พณ. ประกาศใช้เซฟการ์ด เก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 15:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842920


พาณิชย์ ประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เรียกเก็บอากรขาเข้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย ที่ 31.43% และ 31.05% จากทุกประเทศเป็นเวลา 2 ปี หลังอุตสาหกรรมภายในร้องเรียน มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอุตสาหกรรมเสียหาย …

วันที่ 24 ม.ค. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกรรมการคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) เปิดเผยว่า ในการประชุม คปป. เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาผลการไต่สวนชั้นที่สุด กรณีการพิจารณาใช้มาตรการปกป้อง (เซฟการ์ด) จากการนำเข้าสินค้าเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเจืออัลลอยหน้าตัดรูปตัว H (H-Beam เจืออัลลอย) ที่เพิ่มขึ้นมาก โดยมีมติให้ประกาศเรียกเก็บอากรขาเข้าสินค้าดังกล่าว ที่ไทยนำเข้าจากทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 2 ปี ในอัตรา ปีที่ 1 ที่ 31.43% ของราคานำเข้าแบบซี ไอ เอฟ (ราคาสินค้าที่รวมค่าประกันภัย และค่าระวางเรือ) และปีที่ 2 ที่ 31.05%

อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นไม่เรียกเก็บอากรขาเข้าดังกล่าวสำหรับสินค้าที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก และสินค้าที่มีความจำเป็นในการใช้งานที่มีข้อจำกัดและมีลักษณะเฉพาะตามคุณสมบัติความทนทานต่อแรงดึง และความหนาของหน้าแปลน รวมถึงเหล็กที่มีความสูงเกิน 912 มิลลิเมตร (มม.) ขึ้นไป โดยการประกาศใช้มาตรการเซฟการ์ด เพราะพบว่า ไทยได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นมากอย่างต่อเนื่อง และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่คุกคามอุตสาหกรรมภายในของไทย

สำหรับการไต่สวนดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กชนิดดังกล่าวของไทย ได้ร้องเรียนมายังกระทรวงพาณิชย์ว่า มีการนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากต่างประเทศเข้ามาในปริมาณมาก และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน จนทำให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้รับความเสียหายจากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลังจากเปิดการไต่สวนแล้ว คปป. ได้ประกาศผลการไต่สวนขั้นต้น โดยกำหนดใช้มาตรการปกป้องเป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในไม่ให้ได้รับความเสียหาย และเปิดโอกาสให้อุตสาหกรรมภายในของไทยได้ปรับตัวรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น

แต่ในการประชุม เพื่อพิจารณาประกาศผลการไต่สวนขั้นที่สุด ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการแก้ไขมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ควบคุมเรื่องการเจือธาตุอัลลอยเพิ่มเติมจากมาตรฐานเดิม ที่จะมีผลควบคุมถึงสินค้าเหล็ก H-Beam เจืออัลลอย และจะมีผลใช้บังคับในเร็วๆ นี้ คปป. จึงเห็นควรให้กำหนดมาตรการปกป้องเพียงเท่าที่จำเป็น ดังนั้น จึงลดระยะเวลาการใช้มาตรการเซฟการ์ดเหลือเพียง 2 ปีเท่านั้น

 

‘พาณิชย์’ ชี้ ทรัมป์ยกเลิก TPP ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842908


กระทรวงพาณิชย์ มอง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พาสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงทางการค้า TPP จะส่งผลดีต่อประเทศไทย ทำให้สินค้าไทยแข่งขันกับจีนได้มากขึ้น ชี้ภาคการส่งออกปี 60 ขยายตัว 2.5-3.5%

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 60 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นโยบายทางการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่จะมีผลต่อไทยนั้น โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจของสหรัฐมีทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อไทย โดยในแง่ของผลดีคือ 1. ข้อตกลง TPP ที่สหรัฐฯยกเลิกไปนั้น จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศอื่นน้อยลง (เอาจริง! ’ทรัมป์’ ลงนามคำสั่งปธน. พามะกันออกจากข้อตกลง ‘TPP’ )

2. การที่สหรัฐฯ มีนโยบายปกป้องทางการค้ากับจีน และกดดันจีนมากจนอาจทำให้จีนต้องปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันได้ดีกว่าสินค้าจากจีน และ 3. หากสหรัฐฯ มีนโยบายกระตุ้นการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลดีให้สินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าอาหารให้เข้าไปมีโอกาสส่งออกในตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น

