ดึง ‘สตาร์ตอัพ’ เข้าถึงแหล่งทุน รัฐจับมือแบงก์ ปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2560 13:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854014


สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล จับมือสถาบันการเงิน สนับสนุนผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ และ ดิจิทัลคอนเทนต์ หรือ สตาร์ตอัพ เข้าถึงแหล่งทุนง่ายขึ้น รวมถึงเป็นพี่เลี้ยงดูแลการทำธุรกิจ

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 60 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า เพื่อเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลตามนโยบาย Thailand 4.0 และเป็นการผลักดันให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในเชิงธุรกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank ธนาคารกสิกรไทย บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคาร ไทยพาณิชย์ และธนาคารออมสิน จัดทำมาตรการ หรือ สิทธิประโยชน์ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น

สำหรับแนวทางส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1. สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการผลักดันผู้ประกอบการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทาง BOI ซึ่งผู้ประกอบการที่ได้สิทธิ์นี้จะได้ประโยชน์หลายด้าน อาทิ เมื่อประกอบธุรกิจได้กำไรยังไม่ต้องเสียภาษีประจำปี ผู้ประกอบการยังมีเงินสดอยู่ในมือ มีสภาพคล่องที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้

2. เรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลจะมีทีมคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับกับจดแจ้งลิขสิทธิ์เพื่อป้องกันการถูกละเมิด ซึ่งถ้าดำเนินการผ่านสำนักงานฯ จะใช้เวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ จากระยะเวลาปกติจะใช้เวลา 1-2 เดือน และจะมีการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายต่างๆ แก่ผู้ประกอบการที่เรียกว่า ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ

3. การสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นความร่วมมือกับทางสถาบันการเงินพันธมิตร ในการอำนวยความสะดวก ลดความยุ่งยากสำหรับการกู้เงิน โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการสนใจกว่า 311 ราย คิดเป็นมูลค่าวงเงินที่ได้รับกว่า 1,077 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ยังมีโจทย์ใหญ่สำหรับการสนับสนุนผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยในปีแรกอาจจะได้ผลไม่มาก และไม่สามารถสนับสนุนได้ครอบคลุมหมด แต่เมื่อผ่านไปปีที่ 2 ขึ้นไป เชื่อว่าโครงการจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถตอบโจทย์ ผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1,000 รายได้

นอกจากนี้ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกับสถาบันการเงินพันธมิตรครั้งนี้ จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ และสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศโดยการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอีกด้วย.

 

แรงงานช่วยลูกจ้างน้ำท่วม ประกาศจ่ายเงินทดแทนว่างงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2560 11:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853950


รมว.แรงงาน ลงนามประกาศกระทรวง จ่ายเงินทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน ให้ลูกจ้างที่ประสบเหตุอุทกภัย รับเงินทดแทนไม่เกิน 180 วัน…

วันที่ 8 ก.พ. 60 นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า ตามที่เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อขอให้เร่งประกาศกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย พ.ศ. … โดยเฉพาะกรณี 12 จังหวัดภาคใต้ประสบอุทกภัย เมื่อช่วงที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ลงนามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 134 ตอนที่ 7 ก ลงวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญของกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว กำหนดให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ตามมาตรา 79/1 จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ในกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน เนื่องจากประสบเหตุอุทกภัย โดยกรณีนี้จะได้รับเงินทดแทนไม่เกิน 180 วัน ซึ่งทั้งหมดจะต้องผ่านการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าได้รับผลกระทบจากอุทกภัย หรือกรณีเหตุสุดวิสัยอื่นๆ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้มีการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งขึ้นอยู่กับนายจ้างว่าสามารถจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 75 ได้หรือไม่ หากนายจ้างไม่สามารถจ่ายได้ นายจ้างก็จะต้องทำหนังสือแจ้งมาทางสำนักงานประกันสังคมว่าไม่มีความสามารถที่จะจ่ายได้ จากนั้นเมื่อทางสำนักงานประกันสังคมได้รับหนังสือแล้ว ตามระยะเวลาดำเนินการจะใช้เวลาไม่เกิน 3-7 วันก็จะสามารถจ่ายเงินทดแทนให้ลูกจ้างได้ โดยจะโอนเงินจำนวนนั้นๆ ให้แก่ลูกจ้างตามบัญชีธนาคาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกันตนทั้ง 12 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย โดยสำนักงานฯ จะเข้าช่วยเหลือลูกจ้างโดยที่นายจ้างไม่จำเป็นต้องเลิกจ้างบุคคลเหล่านี้.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2560 09:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853844


