เกษตรฟัดกันนัวปล่อยผีนำเข้าวัตถุเคมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842462


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ภายหลังจากที่กรมวิชาการเกษตรอนุมัติให้มีการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมากถึง 45 รายการ จาก 50 รายการที่นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในกรมวิชาการเกษตร ระหว่างนักวิชาการ 2 แนวทางอย่างหนัก โดยแนวทางที่ว่านี้คือ เกษตรอินทรีย์และเกษตรที่ใช้สารเคมีทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า มีภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้การสนับสนุนจนเป็นที่จับตามองว่า การอนุมัติขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมากถึง 45 รายการ ในครั้งนี้มีเบื้องหลัง เพราะกรมวิชาการเกษตรไม่ได้อนุมัติคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมาหลายปีแล้ว เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ ลดการพึ่งพาการใช้สารเคมีในไร่นา ซึ่งจะกระทบไปถึงการบริโภคของผู้บริโภคโดยรวมด้วย

ทั้งนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ชี้แจงว่าอนุมัติไปเพียง 9 คำขอ แต่ล่าสุดมีคำขอเพิ่มเข้ามาอีก 36 รายการ และคณะอนุกรรมการอนุมัติไปแล้ว ขณะนี้รอคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความถ้อยคำที่ใช้เท่านั้น เนื่องจากได้ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความตั้งแต่ปีที่แล้ว ส่วนกรณี 1 คำขอที่เอกชนผู้ได้รับอนุมัติสามารถนำไปผลิตสารเคมีได้หลายยี่ห้อ นั่นจะทำให้เกิดการแข่งขันกันดุเดือดขึ้นในตลาดสารเคมีการเกษตร และจะใช้กลยุทธ์การตลาดมาจูงใจให้เกษตรกรใช้เพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณสารพิษตกค้างในผลิตผลการเกษตรอีกครั้งผู้ได้รับประโยชน์ก็คือ บริษัทที่นำเข้าและจำหน่ายนั่นเอง.

 

ตื่นคุมเข้มสารตกค้างในเนื้อสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842460


ขู่ฟาร์มใช้ยาเถื่อนมีโทษทั้งติดคุกทั้งปรับ

น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในปี 60 กรมปศุสัตว์จะพัฒนาการผลิตเนื้อสัตว์เพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงยิ่งขึ้น ด้วยการควบคุม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังยาหรือสารตกค้างในเนื้อสัตว์อย่างเข้มงวดซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานโลก โดยเฉพาะการผลักดันให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์เข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม ซึ่งปัจจุบันมีฟาร์มกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศที่ได้รับการรับรอง โดยกรมปศุสัตว์ควบคุมและติดตามการใช้ยาสัตว์ในฟาร์มเหล่านี้อย่างเข้มงวด ทั้งวิธีการใช้ คุณภาพของยาสัตว์ และตรวจสอบสารตกค้างของยาทั้งก่อนและหลังการเชือดชำแหละ เพื่อผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัยจากยาปฏิชีวนะและสารตกค้างแน่นอน

“กรมปศุสัตว์ได้เร่งปราบปรามฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่ลักลอบใช้ยาเถื่อน-ใช้เกินขนาด ตลอดจนผู้ประกอบการที่นำเข้า ผลิต หรือขายผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารสัตว์และยารักษาสัตว์โดยไม่รับอนุญาต โดยเป็นสินค้าไม่ได้มาตรฐานหรือสินค้าเลียนแบบที่ส่งผลเสียด้านสุขภาพต่อสัตว์โดยตรง ซึ่งผิดกฎหมายตามมาตรา 12 พ.ร.บ.ยา 2510 กรณีขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และมาตรา 72 (4) ขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินแนวทางการควบคุมยาสัตว์ในกระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ และกำหนดแผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 เพื่อป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และกำกับดูแลการใช้ยาปฏิชีวนะในภาคปศุสัตว์อย่างเหมาะสม.

