กรมทางหลวง เผยเหลือน้ำท่วมถนนภาคใต้ 3 สาย จราจรผ่านไม่ได้ 2 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ม.ค. 2560 16:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835099


กรมทางหลวง สรุปสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ พบมีน้ำท่วมบนทางหลวงในพื้นที่ตรัง-ประจวบฯ-สุราษฎร์ฯ จำนวน 3 สาย จราจรผ่านได้ 1 แห่ง ผ่านไม่ได้ 2 แห่ง …วันที่ 13 ม.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า สรุปเหตุการณ์ภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน พบว่า มีสภาวะน้ำท่วมบนทางหลวงในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตรัง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 3 สายทาง (จำนวนรวม 3 แห่ง การจราจรสามารถผ่านได้ 1 แห่ง ผ่านไม่ได้ 2 แห่ง) ดังนี้

1. จังหวัดตรัง (ผ่านไม่ได้ 1 แห่ง)
ทางหลวงหมายเลข 419 ถนนวงแหวนรอบเมืองตรัง ในพื้นที่ อ.เมืองตรัง ที่ กม.2 – กม.5 ระดับน้ำสูง 15 ซม. ปิดการจราจร ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 403 และ 4046 แทน

2. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ผ่านไม่ได้ 1 แห่ง)
ทางหลวงหมายเลข 3459 สามแยกบ้านกรูด – ปากคลองบ้านกรูด ในพื้นที่ อ.บางสะพาน ที่ กม.9 – กม.11 โครงสร้างทางชำรุดให้ใช้ทางของกรมทางหลวงชนบทแทน

3. จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ผ่านได้ 1 แห่ง)
ทางหลวงหมายเลข 4110 บางรูป – พระแสง ในพื้นที่ อ.พระแสง ที่ กม.86 – กม.88 ระดับน้ำสูง 10 ซม.

สำหรับความเสียหายเนื่องจากการเกิดอุทกภัยระหว่างวันที่ 1–13 ม.ค. 60 ทำให้ทางหลวงได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 15 จังหวัด 125 สายทาง จำนวน 436 แห่ง ซึ่งทุกหน่วยงานของกรมทางหลวงประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นตามการร้องขอจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้ทางศึกษาเส้นทางที่จะใช้เดินทาง และโปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้เส้นทางเพื่อความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น หากประชาชนต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจร หรือต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง).

 

ทองเปิดตลาดร่วง 150 รูปพรรณขายบาทละ 20,550

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ม.ค. 2560 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834885


ทองไทยเปิดตลาดลดลง 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,950 ขายบาทละ 20,050 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายบาทละ 20,550 …

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ปรับลดลง 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,950.00 ขายออกบาทละ 20,050.00 ขณะที่ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,586.72 ขายออกบาทละ 20,550.00

 

ปี 61 ยอมขาดดุล 4.5 แสนล้าน คลังเฉือนเนื้อเลือดสาดปูพื้นฐานเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834733


“สมคิด” เคาะงบประมาณปี 61 ขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 60 ที่ขาดดุล 3.9 แสนล้านบาท เพื่อปูพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศสู่อนาคต ลดความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกผันผวน ย้ำชัด! เครื่องยนต์เศรษฐกิจกำลังติดและเดินหน้านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมพิจารณากำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ร่วมกับ 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 ได้ตั้งเป้าการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จาก 2.34 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2560 โดยได้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2561 ไว้ที่ 2.9 ล้านล้านบาท ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณ 450,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายที่ 2.9 ล้านล้านบาทนั้น ตั้งเป้าว่าจะต้องมีการเบิกจ่ายให้ได้ 88% จากปี 2560 ที่ตั้งเป้าการเบิกจ่ายไว้ที่ 87% พร้อมตั้งเป้าสัดส่วนงบลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 23% จากในปีงบประมาณ 2560 ที่มีสัดส่วนของงบลงทุนอยู่ที่ 21% รัฐบาลคาดหวังให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่องจากปี 2560 ที่เป็นปีแห่งการลงทุน ดังนั้นจึงต้องจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลต่อเนื่องมาถึงปี 2561