ราคาทองวันที่ 8 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท …

เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.30 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

MFC ชูหุ้นสหรัฐฯ น่าสนใจ รับปัจจัยบวกเศรษฐกิจขยายตัว-กำไรของ บจ.โต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2560 08:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853800


บลจ.เอ็มเอฟซี ให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ มองเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการ Fiscal Policy ของรัฐบาลใหม่

นางสาวประภา ปูรณโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าการขยายตัวจะอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก โดยผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะได้ผลประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐฯ (Fiscal Policy) ที่รัฐบาลใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวทางที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2560 – 2561

advertisement

อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2560 การเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปอาจจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดตราสารทุนทั่วโลก รวมถึงตลาดตราสารทุนในสหรัฐฯ มีความผันผวนสูงขึ้น โดยการเลือกตั้งในฝรั่งเศสที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนและพฤษภาคมนี้ มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อตลาดตราสารทุนทั่วโลกสูงที่สุด แต่โดยรวมในระยะยาวนั้นเอ็มเอฟซียังมีมุมมองที่ดีกับการขยายตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจและผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ

ล่าสุด บลจ.เอ็มเอฟซี กำลังเปิดเสนอขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล ยู เอส ทริกเกอร์ ซีรีส์ 1 หรือ กองทุนเปิด I-USS1 ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 ก.พ.60 ซึ่งกองทุนตั้งเป้าหมายเมื่อมูลค่าหน่วยลงทุนตั้งแต่ 10.60 บาท ภายใน 5 เดือน หรือกรณีภายหลัง 5 เดือนแรกเมื่อกองทุนมีมูลค่าหน่วยลงทุนละ 10.55 บาทขึ้นไป เป็นเวลา 5 วันทำการติดต่อกัน หรือ ทรัพย์สินของกองทุนเป็นเงินสด บริษัทจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและจะเลิกโครงการกองทุนดังกล่าว

อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้มูลค่าหน่วยลงทุนเป้าหมายเลิกกองทุนไม่ใช่การรับประกันผลตอบแทนจากการลงทุน และผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนก่อนระยะเวลา 5 เดือนได้ และหากภาวะตลาดหรือภาวการณ์ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากที่คาดการณ์ทำให้มูลค่ากองทุนรวมไม่ถึงตัวเลขเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนด กองทุนจะเปิดให้ซื้อขายได้อีกครั้ง

สำหรับกรณีกองทุนไม่เข้าเงื่อนไขการเลิกกองทุนภายใน 5 เดือน กองทุนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนบางส่วนหรือทั้งหมดตามแต่สภาวการณ์ ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้.

 

บอร์ดการบินไทยตั้ง ‘อุษณีย์ แสงสิงแก้ว’ ควบตำแหน่งดีดีชั่วคราว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2560 08:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853810


คณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีมติแต่งตั้ง ‘อุษณีย์ แสงสิงแก้ว’ ควบตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือ ดีดี แทนนายจรัมพร ที่ครบวาระในวันที่ 10 ก.พ.นี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ครั้งพิเศษที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 7 ก.พ.60 ที่ผ่านมา โดยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ประธานกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้ เรื่อง ความคืบหน้าการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ตามที่ บริษัทฯ ได้ประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และมีผู้มาสมัครจำนวน 9 ราย

advertisement

ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครตามที่กำหนดไว้ในประกาศรับสมัคร ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณาเห็นว่า บริษัทฯ อยู่ในระหว่างดำเนินการตามแผนปฏิรูป ซึ่งเป็นแผนเร่งด่วนของบริษัทฯ เพื่อให้การดำเนินงานตามแผนปฏิรูปเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทฯ และจำเป็นต้องมีผู้ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างที่รอผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติแต่งตั้ง นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รองกรรมการผู้อํานวยการใหญ่หน่วยธุรกิจบริการการบิน ดำรงตำแหน่ง รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) อีกตำแหน่งหนึ่งแทนนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ซึ่งจะครบวาระ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.60 เป็นต้นไป