 

ธุรกิจเกิดใหม่พุ่งแรง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842454


น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ปี 59 ว่า มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศทั้งหมด 64,288 ราย สูงสุดในรอบ 3 ปี เพิ่มขึ้น 7% เทียบกับปี 58 โดยมีทุนจดทะเบียนมูลค่า 236,775 ล้านบาท ลดลง 10% ส่วนจดทะเบียนเลิกธุรกิจทั้งปี 59 มี 20,938 ราย เพิ่มขึ้น 7% เทียบกับปี 58 คิดเป็นทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 148,464 ล้านบาท ลดลง 12%

“ภาพรวมปี 59 จดทะเบียนจัดตั้ง 64,288 ราย เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ระหว่าง 60,000-65,000 ราย เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ ทำให้มีธุรกิจเกิดใหม่จำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบว่า ร้านขายทองเข้ามาจดทะเบียนปี 59 มากที่สุด โดยเฉพาะเดือน ธ.ค. มาจดถึง 960 ร้าน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% จากร้านทองทั้งหมด 7,500 ราย และได้จดทะเบียนแล้ว 4,500 ราย คิดเป็นสัดส่วน 59% หลังจากที่ภาครัฐมีมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรแสตมป์ เพื่อสนับสนุนให้ร้านทองเข้าระบบ ส่วนปี 60 คาดว่าแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจจะเพิ่มขึ้น 3% มีปริมาณ 66,000 ราย คิดเป็นมูลค่า 240,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 59 เพราะภาวะเศรษฐกิจในปี 60 มีแนวโน้มดีขึ้น ประกอบกับภาครัฐมีโครงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจคือ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้ธุรกิจการให้คำปรึกษาด้านการจัดการเติบโตเพิ่มขึ้นด้วย”.

 

ตั้งเป้าผู้นำแห่งอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842453


ทุ่ม 4 แสนล้านบาทลงทุน “เศรษฐกิจชีวภาพ”

“ประเสริฐ บุญสัมพันธ์” แม่ทัพใหญ่ “พีทีทีจีซี” ลงนามร่วมกับ 23 หน่วยงาน เคลื่อนการลงทุนเศรษฐกิจชีวภาพ ผ่านแผนงาน 10 ปี ใช้งบ 4 แสนล้านบาท ผลิตพลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ เภสัชภัณฑ์ อาหาร ระดับสูง เกิดการจ้างงานใหม่ 2 หมื่นตำแหน่ง ส่งไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพแห่งอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ที่มี นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าทีมภาครัฐ และนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาและวิจัย รวม 23 หน่วยงาน เพื่อเริ่มต้นในการขับเคลื่อนการลงทุนด้านเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศไทย

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการพัฒนาคลัสเตอร์ ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ว่า คณะทำงานกลุ่มไบโออีโคโนมี (Bioeconomy) หรือเศรษฐกิจชีวภาพ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของภาคเอกชน ได้เห็นถึงความจำเป็น เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามผ่านความท้าทายของการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมไปให้ได้

ดังนั้น แผนการดำเนินงานพัฒนาไบโออีโค-โนมี ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2560-2569) จึงได้มีกรอบลงทุนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ปี 2560-2561 ใช้เงินลงทุนประมาณ 51,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เคมีชีวภาพ อาหาร ชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งก็คือ การผลิตยารักษาโรค จากวัตถุดิบทางธรรมชาติ คือน้ำตาลทรายเกรดบริสุทธิ์สูง เพื่อลดการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ที่จะมีการทำงานผ่าน โครงการต่างๆ อาทิ การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์และจัดหาเครื่องจักร เป็นต้น

ระยะที่ 2 ปี ระหว่างปี 2562-2564 ใช้เงินลงทุนประมาณ 182,000 ล้านบาท เพื่อสร้างไบโอรีไฟเนอรี คอมเพล็กซ์ (Biorefinery Complexes) ครบวงจร หรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง และเมืองใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมอย่างครบวงจร ไบโอโพลิส (Biopolis) รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมครบวงจร ผ่านโครงการสนับสนุนต่างๆ อาทิ การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มฐานชีวภาพความร่วมมือในเครือข่ายต่างๆ ในระยะที่ 3 ปี 2565-2569 มีเม็ดเงินลงทุนประมาณ 132,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับสู่รีจินอล ฮับ (Regional Hub) หรือการเป็นศูนย์กลางแห่งการผลิตอุตสาหกรรมไบโอพลาสติก ของอาเซียน, สร้างโรงงานต้นแบบและโรงงานผลิตเชิงพาณิชย์สำหรับผลิตภัณฑ์ชีวเภสัชภัณฑ์ การจัดตั้งสถาบันวิจัยขั้นสูง เรื่องเภสัชภัณฑ์ชั้นสูง

