืองรองที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากและชื่นชอบอาหารทะเล ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อาจมีตลาดผลไม้ชนิดอื่นๆ หรือ ผัก อาหาร เพื่อให้ตลาดเหล่านี้ เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของแต่ละภาค ที่มีเอกลักษณ์ความเป็นไทย

“การจัดตั้งตลาดในลักษณะดังกล่าวนี้ ผมทำจริงจัง โดยนำแนวคิดจากตลาดอาหารทะเลของสิงคโปร์มาประยุกต์ และพัฒนาเป็นตลาดที่มีเอกลักษณ์ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวได้โดยตรง จึงสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้ไปทานอาหารทะเลที่สิงคโปร์ได้จำนวนมาก และไม่ต้องการให้มีแค่การจัดตั้งตลาดขึ้นมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในที่สุดก็กลายเป็นตลาดร้างไป เปลืองงบประมาณเปล่าๆ แต่ตลาดนี้ ซึ่งยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ผมเรียกเองก่อนว่า เป็นตลาดบิวด์ (build) ที่ยืนยันว่า จะต้องเป็นรูปธรรม และแจ้งเกิดภายในปีนี้ให้ได้ ขณะนี้กำลังให้กรมการค้าภายในเร่งศึกษา โดยอาจจะเป็นตลาดที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่เลย หรือปรับปรุงจากตลาดเดิมที่มีอยู่แล้ว มาเป็นตลาดใหม่ตามแนวคิดนี้ได้” นายสนธิรัตน์ กล่าว

 

กสท. มีมติระงับรายการ ‘The Daily Dose’ 7 วัน เหตุเนื้อหาขัดประกาศ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 19:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853442


ที่ประชุม กสท. อนุมัติยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีแก่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 59 เป็นระยะเวลา 30 วัน ตลอด 24 ชม. พร้อมมีมติระงับรายการ ‘The Daily Dose’ ช่องวอยซ์ทีวี 7 วัน …

วันที่ 7 ก.พ. 60 ผศ.ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้อนุมัติให้มีการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีแก่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2559 เป็นระยะเวลา 30 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ถือเป็นรายการข่าวสารหรือสาระที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะทั้งหมด เพื่อประกอบการยื่นขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี ซึ่งการยื่นขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี ให้เป็นไปตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 รวมทั้งการออกอากาศรายการเดินหน้าประเทศไทย รายการคืนความสุขให้คนในชาติ และรายการที่เกี่ยวกับ คสช. ให้นับจำนวนชั่วโมงที่ออกอากาศเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 เท่า เพื่อประกอบการยื่นขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมอนุญาตรายปี

ส่วนการออกอากาศรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน รายการที่เกี่ยวกับการพระราชกรณียกิจ แนวความคิด และปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสารคดีเทิดพระเกียรติพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้นับจำนวนชั่วโมงที่ออกอากาศเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อประกอบการยื่นขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี

รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ที่ประชุมได้สนับสนุนให้เร่งแก้ไขประกาศ กสทช. เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการให้เข้าถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการโทรทัศน์ เพื่อผ่อนผันการปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว ในการดำเนินการจัดทำบริการล่ามภาษามือ คำบรรยายแทนเสียง และเสียงบรรยายภาพ ออกไปอีก 1 ปี นับแต่วันที่ครบกำหนดเดิมในวันที่ 6 ก.พ. 2560 และให้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายการที่มีบริการล่ามภาษามือ คำบรรยายแทนเสียงและเสียงบรรยายภาพ ให้กับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล เพื่อให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการโทรทัศน์พื้นฐาน โดยให้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) เพื่อขอรับการสนับสนุนในเรื่องดังกล่าวต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสท. มีมติให้ระงับการออกอากาศรายการ The Daily Dose เป็นระยะเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เนื่องจากสำนักงาน กสทช. ตรวจสอบพบว่ารายการ The Daily Dose ออกอากาศช่อง VOICE TV เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2560 เรื่อง “ขัดแย้งเพราะตุลาการ (ไม่) ภิวัฒน์” เนื้อหาเป็นการวิเคราะห์ที่ทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม และนำข้อเท็จจริงมาเสนอไม่ครบถ้วนขัดต่อประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กสท. ยังมีมติให้สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี และช่องรายการ MCOT HD เปลี่ยนระดับความเหมาะสมของละครเรื่อง The Extra วงการร้าย วงการรัก จากระดับความเหมาะสม น13 เป็น น18 และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ทำหนังสือขอความร่วมมือ ให้ระมัดระวังในการนำเสนอเนื้อหารายการและจัดระดับความเหมาะสมรายการให้ถูกต้อง.