ส่วนเรื่อง ความคืบหน้ากรณีบริษัทโรลส์-รอยซ์ ติดสินบน บริษัท การบินไทย ได้เร่งดำเนินการมาตลอดมี ดังนี้

ด้านการรวบรวมข้อมูลเพื่อสนับสนุน ป.ป.ช. บริษัทฯ ได้มีการประสานงานกับ ป.ป.ช.อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบเรื่องการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุง ในระหว่างปี พ.ศ. 2534 ถึง 2548 โดยมี นายนิรุฒ มณีพันธ์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบว่าการจัดหาเครื่องยนต์และการซ่อมบำรุงที่ดำเนินการในระหว่างปี พ.ศ. 2534 ถึง 2548 ตามที่บริษัทโรลส์-รอยซ์ แถลงเกี่ยวพันกับบริษัท

นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ดำเนินการส่งข้อมูลให้กับ ป.ป.ช. โดยเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการจัดหาเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ ทั้ง 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงปี พ.ศ. 2534-2535 ช่วงปี พ.ศ. 2537-2540 ช่วงปี พ.ศ. 2547-2548 และได้มีการประชุมร่วมกับคณะทำงานของ ป.ป.ช. เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกัน รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการดำเนินการสอบสวนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แสดงออกอย่างชัดเจนในการสนับสนุนการทำงานของ ป.ป.ช. ในทุกกรณี และจะให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช. เป็นอย่างดีจนถึงที่สุดต่อไป

ด้านการป้องกันบริษัทได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุง โดยมี นายพิเชษฐ์ เรียงวัฒนสุข ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริหารความเสี่ยงเป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบกระบวนการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุงในอดีต และปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าการบินไทยมีกระบวนการที่รัดกุม และช่องโหว่ของกระบวนการจัดหาฯ ในอดีต ได้รับการปรับปรุงแล้ว และไม่มีจุดบกพร่อง อื่นๆ คงเหลือ และพบว่ากระบวนการปัจจุบันได้มีการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อเครื่องยนต์ ตามระเบียบบริษัทฯ ว่าด้วยการพัสดุตั้งแต่ปี 2555 โดยมีสาระสำคัญ คือ 1) ต้องไม่มีการจัดซื้อจัดหาผ่านคนกลาง

2) ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานจัดหาเครื่องยนต์หลายชุดจากหลายหน่วยงาน เพื่อให้มีการถ่วงดุลอำนาจ 3) ให้กระบวนการจัดซื้อฯ เป็นไปตามมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้มีความยุติธรรมและโปร่งใส โดยมีการดำเนินการอย่างครบถ้วนตามขั้นตอน มีการจัดเก็บเอกสารครบถ้วน ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ บริษัท ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาคุณธรรม (Integrity Pact) สำหรับการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุงกับคู่ค้า เพื่อให้ยืนยันว่าจะไม่มีการให้สินบนกับพนักงานการบินไทย

 

โชว์หลักฐานรถเมล์สัญชาติจีน กรมศุลกากรซัดชัดๆยกเข้ามาทั้งคัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853649


ศุลกากรสวนกลับ โชว์ภาพรถเมล์เอ็นจีวี หลักฐานชัดนำเข้าจากจีนทั้งคัน ไม่มีการประกอบในมาเลเซีย จึงไม่มีสิทธิ์ยกเว้นภาษีแน่นอน ด้าน ขสมก.เตรียมส่งหนังสือบอกเลิกสัญญา 9 ก.พ.นี้

นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยถึงกรณีบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ในฐานะบริษัทลูกของบริษัท เบสท์รินกรุ๊ป ผู้นำเข้ารถโดยสารใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) จำนวน 489 คัน ได้ยื่นหนังสือถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ตรวจสอบการทำงานของกรมศุลกากร พร้อมทั้งกล่าวหากรมศุลกากรว่าปฏิบัติเกินหน้าที่ส่งให้ได้รับความเสียหาย จากกรณีที่ไม่มีการตรวจปล่อยรถเมล์เอ็นจีวี 99 คันและจะฟ้องร้ององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หากยกเลิกสัญญากับบริษัทนั้น ขอยืนยันว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่เป็นความจริง

โดยขณะนี้กรมศุลกากรได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวีของเบสท์รินกรุ๊ปไว้ได้มากพอสมควรแล้ว ยืนยันได้ว่ารถที่นำเข้าประเทศไทยนั้น ผลิตและประกอบในประเทศจีน และได้แสดงหลักฐานภาพถ่ายรถเมล์เอ็นจีวี ที่ประกอบเรียบร้อยทั้งคันมาจากประเทศจีน มาลงที่ท่าเรือในประเทศมาเลเซีย เพื่อเตรียมจัดส่งให้ซุปเปอร์ซาร่า “หลักฐานสำคัญชิ้นนี้ระบุว่าเป็นการนำรถเข้ามาจากจีนทั้งคัน เนื่องจากรถอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานและสามารถวิ่งขึ้น-ลงจากเรือสินค้าได้ จึงไม่น่าเชื่อว่าเป็นรถที่ประกอบที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า 40% ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) ส่วนเอกสารอื่นๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อรูปคดีหากขบวนการฟ้องร้องถึงชั้นศาล”

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังต้องการชี้แจงข้อกล่าวหาของเบสท์รินใน 3 ประเด็นหลักคือ 1.กรณีเบสท์รินอ้างว่ากรมศุลกากรสามารถตรวจปล่อยรถได้ โดยไม่ต้องวางเงินประกันนั้น ถือเป็นเรื่องถูกต้อง เว้นแต่กรณีที่มีความฉ้อฉลหรือมีการแจ้งแหล่งกำหนดเป็นเท็จ (From D) เพื่ออาศัยช่องทางนี้หลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งกฎหมายระบุชัดว่า จะตรวจปล่อยสินค้าได้ต่อเมื่อมีการวางหลักประกัน 2.กรณีของ From D ที่ซุปเปอร์ซาร่าระบุว่าเป็นเอกสารที่ไม่สามารถยกเลิกได้นั้น ก็ไม่ถูกต้อง เพราะ From D เป็นข้อตกลงเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของสมาชิกในประเทศอาเซียน หากประเทศที่นำเข้าสินค้าไม่เห็นด้วย ก็สามารถตรวจสอบได้ และ 3.เบสท์รินกล่าวหาว่ากรมศุลกากรไม่ตรวจปล่อยรถ 99 คัน ซึ่งไม่จริง ที่ผ่านมาไม่ได้อายัดรถเมล์ หากจะนำเข้าก็ต้องเสียภาษีให้ครบ พร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม

ด้านนายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศุลกากร กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ตอบจดหมายองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไป 1 ฉบับ ซึ่งระบุว่ารถเมล์ที่ซุปเปอร์ซาร่านำเข้ามานั้นผลิตและประกอบที่จีน แต่ ขสมก.ต้องการเอกสารเพิ่มเติมอีก เช่น รูปภาพ ใบขนสินค้าและอื่นๆ ซึ่งกรมศุลกากรไม่สามารถให้ได้เพราะอยู่ระหว่างต่อสู้คดี แต่จดหมาย 1 ฉบับ ก็น่าจะเพียงพอต่อการยกเลิกสัญญาแล้ว