“แผนงานดังกล่าวทำให้เกิดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศในด้านชีวเภสัชภัณฑ์ 100,000 ล้านบาท สร้างมูลค่าการส่งออกชีวเภสัชภัณฑ์ 75,000 ล้านบาท เพื่อทำให้ประเทศไทยมีการผลิตยาชีววัตถุและวัคซีนระดับโลก 20 รายการ รวมทั้งก่อให้เกิดการจ้างงาน 20,000 ตำแหน่ง และการลงนามฯดังกล่าว เป็นความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ ที่เป็น เศรษฐกิจคลื่นลูกใหม่ ที่ 3 ภาคส่วน จะร่วมกันทำให้เกิดความเชื่อมโยงทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจความต้องการของกันและกันให้มากขึ้น”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดลบ หลังทรัมป์ลงนามคำสั่งหิ้วมะกันออกจาก TPP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 06:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842528


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าเขาเลือกใช้มาตรการแข็งกร้าวในเรื่องการค้าระหว่างประเทศ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 23 ม.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 27.40 หรือ 0.14% ปิดที่ 19799.85 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 6.11 จุด หรือ 0.27% ปิดที่ 2265.20 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 2.39 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 5552.94 จุด

ก่อนหน้านี้ ตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากนายทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อ 8 พ.ย. 2016 จากความคาดหวังว่าเขาจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโต แต่ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนกระแสนี้เริ่มอ่อนกำลังลง จากความกังวลคำพูดแข็งกร้าวของนายทรัมป์จะนำไปสู่สงครามการค้า

โดยในวันจันทร์ นายทรัมป์เพิ่งลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อพาสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP อย่างเป็นทางการ ทรัมป์ยังประกาศแผนที่จะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ใหม่ด้วย ขณะที่โฆษกของเขาก็ระบุว่า ประธานาธิบดีป้ายแดงของสหรัฐฯ ผู้นี้ ไม่ลังเลที่จะเผชิญหน้ากับจีน ในเรื่องทะเลจีนใต้

 

ชำแหละปม “กาแล็กซี่ โน้ต 7” ระเบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842449


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ได้เปิดแถลงข่าว ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ชี้แจงผลการตรวจสอบสาเหตุการลุกไหม้ของมือถือรุ่นกาแล็กซี่ โน้ต 7 (Galaxy Note 7) ซึ่งเริ่มต้นวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2559 และเกิดปัญหาแบตเตอรี่ร้อน จนเกิดการลุกไหม้ในหลายกรณีทั่วโลก จนทำให้ซัมซุงต้องเรียกคืนเครื่อง เปลี่ยนเครื่องใหม่ในเดือน ก.ย. แต่ปัญหายังเกิดขึ้นซ้ำๆ จนต้องประกาศยุติการผลิตและจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2559

นายดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม ของซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ได้เปิดเผยผลการตรวจสอบโดยละเอียด ซึ่งทำร่วมกับหน่วยงานอิสระ ได้แก่ ยูแอล (UL), เอ็กซ์โพเนนท์ (Exponent) และทียูวี ไรน์แลนด์ (TUV Rheinland) ทั้ง 3 หน่วยงานได้สรุปว่า ปัญหามาจากแบตเตอรี่ ทั้งในขั้นตอนของการออกแบบและการผลิต
“ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซัมซุงได้ค้นหาสาเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นกับกาแล็กซี่ โน้ต 7 โดยได้พิจารณาทุกแง่มุม ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ กระบวนการผลิต เช่น การประกอบเครื่อง การทดสอบเพื่อรับประกันคุณภาพ ซึ่งการตรวจสอบประกอบด้วยทีมวิศวกร 700 คน เครื่องที่ใช้ทดลอง 200,000 เครื่อง แบตเตอรี่ 30,000 ก้อน”

ทั้งนี้ เมื่อพบสาเหตุแล้ว จากนี้ซัมซุงจะทำงานให้หนักขึ้น มุ่งมั่นยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในการเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกค้า โดยได้ออกมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ด้วยการใช้มาตรการตรวจสอบความปลอดภัยหลายชั้น (Multi-layer Safety Measures Protocol) ในขั้นตอนการวางแผนการผลิต และการใช้กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ 8 จุด (8-Point Battery Safety Check) และยังได้จัดตั้งคณะที่ปรึกษาด้านแบตเตอรี่ จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนมหาวิทยาลัยชั้นนำ อย่างเคมบริดจ์, ยูซี เบิร์กเลย์, สแตนฟอร์ด.

