ลุ้นเมล์เจ้าปัญหาเปิดบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842434


นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยความคืบหน้าการรับมอบรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน จากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ว่า บริษัทได้ส่งมอบรถให้ ขสมก.แล้ว 291 คัน โดยกรมการขนส่งทางบกตรวจสภาพเสร็จ 110 คัน ในจำนวนนี้จดทะเบียนแล้ว 80 คัน เมื่อวันที่ 19-21 ม.ค. ที่ผ่านมา ขสมก. ได้นำรถ 5 คัน มาทดลองวิ่ง ตามเงื่อนไขทีโออาร์ ที่กำหนดให้มีการสุ่มตัวอย่างรถ 2% นำมาวิ่งทดสอบสมรรถนะ ซึ่งได้นำมาทดลองวิ่งบนถนนจริง โดยมีตัวแทนจากเบสท์รินฯ คณะกรรมการตรวจรับ ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นั่งประจำรถร่วมทดสอบ ปรากฏว่ารถทุกคันผ่านเกณฑ์มาตรฐานการทดสอบ

สำหรับรถที่นำเข้าในลอตที่ 4 เป็นลอตสุดท้ายอีก 98 คัน ที่เหลือเบสท์รินฯแจ้งว่าจะส่งมอบให้ ขสมก. วันที่ 24-25 ม.ค. จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการติดจีพีเอสและจดทะเบียนต่อไป ส่วนรถที่นำเข้าลอตที่ 2 จำนวน 99 คัน ที่มีปัญหาเรื่องภาษีนำเข้ายังอยู่ที่ท่าเรือ ก็จะส่งมอบได้ในเดือน ม.ค.นี้

ขณะที่ขั้นตอนการตรวจรับรถอย่างเป็นทางการ โดยคณะกรรมการตรวจรับ จะเริ่มขึ้นในเร็วๆนี้ เพราะตามทีโออาร์ระบุให้การดำเนินการตรวจรับรถ เริ่มขึ้นหลังจากที่รถจดทะเบียนและผ่านการทดสอบวิ่งแล้ว โดยวันที่ 24 ม.ค.นี้ คณะกรรมการตรวจรับจะประชุมหารือแนวทางการตรวจรับรถ ส่วนการตรวจรับจะผ่านหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ หากพิจารณาแล้วพบว่ารถไม่ตรงตามสัญญา หรือขัดกับทีโออาร์ สามารถที่จะไม่ตรวจรับก็ได้

“คณะกรรมการฯจะดูหลักฐานตามสัญญา เอกสารราชการ หากดูจากเอกสารพบว่ารถมีการผลิตในจีนมีสิทธิ์ที่จะไม่รับ เพราะสัญญาระบุว่าจะนำเข้ารถมาจากประเทศใด ต้องนำเข้ามาจากประเทศนั้นๆ ที่ผ่านมามีหลายฝ่ายระบุว่ารถผลิตในจีน แต่ก็ยังไม่มีใครนำเอกสารหลักฐานที่ยืนยันว่าผลิตในจีนออกมาแสดง ผมได้ยินเรื่องนี้ผ่านสื่อเท่านั้น หากคณะกรรมการฯตัดสินใจตรวจรับรถ ขสมก.ก็จะนำรถมาวิ่งให้บริการได้ในเดือน ก.พ.นี้ แต่หากไม่ตรวจรับ ตามขั้นตอนสามารถส่งคืนสินค้า และเปิดทางให้คู่ค้าแก้ไขมาตรฐานสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขและส่งกลับมาให้ใหม่ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ว่าเหตุแห่งการผิดสัญญาแต่ละกรณีสามารถแก้ไขได้หรือไม่ หากแก้ไขไม่ได้อาจต้องยกเลิกสัญญา”.