ส่วนผลกระทบด้านลบที่จะส่งผลถึงไทยนั้น ขณะที่หลายฝ่ายยังมองเห็นความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถือเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการค้าของโลก ซึ่งหากสหรัฐฯ ใช้นโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน อาจทำให้สินค้าจากไทยที่มีประเภทใกล้เคียงกับสินค้าจากจีนต้องได้รับผลกระทบทางภาษีจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วย เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า เป็นต้น

“สหรัฐฯ คงจะยังไม่ถอนการลงทุนจากไทย เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วการลงทุนของสหรัฐฯในไทยจะเป็นภาคผลิตสินค้าและบริการ แต่คงต้องจับตานโยบายด้านการลงทุนในต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิดต่อไป”

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวอีกว่า สำหรับการส่งออกของไทยในปี 60 มีแนวโน้มจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน และมีโอกาสขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในอัตรา 2.5-3.5% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 220,700-222,800 ล้านดอลลาร์ จากปี 59 ซึ่งการส่งออกขยายตัวราว 0.45% และหากเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น มีโอกาสที่จะโตได้ถึง 5% โดยกระทรวงพาณิชย์จะมีการทบทวนตัวเลขส่งออกของปี 60 อีกครั้งในช่วงกลางปี

ส่วนปัจจัยสนับสนุนการส่งออกในปีนี้มาจากราคาน้ำมันดิบที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแบบช้าๆ ส่งผลให้แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรสำคัญ และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนทิศทางค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เป็นไปอย่างล่าช้า อีกทั้งความไม่ชัดเจนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อการค้าโลกในระยะต่อไป ทั้งนี้ประเมินค่าเงินบาททั้งปี 60 อยู่ในช่วง 35.5-37.5 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ ไปอยู่ในกรอบ 50.0-60.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สำหรับภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 59 ที่ขยายตัวได้ 0.45% นั้น แม้จะเป็นการขยายตัวที่ไม่สูงนัก

ทั้นี้หากเทียบกับภาพรวมการค้าโลกในปี 59 ที่ลดลง 3.4% แล้วถือว่าการส่งออกของประเทศไทยอยู่ในสถานะที่น่าพอใจ โดยไทยยังสามารถรักษาตลาดส่งออกหลักไว้ได้ทุกตลาด ซึ่งได้รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รับทราบตัวเลขการส่งออกดังกล่าวแล้ว

 

เมืองไทยฯ ลุยสร้างนวัตกรรมคิดนอกกรอบ ตั้งเป้าปี 60 เบี้ยรับรวมโต 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 15:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842872


เมืองไทยประกันชีวิต ย้ำนโยบายยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ชู “Fuchsia” นวัตกรรมคิดนอกกรอบแห่งแรกของธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าปี 60 เบี้ยประกันภัยรับรวมโตต่อเนื่อง 10% …

วันที่ 24 ม.ค. 60 นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในปี 2560 นี้ ว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำนโยบายยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง บริษัทได้จัดตั้ง “Fuchsia” Innovation Centre มิติใหม่ของการสร้างนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “คิดนอกกรอบ” (Out of the Box) ด้วยการปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ พร้อมผนึกพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้ง Tech และ non Tech ร่วมคิดค้นและพัฒนาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์และบริการ สามารถตอบโจทย์ลูกค้าทุก Generation ได้เข้าถึง เจาะจง และทันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกระแสฟินเทคจากสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ด้วย

ในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลงานอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวม 97,013 ล้านบาท มีอัตราการเติบโต 10.4% ส่วนเป้าหมายในปี 2560 ยังคงตั้งเป้าหมายการเติบโตต่อเนื่องที่ 10%.