 

ชู “แบรนด์ ภูเก็ต” ดันท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842441


นายวิจิตร ณ ระนอง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโรงแรมภูเก็ต เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตได้รวมตัวก่อตั้งสมาคมโรงแรมภูเก็ตขึ้น พร้อมร่วมมือกันผลักดันแคมเปญ “แบรนด์ ภูเก็ต” ขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภูเก็ต ให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ด้วยการร่วมมือกับโคว โกลบ้อล (QUO Global) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์โรงแรมและการท่องเที่ยวระดับโลก ผลักดันแคมเปญ ด้วยการสร้างความโดดเด่นของจังหวัดภูเก็ตและสื่อสารไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวทั่วโลก หลังพบว่าที่ผ่านมาภาพการท่องเที่ยวภูเก็ตยังเติบโตแบบไร้ทิศทาง ตลอดจน

มีภาพด้านลบออกมา และมีแนวโน้มดีขึ้นหลังรัฐบาลปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ และจัดระเบียบภูเก็ตให้ดีขึ้นระดับหนึ่ง
“นักท่องเที่ยวที่เข้ามาภูเก็ต ไม่ว่าจะพักโรงแรม 2 ดาว หรือ 5 ดาว ถือว่ามีคุณภาพหมด เพียงแต่ปัญหาของภูเก็ตที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวแบบไร้ทิศทาง ไม่สามารถวางแผนได้ การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการเพิ่มของปริมาณ แต่เพื่อยกระดับภูเก็ตไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น อย่างการที่ภูเก็ตได้สร้างกิจกรรมการแสดงสินค้าทางน้ำ ประเภทเรือยอชต์ การแข่งขันเรือใบ ก็เป็นการดึงนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มเข้ามา ถือเป็นอีกช่องทางที่กระตุ้นนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ การใช้จ่ายสูงมาเมืองไทยไปในตัว เป็นการสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน”

ทั้งนี้ ในปีนี้คาดว่าการท่องเที่ยวภูเก็ตจะมีมูลค่า 220,000 ล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยว 13 ล้านคน โดยในปัจจุบันภูเก็ตมีจำนวนห้องพักที่ถูกต้องตามกฎหมาย 50,000 ห้อง หากรวมห้องพักนอกระบบ จะมีทั้งหมด 70,000 ห้อง มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 70% ของจำนวนห้องพักทั้งหมด แต่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวจะเพิ่มเป็น 80-90%.

 

“เอสซี” ทำแผนเชิงรุก บุกตลาดบ้านทุกราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842438


นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 2560 มีเป้าหมายรายได้ 14,800 ล้านบาท และยอดขาย 16,000 ล้านบาท เติบโต 38% พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่ ทั้งหมด 17 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 27,000 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก เปิด 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 14,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 4 โครงการ และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ส่วนครึ่งปีหลังเปิด 11 โครงการ เป็นโครงการแนวราบ มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท ในส่วนอาคารสำนักงานแห่งใหม่ “เอสซี ทาวเวอร์” ปัจจุบันมียอดจองครบ 100% เรียบร้อยแล้ว และพร้อมเปิดดำเนินการในปลายไตรมาส 1 นี้

ทางเราวางแผนยุทธศาสตร์เชิงรุก สำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุค 4.0 ที่โลกเชื่อมต่อกันทั้งหมดด้วยระบบดิจิทัล เรามีแผนการเติบโตต่อเนื่อง 3 ปี โดยตั้งเป้าในปี 2562 ทำรายได้เกิน 20,000 ล้านบาท ด้วยยุทธศาสตร์ 4 ข้อคือ พัฒนาที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา ผสานนวัตกรรมพัฒนา “บ้านรู้ใจ” รักษามาตรฐานคุณภาพทั้งสินค้าและบริการ และปรับกระบวนการทั้งภายในและภายนอกให้เป็นระบบ digitization เพื่อความแม่นยำและคล่องตัว