 

คริสปี้ ครีม เปิดตัว ‘ไชนีส นิวเยียร์ โดนัท’ รับเทศกาลตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 03:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842061


คริสปี้ ครีม เปิดตัว “คริสปี้ ครีม ไชนีส นิวเยียร์ โดนัท” 3 รูปแบบความอร่อย รับเทศกาลตรุษจีน 2560 จำหน่ายแล้ววันนี้ ถึง 31 ม.ค. 60 ในราคาชิ้นละ 35 บาท …

วันที่ 23 ม.ค. 60 คริสปี้ ครีม เปิดตัว “คริสปี้ ครีม ไชนีส นิวเยียร์ โดนัท” เพื่อฉลองเทศกาลตรุษจีนปี 2560 กับ 3 รูปแบบความอร่อย เริ่มจาก “ชิก โดนัท” โดนัทสอดไส้ช็อกโกแลตฟัจด์เข้มข้น เคลือบหน้าช็อกโกแลตสีเหลือง แต่งแต้มรูปไก่น้อย อวยพรให้รุ่งโรจน์ สดใสตลอดปี ตามมาด้วย “ลัคกี้ โดนัท ชิกเก้น” สอดไส้ไวท์ครีม ตกแต่งและโรยหน้าด้วยไวท์ช็อกโกแลตรูปไข่ และปิดท้ายด้วย “พรอสเพอริที ชิกเก้น โดนัท” โดนัทสีเหลืองทอง ตกแต่งด้วยช็อกโกแลตสีแดง สัญลักษณ์แทนความรุ่งเรือง ที่พร้อมส่งมอบความอร่อยแล้วตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 มกราคม 2560 ราคาชิ้นละ 35 บาท หรือแบบเซต (ออริจินัล 6 ชิ้น ไชนีส นิวเยียร์ 6 ชิ้น) ราคา 296 บาท

ทั้งนี้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวคริสปี้ ครีม ได้ที่ www.krispykream.co.th และ www.facebook.com/krispykreamthailandfanpage หรือ #Krispykreamthailand

 

ร.ฟ.ท. จัดขบวนพิเศษขนเสบียงสัตว์พระราชทานลง 4 จังหวัดใต้น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 20:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842300


การรถไฟฯ จัดรถไฟขบวนพิเศษลำเลียงและขนย้ายเสบียงสัตว์พระราชทาน “สมเด็จพระเทพฯ” ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 4 จังหวัด

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การรถไฟฯ ร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสนับสนุนให้ความช่วยเหลือต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ โดยการจัดรถไฟขบวนพิเศษเพื่อลำเลียงและขนย้ายเสบียงสัตว์ 250 ตัน หรือคิดเป็น 12,500 ฟ่อน ประกอบด้วยเสบียงสัตว์พระราชทานภายใต้โครงการพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 50 ตัน หรือ 2,500 ฟ่อน และเสบียงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ 200 ตัน หรือ 10,000 ฟ่อน

ทั้งนี้ รถไฟขบวนพิเศษมีการปล่อยขบวนรถเที่ยวแรกออกจากสถานีรถไฟปากช่อง จ.นครราชสีมา ในวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมา จำนวน 20 ตู้ บรรทุกขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีการลำเลียงขนย้ายเสบียงสัตว์ทั้งหมดไปยังสถานีปลายทางในพื้นที่ประสบภัย 4 จังหวัด ได้แก่ สถานีสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี สถานีชุมทางเขาชุมทอง จ.นครศรีธรรมราช สถานีปากคลอง จ.พัทลุง (นำไปส่งต่อ จ.สงขลา) และสถานีพัทลุง จ.พัทลุง

“การขนส่งเสบียงสัตว์พระราชทานหญ้าแพงโกล่าแห้ง อยู่ภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการของกรมปศุสัตว์ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ต้องการนำความช่วยเหลือไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในภาคใต้โดยเร็วที่สุด และหลังจากนี้การรถไฟฯ จะร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ เพื่อช่วยสนับสนุนภารกิจด้านการลำเลียง ขนส่ง เครื่องอุปโภคบริโภคและเสบียงสัตว์ไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบภัยหลังน้ำลด รวมถึงช่วยฟื้นฟูสุขภาพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรอย่างเร่งด่วน”

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า การรถไฟฯ ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนคนไทยที่ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โดยจัดทำถุงยังชีพเพื่อแจกจ่ายให้ผู้ประสบอุทกภัยไปแล้ว และมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยพร้อมกับทำหน้าที่เป็นสื่อกลางจัดตั้งศูนย์รับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยทางภาคใต้ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ ตึกบัญชาการรถไฟ และสถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) รวมถึงเปิดจุดรับบริจาคสิ่งของที่สถานีรถไฟอีกหลายแห่งทั่วทุกภาค เพื่อเร่งนำข้าวของ เครื่องอุปโภคที่ได้รับจากการบริจาค ไปแจกจ่ายให้กับพนักงาน ประชาชน ทหาร หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนต่างๆ ผ่านรถไฟขบวนพิเศษ

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังพร้อมให้ความร่วมมือสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และมูลนิธิต่างๆ ในการช่วยขนส่งสิ่งของบริจาคสำหรับผู้ประสบอุทกภัย อาทิ ถุงยังชีพ ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม เรือ เสื้อชูชีพ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ.

เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ คลิกที่นี่

 

เทสโก้โลตัสสานพระราชดำริ ซื้อสับปะรดปัตตาเวียราชบุรี ออเดอร์แสนกิโล/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 20:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842296


เทสโก้ โลตัส สานต่อโครงการประชารัฐ เซ็นสัญญากับกลุ่มเกษตรกรสับปะรดแปลงใหญ่ จ.ราชบุรี รับซื้อพันธุ์ปัตตาเวียกว่า 110,000 กิโลกรัม เพื่อขายตลอดทั้งปี สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ “ในหลวง ร.9” อย่างต่อเนื่อง

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า หลังจากโครงการเทสโก้ โลตัส ประชารัฐร่วมใจ ลงพื้นที่ภาคสนามส่งเสริมเกษตรกร เอสเอ็มอี ให้ก้าวสู่การเป็นคู่ค้ากับเทสโก้ โลตัส ด้วยมาตรฐานการปลูก ผลิต และค้าขายในระดับสากล เทสโก้ โลตัส ได้ต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวสู่โครงการความร่วมมือในครั้งนี้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี บนหลักการสร้างพันธมิตรและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

“โครงการรับซื้อสับปะรดแปลงใหญ่ จ.ราชบุรี เป็นหนึ่งใน 22 โครงการเทสโก้ โลตัส ประชารัฐร่วมใจ ซึ่งเป็นการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทำให้เกษตรกรได้เข้าใจในการบริหารจัดการ และทำให้ห่วงโซ่การผลิตเกิดความสมบูรณ์ โดยเทสโก้ โลตัส ทำหน้าที่นำสินค้าจากเกษตรกรกระจายสู่ผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยในเบื้องต้น เทสโก้ โลตัส ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อรับซื้อสับปะรดปัตตาเวียจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ ตลอดทั้งปี 2560 จำนวน 110,000 กิโลกรัม โดยจะนำมาซึ่งความมั่นคงในรายได้ให้กับกลุ่มเกษตร ส่วนลูกค้าเองก็จะได้รับประทานผลไม้ที่มีรสชาติอร่อย มีประโยชน์ ปลอดจากยาฆ่าแมลง และมีราคาถูกอีกด้วย”

ด้าน นายจันทร์ เรืองเรรา รองประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี กล่าวว่า “เดิมเกษตรกรในพื้นที่แถบนี้จะต่างคนต่างปลูกสับปะรด เน้นส่งเข้าโรงงาน ทำให้เกิดปัญหาล้นตลาด ราคาตก เกิดปัญหายืดเยื้อยาวนาน จึงมีการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ขึ้น โดยเอาคน พื้นที่ สินค้าเป็นตัวกำหนด เข้าสู่กระบวนการมาตรฐาน GAP ได้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พอถึงรัฐบาลนี้ก็เลยเข้ากรอบนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ลดต้นทุนเกษตรกร เพิ่มผลผลิต เอาการตลาดมานำการผลิต”

“ปัจจุบันมีเกษตรกรใน ต.หนองพันจันทร์ เข้ารวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จำนวน 82 ราย พื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย 1,014 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 หมู่บ้าน ซึ่งพวกเราต่างก็น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในชุมชน รวมถึงน้อมนำแนวพระราชดำริในเรื่องการรวมกลุ่มสหกรณ์ ปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งกระทิง ชาวบ้านก็รวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ เป็นกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ สร้างคน สร้างรายได้ เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน วันนี้ความแข็งแกร่งของกลุ่มเราก็มากขึ้นอีกขั้น เพราะมีผู้รับซื้อรายใหญ่อย่างห้างค้าปลีก ซึ่งเทสโก้ โลตัส เป็นค้าปลีกเจ้าแรกที่เข้ามารับซื้อสับปะรดจากเรา”