 

‘พาณิชย์’ ยกขบวนเครื่องเซ่นไหว้ ขายในราคาถูก ลดสูงสุด 20-40%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 14:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842790


พาณิชย์ จัดงานมหกรรมสินค้าเกษตร ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน นำสินค้าเซ่นไหว้ ทั้งหมู ไก่ ผักสด ผลไม้ ของไหว้เจ้า มาจำหน่ายในราคาถูก ลด 20-40% ระหว่างวันที่ 24-26 ม.ค.60 ที่กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี

เมื่อวันที่ 24 ม.ค.60 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ขึ้น ระหว่างวันที่ 24-26 ม.ค.60 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี โดยนำสินค้าจำเป็นที่ประชาชนต้องใช้ในการเซ่นไหว้ช่วงเทศกาลตรุษจีนมาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาด ลดราคาตั้งแต่ 20-40% และในช่วงเดียวกัน ยังได้ร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า และห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ จัดโครงการลดราคาสินค้า ที่ใช้ในการเซ่นไหว้ด้วย

สำหรับสินค้าที่นำมาจำหน่ายในงาน ได้แก่ สินค้าเกษตรคุณภาพดีส่งตรงจากฟาร์มและโรงงาน เช่น หมู ไก่ ผักสด ผลไม้ ของไหว้เจ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20-40% สินค้าจากศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (Farm Outlet) ตลาดต้องชม สินค้าเกษตรอินทรีย์ และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของผู้ประกอบการภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย

นอกจากนี้ กระทรวงยังได้มีการตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเซ่นไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีน พบว่า ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ เป็ด และผลไม้ ราคาทรงตัวเท่ากับปีที่แล้ว ยกเว้นปลาหมึกแห้ง และอาหารทะเลในพื้นที่ภาคใต้ ที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น เพราะเรือออกทะเลไม่ได้ ขอให้ประชาชนใช้สินค้าอื่นในการไหว้เจ้าทดแทน เพราะมีราคาถูกกว่า

 

คลัง จับตาระยะยาว หวั่นมะกันออกจากองค์กรระหว่างประเทศ กระทบเศรษฐกิจแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 10:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842680


ปลัดคลังระบุ นโยบายการค้าของทรัมป์ ยังเป็นประโยชน์ต่อไทย จับตาระยะยาว สหรัฐฯ อาจถอนออกจากสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ กลายเป็นปัญหาการเมืองระดับโลก กระทบต่อเศรษฐกิจ…

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เมื่อนายโดนัล ทรัมป์ มีนโยบายฟื้นเศรษฐกิจด้วยการพึ่งพาการเติบโตจากภายในประเทศเหมือนกับไทย หากในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น ประชาชนในสหรัฐฯ จะมีกำลังซื้อสูงขึ้น ไทยจะสามารถส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ได้ในอนาคต และเมื่อสหรัฐฯ ต้องการลดความสัมพันธ์ทางการค้ากับมหาอำนาจ เช่น รัสเซีย จีน จึงเป็นโอกาสของประเทศเล็กอย่างเช่น อาเซียนและไทยจะส่งออกไปยังสหรัฐฯ และได้ประโยชน์ในช่วงนี้ ส่วนกรณีสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่เข้าร่วมกลุ่มประเทศ TPP ยิ่งทำให้ไทยตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวต้องติดตามปัจจัยนโยบายระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อต้องการปิดตัวเองเพื่อฟื้นฟูจากภายใน จึงมีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ จะขอถอนจากการเป็นสมาชิกด้านต่างๆ ในองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาการเมืองระดับโลก ย่อมกระทบต่อระบบเศรษฐกิจตามมาด้วย กระทรวงการคลังจึงต้องติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด.

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,800

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 10:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842669


ทองเปิดตลาดวันที่ 24 ม.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200 ขายออกบาทละ 20,300 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 ขายออกบาทละ 20,800 บาท …

เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,200.00 บาท ขายออกบาทละ 20,300.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,829.28 บาท ขายออกบาทละ 20,800.00 บาท

 

‘ฟินเทค’ เปลี่ยนโลก รู้จัก 10 สตาร์ทอัพหน้าใหม่ เขย่าธุรกิจการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ม.ค. 2560 08:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842197


เมื่อโลกเข้าสู่ยุค Internet of Things (IoT) ใครจะรู้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันเช่นนี้ ทุกอย่างรายล้อมไปด้วยนานาเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการเติบโตของอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะโลกของธุรกรรมทางการเงิน ที่ช่วยให้เราสะดวกสบายมากขึ้นหลายคนถามหาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถูกแก้ไขได้ด้วย เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) โดยบล็อกเชน เป็นชุดข้อมูลที่เชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลแต่ละชุดก็เหมือนบล็อก แต่ละบล็อกจะมีการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องซึ่งกันและกันเอง เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล และเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ไม่มีใครเป็นศูนย์กลาง ไม่มีใครเป็นเจ้าของเหมือนกูเกิล เฟซบุ๊ก ทำให้ระบบบล็อกเชนมีความปลอดภัยสูง มีความน่าเชื่อถือสูง (อินเตอร์เน็ตยุคที่ 2 บล็อกเชนจะปฏิวัติโลก)