นายสมคิดกล่าวว่า การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลในปี 2560-2561 ต้องถือเป็นปีพิเศษ ที่ต้องการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและการปฏิรูปต่างๆ เพื่อปูพื้นฐานสู่อนาคต โดยมองร่วมกันว่า แม้เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาลดทอนรายจ่าย ต้องเพิ่มรายจ่ายเพื่อสร้างฐานของประเทศสู่อนาคต

“ความตั้งใจของรัฐคือ ใช้ปี 2560 เป็นปีที่เศรษฐกิจจุดติดและเติบโตต่อเนื่อง มีเงินลงทุนเพียงพอในการสร้างอนาคตให้สอดรับกับปี 2560-2561 จึงให้ขาดดุล 450,000 ล้านบาท”

อย่างไรก็ตาม การจัดทำงบประมาณฯปี 2561 เป็นการมองที่สอดรับกับความเป็นจริง ที่ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะฟื้นแล้วก็ตาม ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังจำเป็น และที่สำคัญรัฐบาลต้องการสร้างการลงทุนในระดับกลุ่มจังหวัด ดังนั้น การขาดดุล 450,000 ล้านบาท จึงมองกันว่าเป็นตัวขาดดุลที่สมควรแล้ว และหากคำนึงถึงหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 45% ถือว่ายอมรับได้ตามมาตรฐานสากล เพราะยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทำให้ประเทศเสี่ยง

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล 450,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2561 เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 ที่มีเป้าหมายขาดดุล 390,000 ล้านบาทนั้น ถือเป็นการขาดดุลที่สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ เนื่องจากรัฐบาลต้องการนำงบประมาณมาใช้เพื่อผลักดันการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ พร้อมเห็นว่าขณะนี้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลายตัวกำลังติด จึงต้องเร่งกระตุ้นการลงทุนเพิ่ม

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2561 อยู่บนสมมติฐาน เศรษฐกิจไทยในปี 2561 มีอัตราการขยายตัว 3.8% ของจีดีพี อัตราเงินเฟ้อ 2% ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจากสมมติฐานทั้งหมดนี้ ทำให้ สศค.ประมาณการรายได้รัฐบาลว่าจะแตะ 2.45 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากปีงบประมาณ 2560

ขณะที่นายสมศักดิ์ โชติรัตนศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวว่า ขณะนี้ส่วนราชการได้ส่งคำขอตั้งงบประมาณปี 2561 เข้ามาในเบื้องต้นทั้งสิ้น 4.521 ล้านล้านบาท โดยภายในวันที่ 1 ก.พ.2560 จะมีคำขอจริงที่ส่งให้สำนักงบประมาณราว 3.411 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีงบประมาณ 2560 ประมาณ 5% โดยสำนักงบประมาณจะต้องตัดกรอบวงเงินงบประมาณให้เหลือไม่เกิน 2.9 ล้านล้านบาท ต่อไป

“ในปีงบประมาณ 2561 จะไม่มีภาระที่ต้องตั้งงบประมาณชดใช้เงินคงคลัง เพราะรัฐบาลได้ตั้งงบกลางปีชดใช้ไปแล้ว ในปีงบประมาณ 2560 จำนวน 27,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2561 คาดว่าจะสูงกว่า 88% หรือสูงกว่าเป้าหมายเบิกจ่ายที่ตั้งไว้ในปี 2560 ที่กำหนดไว้ที่ 87% โดยจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในช่วงต้นเดือน เม.ย.2560 ส่วนความคืบหน้าการจัดทำงบกลางปี 2560 จำนวน 190,000 ล้านบาทนั้น จะเสนอ ครม.เห็นชอบได้ในวันที่ 17 ม.ค.นี้ หลังจากนั้นจะเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป”.