สับปะรดปัตตาเวีย เป็นสับปะรดพันธุ์หนึ่งที่นิยมปลูกกันมากในแถบภาคตะวันตกของประเทศ โดยเฉพาะในแถบ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี ซึ่งได้ชื่อว่ามีสภาพความเป็นกรด-ด่างสูง การปลูกพืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ แต่สามารถปลูกสับปะรดพันธุ์นี้ได้และมีรสชาติพิเศษเฉพาะ สับปะรดปัตตาเวียนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผลไม้ในโครงการชั่งหัวมันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำเป็นโครงการตัวอย่างด้านการเกษตร และเป็นพืชต้นแบบแห่งการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด

นายจันทร์ กล่าวอีกว่า “เราได้ทำหน้าที่ที่พระองค์ท่านพระราชทานแนวพระราชดำริไว้และเกิดการพัฒนาขึ้นหลายด้าน ทั้งการมีสหกรณ์เพิ่ม นำเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตร ได้อย่างเข้าใจ เข้าถึงหลักการพัฒนา ทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น มุ่งสู่การเสริมสร้างอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน” ปัจจุบันกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ อ.บ้านคา ได้กลายเป็นศูนย์เรียนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าภาคเกษตร ซึ่งพัฒนามาจากศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นอกจากนี้ นางสาวสลิลลา กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ทำให้เห็นถึงการบูรณาการในรูปแบบประชารัฐที่ทำให้เกิดความเข้มแข็งและส่งผลดีกับทุกฝ่าย เกษตรกรเองก็สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนการเพาะปลูก บริหารจัดการ บริหารต้นทุน พัฒนาขีดความสามารถด้านคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรมากขึ้น เทสโก้ โลตัส ก็มีสินค้าสดที่มีคุณภาพและความปลอดภัยขายให้กับลูกค้า.

 

กทม. เร่งสร้างลิฟต์ผู้พิการบนบีทีเอส คาดแล้วเสร็จทั้งหมดปลายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 18:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842218


กทม. เร่งสร้างลิฟต์ผู้พิการบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เสร็จบางส่วน 3-4 สถานีแรก มี.ค.นี้ คาดแล้วเสร็จทั้งหมดปลายปี 2560 …

วันที่ 23 ม.ค. 60 พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงภายหลังประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2/2560 ซึ่ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม โดยกล่าวถึงกรณีการก่อสร้างลิฟต์สำหรับผู้พิการบริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนด ว่า กรุงเทพมหานครต้องขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด ซึ่งที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้จัดสรรงบประมาณ 350 ล้านบาท ในการก่อสร้างลิฟต์สำหรับผู้พิการบริเวณสถานีรถไฟฟ้าจำนวน 23 สถานี มีกำหนดแล้วเสร็จเมื่อ 24 ส.ค. 59 ที่ผ่านมา แต่ขณะนี้การดำเนินการก่อสร้างลิฟต์แล้วเสร็จเพียงบางส่วน ยังเหลืออีก 19 สถานี ที่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีข้อขัดข้องบางประการ เบื้องต้น ทราบว่าบางส่วนเกิดจากเรื่องของสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งมีปัญหาในการขุดเจาะไปเจอสาธารณูปโภคจึงต้องย้ายที่ใหม่ และผู้รับเหมาแจ้งว่ามีเวลาในการดำเนินการค่อนข้างน้อยเพียง 3–4 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งกรุงเทพมหานครจะตั้งผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานครมาตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ว่าเกิดจากสาเหตุใด หากเป็นเหตุสุดวิสัยก็จะเร่งดำเนินการแก้ไข แต่หากพบว่าเป็นความบกพร่องของผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้รับเหมา หรือส่วนของกรุงเทพมหานครก็จะดำเนินการตามระเบียบต่อไป

ทั้งนี้ จากที่ได้มอบหมายให้สำนักการจราจรและขนส่งจัดทำโรดแม็ปการดำเนินงาน ปรากฏว่าในช่วงเดือน มี.ค. 60 จะมีเสร็จบางส่วน 3–4 สถานี และจะทยอยเสร็จเรื่อยๆ เป็นระยะ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปลายปี 60.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

แห่ยื่นฟ้องกทม. ไม่มีลิฟต์บีทีเอส สำหรับคนพิการ ให้ครบทุกสถานี

ครูมหาไถ่ พิการครึ่งท่อน ยื่นฟ้องกทม. เพิกเฉย-ไม่สร้างลิฟต์รถไฟฟ้าBTS

 