สำหรับโครงการ FinTech Challenge ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.และหลายหน่วยงานให้การสนับสนุน ได้เดินมาเกือบครึ่งทางแล้ว แน่นอนว่าเหล่าสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋งๆ ก็ถูกคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นจนมาถึงผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอพาผู้อ่านไปรู้จัก 10 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกซึ่งมีดังนี้

ทีม C3Finance

1. C3.finance

ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) สำหรับธุรกรรมทางการเงินผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงสุด จะช่วยให้สถาบันการเงินต่างๆ รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ใช้ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ที่ช่วยให้ผู้กำกับดูแลกิจการ (Regulator) ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน เช่น ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ.สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

2. Smart Contract Thailand

Smart Contract หรือ ระบบจัดเก็บสัญญาอัจฉริยะที่อยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร ประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือสัญญาต่างๆ ได้ง่ายขึ้นและปลอดภัยอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุน (Cost) ค่าใช้จ่าย เช่น แรงงาน ค่ากระดาษ การจัดเก็บเอกสาร อีกด้วย

3. FundRadars

หลายคนอาจจะคุ้นกับ StockRadars แน่นอนว่า FundRadars เป็น 1 ในโปรเจกต์ของผู้บริหารหนุ่มไฟแรงอย่าง แม็กซ์ ธีระชาติ ก่อตระกูล ซึ่ง StockRadars ถือเป็นสตาร์ทอัพรุ่นแรกของไทย สำหรับ FundRadars นั้น ศุภากร เจียงรังสิน หนึ่งในทีมงานอธิบายว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน ไลน์ ในประเทศไทยกว่า 30 ล้านบัญชี ซึ่งไลน์ถือเป็นอะไรที่ไม่ยุ่งยากและคนส่วนใหญ่ก็ใช้งานเป็นอยู่แล้ว การทำ Official Account บนไลน์ให้ผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนรวม รวมถึงการเปิดบัญชีกองทุนรวม ก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยทีมงานได้พัฒนา Chatbot ที่ชาญฉลาดมาพูดคุยกับผู้ที่สอบถามข้อมูลในเบื้องต้นอีกด้วย

4. PrivateChain

เป็นอีกหนึ่งบริการระหว่างธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME รวมไปถึงธุรกิจสตาร์ทอัพ ที่มองหาแหล่งเงินทุน โดย PrivateChain จะทำหน้าที่เสมือนตลาดหลักทรัพย์ ที่ให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมาระดมทุน โดยนักลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนกลับไป โดยทุกธุรกรรมจะอยู่บนบล็อกเชน ซึ่งทั้งหมดจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องผ่านโบรกเกอร์ โดยบริษัทนอกตลาด (private-equity) ก็สามารถเข้ามาร่วมลงทุนได้อีกด้วย ซึ่งในตลาดแห่งนี้จะมีเพียงเจ้าของธุรกิจ นักลงทุน และ PrivateChain เท่านั้น ถือเป็นอีกบริการหนึ่งที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

5. สานฝัน

ทำไมชาวนาปลูกข้าวแต่ไม่รวยเสียที ทำไมเราช่วยอุดหนุนสินค้าเกษตรแต่เกษตรกรก็ยังขาดทุน ทำไมเกษตรกรส่วนใหญ่มักเป็นหนี้ เชื่อว่าคำถามเหล่านี้ใครๆ ก็อยากได้ยินคำตอบ แต่การจะตอบคำถามเหล่านี้ได้เราต้องเข้าใจพื้นฐานและข้อมูลต่างๆ ของเกษตรกรเสียก่อน โดยทีมสานฝัน จึงตั้งโปรเจกต์ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางระดมทุนระหว่างผู้ให้ทุน และเกษตรกร ซึ่งหากเกษตรกร สามารถทำกำไรได้ ทุนที่กู้ยืมไปก็จะกลับเข้าสู่ระบบ ทำให้เงินทุนไม่มีวันหมด แต่จะต่อยอดให้เกษตรรายต่อๆ ไปได้นำไปใช้ โดยทีมสานฝันจะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เข้ามาจัดการระบบ พร้อมทั้งให้ข้อมูลกับเกษตรกรในการบริหารจัดการเงินลงทุน การเพาะปลูกหรือการทำการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