 

ชาวนาอยากเป็นกระดูกสันหลังชาติ ไม่ทรยศอาชีพเดินหน้าปลูกข้าวต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834729


น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนข้าวครบวงจรอยู่ระหว่างการทบทวนแผนข้าวครบวงจรปี 2560/61 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณา เนื่องจากแผนข้าวครบวงจรปี 2559/60 มีปัญหาหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด อาทิ การให้เงินจูงใจเกษตรกรให้เลิกปลูกข้าว เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ซึ่งเมื่อเกษตรกรรับเงินจากรัฐบาลไปปลูกพืชอื่น อาทิ ข้าวโพด และปอเทือง แล้วก็กลับไปปลูกข้าวแบบเดิม ซึ่งรัฐบาลทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น ปีการผลิต 2560/61 จะควบคุมผลผลิตให้เหมาะสมไม่เกินความต้องการของตลาด เนื่องจากอาจกระทบต่อราคาที่ชาวนาจะขายได้ จึงจำเป็นต้องทบทวนแผนการเพาะปลูกใหม่ โดยการให้เงินสำหรับการเปลี่ยนอาชีพจากชาวนาไปปลูกพืชอื่น แต่ทางภาครัฐต้องทำให้ชาวนารู้ว่าปลูกพืชอื่นมีรายได้ดีกว่าปลูกข้าวให้ได้ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนโครงสร้างเพาะปลูกข้าวไทยเพิ่งเริ่มเพียง 1 ปี ขณะที่หลายๆ ประเทศต้องใช้เวลานานเป็น 100 ปีกว่าจะสำเร็จ อาทิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้นทั้งนี้ ตามแผนผลิตข้าวครบวงจรทั้งหมดของกระทรวงเกษตรฯ มี 4 ช่วง ได้แก่ 1.กำหนดปริมาณความต้องการสินค้าจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้กระทรวงเกษตรฯ ทราบว่าควรผลิตเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้มีส่วนเกินมากเกินไป เพราะจะกระทบกับราคาข้าว 2.ผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ ลดต้นทุนผลิต เพิ่มผลผลิต ด้วยวิธีการเชิญเกษตรกรมารวมเป็นนาแปลงใหญ่ ซึ่งในปี 60 ตั้งเป้าทำให้ได้ 1,500 ล้านไร่ 3.การเก็บเกี่ยว กระทรวงพาณิชย์จะเป็น
แม่งานจัดรถเก็บเกี่ยวลงมาให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการข้าวที่ผลิตออกมา 4.การตลาด

“ตนจะให้ความสำคัญกับคนทำงาน สิ่งที่ยึดคือ หลักการทำงานที่โปร่งใส เพื่อเป้าหมายการเป็นหน่วยงานที่ปลอดคอร์รัปชัน (ซีโร่คอร์รัปชัน) และที่ผ่านมาคนเข้าใจว่า การคอร์รัปชันต้องทำกับโครงการใหญ่ๆเท่านั้น อันนั้นเป็นการเข้าใจผิด เพราะแค่คอร์รัปชันเวลางานหรือเวลาราชการ ก็คือการโกงอย่างหนึ่ง แต่เมื่อรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนดูแลแผนการบริหารจัดการข้าวครบวงจร ตนก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายให้เกษตรกรดีขึ้น”.

 

“สมคิด”ลั่นเดือน มี.ค.ภาพต้องชัด! เร่งระดมสมองหนุน”เอสเอ็มอี”ช่วยทั้งเงิน-ช่วยพัฒนาธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834726


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วันที่ 16 ม.ค.นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะร่วมประชุมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) ธนาคารออมสิน บรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เพื่อจัดทำแผนรายละเอียดในการสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) เงินช่วยเหลือจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีในแนวประชารัฐโดยภาพทั้งหมดคาดว่าจะชัดเจนภายในเดือน มี.ค.นี้“การประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคี เมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้อนุมัติหลักการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ด้วยการสนับสนุนวงเงินผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวทางประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ทำให้ ต้องมาคัดกรองว่าเอสเอ็มอีกลุ่มใด เป็นอย่างไร ซึ่ง 16 ม.ค.นี้จะเห็นภาพชัดเจน”

สำหรับการวางกรอบรายละเอียดในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เป็นหน่วยงานหลัก เข้ามาพิจารณาคัดเลือกผู้ประกอบการ โดยเน้นเอสเอ็มอีในพื้นที่และเข้าไปช่วยเหลือโดยตรง ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว ที่ไม่ใช่แค่การสนับสนุนด้านการเงินเพียงด้านเดียว แต่มองการพัฒนาด้านอื่นๆด้วย จะทำให้เอสเอ็มอีมีการพัฒนาที่เป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินฯ ยังได้หารือถึงการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ชุดเล็กด้วย แผนงานที่จะเร่งขับเคลื่อนในปีนี้ คือ สนามบินอู่ตะเภา, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, รถไฟความเร็วสูงภาคตะวันออก, อุตสาหกรรมไฮเทค และการพัฒนาเมืองใหม่ ฉะเชิงเทรา พัทยา ระยอง.

 

รองรับความเสี่ยงระบบการเงิน 3 สถาบันร่วมออกเกณฑ์ทดสอบภาวะวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834722


ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทยปี 59 ว่าโดยรวมมีเสถียรภาพ สะท้อนจากฐานะการเงินของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังเข้มแข็ง สถาบันการเงินมีเงินสำรองหนี้เสียและเงินกองทุนในระดับสูง รองรับความเสี่ยงจากคุณภาพสินเชื่อของลูกหนี้ที่จะด้อยลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าได้ แต่ระยะต่อไปต้องติดตามความเปราะบางบางจุดที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงเชิงระบบการเงินประกอบด้วย 1.สถานการณ์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีที่มีความสามารถชำระหนี้ลดลงและบางกลุ่มอาจประสบปัญหาสภาพคล่องในอนาคต เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการให้สินเชื่อมากขึ้น (credit crunch) ส่งผลให้สัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของเอสเอ็มอีในระบบธนาคารพาณิชย์สูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวทำให้ ธปท.ต้องติดตามความเสี่ยงในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการบางรายที่ฐานะการเงินเปราะบาง

ประเด็นที่ 2 ธปท.ต้องติดตามความสามารถในการผ่อนชำระของครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และครัวเรือนในภาคการเกษตร ซึ่งมีความเปราะบางจากระดับหนี้ต่อรายได้ที่สูงขึ้น และสภาพคล่องทางการเงินที่ต่ำ โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีหนี้สินในระดับสูง 3.การเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมการเสาะหาผลตอบแทนจากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ภายใต้ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่อง เป็นอีกภาวะที่อาจสร้างความเสียหาย หากประชาชนมองความเสี่ยงต่ำเกินความเป็นจริง โดยที่ผ่านมามีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมทั้งพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนสูงที่เกิดขึ้นผ่านการขยายตัวของสหกรณ์ออมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ เป็นประเด็นที่ ธปท.ต้องติดตามใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรปรับขึ้นสูงและรวดเร็ว จากความผันผวนของตลาดการเงินในต่างประเทศ อาจส่งผลต่อต้นทุนการกู้ยืมและการต่ออายุเงินกู้ยืม (rollover) ของภาคธุรกิจ รวมถึงภาระดอกเบี้ยจ่ายของภาคธุรกิจและครัวเรือนที่สูงขึ้นด้วย เป็นอีกปัจจัยที่เป็นความเสี่ยง และต้องติดตามใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อเนื่องถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ธปท.ประเมินฐานะหนี้ต่างประเทศของไทยว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ในระดับต่ำ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่อง และเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง จะช่วยรองรับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ ที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า ปัญหาภาคการเงินในยุโรปและจีน การเมืองในสหรัฐ-อเมริกาและกลุ่มยูโร ที่จะเกิดขึ้นปี 60 รวมถึงความไม่แน่นอน ที่มาจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเงินของประเทศหลักๆที่อาจเปลี่ยนแปลงไป สำหรับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ปี 59 ต่างชาติลงทุนในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และดัชนีตลาด mai เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังไม่พบสัญญาณการซื้อขายที่ร้อนแรงผิดปกติ