 

อีกตัวอย่าง! บอกลาชีวิตเงินเดือน ทำเครื่องสำอางร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837804


ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอขอเพียงมีสติ ตั้งมั่น อดทนและสู้ต่อไป ดังเช่นวันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปทำความรู้จักธุรกิจเครื่องสำอางสมุนไพรและพูดคุยกับ “อรประภา พรมรังฤทธิ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซนต์บิวตี้ คอสเมติก (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางสมุนไพร แบรนด์ “ชีววิถี”
 ที่เพียงแค่ปี 2558 ที่ผ่านมา มียอดขายรวมมากกว่า 150 ล้านบาทเส้นทางของ น.ส.อรประภา และธุรกิจในวันนี้ น่าสนใจไม่น้อย จากจุดเร่ิมต้นเป็นพนักงานประจำของบริษัทเอกชน แต่บริษัทปิดกิจการจึงต้องหาอาชีพใหม่ โดยหันเหมาทำธุรกิจส่วนตัวจากสิ่งที่ชื่นชอบจนมีวันนี้ ได้ เชิญอ่านโดยพลัน

“อรประภา พรมรังฤทธิ์” เจ้าของแบรนด์ชีววิถี

จุดเปลี่ยนตกงาน! ลาขาดชีวิตเงินเดือน 

ก่อนจะทำธุรกิจเครื่องสำอางสมุนไพรเคยทำงานบริษัทเอกชนมาประมาณ 10 ปี ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนเมื่อบริษัทปิดกิจการเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดี ตนจึงเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวโดยออกมาเปิดร้านค้าส่งสินค้าเกี่ยวกับความงาม ตนเองชื่นชอบด้านความสวยความงามเป็นทุนเดิมอีกทั้งมีความสนใจและชอบใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมสมุนไพรจึงตัดสินใจศึกษาต่อทางด้านเวชสำอางและสมุนไพรจนกระทั่งจบเภสัชกรแพทย์แผนไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข นำวิชาต่างๆ มาต่อยอดผลิตเครื่องสำอางเพื่อทำเป็นธุรกิจ จนเมื่อศึกษาจบและได้ใบประกอบโรคศิลปะมาในปี 2549 จึงเปิดกิจการเครื่องสำอางสมุนไพรเต็มตัว

จากความชอบ…สมุนไพรสู่ธุรกิจทำกิน

ส่วนตัวเป็นคนชอบใช้ของทำจากสมุนไพรมีความรู้สึกว่า เมื่อใช้ติดต่อกันไปนานๆ ไม่แปรสภาพเป็นสารตกค้างจึงผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรขึ้นมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในราคาที่เหมาะสมและสามารถทำการตลาดได้ยั่งยืนเนื่องจากการดูแลตัวเองด้วยสมุนไพรธรรมชาติเป็นการดูแลตัวเองอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน

นับหนึ่งไม่ยากสมาชิกครอบครัวช่วยกัน

แรกเริ่มทำธุรกิจมีเพียงสมาชิกภายในครอบครัว 7 คน ช่วยกันทำในครัวเรือน โดยได้นำวัตถุดิบคือ มะพร้าวที่มีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ใกล้บ้าน อ.สามพราน จ.นครปฐม มาทำ ทรีทเมนต์น้ำมันมะพร้าว จากนั้น เริ่มเฟ้นหาสมุนไพรคุณภาพดีจากทั่วประเทศมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเสมอ

ธุรกิจไปได้ยังได้ช่วยเกษตรกรซื้อวัตถุดิบ

ปัจจุบันมีแหล่งวัตถุดิบหลักในการผลิตเครื่องสำอาง 2 แห่ง นั่นคือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยน จ.น่าน ซึ่งเป็นแหล่งที่ปลูกใบหมี่ สำหรับนำไปผลิตเป็นแชมพูใบหมี่ป้องกันผมร่วงได้อย่างดี อีกกลุ่มหนึ่งคือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรแม่บ้านรำมะสัก จ.อ่างทอง ปลูกขิง ข่า ตะไคร้ ไพล นอกจากนี้ยังรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรโดยตรงอีกหลายพื้นที่ นับว่าช่วยให้เกษตรกรให้มีรายได้มั่นคง ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะมั่นใจได้ว่า ปลูกไปมีคนซื้อแน่นอน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ทั้ง 2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าว มีสมาชิกรวมกัน 678 คน ได้รับประโยชน์จากการขายพืชสมุนไพรต่างๆ ให้บริษัท มูลค่ารวมกันหลักสิบล้านบาทต่อปี