6. ABorrow

ทุกเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อ ให้ ABorrow ช่วยจัดการ จะดีแค่ไหนหากเราสามารถนำความต้องการของผู้ขอสินเชื่อมาพบกับธนาคารโดยตรง ซึ่ง ABorrow จะจัดการนำความต้องการของลูกค้ามาจับคู่กับธนาคาร ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ ผู้ขอสินเชื่อได้เงินตามเป้าหมายที่ต้องการไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงิน ดอกเบี้ย จำนวนงวดที่ผ่อน ขณะที่ธนาคารจะได้ลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายของการออกสินเชื่อ ช่วยลดต้นทุน (Cost) ด้านบุคลากร ค่าโฆษณา เป็นต้น นอกจากนี้ ABorrow ยังให้บริการด้านความรู้ทางการเงินให้กับลูกค้าอีกด้วย

7. Peer Power

จะดีแค่ไหน ถ้านำนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบแทนที่นอกเหนือจากหุ้น ตราสารหนี้ มาเจอกับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อไปต่อยอดธุรกิจ หรือจะให้เรียกง่ายๆ คือ การให้กู้ยืมแบบคนต่อคน (Peer to Peer Lending) ซึ่งการกู้ยืมในลักษณะนี้ได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดย Peer Power จะเป็นตัวกลางระหว่างนักลงทุน-ผู้ต้องการแหล่งเงินทุน เรียกได้ว่าวินวินทั้งสองฝ่าย

8. จับจ่าย

จับจ่าย For School เป็นการนำเทคโนโลยีระบบสแกนนิ้วที่แต่เดิมใช้เพียงการซื้อของภายในโรงอาหารของโรงเรียน มาพัฒนาระบบจนสามารถตรวจเช็กการเข้าออกของนักเรียนในแต่ละวัน โดยระบบจะมีการแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชัน ว่าบุตรหลานของท่านเข้าเรียนตอนกี่โมง ใช้เงินซื้อขนมและอาหารไปกี่บาทนั่นเอง ในส่วนของโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา ก็สามารถจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขาด ลา มา สาย ส่วนระบบจับจ่ายภายในโรงอาหารก็ง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดเก็บหรือสต๊อกสินค้าและการทำบัญชีซื้อขายอีกต่อไปอีกด้วย

9. Pet Insure

ทำเพราะความรัก ให้บริการด้วยความรัก แน่นอนว่าคนรักหมาแมวต้องไม่พลาด บริการดีๆ เกี่ยวกับประกันสัตว์เลี้ยงออนไลน์ Pet Insure นอกจากจะเป็นโบรกเกอร์ดูแลประกันภัยสำหรับน้องหมาน้องแมวแล้ว ยังช่วยดูแลและตอบคำถามต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลน้องหมาน้องแมวผ่าน Chatbot ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างชาญฉลาดนั่นเอง

10. CoinEX

เวลาไปต่างประเทศ แน่นอนว่าทุกคนมักจะได้เหรียญ หรือแบงก์ย่อย กลับมาเสมอ แม้จะพยายามซื้อของในดิวตี้ฟรี (Duty Free) แล้วก็ตาม แต่เงินเศษๆ เหล่านั้นก็ต้องเดินทางกลับมาประเทศที่คุณอยู่เสมอ จะดีแค่ไหนที่เราจะเปลี่ยนเงินเหล่านั้นกลับสู่กระเป๋าในรูปแบบเงินดิจิทัล (Digital Currency) ไม่ว่าจะเป็น อาลีเพย์ (Alipay) ไลน์เพย์ (LINE Pay) เพย์พาล (PayPal) เป็นต้น แน่นอนว่าบริการ CoinEX จะช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้ และที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับรัฐในการผลิตเหรียญด้วยเช่นกัน