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. เปิดเผยว่า วันที่ 9 ก.พ.นี้ คณะกรรมการตรวจรับจะทำหนังสือบอกเลิกสัญญาประมูลโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ไปยังเบสท์รินกรุ๊ป เนื่องจากบริษัทไม่สามารถส่งมอบรถทั้ง 498 คันได้ทันตามกำหนดเวลาคือวันที่ 29 ธ.ค.2559 แม้ว่า ขสมก.จะผ่อนผันระยะเวลาส่งมอบมานานกว่า 1 เดือนแล้วก็ยังส่งมอบไม่ครบ ประกอบกับในวันที่ 9 ก.พ.นี้จะเป็นวันครบกำหนดที่ ขสมก.คิดเงินค่าปรับการส่งมอบรถล่าช้า จนครบวงเงินค้ำประกันที่วางมัดจำจำนวน 330 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงิน 10% ของมูลค่าสัญญาพอดี ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้บอกเลิกสัญญาได้ ขสมก.จึงตัดสินใจทำการบอกเลิกสัญญากับเบสท์ริน.

 

อัดช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853642


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการพักชำระหนี้เงินต้นและลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปี 59/60 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรลูกค้าของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีหนี้เงินกู้เดิมกับ ธ.ก.ส.จำนวน 212,850 ราย วงเงินรวม 39,310 ล้านบาท กำหนดให้ขยายเวลาชำระคืนต้นเงินกู้ที่เกษตรกรมีอยู่กับ ธ.ก.ส. ณ วันที่ 31 ธ.ค.59 ออกไปอีก 2 ปี นับจากงวดชำระเดิม โดยไม่จำกัดวงเงินขั้นสูง แต่เกษตรกรยังคงต้องชำระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อน 1 ม.ค.60 ตามกำหนดเดิม

ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ลดให้แยกเป็น 2 กรณีคือ กรณีเกษตรกรไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ธ.ก.ส.งดคิดดอกเบี้ยจากเกษตรกรเป็นเวลา 2 ปี ตั้งแต่ 1 ม.ค.60-31 ธ.ค.61 วงเงินกู้รายละไม่เกิน 300,000 บาท โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส.อัตรา 5% ต่อปี คิดเป็นเงินปีละ 1,965.5 ล้านบาท รวม 2 ปีเป็นเงิน 3,931 ล้านบาท และ ธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ยแทนเกษตรกร 2% ส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้เอ็นพีแอล ให้งดคิดดอกเบี้ยเป็นเวลา 2 ปี และ ธ.ก.ส.จะรับภาระดอกเบี้ยทั้งหมดแทนเกษตรกร จำนวนเกษตรกรส่วนนี้รวม 9,150 ราย ต้นเงินกู้รวม 1,690 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ให้ ธ.ก.ส.แยกเป็นบัญชีธุรกรรมนโยบายรัฐ (พีเอสเอ) จะไม่ส่งผลกระทบต่อโบนัสพนักงาน นอกจากนี้ยังอนุมัติมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และ จ.ประจวบคีรีขันธ์เพิ่มเติมจาก 3 ธนาคารวง เงินรวม 31,500 ล้านบาท.

 

ครม.แจงอีกครั้งรัฐ “ไม่ถังแตก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853640


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้พูดคุยถึงคำถามที่ว่า เงินคงคลังลดลงอย่างรวดเร็ว จึงให้ชี้แจงเพื่อให้ประชาชนไม่ต้องห่วงกังวลและตกใจว่า รัฐบาลไม่มีเงิน เพราะเงินคงคลัง คือ เงินสดที่รัฐบาลเก็บไว้ใช้จ่ายในการดำเนินงานของรัฐบาลหรือเทียบเท่ากับเงินสดที่มีอยู่ในมือ ซึ่งเมื่อเงินขาดมือก็สามารถกู้ได้ภายใน 2 วัน ภายใต้กรอบการกู้เงินของรัฐบาล