จากโอทอป 5 ดาว ก้าวเข้าสู่ชั้นเซเว่นฯ

สำหรับการทำการตลาดนั้น ยุคแรกเข้าโครงการโอทอปของชุมชนก่อน โดยผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้รับคัดสรรเป็นระดับ 5 ดาว จึงช่วยให้มีช่องทางตลาดขายตามงานโอทอประดับใหญ่ขึ้น ต่อมาหลังจากเริ่มมีชื่อเสียงแบรนด์ชีววิถีเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่งแล้วจึงมุ่งหาช่องทางตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเมื่อปี 2556 ได้นำสินค้าไปเสนอร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น และได้รับพิจารณาเข้าวางขาย กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ต้องกลับมาพัฒนาทุกด้าน ตั้งแต่การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การทำตลาด และการผลิต เพื่อที่จะได้มาตรฐานตามที่เซเว่นฯ กำหนด

พัฒนาไม่หยุด ขายดีสะบัด โกยเงินล้าน

จากการที่บริษัทไม่หยุดพัฒนาในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาวางขาย ส่งผลให้ยอดขายจากเดิมที่ได้หลักแสนบาทต่อเดือน เพิ่มเป็นหลักล้านบาทต่อเดือน และเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 30% ทุกปี ขณะเดียวกันจากยอดขายดังกล่าว ช่วยสร้างเครดิตให้สถาบันการเงินเชื่อมั่น อนุมัติสินเชื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่มูลค่ากว่า 33 ล้านบาท สามารถขยายกำลังการผลิตเป็นกว่า 5,000-7,000 ชิ้นต่อวัน พนักงานปัจจุบันอยู่ที่ 120 คน เฉพาะปี 2558 ยอดขายรวมกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งมาจากการขายผ่านเซเว่นฯ 40% ขณะที่อีก 30% มาจากการขายผ่านตัวแทนต่างๆ และอีก 30% มาจากรับจ้างผลิตและออกงานแสดงสินค้าต่างๆ

จับกลุ่มลูกค้าทั่วไปมีสินค้ากว่า 200 ตัว

แบรนด์ชีววิถีเป็นเวชสำอางจากสมุนไพรเน้นตลาดผู้บริโภคทั่วไป ในปัจจุบันนี้มีสินค้ารวมกว่า 200 รายการ ยกตัวอย่าง แชมพูสระผมใบหมี่-อัญชัน ครีมนวดส้นเท้าสูตรกล้วยหอม ทรีทเมนต์มะพร้าวสูตรน้ำมันมะพร้าวและเครื่องดื่มสมุนไพรตรีผลา เป็นต้น สินค้าขายดีที่สุดอันดับ 1 ก็คือ ทรีทเมนต์มะพร้าวสูตรน้ำมันมะพร้าว อันดับ 2 คือ ครีมนวดส้นเท้าสูตรกล้วยหอมและอันดับ 3 คือ แชมพูสระผมใบหมี่-อัญชัน

ของดี? 10 ปี ไม่เคยโฆษณาโกยเงียบ

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มธุรกิจมาประมาณ 10 ปี ไม่เคยทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ใดๆ ยุคแรกๆ ลูกค้าจะพบสินค้าของเราได้ในงานโอทอปซื้อไปทดลองใช้ เมื่อใช้ถูกใจ ก็จะจำแบรนด์ได้และซื้อใช้ซ้ำต่อเนื่อง พอไปเจอขายในร้านสะดวกซื้อทำให้หาซื้อได้ง่ายขึ้น