ในรายงานดังกล่าว ธปท.ระบุด้วยว่า เพื่อรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ และมีมาตรการรับมือเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบให้เพียงพอ ธปท.ได้ร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดตารางประเมินความเสี่ยง (RAM) ร่วมกันเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ทดสอบภาวะวิกฤติของระบบสถาบันการเงินปี 60 โดยจะดูผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะ 2 ปีข้างหน้า ซึ่งการทดสอบภาวะวิกฤติภายใต้ RAM นี้เป็นการยกระดับมาตรฐานการทดสอบให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกันมากขึ้น จากเดิมที่หน่วยงานกำกับแต่ละแห่งจะทดสอบภาวะวิกฤติเฉพาะสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตน.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง ผิดหวังแถลงการณ์ ‘ทรัมป์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ม.ค. 2560 06:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834790


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันพฤหัสบดี หยุดสถิติบวกต่อเนื่อง 7 วันของแนสแด็ก จากความผิดหวังในแถลงการณ์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่พูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ม.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 63.28 จุด หรือ 0.32% ปิดที่ 19891.00 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 4.88 จุด หรือ 0.21% ปิดที่ 2270.44 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 16.16 จุด หรือ 0.29% ปิดที่ 5547.49 จุด

นายปีเตอร์ คาร์ดิลโล จาก เฟิร์สต์ สแตนดาร์ด ไฟแนนเชียล ระบุว่า บรรยากาศหม่นหมองในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนความผิดหวังของนักลงทุน หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ครั้งแรกเมื่อวันพุธ โดยไม่พูดเจาะจงถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการลดภาษี ซึ่งเป็นความคาดหวังที่ทำให้ดัชนีหุ้นใหญ่ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่นานมานี้

 

กสิกรไทยฟันธงเฟดขึ้นดอกหนเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834718


นายกอบสิทธิ์ ศิลปะชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา “ทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินปีระกา” ว่า ค่าเงินบาทไตรมาส 1 ปีนี้อยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และปลายปีจะอ่อนค่าไปที่ 36.50 บาท เชื่อว่าตลอดทั้งปีธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง จากที่เฟดส่งสัญญาณปีนี้จะขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย เชื่อว่าจะทรงตัวที่ 1.50% จนถึงสิ้นปี ทั้งนี้ การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯไม่เพิ่มขึ้นตามเป้า และอาจเกิดปัญหาเงินฝืด โดยเอกชนสหรัฐฯที่ไปลงทุนต่างประเทศ และนำกำไรกลับเข้าประเทศคิดเป็น 18-20% ของกำไรบริษัทเอกชนทั้งหมด เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ทำให้เงินกำไรที่นำกลับเข้าประเทศลดลง ที่สำคัญทรัมป์กีดกันสินค้าจากจีน ทำให้จีนขายสินค้าลดลง หากกระทบต่อเศรษฐกิจจีนจะทำให้จีนท่องเที่ยวต่างประเทศลดลง กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก สำหรับเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัว 3.3% มีแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว ส่วนการส่งออกจะขยายตัว 1-2% ส่วนน้ำท่วมภาคใต้กระทบต่อเศรษฐกิจไม่มาก เพราะเศรษฐกิจโดยรวมของภาคใต้คิดเป็นสัดส่วน 8.6% ของจีดีพี ในทางกลับกันถนนที่เสียหายรัฐบาลต้องใช้งบฯซ่อมแซม และสวนยางพาราที่ต้องมีการปลูกขึ้นใหม่ เป็นผลดีต่อการขยายตัวเศรษฐกิจนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 3.4-3.6% เป็นไปตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะโต 3.3-3.5% ทำให้การค้าโลกดีขึ้นส่งผลให้การส่งออกไทยกลับมาเป็นบวก 2-3% ครั้งแรกในรอบ 5 ปีได้ ขณะที่การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวโตกว่า 10% และการลงทุนรัฐจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ ส่วนปัจจัยเสี่ยงมาจากต่างประเทศเป็นหลัก เช่น การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ เศรษฐกิจจีนที่กำลังเข้าสู่การปฏิรูป และการออกจากอียูของอังกฤษ เป็นตัวกดดันให้ค่าเงินผันผวน.