‘อภิรดี’ ไม่ห่วงทรัมป์เลิก TPP เร่งไทยเจรจา RCEP ให้จบปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 17:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842196


รมว.พาณิชย์ เผย ทรัมป์ลงนามถอนตัวออกจากทีพีพี ไม่กระทบไทย เนื่องจากยังไม่เข้าเป็นสมาชิก พร้อมเร่งเจรจา RCEP ให้จบปีนี้ เชื่อนักลงทุนสหรัฐฯ ไม่ย้ายฐานผลิตไทย-อาเซียน …

วันที่ 23 ม.ค. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ว่า จะไม่มีผลกระทบต่อไทย เพราะไทยยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกทีพีพี ซึ่งสิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการหลังจากนี้ คือ การผลักดันให้การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียนและประเทศคู่เจรจา 6 ประเทศ ประกอบด้วย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ให้ได้ข้อสรุปภายในปี 60 ตามเป้าหมายที่ผู้นำทั้ง 16 ประเทศได้ประกาศไว้ เพราะไทยจะได้ประโยชน์จากความตกลงนี้ เนื่องจากเป็นกรอบเจรจาที่ใหญ่สุดในโลก หากไม่มีทีพีพี

นอกจากนี้ ไทยยังสามารถเพิ่มโอกาสทางการค้ากับสหรัฐฯ ในกรอบข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนสหรัฐฯ (TIFA) ซึ่งปีนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ดังนั้น จึงมั่นใจว่านโยบายที่ทรัมป์ประกาศออกมาจะยังไม่กระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยจะถือโอกาสนี้ เดินหน้าเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ ที่หยุดการเจรจามานานแล้วหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องติดตามนโยบายของนายทรัมป์อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการคือ ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น เพื่อให้สินค้าไทยมีคุณภาพดี และเป็นที่ต้องการของทั่วโลก

สำหรับนโยบายจะถอนการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ กลับเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯ นั้น จากการหารือกับภาคเอกชนสหรัฐฯ ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ประจำปี 59 ณ กรุงดาวอส สหพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 17-20 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการยืนยันจากภาคเอกชนสหรัฐฯว่า การถอนการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด คงเป็นไปได้ยาก เพราะในสหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลาย เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบ ดังนั้น นักลงทุนสหรัฐฯ จึงต้องออกไปลงทุนภายนอกสหรัฐฯ เช่น ไทย อาเซียน และเชื่อว่าการลงทุนของสหรัฐฯ ในไทย และอาเซียน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น จะยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีการย้ายฐานการลงทุนแน่นอน

“แม้นโยบายของสหรัฐฯ จะเน้นปกป้องเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก แต่เชื่อว่าสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งการลงทุนจากประเทศอื่นๆ และหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัว จะมีผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัวไปด้วย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ และทั่วโลก ส่วนมาตรการตอบโต้ทางการค้าที่สหรัฐฯ อาจนำมาใช้มากขึ้นนั้น ตอนนี้ไม่กังวล เพราะเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ แต่เชื่อว่า สหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายการค้าตามกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ไม่ใช่การกีดกันทางการค้า” นางอภิรดี กล่าว

 

คมนาคม จัดเส้นทางเดินรถใหม่ ช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842185


คมนาคม วางแนวทางช่วยเหลือ-กำหนดเส้นทางเดินรถใหม่ ช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารฯ รับผลกระทบจากการกำหนดอัตราค่าตอบแทนของ ขสมก. …

วันที่ 23 ม.ค. 60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางว่า ผู้ประกอบการได้เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม พิจารณาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดอัตราค่าตอบแทนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. โดยให้กำหนดอัตราค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม เนื่องจากที่ผ่านมา ขสมก. ได้กำหนดอัตราค่าตอบแทนรถโดยสารธรรมดาอัตราจัดเก็บ 15 บาทต่อคันต่อวัน รถปรับอากาศ 30 บาทต่อคันต่อวัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้ค่าตอบแทนที่ผู้ประกอบการค้างชำระกับ ขสมก.ในระยะยาว