ก.ล.ต.ตื่นตัวรับการเปลี่ยนแปลงธุรกรรมการเงิน

นางทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดทุนไทย มองว่า ฟินเทค เป็นความท้าทายของตลาดทุนที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงรูปแบบของบริการทางการเงินและตลาดทุนไปอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยีทำให้เกิดผู้ให้บริการทางการเงินใหม่ๆ จึงเป็นจังหวะและโอกาสที่ดีที่ภาคธุรกิจจะต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดีขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่ผู้ลงทุนจะมีทางเลือกเข้าถึงบริการทางการเงินและการลงทุนได้หลากหลายด้วยต้นทุนที่เหมาะสม

ทั้งนี้ เราได้มุ่งเน้นยุทธศาสตร์ที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและผลักดันให้ภาคธุรกิจใช้โอกาสจากเทคโนโลยีได้ โดยกำหนดแผนงานขับเคลื่อนนวัตกรรมตลาดทุน 5 ด้าน ได้แก่ 1. ทำข้อมูลตลาดทุนให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมใช้ พร้อมส่งต่อ นำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว 2. เปิดพื้นที่ให้มีที่ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ ตามที่ได้ดำเนินโครงการ Fintech Challenge Program และ สนามทดลอง (regulatory sandbox)

3. ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดต้นทุนทั้งระบบ 4. ใช้เทคโนโลยีช่วยในการกำกับดูแล (RegTech) และ 5. รับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม 10 สตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกจะต้องมีการแข่งขันกันอีกครั้งเพื่อหาผู้ชนะเพียง 3 ทีมเพื่อรับทุนสนับสนุนนวัตกรรมยอดเยี่ยมจำนวน 250,000 บาท ซึ่งภายในงาน SEC FinTech Day 2017 นอกจากจะได้สัมผัส 10 สตาร์ทอัพที่เข้ารอบแล้ว ยังมีโอกาสได้รู้จักเหล่าฟินเทคสตาร์ทอัพอีกมากมายอีกด้วย สำหรับงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 7 ก.พ.นี้ ณ ศูนย์ C asean ชั้น 10 อาคารไซเบอร์เวิลด์ ใครสนใจก็สามารถแวะไปเยี่ยมชมได้

 

ค่าเงินบาท-ทองคำผันผวนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842472


นโยบาย “ทรัมป์” ไม่ชัด-การเมืองยุโรปไม่นิ่ง

แบงก์ทหารไทยชี้เงินบาทปีนี้ผันผวนแรง หลังการเมืองยุโรปไม่นิ่ง และนโยบาย “ทรัมป์” ตามหลอน ขณะที่โบรกเกอร์ทองคำเผย ทั่วโลกกังวลนโยบายสหรัฐฯยังไม่ชัดเจน แห่ตุนทองคำ ดันราคาพุ่ง ลั่นชัดเจนเมื่อไร และสร้างเชื่อมั่นนักลงทุนได้ เงินดอลลาร์สหรัฐฯจะแข็งค่า กดดันราคาทองดิ่ง ด้าน “อภิรดี” ยันไม่ห่วงมะกันถอนตัวจาก TPP เร่งเดินหน้าจบ RCEP

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารตลาดทุน ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินบาทปีนี้มีโอกาสผันผวนแรงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์การเลือกตั้ง และการเมืองในยุโรป ที่ปีนี้หลายประเทศจะเลือกตั้ง ทั้งเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี และก่อให้เกิดกระแสชาตินิยม จนกระทบต่อเสถียรภาพของสหภาพยุโรป (อียู) และมีนัยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงมาตรการทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คาดว่าปีนี้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ามาอยู่ที่ 36.50-36.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และแข็งค่าขึ้นในช่วงสิ้นปีมาอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ประกอบการต้องระมัดระวัง และบริหารความเสี่ยงให้ดี

ส่วนนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการลดภาษี การลงทุนโครงสร้างขั้นพื้นฐาน มาตรการกีดกันการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน ต้องติดตามดูว่าจะรุนแรงอย่างที่หาเสียงไว้หรือไม่ ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้จะก่อให้เกิดความผันผวนด้านเงินทุนระหว่างประเทศ ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ทั่วโลกตลอดปีนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยในไทย เชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงไว้ที่ 1.5% แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 รอบ เพราะการลงทุนและการบริโภคในประเทศ ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่วนเงินทุนต่างประเทศ มีโอกาสไหลออก แต่ไทยรับมือได้ เพราะสัดส่วนนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหุ้น และตลาดธนบัตรของไทย มีน้อย

ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งแระเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา หลังการสาบานตนรับตำแหน่งของนายทรัมป์ ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 0.34% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับคู่ค้า ซึ่งเป็นการปรับฐานจากที่ก่อนหน้านี้แข็งค่าเร็วมาก ในระยะต่อไป ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ คงปรับเปลี่ยนตามข่าวสาร และข้อมูลที่ทยอยออกมาในเรื่องการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ จึงปรับมุมมองเกี่ยวกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนค่าลง ส่วนนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 60 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงที่นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง โดยค่าเงินบาทเคยแข็งค่าขึ้นไป 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ล่าสุดอ่อนค่าลงเหลือ 35.3-35.4 บาทต่อดอลลาร์ฯ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯจากนี้ น่าจะขึ้นอยู่กับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟดมากกว่า หากขึ้นเร็วจะกลับมาแข็งค่าได้

ขณะที่นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์-เนชั่นแนล ผู้ค้าส่งทองคำรายใหญ่ และโบรกเกอร์ Gold future (สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า) กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกตั้งแต่ต้นปี 60 ถึงวันที่ 23 ม.ค.60 อยู่ที่ระดับ 1,217.81 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 66 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 5.8% จากราคาปิดของปี 59 และแกว่งตัวขึ้นลง 73 ดอลลาร์ หรือ 6.3% โดยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,218.64 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนราคาทองคำในประเทศ เพิ่มขึ้น 400 บาทต่อบาททองคำ หรือขึ้น 2% เมื่อเทียบกับราคาปิดของปี 59 โดยแกว่งตัว 650 บาทต่อบาททองคำ หรือ 3.3%

“ราคาทองคำได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังนายทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่ง และยืนยันจะปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ชัดว่า จะกระทบต่อการค้า ภาษี คนเข้าเมือง และกิจการต่างประเทศในทิศทางใด ซึ่งความกังวลเหล่านี้ กระตุ้นให้เกิดแรงซื้อทองคำมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังแรงขาย ที่จะออกมาเป็นระยะ หลังนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ และหากนายทรัมป์เปิดเผยรายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ จะส่งผลเชิงบวกต่อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งจะกดดันราคาทองคำ และเกิดแรงขายทองคำ”

ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า แม้นโยบายของนายทรัมป์ล่าสุดที่ออกมายังไม่มีอะไรชัดเจน แต่หากพิจารณาจากเมื่อครั้งหาเสียง คาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ตลาดเงิน และตลาดทองคำแน่นอน ต้องดูต่อไปว่าเมื่อมีนโยบายชัดเจนแล้ว จะมีผลกระทบต่อสิ่งเหล่านี้ ทั้งในตลาดโลก และตลาดไทย ซึ่งผู้ค้าทองคำต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมรับปัญหาต่างๆตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นมีโอกาสขาดทุนสูง

ส่วนนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่นายทรัมป์ ได้ลงนามถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) ว่า จะไม่มีผลกระทบต่อไทย เพราะไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกทีพีพี แต่ไทยต้องเร่งผลักดันให้การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียนและคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ข้อสรุปภายในปี 60 เพราะไทยจะได้ประโยชน์ นอกจากนี้ ไทยยังเพิ่มโอกาสการค้ากับสหรัฐฯ ในกรอบข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนสหรัฐฯ (TIFA) และสนธิสัญญาไมตรีไทย-สหรัฐฯ สำหรับนโยบายจะถอนการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐฯในประเทศต่างๆ กลับเข้ามาลงทุนในสหรัฐฯนั้น นักลงทุนสหรัฐฯยืนยันว่า การถอนการลงทุนในต่างประเทศทั้งหมดเป็นไปได้ยาก เพราะสหรัฐฯไม่สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลาย เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบ ดังนั้น การลงทุนของสหรัฐฯในไทยและอาเซียน จะไม่ย้ายฐานแน่นอน.