ทั้งนี้ ตามปกติในช่วงต้นปีงบประมาณหรือเดือน ต.ค. เงินคงคลังจะสูงที่สุดของปี หลังจากนั้นจะขึ้นและลงเป็นวัฏจักร ตามเงินภาษีที่เก็บได้และการเบิกจ่ายของรัฐบาล ซึ่งเงินภาษีจะเข้าสู่เงินคงคลังมี 3 ช่วงคือ เดือน มี.ค.-เม.ย. เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เดือน พ.ค.-มิ.ย. รวมทั้งเดือน ส.ค.จากภาษีเงินได้นิติบุคคล และเดือน ส.ค. “ต้องเรียนประชาชนว่าไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นวิธีการบริหารตามปกติของประเทศ ซึ่งเงินคงคลังจะคงเหลือเท่าไรเป็นไปตามการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำหรือสูงด้วย และ 4 เดือนแรกรัฐใช้จ่ายออกไปสูงเพื่อนำเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มที่ ซึ่ง รมว.คลังอธิบายว่า จะถือเงินสดเยอะเพื่อแบกรับดอกเบี้ยทำไม ควรมีเงินสดเท่าที่จำเป็น หากเงินคงคลังลดลงเพราะการบริหารจัดการก็อย่าตกใจ”.

 

หุ้นสหรัฐฯ บวกแคบ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีเกินคาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 8 ก.พ. 2560 06:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853773


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันอังคาร แม้ว่าหุ้นบริษัทกลุ่มน้ำมัน และ จีเอ็ม จะลดลง โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่ดีเกินคาด…ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 7 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 37.87 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 20090.29 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.52 จุด หรือ 0.02% ปิดที่ 2293.08 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 10.67 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 5674.22 จุด

advertisement

นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เปิดเผยในวันอังคาร ส่วนใหญ่ดีกว่าที่คาดการณ์กันเอาไว้ เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คริส โลว์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทการเงิน FTN เตือนว่า แรงหนุนจากความคาดหวังในนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มหมดไปแล้ว

 

กกร.จี้รัฐเร่งเจรจาการค้าทวิภาคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/853633


นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ว่า กกร.ได้หารือในที่ประชุมต้องการให้รัฐบาลเร่งเปิดการเจรจาการค้าแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ ปากีสถาน อิหร่าน ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ รวมทั้งเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอาเซียน (อาเซป) หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) เพราะเป็นโอกาสของไทยในการขยายตลาดการค้ามากขึ้น ช่วยผลักดันการส่งออก “ความร่วมมือทางการค้ากับสหรัฐฯต้องรอความชัดเจนจากสหรัฐฯว่าจะเดินหน้าอย่างไร ผมเห็นว่าไทยมีโอกาสส่งออกสินค้าขั้นกลางน้ำ เช่น สินค้ากึ่งวัตถุดิบ เพราะสหรัฐฯต้องการนำไปผลิตสินค้าสำเร็จรูปในประเทศ ส่วนสินค้าขั้นปลายหรือสินค้าสำเร็จรูปการส่งออกไปสหรัฐฯอาจมีปริมาณลดลง”

นอกจากนี้ กกร.ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยคาดว่าจีดีพีจะขยายตัว 3.5-4% ได้ผลดีจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว และจากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ ทำให้ไทยได้อานิสงส์ด้านส่งออกที่คาดว่าส่งออกปีนี้จะขยายตัว 1-3% จากเดิม 0-2% “เศรษฐกิจยังมีเครื่องบ่งชี้ถึงอนาคตที่ดี เช่น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัว แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ คาดว่าจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้ถึงเป้าได้แน่นอน”

ส่วนที่หลายฝ่ายเป็นห่วงฐานะการคลังรัฐบาลตกต่ำ กกร.ไม่ได้กังวล เข้าใจว่าหากฐานะเงินคงคลังของประเทศมีมากเกินไปจะไม่ดี เนื่องจากเป็นภาระดอกเบี้ย ปกติแล้วเงินคงคลังมีไว้สำหรับนำมาใช้กรณีฉุกเฉิน โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณจากรัฐสภา แต่หากจะดูฐานะของประเทศ ต้องพิจารณาที่เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อค่าเงินและเสถียรภาพการเงินของประเทศ โดยขณะนี้ฐานะการเงินของไทยยังแข็งแกร่ง ไม่มีปัญหาตามที่หลายฝ่ายเป็นห่วง.