ทั้งนี้ เบื้องต้นผู้ประกอบการได้ขอขยายเวลาการชำระหนี้ที่ครบกำหนดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2559 ออกไปอีก 3 ปี พร้อมขอยกเว้นดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ และขอให้จัดเก็บอัตราค่าตอบแทนรถเอกชนร่วมบริการขนาดใหญ่ตามจำนวนรถที่วิ่งจริงเป็นระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559-30 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งได้ยืนยันกับผู้ประกอบการว่า ขณะนี้ กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นและเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน เช่น จะมีการปรับโครงการการเดินรถที่จะมีการแยกหน่วยงานการเดินรถ และกำกับดูแลออกจากกัน รวมถึงการจัดเส้นทางการเดินรถใหม่ ซึ่งเป็นตามแผนงานการปฏิรูป ขสมก. จึงมั่นใจว่าจะช่วยลดปัญหาการขาดทุนของผู้ประกอบการได้

ด้าน นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก คาดว่า แผนปฏิรูป ขสมก.จะแล้วเสร็จภายในปี 2 ปี ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางบก ได้เริ่มดำเนินการกำหนดเส้นทางการเดินรถใหม่แล้ว โดยมีเส้นทางสัมปทานการเดินรถทยอยหมดอายุ กรมการขนส่งทางบก จะนำมาประกาศเชิญชวนผู้ที่สนใจเดินรถเป็นการทั่วไป ในส่วนของเส้นทางที่ยังไม่สิ้นสุดอายุสัมปทาน กรมการขนส่งทางบก จะพิจารณาใช้กฎหมายพิเศษกำหนดอายุเส้นทางเดินรถหมดสัญญาสัมปทานพร้อมกัน เพื่อง่ายต่อการจัดเส้นทางการเดินรถใหม่ให้ได้ภายใน 2 ปี

ทั้งนี้ ปัจจุบันมี 2 เส้นทางที่หมดอายุสัมปทานเดินรถแล้ว และใกล้จะหมดอายุสัมปทานอีกประมาณ 4-5 เส้นทาง ซึ่งกรมการขนส่งทางบกจะเร่งดำเนินการดังกล่าวให้เร็วที่สุด เนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติยกเลิกการเป็นผู้ประกอบการรายเดียวของ ขสมก. ซึ่งมีผลไปแล้ว

 

หุ้นไทยสดใส ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 7.80 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,570.79 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842214


หุ้นไทยวันที่ 23 ม.ค.2560 ปิดตลาดปรับเพิ่มขึ้น 7.80 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,570.79 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,710.25 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 23 ม.ค. 60 พบว่า ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.80 จุด เปลี่ยนแปลง 0.50% ดัชนีอยู่ที่ 1,570.79 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,710.25 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน).

 

ธุรกิจตั้งใหม่ปี 59 พุ่งสุดรอบ 3 ปี พณ. คาดปี 60 เปิดอีก 6.6 หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 16:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842162


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยธุรกิจตั้งใหม่ปี 59 สูงสุดรอบ 3 ปี 6.42 หมื่นราย โต 8% ส่วนเจ๊ง มีจำนวน 2.09 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 10% คาดปี 60 มีธุรกิจเกิดใหม่ 6.6 หมื่นราย มูลค่า 2.4 แสนล้านบาท …

วันที่ 23 ม.ค. 60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ปี 59 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศทั้งหมด 64,288 ราย สูงสุดในรอบ 3 ปี เพิ่มขึ้น 7% เทียบกับปี 58 โดยมีทุนจดทะเบียนมูลค่า 236,775 ล้านบาท ลดลง 10% ส่วนจดทะเบียนเลิกธุรกิจทั้งปี 59 มีจำนวน 20,938 ราย เพิ่มขึ้น 7% เทียบกับปี 58 คิดเป็นทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 148,464 ล้านบาท ลดลง 12%

ขณะที่การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจเดือน ธ.ค.59 มีจำนวน 4,410 ราย สูงสุดในรอบ 4 ปี เพิ่มขึ้น 36% เทียบกับเดือนธ.ค.58 มีทุนจดทะเบียนมูลค่า 22,252 ล้านบาท ลดลง 59% ส่วนจดเลิกกิจการเดือน ธ.ค.59 มีจำนวน 5,118 ราย ลดลง 12% มีทุนเลิกกิจการ 24,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52%