 

สำรองเงินสดแจกอั่งเปาตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842468


นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายออกบัตรธนาคาร เปิดเผยว่า ในช่วงปลายเดือน ม.ค.60 เป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตามปกติประชาชนจะมีความ ต้องการใช้ธนบัตรอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปกติ เพื่อจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยว รวมทั้งมีการแลกธนบัตรใหม่เพื่อเป็นของขวัญ ซึ่งในปีนี้ ธปท.ประมาณการว่า ธนาคารพาณิชย์จะเบิกจ่ายธนบัตรจาก ธปท. ราว 80,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงตรุษจีนปีก่อนหน้า 3% โดย ธปท.ได้เตรียมสำรองธนบัตรชนิดราคาต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการไว้อย่างเพียงพอ และพร้อมที่จะแจกจ่ายไปยังธนาคารพาณิชย์ตามคำขอสำรองธนบัตรที่เพิ่มขึ้นแล้ว

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ค้าส่งทองคำรายใหญ่ กล่าวว่า วายแอลจีได้ประเมินราคาทองคำในช่วงตรุษจีน โดยกรอบราคาแนวรับ 1,180-1,165 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 19,700-19,400 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านในช่วง 1,233-1,250 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ หรือ 20,600-20,900 บาทต่อบาททองคำ โดยเทศกาลตรุษจีนจะช่วยเสริมมุมเชิงบวกทางจิตวิทยาจากแรงซื้อทองคำที่อาจจะคึกคักมากขึ้น แต่คงไม่มีนัยสำคัญต่อราคาทองคำมากนัก ส่วนการลงทุนในช่วงตรุษจีนขอแนะนำการซื้อขายระยะสั้น โดยราคาทองคำมีลักษณะแกว่งในกรอบราคาประเมิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนระหว่างวันที่ 23 ม.ค.-3 ก.พ.60 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้สำรองเงินสด และธนบัตรใหม่ ไว้ตามสาขาและตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ รวมกว่า 167,000 ล้านบาท

โดยธนาคารหลายแห่งได้สำรองเงินสดเพิ่มขึ้น 10-13% ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ค่าครองชีพ ราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีการใช้จ่ายสูงขึ้นตาม โดยธนาคารกรุงเทพ ได้สำรองเงินสดไว้ 35,000 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 22,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน ธนาคารไทยพาณิชย์ 34,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,000 ล้านบาท และธนาคารกรุงศรีอยุธยา 26,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน.

 

9 สายการบินลุ้นตัวโก่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ม.ค. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/842466


กบร.ตั้งเป้าไอเคโอปลดธงแดง มิ.ย.60

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้รายงานความคืบหน้าและกรอบเวลาแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางการบิน หลังจากองค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือไอเคโอ (ICAO) ปักธงแดงมาตรฐานความปลอดภัยของไทยมาตั้งแต่ปี 57 โดยขณะนี้เป้าหมายดำเนินการภายในเดือน มิ.ย.2560 กพท.มั่นใจว่าจะสามารถตรวจมาตรฐานเพื่อออกอนุญาตใหม่ให้แก่สายการบินขนาดใหญ่รายสำคัญ 9 สายการบิน จากทั้งหมด 23 สายการบิน และเมื่อมีการออกใบอนุญาตทั้ง 9 แห่งแล้ว ฝ่ายไทยจะเชิญ ICAO กลับมาตรวจมาตรฐานซ้ำอีกครั้ง

“กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มั่นใจว่าแนวทางดังกล่าวที่ดำเนินการไปทั้งหมดก่อนหน้านี้ ทั้งการแก้ปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย 33 ข้อ รวมถึงการปรับแก้ไข พ.ร.บ.เดินอากาศ ฉบับเดิม เป็น พ.ร.บ.การบินพลเรือนฉบับใหม่ น่าจะช่วยให้การพิจารณามาตรฐานความปลอดภัยของ ICAO ที่มีต่อไทยปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผมได้ขอทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจมาตรฐาน ในโครงการตรวจสอบด้านการรักษาความปลอดภัยที่ ICAO จะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของไทยเพิ่มเติมในเดือน ก.ค.นี้ด้วย”

ด้านนายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ กพท. กล่าวว่า สายการบินทั้ง 9 แห่งที่จะตรวจมาตรฐานเพื่อออกใบอนุญาตใหม่ เป็นสายการบินเส้นทางบินระหว่างประเทศ และเส้นทางสำคัญที่มีสัดส่วนเที่ยวบินรวมกันถึง 70% ของไทย ส่วนสายการบินอื่นที่จะตรวจเพื่อออกใบอนุญาตใหม่ ก็จะดำเนินการอย่างเข้มข้นเช่นกัน และหากรายใดไม่ผ่านมาตรฐาน ก็ไม่สามารถกลับมาทำการบินได้อีก.