 

มาสด้า-ฮอนด้ารุกตลาดรถปีไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834714


นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการพัฒนาธุรกิจของมาสด้าในปี 2560 ว่า คาดว่ายอดขายรถยนต์รวมของทุกยี่ห้อในปีนี้จะมากกว่า 800,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5-8% โดยปีที่แล้วมียอดขายรวม 767,000 คัน ลดลงจากปีก่อน 4% สำหรับมาสด้าตั้งเป้าขายในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 50,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 18% และตั้งเป้าครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 6% โดยปีที่แล้วมาสด้าขายได้ 42,537 คัน เพิ่มขึ้น 8% มีส่วนแบ่งตลาด 5.5%“ปีนี้มาสด้ามีแผนจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่มากถึง 6 รุ่น เพื่อเพิ่มความหลากหลาย โดยจะเน้นการขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานภายใต้รูปลักษณ์ใหม่ ยกระดับสู่ประสบการณ์แบบพรีเมียมของแบรนด์ และเน้นการบริการทั้งก่อนและหลังการขายด้วยการเสริมศักยภาพทีมงานผู้จำหน่ายทั้งสองด้านอย่างไม่หยุดยั้ง”

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฮอนด้าได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่หลายรุ่นในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ฮอนด้าครองอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลปีที่ 2 ติดต่อกัน และในปีนี้ฮอนด้าจะได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหลายรุ่น โดยเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้แนะนำรถยนต์ฮอนด้าซิตี้ใหม่ ซึ่งได้ยกระดับความหรูหรา ความสปอร์ต และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ทันสมัย.

 

ซีพีเอฟแจกอาหารช่วยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ม.ค. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834713


น.สพ.สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ร่วมกับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ สนับสนุนอาหารสำเร็จรูปพร้อมน้ำดื่ม เพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมบ้านเรือนอย่างฉับพลัน และเส้นทางสัญจรถูกตัดขาด โดยยังมีหลายองค์กรให้การสนับสนุนเพื่อให้กรมสามารถนำอาหารน้ำดื่มไปมอบให้ถึงในพื้นที่ประสบภัยนายประเสริฐ อนุชิราชีวะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสาขาต่างประเทศ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟได้มอบผลิตภัณฑ์ข้าวปรุงสำเร็จพร้อมรับประทาน (รีทอร์ต) 3,300 ซอง ไข่สมุนไพร 4,000 ฟอง และน้ำดื่ม 20,000 ขวด ซึ่งตั้งแต่ภาคใต้ประสบวิกฤติน้ำท่วม ซีพีเอฟได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารสด อาทิ ไข่ไก่กว่า 1 แสนฟอง เนื้อไก่ และเนื้อหมูน้ำหนักรวมกว่า 5 ตัน และน้ำดื่มซีพีกว่า 40,000 ขวด รวมถึงอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ข้าวรีทอร์ต 5,700 ซอง ข้าวสาร อาหารแห้งและถุงยังชีพ โดยหน่วยงานที่ซีพีเอฟได้สนับสนุนอาหารสดและน้ำดื่มไปแล้ว ได้แก่ กองทัพภาคที่ 4 เหล่ากาชาดจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจังหวัดชุมพร เป็นต้น.