“ภาพรวมปี 59 จดทะเบียนจัดตั้งจำนวน 64,288 ราย เป็นไปตามเป้าหมายที่กรมฯ คาดการณ์ระหว่าง 60,000-65,000 ราย เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ ทำให้มีธุรกิจเกิดใหม่จำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่าร้านขายทองเข้ามาจดทะเบียนปี 59 มากที่สุด โดยเฉพาะเดือน ธ.ค. มาจดถึง 960 ร้าน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% จากร้านทองทั้งหมด 7,500 ราย และได้จดทะเบียนแล้ว 4,500 ราย คิดเป็นสัดส่วน 59% หลังจากที่ภาครัฐมีมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์ เพื่อสนับสนุนให้ร้านทองเข้าระบบ”

ส่วนปี 60 กรมฯ คาดว่า แนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจะเพิ่มขึ้น 3% มีปริมาณ 66,000 ราย คิดเป็นมูลค่า 240,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 59 เพราะภาวะเศรษฐกิจในปี 60 มีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับ ภาครัฐยังมีโครงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้ธุรกิจการให้คำปรึกษาด้านการจัดการเติบโตเพิ่มขึ้น เพราะผู้ประกอบการต้องการปรับแผนบริหารจัดการใหม่ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น สนับสนุนให้ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารเพิ่มขึ้นด้วย

 

กบร. เคาะแนวทางปลดธงแดง ตั้งเป้า มิ.ย. ออกใบอนุญาตใหม่สายการบิน 9 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ม.ค. 2560 16:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842138


กบร. ตั้งเป้า มิ.ย. ปีนี้ ตรวจมาตรฐานออกใบอนุญาตใหม่ให้สายการบินรายสำคัญ 9 แห่ง พร้อมเชิญไอเคโอกลับมาตรวจซ้ำ มั่นใจนำไปสู่การปลดธงแดงได้ …

วันที่ 23 ม.ค. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รายงานความคืบหน้าและกรอบเวลาดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยทางการบิน หลังจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ปักธงแดงมาตรฐานความปลอดภัยของไทยตั้งแต่ 2557 โดยขณะนี้ เป้าหมายดำเนินการ ภายในเดือนมิถุนายน 2560 กพท. มั่นใจว่าจะสามารถตรวจมาตรฐานเพื่อออกใบอนุญาตใหม่ให้แก่สายการบินขนาดใหญ่รายสำคัญ 9 สายการบิน จากทั้งหมด 23 สายการบิน และเมื่อมีการออกใบอนุญาตทั้ง 9 แห่งแล้ว ฝ่ายไทยจะเชิญ ICAO กลับมาตรวจมาตรฐานซ้ำอีกครั้ง

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มั่นใจว่า แนวทางดังกล่าวที่ดำเนินการไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ ทั้งการแก้ปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย 33 ข้อ รวมถึงการปรับแก้ไข พ.ร.บ.เดินอากาศ ฉบับเดิม เป็น พ.ร.บ.การบินพลเรือนฉบับใหม่ ที่เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาในเดือนมกราคมนี้ ปัจจัยทั้งหมดน่าจะช่วยให้การพิจารณามาตรฐานความปลอดภัยของ ICAO ที่มีต่อไทยปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคม ยังสั่งการ กพท. กรมท่าอากาศยาน (ทย.) และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ให้เตรียมความพร้อมรองรับการตรวจมาตรฐาน ในโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัย (Universal Security Audit Programme:USAP) ที่ ICAO จะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของไทยเพิ่มเติมด้วย โดยจะมีการเชิญ ICAO เข้ามาตรวจมาตรฐานภายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่า ขณะนี้ไทย มีความพร้อม หาก ICAO จะตรวจสอบมาตรฐานด้านดังกล่าว โดย การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น จะมีการดำเนินการครอบคลุมทั้งท่าอากาศยานในการกำกับดูแลของ ทอท. ท่าอากาศยานภูมิภาคของ ทย. ด้วย

ด้าน นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สายการบินทั้ง 9 แห่งที่จะตรวจมาตรฐานเพื่อออกใบอนุญาตใหม่ เป็นสายการบินเส้นทางบินระหว่างประเทศ และเส้นทางสำคัญที่มีสัดส่วนเที่ยวบินรวมกันถึงร้อยละ 70 ของไทย ส่วนสายการบินอื่น ที่จะมีการตรวจเพื่อออกใบอนุญาตใหม่นั้น ก็จะดำเนินการอย่างเข้มข้นเช่นกัน และหากรายใดไม่ผ่านมาตรฐาน ก็จะไม่สามารถกลับมาทำการบินได้อีก