 

ขสมก. ยกเลิกเดินรถ Shuttle Bus วิ่งผ่านท้องสนามหลวง 5 เส้นทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 18:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853456


ขสมก. ยกเลิกการจัดเดินรถ Shuttle Bus ที่วิ่งผ่านท้องสนามหลวง จำนวน 5 เส้นทาง เพื่อโยกย้ายไปให้บริการในเส้นทางที่เหลืออีก 11 เส้นทาง ซึ่งมีผู้ใช้บริการหนาแน่นกว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. เป็นต้นไป …

วันที่ 7 ก.พ. 60 นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า ขสมก. ได้จัดเดินรถโดยสารธรรมดาวิ่งผ่านท้องสนามหลวง จำนวน 25 เส้นทาง และจัดเดินรถ Shuttle Bus ให้บริการฟรี จำนวน 16 เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางไปถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา

advertisement

แต่เนื่องจากเส้นทางเดินรถ Shuttle Bus จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางเอกมัย – สนามหลวง, เส้นทางเมืองทองธานี – สนามหลวง, เส้นทางเซ็นทรัลศาลายา – สนามหลวง, เส้นทางเมกาบางนา – สนามหลวง และเส้นทางแอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน – สนามหลวง วิ่งให้บริการทับซ้อนกับเส้นทางเดินรถโดยสารธรรมดา ที่โดยปกติได้วิ่งผ่านท้องสนามหลวง ขสมก. จึงยกเลิกการจัดเดินรถ Shuttle Bus เส้นทางดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป โดยจะนำรถโดยสาร ไปวิ่งให้บริการประชาชนในเส้นทางเดินรถ Shuttle Bus ที่วิ่งให้บริการผ่านสนามหลวงอีก 11 เส้นทาง เช่น เส้นทาง (วงกลม) รอบเกาะรัตนโกสินทร์, เส้นทางเซ็นทรัลพระราม 2 – สนามหลวง ซึ่งมีประชาชนนิยมใช้บริการเป็นจำนวนมาก

 

ครม. ขยายเวลา เว้นค่าธรรมเนียมขอวีซ่า นทท.ต่างชาติ 21ปท. อีก 6 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 18:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853422


ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบ ยกเว้นค่าธรรมเนียมขอวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยว 21 ประเทศ ออกไปอีก 6 เดือน หวังกระตุ้นท่องเที่ยว …

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 60 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม. มีมติขยายเวลามาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้เสนอ ให้มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (วีซ่า) ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย จากเดิม 19 ประเทศ เป็น 21 ประเทศ คือ ปาปัวนิวกินี และหมู่เกาะฟิจิ จาก 3 เดือน เพิ่มเติมอีก 6 เดือน ตั้งแต่ 1 มี.ค.-31 ส.ค.นี้ และปรับค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ใช้ได้ครั้งเดียว เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อคน เป็นการชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามาตรการดังกล่าวทำให้สูญเสียรายได้ จากค่าธรรมเนียม ระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2559-15 ม.ค. 2560 เป็นเงินประมาณ 1,061 ล้านบาท แต่มาตรการดังกล่าว เป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยจากปกติ 1,005,826 คน เพิ่มขึ้น 1,127,933 คน หรือร้อยละ 12.4 ทำให้ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 6,446 ล้านบาท จากค่าธรรมเนียมที่ภาครัฐสูญเสีย และคาดว่าในช่วงระยะเวลาของมาตรการดังกล่าวประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท

 

เมืองไทยประกันชีวิต ส่งประกันควบลงทุน ชำระเบี้ยครั้งเดียวคุ้มครอง 10ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 ก.พ. 2560 17:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853270


เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวประกันควบการลงทุนในรูปแบบ Universal Life จ่ายเบี้ยเพียงครั้งเดียวให้ความคุ้มครองชีวิตสูง 130% ของเบี้ยประกันตลอด 10 ปีของสัญญากรมธรรม์ ตอบโจทย์ช่วงยุคดอกเบี้ยต่ำ เอาใจคนรับความเสี่ยงได้น้อย

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 60 นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่มองหาเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น แต่ต้องอยู่ในระดับความเสี่ยงที่แต่ละคนสามารถจะยอมรับได้ ซึ่งเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้นนั้นต้องตอบโจทย์การวางแผนทางการเงินอื่นๆ ด้วย เช่น การวางแผนลดหย่อนภาษี หรือ การวางแผนเกษียณ เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินดังกล่าวของผู้บริโภค เมืองไทยประกันชีวิต ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบคู่การลงทุนรูปแบบใหม่ เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์ และ สินทวีคูณ ในโครงการ Beyond Savings ซึ่งเป็นประกันชีวิตแบบชำระเบี้ยครั้งเดียว (Single Premium) แต่ให้ความคุ้มครองชีวิตสูง 130% ของเบี้ยประกันชีวิต ตลอด 10 ปีของสัญญากรมธรรม์

สำหรับ “เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์ และ สินทวีคูณ ในโครงการ Beyond Savings” มีจุดเด่นที่การเปิดโอกาสให้ผู้เอาประกันสามารถได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้จากสองทางเลือก โดย เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์ ในโครงการ Beyond Savings 1 จะจัดสรรเงินไปลงทุนในหุ้น สัดส่วนไม่เกิน 10%

ส่วนเมืองไทย ยูแอล 1 สินทวีคูณ ในโครงการ Beyond Savings 2 จะจัดสรรเงินไปลงทุนในหุ้น สัดส่วนไม่เกิน 20% โดยจะเลือกลงทุนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และอาจจะปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ส่วนที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนและภาครัฐ ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ และเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับระยะเวลาฝาก ซึ่งจะเป็นส่วนที่สร้างผลตอบแทนให้อย่างสม่ำเสมอ

นายสาระ กล่าวอีกว่า เมื่อครบสัญญากรมธรรม์ในสิ้นปีที่ 10 ผู้เอาประกันจะได้รับผลประโยชน์เมื่อครบสัญญาเป็นมูลค่าที่มากกว่าระหว่าง มูลค่าการลงทุน ณ เวลานั้น หรือ 115% ของเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระครั้งเดียว สำหรับ เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์ ในโครงการ Beyond Savings 1 ส่วนเมืองไทย ยูแอล 1 สินทวีคูณ ในโครงการ Beyond Savings 2 จะได้รับผลประโยชน์ เมื่อครบสัญญาเป็นมูลค่าที่มากกว่าระหว่าง มูลค่าการลงทุน ณ เวลานั้น หรือ 105% ของเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระครั้งเดียว

“แบบประกันนี้เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินเพื่อเก็บออมระยะยาว พร้อมกับเปิดโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่รับความเสี่ยงจากการลงทุนได้น้อย รวมถึงได้รับความคุ้มครองชีวิตตลอดระยะเวลาที่ลงทุน ขณะเดียวกันก็ยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีควบคู่กันไปด้วย จึงนับเป็นทางเลือกการบริหารเงินที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายและตรงจุดจริงๆ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ที่เมืองไทยประกันชีวิตให้ความสำคัญมาตลอด”

นายสาระ กล่าวอีกว่า แบบประกัน เมืองไทย ยูแอล 1 สินเพิ่มทรัพย์ และสินทวีคูณ ในโครงการ Beyond Savings ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกแบบ 2 คู่หู 3 คุ้ม ซึ่งมอบความคุ้มค่า โดยคุ้มที่ 1 คุ้มลดหย่อนภาษี คุ้มที่ 2 คุ้มครองเงินต้น เพราะมีการรับรองเงินครบสัญญาขั้นต่ำ และคุ้มที่ 3 คุ้มครองชีวิตสูงถึง 130% ของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว ซึ่งเบี้ยประกันภัยเริ่มต้นที่ 50,000 บาท