บทเรียนสำคัญสินค้าสมุนไพรข้อจำกัดเยอะ

ส่วนเรื่องราคานั้นเป็นสิ่งที่พยายามกำหนดให้เหมาะสมลูกค้าซื้อได้ง่ายสุดเนื่องจากสมุนไพรไทยในความรู้สึกของลูกค้าคนไทยแล้ว จะมองว่า ต้องเป็นของถูก เคยลองปรับบรรจุภัณฑ์ให้ดูหรูหราเพื่อเพิ่มมูลค่า ปรากฏว่า ลูกค้าไม่ยอมรับต้องหันกลับมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบเดิมๆ ดังนั้น กำไรต่อหน่วยของชีววิถีจึงน้อยมาก แต่อาศัยขายในปริมาณมากทดแทนรวมถึงซื้อวัตถุดิบต่างๆ เก็บสต๊อกไว้เพื่อควบคุมต้นทุนจนทำให้สามารถขายสินค้าได้ในราคาย่อมเยา

ดังนั้น หัวใจในการทำธุรกิจนี้ จึงเกิดจากคุณภาพที่ผู้ใช้เชื่อถือ ประกอบกับราคาเหมาะสม ไม่แพง จนเกินไปและมีสินค้าให้เลือกหลากหลายใช้ในชีวิตประจำวัน

มองไปข้างหน้า..ส่งสินค้าก้าวสู่เวทีโลก

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2560 ตั้งเป้าซื้อที่ดินกว่า 8 ไร่ ใน จ.กาญจนบุรี เพื่อปลูกพืชสมุนไพรบางชนิด เป็นการขยายแหล่งปลูกวัตถุดิบ รวมถึงจะได้พยายามนำผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมของบริษัทส่งประกวดรางวัลจากเวทีประกวดระดับนานาชาติ เพื่อใช้เป็นใบการันตีคุณภาพ พร้อมเปิดช่องทางขยายตลาดสู่ลูกค้าต่างชาติ.

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

“ย้ายค่ายเบอร์เดิม” แสนสะดวก กสทช.แนะวิธีเช็กสิทธิ์ผ่านมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842437


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกค่ายปรับปรุงระบบการให้บริการ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” โดยระบบใหม่นี้จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการมากขึ้น และยังใช้เวลาในการย้ายค่ายลดลงจากเดิม 3 วันทำการ เป็น 2 วันทำการ

“ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบสิทธิ์ของตัวเองได้ฟรีก่อนย้ายค่าย เพียงกด *151* ตามด้วยเลขบัตรประชาชน 13 หลัก (หรือเลขบัตรที่เคยใช้ลงทะเบียนซิม) แล้วกดเครื่องหมาย # โทรออก หากไม่ติดเงื่อนไขใดๆ เช่น เป็นบุคคลเดียวกับที่เคยลงทะเบียนซิมไว้ และไม่มียอดค้างชำระกับค่ายมือถือที่ใช้งานอยู่ ก็จะได้รับรหัสแสดงตน 8 หลัก ทางเอสเอ็มเอส ภายใน 10 นาที เพื่อนำไปสมัครย้ายค่าย ณ จุดบริการของค่ายใหม่ โดยจะสามารถย้ายไปใช้งานกับค่ายใหม่ได้ภายใน 2 วันทำการเท่านั้น กรณีเป็นต่างชาติก็สามารถเช็กสิทธิได้ฟรี และสมัครย้ายค่ายได้เช่นกัน ผ่านวิธีส่งเลขหนังสือเดินทางหรือเลขประจำตัวคนต่างด้าวทาง SMS หมายเลข 4444151”

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มีการเปิดให้บริการ 3 จี มียอดการโอนย้ายค่ายรวมกว่า 50 ล้านเลขหมาย โดยปี 2559 มีการโอนย้ายค่ายกว่า 5.42 ล้านเลขหมาย คิดเป็นการโอนย้ายค่ายต่อเดือน 452,123 เลขหมาย ซึ่งแนวโน้มการโอนย้ายค่ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากผู้ให้บริการค่ายมือถือมีการแข่งขันทางการตลาดกันมากขึ้น ซึ่งการกำกับดูแลเรื่องการย้ายค่ายเบอร์เดิม จึงเป็นเรื่องที่สำนักงาน กสทช.ให้ความสำคัญและเชื่อมั่นว่าจะเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้บริการให้สามารถเลือกคุณภาพและราคาที่เหมาะสมกับผู้ใช้บริการแต่ละราย.